A Woman We Love: โดนัท-มนัสนันท์

เธอเดินพ้นประตูมาด้วยเชิ้ตขาวพอดีตัว กับกางเกงยีนส์รัดรูปและส้นสูงสีแดง ในมือถือกาชงกาแฟมาด้วยตอนสายของวันนี้ที่เรามีนัดกัน แม้ข้าวของพะรุงพะรังแต่เธอก็แสดงความน่ารักเริ่มแรกด้วยการบอกว่าเธอถือของเองไหวหลังจากที่ทีมงานเรากุลีกุจอเข้าไปช่วย

 

โดนัทคือหนึ่งในหญิงสาวไม่กี่คนที่เราต่างก็ลงความเห็นกันว่าไม่เหมือนคนอื่น เธอฝีไม้ลายมือดี เธอเป็นได้ตั้งแต่นักเขียนยันผู้กำกับฯ เธอดูเป็นธรรมชาติและเธอก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง พูดง่ายๆว่าเธอต่างจากหลายๆคนที่เรารู้สึกว่าโดน copy ตามๆกันมายามเปิดอินสตาแกรม

 

เราเริ่มต้นสัมภาษณ์ในขณะที่เธอขอทานข้าวไปด้วย

 

“กินไปคุยไปได้ไหมคะ”

 

ทำไมจะไม่ได้ละครับ ปัดโธ่.. เธอรวมผมแบบขอไปทีโดยไม่ห่วงสวย บรรเลงการพูดคุยไปพร้อมๆกับมื้อแรกของวันอย่างสบายๆ

 

 

"ถามมาได้เลยนะ...โดนัทตอบได้ทุกเรื่อง"

 

เราจึงเริ่มต้นกับคำถามที่หลายคนสงสัยว่าด้วยเรื่องบทบาทนักแสดงที่เธอทำได้ดีมากตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่น่าแปลกใจที่พักหลังมานี้เรามักเห็นเธอในบทบาทนักเขียนผู้จัดละครและผู้กำกับหนังมากกว่า เธอเลิกคิ้วแล้วอธิบายกับเราว่า

 

"ศาสตร์การแสดงมันเป็นอะไรที่บ้าบอมาก คือเราต้องเป็นผู้ตามที่ดีและต้องพร้อมดึงทุกอย่างออกมาใช้ให้ได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญคือต้องเชื่อว่าเราคือคนๆ นั้น ซึ่งโดนัทไม่ถนัดเป็นผู้ตาม เราเพิ่งมาค้นพบตัวเองว่าชอบเป็นผู้นำมากกว่าเลยกลายเป็นว่างานกำกับนี่มันทำให้เรามีความสุขสุดๆ แล้ว"

 

เราเองมีโอกาสได้ดูหนังที่เธอกำกับฯ Love Suck รักอักเสบ ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวซึ่งผิดหวังในความรักและอินเลิฟอีกครั้งคละเคล้ากันไป ในเรื่องแม้โดนัทจะบอกกับเราว่าหนังของเธอจะไม่ใช่หนังอินดี้ทั้งที่หลายๆคนไม่เก็ทตอนจบของ Love Suck ซึ่งเธอก็ยืนยันกับเราว่าเธอไม่มีทางทำหนังออกมาแล้วทุกคนที่ดูจะเข้าใจตอนจบไปในทางเดียวกัน

 

 

"หนังเป็นเรื่องของรสนิยมทุกคนชอบไม่เหมือนกันดังนั้นก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะตีความตอนจบต่างกันออกไป"

 

เราว่าไม่น่าแปลกใจหรอกที่เธอให้ความสำคัญกับการตีความ โดนัทเริ่มต้นอย่างดาราสาวสวยๆ มาวันนี้โดนัทก็แตกต่างอย่างที่เธอเป็นซึ่งมาจากการตีความชีวิตในแบบของเธอ

 

หลังจากพล่ามเรื่องหนังเราคุยกับเธอต่อในเรื่องของวงการบันเทิงไทย แววตาเธอดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้คุยเรื่องงาน เธอบอกกับเราว่า

 

"โดนัทรู้แค่ว่าตัวเองมีความสุขที่ได้ทำงาน"

 

แต่พอเราหันไปถามเธอว่ารังเกียจอะไรที่สุดในวงการบันเทิงบ้านเรา เธอกลับวางช้อนส้อมครุ่นคิดอยู่พักใหญ่

 

 

"สิ่งที่ถึงกับรังเกียจไม่มี แต่หลายครั้งที่เบื่อคำถามใจร้ายจากนักข่าว โดนัทรู้สึกว่าสื่อบ้านเราชอบยิงคำถามทำร้ายจิตใจคนตอบ ซึ่งเราก็คือคนธรรมดา เอาง่ายๆ เวลาเลิกกันจะต้องคาดคั้นขนาดไหนกันเชียว"

 

"คนเราเลิกกันก็ต้องเสียใจดิวะ นี่ก็คนนะจะบ้าหรอ?"

 

พอคุยกันมาถึงประเด็นนี้เราจึงเล่าให้เธอฟังถึงตอนที่เราได้ฟังสัมภาษณ์ของเธอเมื่อปีก่อน ตอนที่โดนรุมถามว่าเฮิร์ตแค่ไหนเมื่อต้องเลิกรากับพระเอกชื่อดัง เราเซอร์ไพรส์พอสมควรที่เธอถามนักข่าวกลับว่า

 

ทำไมทุกคนต้องคิดว่าโดนัท

 

จะต้องเป็นฝ่ายเสียใจอยู่ฝ่ายเดียว?"

 

ประโยคนั้นทำให้เรารักเธอเข้าอย่างจัง

 

 

"ตอนนั้นโดนัทแค่รู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงนี่มันยากจริงเว้ย เลิกกับแฟนเราก็ถูกมองว่าโดนทิ้งหรือถ้าเรามีแฟนใหม่ก่อนก็จะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี แล้วผู้หญิงทำอะไรได้บ้าง บางทีทัศนคติคนเราก็ไม่แฟร์กับผู้หญิงเอาซะเลย"

 

สำหรับเราแล้วหลังจากคุยเรื่องหนักๆ ทั้งงานและความรักจบลง เธอดูเป็นผู้หญิงที่เคารพตัวเองมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้เธอดูเป็นคนมีเสน่ห์โดยไม่ต้องพยายาม เราถามถึงชีวิตปัจจุบันที่เธอทำงานห้าวันชนิดที่ออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้าและกลับมาหลังละครหลังข่าวจบ เธอพบว่าตัวเองมีความสุขแต่ไร้วี่แววการมีความรักครั้งใหม่อย่างสิ้นเชิง

 

"มันก็มีนะผู้ชายที่มาชอบเราแต่ว่าเขามีแฟนแล้ว ถามว่าโดนัทชอบเขามั๊ย...โดนัทชอบแต่เราจำเป็นต้องสานต่อความรู้สึกของเราด้วยหรอในเมื่อสิ่งนั้นมันจะทำให้เรากลายเป็นกิ๊กโดยสมบูรณ์"

 

"ทุกวันนี้ไม่ใช่เด็กๆ โดนัทโตพอที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือเสียเวลาชีวิต ดังนั้นเราก็ควรปล่อยให้ความชอบของเรามันอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ก็แค่นั้น"

 

 

ฟังๆ ดูก็เดาไม่ยากว่าเธอน่ะชอบที่ได้อินเลิฟกับพวกแบดบอยซึ่งเธอก็หัวเราะพร้อมกับคำสารภาพที่เราอดอมยิ้มไม่ได้ว่า

 

"จริงๆ ผู้ชายดีๆ มันอาจจะหาไม่ยาก

 

แต่ผู้หญิงเองต่างหากที่มองข้ามคนดีๆ ไป

 

ก็คงเหมือนกับพวกผู้ชายนั่นแหละ

 

ถ้าเลือกได้มักชอบผู้หญิงแรด

 

แต่ปากว่าอยากได้ผู้หญิงดีๆ มาเป็นแม่”

 

โอเค จุก เราไม่เถียง

 

ในนาม Esquire แน่นอนเราใคร่รู้เป็นที่สุดว่าผู้ชายที่เป็น Man at His Best ของเธอจะต้องมีคุณสมบัติใด เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า

 

 

"ความซื่อสัตย์"

 

สำหรับเธอหากขาดสิ่งนี้ไปคุณจะเป็นได้แค่ผู้ชายแต่อาจจะไม่ใช่ลูกผู้ชายที่ควรจะเป็น เธอเล่าว่าโตมาในครอบครัวที่พ่อซื่อสัตย์กับแม่มากๆ

 

"โดนัทเองก็เป็นแบบนั้น เรื่องอื่นโดนัทให้อภัยได้ แต่เรื่องนอกใจมันให้อภัยกันไม่ได้จริงๆ"

 

มาถึงการถ่ายแบบกับเอสไควร์วันนี้บ้าง

 

"มีหนังสือผู้ชายติดต่อมาบ้าง แต่โดนัทก็มีลิมิตของตัวเองอยู่ จริงๆ โตแล้วไม่ใช่ว่าจะต้องมิดชิดสุดๆ แต่ถ้าจะให้เสื้อในกางเกงในเลยนี่ก็สู้ไม่ไหว อีกอย่างเป็นคนเตี้ยจะไม่ค่อยได้ถ่ายก็คงเพราะข้อนี้"

 

เธอหัวเราะพร้อมจิกกัดตัวเองเรื่องส่วนสูง แต่เรากลับชอบความพอดีในสัดส่วนที่จับต้องได้ของเธอและมีใบหน้าโคตรธรรมชาติที่น่ามองในทุกอิริยาบถ

 

 

ยิ่งคุยก็ยิ่งเพลิน และถ้าคุณหลงรักเธอเข้าให้แล้ว ชมคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำและติดตามบทสัมภาษณ์เต็มๆ พร้อมภาพสวยๆทั้งหมดได้ใน Esquire ฉบับเดือนธันวาคมนะครับ : )

 


 

Woman we love: มนัสนันท์ พันธ์เลิศวงศ์สกุล

Interview: Jeep Zatia / Paron S.

Text: Jeep Zatia

Edit: Paron S.

Style: Libdalin

Photography: Suwat Pantong

Assistant: Kittipoj Tantrakulsiri / Nithikarn Janeputtipun


YOU MIGHT LIKE !



A Woman We Love: โดนัท-มนัสนันท์

เธอเดินพ้นประตูมาด้วยเชิ้ตขาวพอดีตัว กับกางเกงยีนส์รัดรูปและส้นสูงสีแดง ในมือถือกาชงกาแฟมาด้วยตอนสายของวันนี้ที่เรามีนัดกัน แม้ข้าวของพะรุงพะรังแต่เธอก็แสดงความน่ารักเริ่มแรกด้วยการบอกว่าเธอถือของเองไหวหลังจากที่ทีมงานเรากุลีกุจอเข้าไปช่วย

 

โดนัทคือหนึ่งในหญิงสาวไม่กี่คนที่เราต่างก็ลงความเห็นกันว่าไม่เหมือนคนอื่น เธอฝีไม้ลายมือดี เธอเป็นได้ตั้งแต่นักเขียนยันผู้กำกับฯ เธอดูเป็นธรรมชาติและเธอก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง พูดง่ายๆว่าเธอต่างจากหลายๆคนที่เรารู้สึกว่าโดน copy ตามๆกันมายามเปิดอินสตาแกรม

 

เราเริ่มต้นสัมภาษณ์ในขณะที่เธอขอทานข้าวไปด้วย

 

“กินไปคุยไปได้ไหมคะ”

 

ทำไมจะไม่ได้ละครับ ปัดโธ่.. เธอรวมผมแบบขอไปทีโดยไม่ห่วงสวย บรรเลงการพูดคุยไปพร้อมๆกับมื้อแรกของวันอย่างสบายๆ

 

 

"ถามมาได้เลยนะ...โดนัทตอบได้ทุกเรื่อง"

 

เราจึงเริ่มต้นกับคำถามที่หลายคนสงสัยว่าด้วยเรื่องบทบาทนักแสดงที่เธอทำได้ดีมากตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่น่าแปลกใจที่พักหลังมานี้เรามักเห็นเธอในบทบาทนักเขียนผู้จัดละครและผู้กำกับหนังมากกว่า เธอเลิกคิ้วแล้วอธิบายกับเราว่า

 

"ศาสตร์การแสดงมันเป็นอะไรที่บ้าบอมาก คือเราต้องเป็นผู้ตามที่ดีและต้องพร้อมดึงทุกอย่างออกมาใช้ให้ได้ทุกเมื่อ ที่สำคัญคือต้องเชื่อว่าเราคือคนๆ นั้น ซึ่งโดนัทไม่ถนัดเป็นผู้ตาม เราเพิ่งมาค้นพบตัวเองว่าชอบเป็นผู้นำมากกว่าเลยกลายเป็นว่างานกำกับนี่มันทำให้เรามีความสุขสุดๆ แล้ว"

 

เราเองมีโอกาสได้ดูหนังที่เธอกำกับฯ Love Suck รักอักเสบ ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวซึ่งผิดหวังในความรักและอินเลิฟอีกครั้งคละเคล้ากันไป ในเรื่องแม้โดนัทจะบอกกับเราว่าหนังของเธอจะไม่ใช่หนังอินดี้ทั้งที่หลายๆคนไม่เก็ทตอนจบของ Love Suck ซึ่งเธอก็ยืนยันกับเราว่าเธอไม่มีทางทำหนังออกมาแล้วทุกคนที่ดูจะเข้าใจตอนจบไปในทางเดียวกัน

 

 

"หนังเป็นเรื่องของรสนิยมทุกคนชอบไม่เหมือนกันดังนั้นก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะตีความตอนจบต่างกันออกไป"

 

เราว่าไม่น่าแปลกใจหรอกที่เธอให้ความสำคัญกับการตีความ โดนัทเริ่มต้นอย่างดาราสาวสวยๆ มาวันนี้โดนัทก็แตกต่างอย่างที่เธอเป็นซึ่งมาจากการตีความชีวิตในแบบของเธอ

 

หลังจากพล่ามเรื่องหนังเราคุยกับเธอต่อในเรื่องของวงการบันเทิงไทย แววตาเธอดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้คุยเรื่องงาน เธอบอกกับเราว่า

 

"โดนัทรู้แค่ว่าตัวเองมีความสุขที่ได้ทำงาน"

 

แต่พอเราหันไปถามเธอว่ารังเกียจอะไรที่สุดในวงการบันเทิงบ้านเรา เธอกลับวางช้อนส้อมครุ่นคิดอยู่พักใหญ่

 

 

"สิ่งที่ถึงกับรังเกียจไม่มี แต่หลายครั้งที่เบื่อคำถามใจร้ายจากนักข่าว โดนัทรู้สึกว่าสื่อบ้านเราชอบยิงคำถามทำร้ายจิตใจคนตอบ ซึ่งเราก็คือคนธรรมดา เอาง่ายๆ เวลาเลิกกันจะต้องคาดคั้นขนาดไหนกันเชียว"

 

"คนเราเลิกกันก็ต้องเสียใจดิวะ นี่ก็คนนะจะบ้าหรอ?"

 

พอคุยกันมาถึงประเด็นนี้เราจึงเล่าให้เธอฟังถึงตอนที่เราได้ฟังสัมภาษณ์ของเธอเมื่อปีก่อน ตอนที่โดนรุมถามว่าเฮิร์ตแค่ไหนเมื่อต้องเลิกรากับพระเอกชื่อดัง เราเซอร์ไพรส์พอสมควรที่เธอถามนักข่าวกลับว่า

 

ทำไมทุกคนต้องคิดว่าโดนัท

 

จะต้องเป็นฝ่ายเสียใจอยู่ฝ่ายเดียว?"

 

ประโยคนั้นทำให้เรารักเธอเข้าอย่างจัง

 

 

"ตอนนั้นโดนัทแค่รู้สึกว่าการเป็นผู้หญิงนี่มันยากจริงเว้ย เลิกกับแฟนเราก็ถูกมองว่าโดนทิ้งหรือถ้าเรามีแฟนใหม่ก่อนก็จะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี แล้วผู้หญิงทำอะไรได้บ้าง บางทีทัศนคติคนเราก็ไม่แฟร์กับผู้หญิงเอาซะเลย"

 

สำหรับเราแล้วหลังจากคุยเรื่องหนักๆ ทั้งงานและความรักจบลง เธอดูเป็นผู้หญิงที่เคารพตัวเองมากที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนั่นแหละที่ทำให้เธอดูเป็นคนมีเสน่ห์โดยไม่ต้องพยายาม เราถามถึงชีวิตปัจจุบันที่เธอทำงานห้าวันชนิดที่ออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้าและกลับมาหลังละครหลังข่าวจบ เธอพบว่าตัวเองมีความสุขแต่ไร้วี่แววการมีความรักครั้งใหม่อย่างสิ้นเชิง

 

"มันก็มีนะผู้ชายที่มาชอบเราแต่ว่าเขามีแฟนแล้ว ถามว่าโดนัทชอบเขามั๊ย...โดนัทชอบแต่เราจำเป็นต้องสานต่อความรู้สึกของเราด้วยหรอในเมื่อสิ่งนั้นมันจะทำให้เรากลายเป็นกิ๊กโดยสมบูรณ์"

 

"ทุกวันนี้ไม่ใช่เด็กๆ โดนัทโตพอที่จะรู้แล้วว่าอะไรคือเสียเวลาชีวิต ดังนั้นเราก็ควรปล่อยให้ความชอบของเรามันอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ก็แค่นั้น"

 

 

ฟังๆ ดูก็เดาไม่ยากว่าเธอน่ะชอบที่ได้อินเลิฟกับพวกแบดบอยซึ่งเธอก็หัวเราะพร้อมกับคำสารภาพที่เราอดอมยิ้มไม่ได้ว่า

 

"จริงๆ ผู้ชายดีๆ มันอาจจะหาไม่ยาก

 

แต่ผู้หญิงเองต่างหากที่มองข้ามคนดีๆ ไป

 

ก็คงเหมือนกับพวกผู้ชายนั่นแหละ

 

ถ้าเลือกได้มักชอบผู้หญิงแรด

 

แต่ปากว่าอยากได้ผู้หญิงดีๆ มาเป็นแม่”

 

โอเค จุก เราไม่เถียง

 

ในนาม Esquire แน่นอนเราใคร่รู้เป็นที่สุดว่าผู้ชายที่เป็น Man at His Best ของเธอจะต้องมีคุณสมบัติใด เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า

 

 

"ความซื่อสัตย์"

 

สำหรับเธอหากขาดสิ่งนี้ไปคุณจะเป็นได้แค่ผู้ชายแต่อาจจะไม่ใช่ลูกผู้ชายที่ควรจะเป็น เธอเล่าว่าโตมาในครอบครัวที่พ่อซื่อสัตย์กับแม่มากๆ

 

"โดนัทเองก็เป็นแบบนั้น เรื่องอื่นโดนัทให้อภัยได้ แต่เรื่องนอกใจมันให้อภัยกันไม่ได้จริงๆ"

 

มาถึงการถ่ายแบบกับเอสไควร์วันนี้บ้าง

 

"มีหนังสือผู้ชายติดต่อมาบ้าง แต่โดนัทก็มีลิมิตของตัวเองอยู่ จริงๆ โตแล้วไม่ใช่ว่าจะต้องมิดชิดสุดๆ แต่ถ้าจะให้เสื้อในกางเกงในเลยนี่ก็สู้ไม่ไหว อีกอย่างเป็นคนเตี้ยจะไม่ค่อยได้ถ่ายก็คงเพราะข้อนี้"

 

เธอหัวเราะพร้อมจิกกัดตัวเองเรื่องส่วนสูง แต่เรากลับชอบความพอดีในสัดส่วนที่จับต้องได้ของเธอและมีใบหน้าโคตรธรรมชาติที่น่ามองในทุกอิริยาบถ

 

 

ยิ่งคุยก็ยิ่งเพลิน และถ้าคุณหลงรักเธอเข้าให้แล้ว ชมคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำและติดตามบทสัมภาษณ์เต็มๆ พร้อมภาพสวยๆทั้งหมดได้ใน Esquire ฉบับเดือนธันวาคมนะครับ : )

 


 

Woman we love: มนัสนันท์ พันธ์เลิศวงศ์สกุล

Interview: Jeep Zatia / Paron S.

Text: Jeep Zatia

Edit: Paron S.

Style: Libdalin

Photography: Suwat Pantong

Assistant: Kittipoj Tantrakulsiri / Nithikarn Janeputtipun



LAST UPDATE