สวยพิฆาต Monica Bellucci

A Woman We Love

โมนิกา เบลลุชชี

สวยพิฆาต

 

มีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ซิวบทสาวบอนด์ไปครองได้ชิลล์ๆ ในวัย 51 สาวอิตาลีผู้นี้คือนางในฝันที่ชายทุกคนต้องอ้าปากค้างและผู้กำกับฯ แซม เมนเดสก็รู้ข้อนี้ เขาถึงจีบเธอให้มารับบทในหนังบอนด์ภาคล่าสุด

 

ไม่มีใครชอบรอเวลาที่นัดใครไว้ แต่ความรู้สึกจะต่างไปถ้าคู่นัดของคุณคือโมนิกา เบลลุชชี นับเป็นบุญของคุณแล้วที่ได้นั่งรอสี่ชั่วโมงที่ร้านกาแฟใน Pinewood Studios ห่างจากลอนดอนหนึ่งชั่วโมง แทะแซนด์วิชไส้กรอกกลิ่นหืนๆ จิบกาแฟรสชืดอย่างกับน้ำล้างถ้วยสไตล์ผู้ดีอังกฤษ แต่ก็ยังยิ้มออก

 

บทสนทนาทางโทรศัพท์ของผมกับบ.ก.มีดังนี้

 

บ.ก.: จำงานสัมภาษณ์ที่ผมเคยพูดถึงได้ไหม ลุยเลย คุณบินไปอังกฤษตอนนี้ได้ไหม

ผม: อือฮึ (ในหัวผมกำลังคิดถึงตารางงานในแมดริดของอาทิตย์นั้น) เอาจริงเหรอ

บ.ก.: งานช้างนะ ได้สัมภาษณ์โมนิกา เบลุชชีขึ้นปกหน้า

ผม: โอ๊ะ โอ๊ะ โอ! (สังเกตว่าน้ำเสียงเปลี่ยน ในหัวผมเริ่มค่อยๆ ลืมแมดริดไป) ว่ามาเลยจะให้ไปถึงสนามบินกี่โมง”

 

Pinewood Studios เทียบได้กับฮอลลีวู้ดของยุโรป ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์นับพันเรื่องก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ เริ่มตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 1930 เช่น ‘Superman’ ‘The Day of the Jackal’ ‘Alien’ รวมทั้งบางภาคของหนังมหากาพย์ Harry Potter แต่ว่าที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดเห็นจะเป็นหนังซีรีส์เจมส์ บอนด์สุดอมตะ นับไล่มาตั้งแต่ยุคพระเอกฌอน คอนเนอรี โรเจอร์ มัวร์ เพียร์ซ บรอสแนน จนถึงแดเนียล เคร็ก พระเอกคนล่าสุดผู้รับบทสายสืบราชการลับแห่งอังกฤษ

 

Pinewood มีฉากถ่ายทำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและได้จารึกตำนาน “007” ไว้ หลายฉากใน Spectre ภาคล่าสุดของมหากาพย์เจมส์ บอนด์ซึ่งจะชนโรงในเดือนนี้ก็ถ่ายทำที่นี่ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้กำกับฯฯฯ คือแซม เมนเดส (ผู้เคยฝากผลงานกำกับไว้ใน American Beauty และ Skyfall หนังบอนด์ภาครองล่าสุด) โดยมีแดเนียล เคร็กรับบทนำประกบคู่กับโมนิกา เบลลุชชี ซึ่งมารับบทสาวบอนด์เป็นครั้งแรก มีการถกเถียงกันพอสมควรก่อนจะมาลงตัวที่เบลลุชชี

 

“ตอนแรกที่โดนติดต่อมา ฉันนึกว่าจะให้ไปรับบทเป็น ‘เอ็ม’ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองเอ็มไอ 6 ซึ่งเดิมรับบทโดยระดับตำนานอย่างจูดี เดนช์” เบลลุชชีเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งแล้ว อาจพูดได้ว่าเบลลุชชีเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกอีกคนหนึ่ง (ส่วนตัวผมขอละคำว่า “อาจ” ทิ้งไปได้เลย) และเพิ่งจะเข้าวัย 51 หมาดๆ

ทั้งหมดนี้คือความคิดในหัวของผมที่ร้านกาแฟระหว่างรอสัมภาษณ์ดาราสาวซึ่งถ่ายแบบอยู่ห่างไปไม่กี่ฟุตจากตรงที่ผมนั่งอยู่นี้ ผมนั่งทวนคำถามในใจไปพลางๆ มันคิดหนักในการจะตั้งคำถามสัมภาษณ์ผู้หญิงซึ่งชายหลายคนบูชายกขึ้นไว้บนหอคอยงาช้างสูงเกินเอื้อม

 

“ถ่ายแบบเสร็จแล้ว เธอจะไปพบคุณที่ตึกคูบริก” ตัวแทนของเธอพูดขึ้นขัดกระบวนความคิดผม เขาขอโทษที่ให้ผมรอสี่ชั่วโมง แต่ระหว่างที่เราเดินไป ผมคิดกับตัวเองว่ามันอาจเป็นสี่ชั่วโมงที่คุ้มค่าแก่การรอคอยที่สุดในชีวิตแล้ว สถานที่ที่เขาพาผมไปนั้นไม่ได้วิลิศมาหราสมศักดิ์ศรีตำนานที่มีชีวิตเช่นที่หลายคนคาดไว้ แค่ห้องธรรมดามีแลปท็อปวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้อัด มีโต๊ะกลมกับเก้าอี้สี่ตัวและโซฟาอีกตัวหนึ่ง

 

เบลลุชชีมาถึงในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง เธอยังไม่ลบเครื่องสำอางจากถ่ายแบบและสวมเดรสลายสีอ่อนซึ่งอาจไม่ค่อยเหมาะนักกับสภาพอากาศฝนชุกในเขตนี้ของอังกฤษแม้จะเข้ากลางเดือนกรกฎาคมแล้ว เธอทักทายผมน้ำเสียงสดใส ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งไปนั่งก่อนจะผายมือเชิญให้ผมนั่งลงด้วย

 

“ถ่ายแบบเป็นไงบ้างครับ” เปิดบทสนทนาได้ดี แม้ว่าในใจผมนั้นอยากจะให้ใครช่วยหยิกผมแรงๆ ให้รู้ว่านี่ผมไม่ได้ฝันไป “ฉลุย” เธอตอบมั่นใจ “ได้ภาพสวยสมใจ” เธอเสริม เธอยิ้มจริงใจ ผมสะกดกลั้นอาการเขินเกร็ง สลัดคราบติ่งไร้สติไปสวมบทนักข่าวตามหน้าที่ งานนี้ผมจัดหนัก

 

“เทียบเรื่องอายุ คุณคือสาวบอนด์ที่อายุมากที่สุด” ผมพูด

 

“หนังสายลับ 007 ล้วนได้นางเอกเก่งๆ ระดับแถวหน้า ทั้งโรซามุนด์ ไพค์ เออร์ซูลา แอนเดรส ฮัลลี เบอร์รี เอวา กรีน” เบลลุชชีตอบ “ทุกคนเป็นนักสู้ มันไม่มีเหตุผลที่ฉันจะปฏิเสธบทนี้ จริงอยู่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเลือกนางเอกที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน แต่นั่นก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี เรากำลังบอกกับผู้หญิงที่หยุดเชื่อว่าตัวเองมีเสน่ห์น่าปรารถนาหลังพ้นวัย 50 ว่าโลกไม่ได้จบที่อายุเท่านั้น เราโดนสังคมฝังหัวให้เชื่อมาแบบนั้นซึ่งมันไม่ถูกต้องเลย ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ในยุคที่ผู้หญิงมีอิทธิพลมากขึ้นในโลกของหนัง เราต้องลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่ารูปลักษณ์ไม่ใช่คุณสมบัติอย่างเดียวที่สำคัญ เมื่อคุณอายุมากขึ้น ประตูแห่งโอกาสหลายๆ บานจะเปิดรับ คุณจะได้สวมบทบาทใหม่ๆ ความสวยเป็นสิ่งที่คู่กับความสาวอยู่แล้ว ธรรมชาติให้มาแบบนั้น แต่เมื่ออายุมากขึ้นเราก็จะสวยในอีกแบบหนึ่ง ตอนยังสาวเรายังคิดไม่ได้เพราะรูปลักษณ์ภายนอกนั้นบดบังความงามข้างในไว้ แต่พอแก่ขึ้นและยังทำอาชีพนักแสดงอยู่ โฟกัสไม่ใช่เรื่องความสวย ตอนนั้นเองที่ความงามภายในของคุณจะเผยออกมา”

 

เธอนั่งโน้มมาข้างหน้าและเริ่มพูดถึงตัวละครที่เธอแสดง ลูเชีย ราวกับเป็นเพื่อนเก่า “ฉันเล่นเป็นลูเชีย แม่ม่ายชาวอิตาลีที่อดีตสามีเป็นแก๊งมาเฟีย เธอมีความลับเต็มไปหมด ตอนแรกที่เจอบอนด์ เธอไม่ไว้ใจไว้ก่อนไม่ว่าใคร เพราะเธออยู่ในโลกที่ผู้ชายชอบใช้อำนาจเผด็จการ แต่เมื่อเธอเริ่มสลัดความเชื่อเก่าๆ ที่ฝังหัวออกไป เธอก็ได้ตระหนักถึงพลังอำนาจของอิสตรี ตอนนั้นเองที่ทั้งคู่เริ่มจะเข้าใจกัน เขาช่วยเธอออกมาจากสภาพแวดล้อมที่อันตรายและเธอก็ตอบแทนด้วยการให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ ทางเลือกเดียวคือทั้งคู่ต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน ฉันคิดว่าชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน...” เธอหัวเราะในลำคอเมื่อพูดจบประโยค

 

ผมอดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังเปรียบเปรยถึงความสัมพันธ์ของเธอกับดาราหนุ่มวินเซนต์ แคสเซิลซึ่งหย่าร้างกันไปตั้งแต่สองปีก่อนหลังจากใช้ชีวิตคู่ยาวนาน 14 ปีและมีลูกสาวด้วยกันสองคน “เราเข้ากันได้ดี” เธอพูดถึงเขาเพียงเท่านี้ ก่อนจะโฟกัสถึงชีวิตใหม่ในฐานะสาวโสด เธอเน้นเสียงตรงคำว่า “ใหม่”

 

“ชีวิตฉันดี๊ดี เก๋ไหมล่ะมีท้องตอน 45 แถมงานก็รุ่ง เพราะฉันมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับฯ มือทองหลายคน หนังสามเรื่องล่าสุดของฉันกำกับโดยเอมีร์ คุสตูริกา แซม เมนเดส และกาย เอดัว และฉันก็ได้เล่นเป็นตัวละครที่ต่างกันมากถึงสามบทบาท ผู้หญิงสามแบบสามสไตล์”

 

เรียกได้ว่าควบสามกับผู้กำกับฯ ทั้งสัญชาติอังกฤษ เซอร์เบีย และแคนาดา มันดูเหมือนว่าชีวิตที่ได้โอ้ลัลล้าในฮอลลีวู้ดสุขสบายในแมนชั่นหรูในมาลิบูนั้นไม่ใช่แนวของเธอเลย เธอเล่นได้ทั้ง Matrix และหนังยุโรปต้นทุนต่ำ ผมถามว่าเธอสบายใจกว่าไหมกับหนังฟอร์มยักษ์เทียบกับหนังนอกกระแสซึ่งเธอตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เวลาฉันอยู่หน้ากล้อง ไม่ว่ามันเป็นหนังอินดี้เล็กๆ อย่าง Irreversible หรือหนังใหญ่อย่าง James Bond ความทุ่มเทของฉันกับตัวละครนั้นไม่ได้ต่างกันเลย เวลาแสดง ฉันไม่บอกตัวเองว่า ‘โอ้ พระเจ้า นี่หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมหาศาล’ ถ้าปล่อยให้ความคิดแบบนี้มีผลก็ผิดมหันต์แล้ว”

 

ทัศนคติเรื่องชื่อเสียงก็ทำนองเดียวกัน เช่นว่าเธอไม่เกี่ยงที่จะรับบทรอง “ในเรื่อง The Private Lives of Pippa Lee ของรีเบกกา มิลเลอร์ ฉันโผล่ในฉากแค่ 10 นาที แต่มันเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน มันไม่ได้ขึ้นกับว่าจะต้องเป็นบทนำหรือทุนสร้างหนังเท่าไหร่ แต่มันสำคัญที่อารมณ์ของตัวละครที่เราจะต้องตีความ ฉันพยายามสอดแทรกความเป็นตัวเองลงไปในตัวละครเสมอ ปกติเมื่อนักแสดงตัดสินใจกับบทหนังสักเรื่อง เราไม่ได้มองแค่ว่ามันเป็นหนัง เราอยากที่จะสะท้อนความคิดของเราผ่านน้ำเสียงของตัวละคร ใน Spectre ลูเชียเป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่า อยู่ในโลกโหดร้ายใต้อำนาจของผู้ชายโดยเธอก็ไม่รู้จะหนียังไง เธอเป็นคนหัวโบราณที่อยากมีผู้ชายคอยดูแลปกป้อง ผู้หญิงอีกคนในเรื่อง แมดเดอลีน (รับบทโดยเลอา เซย์ดู) เรียกว่าตรงข้ามกับเธอสุดขั้ว บ้าบิ่นไม่ง้อใครและคุมผู้ชายได้ การเรียนรู้จากอดีตคือวิธีที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอนาคต เราเป็นอีกตัวตนของกันและนั่นทำให้เราเข้าใจหัวอกซึ่งกันในฐานะผู้หญิงและในฐานะมนุษย์ ความแตกต่างคนละขั้วของทั้งคู่สร้างสีสันให้กับหนังบอนด์ภาคใหม่ได้อย่างเยี่ยมยอด”

 

“คุณคิดยังไงกับเจมส์ บอนด์คนล่าสุดนี้ คุณจะพูดอะไรกับคนที่คิดว่ายุคเฟื่องที่สุดของหนังบอนด์คือยุคของฌอน คอนเนอรี”

 

“โอ้ ตอนนี้เขาเก๋าขึ้นอีกเยอะ” เธอพูดเสียงหนักแน่น “อดีตสายลับผู้นี้คือฮีโร่หล่อเพอร์เฟ็กบู๊ระห่ำซึ่งมันก็ลงตัวในช่วงเวลานั้น แต่เขาค่อยๆ เริ่มซับซ้อนอันตรายเดายากขึ้น เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่มีปมขัดแย้งและพยายามไขว่คว้าสิ่งเติมเต็ม เขาซับซ้อนขึ้น ใหม่ขึ้น ลึกลับขึ้น”

 

ผมถามว่าส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะแดเนียล เคร็กซึ่งอายุอ่อนกว่าสี่ปีและเป็นพระเอกบอนด์ที่เถื่อนและเหมือนคนธรรมดาที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซีรีส์เรื่องนี้หรือไม่ เธอหัวเราะเบาๆ “ด้านดิบของเขาน่ะมีเยอะ แต่เขาใจดีมากและคอยเทกแคร์ฉันตลอดการถ่ายทำ เวลาคุณต้องเล่นฉากหวือหวาถึงเนื้อถึงตัวกับดาราชายที่คุณไม่สนิทสนมด้วย มันจะขัดเขินทั้งสองฝ่าย แต่แดเนียลทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด เขาเป็นคนดีและเป็นนักแสดงที่ดี ถ่ายฉากเลิฟซีนฉลุย”

 

ถึงตรงนี้ผมยังนั่งเงียบ เธอจ้องผมเขม็งราวกับจะท้า “แน่จริงก็ถามเลย” ด้วยสายตา ผมฉุกนึกเล่นๆ ว่าเธออาจกำลังอ่านใจผมอยู่ก็ได้ เหมือนเธอรู้ว่าผมจะถามอะไรเธอต่อ เครื่องหมายคำถามอันเดียวในบันทึกของผม เพราะผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ถามหรือเปล่า พูดถึงฉากเลิฟซีนทำให้เธอย้อนถึงหนังเรื่อง Irreversible ซึ่งเธอรับบทเหยื่อโดนข่มขืนทารุณ หนังดราม่ารุนแรงสมจริงที่สุดที่เคยได้ฉายบนจอเงิน

 

ผมบอกเธอว่าผมทนดูได้รอบเดียวเพราะรับฉากสะเทือนอารมณ์ในหนังไม่ได้ ผมเชื่อว่าดาราที่รับบทคนร้ายข่มขืนน่าจะนิสัยดี แต่คนดูหนัง 99% ไม่คิดแบบนั้นแน่ เพราะผมมั่นใจว่าเราทุกคนอยากฆ่ามัน เธอตอบว่าเธอเองก็ไม่ได้ดูฉากนั้นซ้ำรอบสองทว่าด้วยเหตุผลอีกอย่าง “ปกติฉันจะไม่ดูหนังที่ตัวเองเล่นซ้ำเกินหนึ่งรอบ แต่ยอมรับว่ามันเครียดจริงๆ ตอนถ่าย Irreversible ในฐานะนักแสดงฉันว่ามันท้าทายมากเพราะมันมีฉากที่ต้องด้นสดและถ่ายต่อเนื่องยาว ลักษณะคล้ายละครเวทีเพราะมีหลายฉากที่ถ่ายเป็นช็อตต่อเนื่อง บางซีนถ่าย 20 นาทีไม่หยุดเลย ฉันไม่เคยเจออะไรแบบนั้น”

 

“แต่คิดอีกทีฉันคงไม่รับบทหนักแบบนั้นอีกแล้ว กัสปาร์ โนเอเป็นผู้กำกับฯ ที่เก่ง เขาน่ารักมาก แม้ในตอนถ่ายฉากดราม่าจัด แต่บอกตรงๆ เล่นหนังแนวนี้มันเหนื่อย อาจจะด้วยวัยฉันด้วย แต่ก่อนฉันจะเลือกเล่นตัวละครที่สีเทาๆ อย่างใน The Passion of the Christ หรือ Malèna หรือ Dobermann… เดี๋ยวนี้ฉันไม่มองบทพวกนั้นเลย ฉันจะเลือกบทที่คาแรกเตอร์สว่างขึ้น ห่างจากด้านมืดมากขึ้น เพราะฉันรู้สึกอินกับบทแบบนี้มากกว่าแล้ว ลูกสาวสองคนคือแสงสว่างในชีวิตฉัน ฉันคิดเสมอว่านักแสดงจะตัดสินใจเลือกบทที่ตรงกับความรู้สึกตัวเองในเวลานั้น อย่างน้อยก็ฉันคนหนึ่ง”

 

ไม่แน่ว่าความมีเหตุผลนี้อาจบ่มเพาะอยู่ในสายเลือดของเธอ แม่ที่เป็นจิตรกรและพ่อเป็นนักธุรกิจ ผมสังเกตว่าบทที่เธอเล่นนั้นมีความหลากหลายมากและเธอก็เข้าถึงได้ทุกบทบาทด้วย (ลองบอกชื่อหนังห่วยมาสักเรื่องในชีวิตการแสดงของเบลลุชชี) ผมสงสัยว่าเธออาจจะได้ด้านอารมณ์จากแม่และด้านเหตุผลจากพ่อ

 

“แต่ไหนแต่ไรฉันมีทั้งด้านที่อ่อนไหวมากๆ และด้านที่มีเหตุผลมากๆ และฉันพยายามจะหาจุดสมดุล ดูท่าฉันคงได้มาจากพ่อแม่นั่นแหละ ด้านที่อ่อนไหวช่วยให้ฉันเข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก มันเป็นประโยชน์เวลาฉันอยากปลดปล่อยให้รู้สึกโล่งขึ้น ส่วนอีกด้านช่วยให้ฉันมีจุดยืนเวลาต้องตัดสินใจอะไร”

 

เราเหลือเวลาแค่อีกไม่กี่นาทีและมันก็ร่วงพรูผ่านนิ้วมือผมเหมือนเม็ดทรายที่ไขว่คว้าไว้ไม่ได้ ผมอยากใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตนั่งคุยกับเธอ หรือแค่ได้ฟังเสียงเธอเฉยๆ ก็สุขแล้ว น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าขึงขัง หรือแค่ได้มองตาเธอ ผมบอกเธอว่าถ้าผมเป็นผู้พิพากษาและเธอเป็นทนาย ผมจะตัดสินให้ลูกความเธอพ้นผิดทุกคดี เธอหัวเราะ

 

ติดตามอ่านเรื่องราวของสาวบอนด์สุดเก๋าเต็มๆได้ที่ฉบับเดือนพฤศจิกายนนะครับ

 

Interview: Luis Meyer

Photos: Cliff Watts




สวยพิฆาต Monica Bellucci

A Woman We Love

โมนิกา เบลลุชชี

สวยพิฆาต

 

มีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ซิวบทสาวบอนด์ไปครองได้ชิลล์ๆ ในวัย 51 สาวอิตาลีผู้นี้คือนางในฝันที่ชายทุกคนต้องอ้าปากค้างและผู้กำกับฯ แซม เมนเดสก็รู้ข้อนี้ เขาถึงจีบเธอให้มารับบทในหนังบอนด์ภาคล่าสุด

 

ไม่มีใครชอบรอเวลาที่นัดใครไว้ แต่ความรู้สึกจะต่างไปถ้าคู่นัดของคุณคือโมนิกา เบลลุชชี นับเป็นบุญของคุณแล้วที่ได้นั่งรอสี่ชั่วโมงที่ร้านกาแฟใน Pinewood Studios ห่างจากลอนดอนหนึ่งชั่วโมง แทะแซนด์วิชไส้กรอกกลิ่นหืนๆ จิบกาแฟรสชืดอย่างกับน้ำล้างถ้วยสไตล์ผู้ดีอังกฤษ แต่ก็ยังยิ้มออก

 

บทสนทนาทางโทรศัพท์ของผมกับบ.ก.มีดังนี้

 

บ.ก.: จำงานสัมภาษณ์ที่ผมเคยพูดถึงได้ไหม ลุยเลย คุณบินไปอังกฤษตอนนี้ได้ไหม

ผม: อือฮึ (ในหัวผมกำลังคิดถึงตารางงานในแมดริดของอาทิตย์นั้น) เอาจริงเหรอ

บ.ก.: งานช้างนะ ได้สัมภาษณ์โมนิกา เบลุชชีขึ้นปกหน้า

ผม: โอ๊ะ โอ๊ะ โอ! (สังเกตว่าน้ำเสียงเปลี่ยน ในหัวผมเริ่มค่อยๆ ลืมแมดริดไป) ว่ามาเลยจะให้ไปถึงสนามบินกี่โมง”

 

Pinewood Studios เทียบได้กับฮอลลีวู้ดของยุโรป ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์นับพันเรื่องก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ เริ่มตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 1930 เช่น ‘Superman’ ‘The Day of the Jackal’ ‘Alien’ รวมทั้งบางภาคของหนังมหากาพย์ Harry Potter แต่ว่าที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดเห็นจะเป็นหนังซีรีส์เจมส์ บอนด์สุดอมตะ นับไล่มาตั้งแต่ยุคพระเอกฌอน คอนเนอรี โรเจอร์ มัวร์ เพียร์ซ บรอสแนน จนถึงแดเนียล เคร็ก พระเอกคนล่าสุดผู้รับบทสายสืบราชการลับแห่งอังกฤษ

 

Pinewood มีฉากถ่ายทำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและได้จารึกตำนาน “007” ไว้ หลายฉากใน Spectre ภาคล่าสุดของมหากาพย์เจมส์ บอนด์ซึ่งจะชนโรงในเดือนนี้ก็ถ่ายทำที่นี่ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้กำกับฯฯฯ คือแซม เมนเดส (ผู้เคยฝากผลงานกำกับไว้ใน American Beauty และ Skyfall หนังบอนด์ภาครองล่าสุด) โดยมีแดเนียล เคร็กรับบทนำประกบคู่กับโมนิกา เบลลุชชี ซึ่งมารับบทสาวบอนด์เป็นครั้งแรก มีการถกเถียงกันพอสมควรก่อนจะมาลงตัวที่เบลลุชชี

 

“ตอนแรกที่โดนติดต่อมา ฉันนึกว่าจะให้ไปรับบทเป็น ‘เอ็ม’ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองเอ็มไอ 6 ซึ่งเดิมรับบทโดยระดับตำนานอย่างจูดี เดนช์” เบลลุชชีเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งแล้ว อาจพูดได้ว่าเบลลุชชีเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกอีกคนหนึ่ง (ส่วนตัวผมขอละคำว่า “อาจ” ทิ้งไปได้เลย) และเพิ่งจะเข้าวัย 51 หมาดๆ

ทั้งหมดนี้คือความคิดในหัวของผมที่ร้านกาแฟระหว่างรอสัมภาษณ์ดาราสาวซึ่งถ่ายแบบอยู่ห่างไปไม่กี่ฟุตจากตรงที่ผมนั่งอยู่นี้ ผมนั่งทวนคำถามในใจไปพลางๆ มันคิดหนักในการจะตั้งคำถามสัมภาษณ์ผู้หญิงซึ่งชายหลายคนบูชายกขึ้นไว้บนหอคอยงาช้างสูงเกินเอื้อม

 

“ถ่ายแบบเสร็จแล้ว เธอจะไปพบคุณที่ตึกคูบริก” ตัวแทนของเธอพูดขึ้นขัดกระบวนความคิดผม เขาขอโทษที่ให้ผมรอสี่ชั่วโมง แต่ระหว่างที่เราเดินไป ผมคิดกับตัวเองว่ามันอาจเป็นสี่ชั่วโมงที่คุ้มค่าแก่การรอคอยที่สุดในชีวิตแล้ว สถานที่ที่เขาพาผมไปนั้นไม่ได้วิลิศมาหราสมศักดิ์ศรีตำนานที่มีชีวิตเช่นที่หลายคนคาดไว้ แค่ห้องธรรมดามีแลปท็อปวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้อัด มีโต๊ะกลมกับเก้าอี้สี่ตัวและโซฟาอีกตัวหนึ่ง

 

เบลลุชชีมาถึงในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง เธอยังไม่ลบเครื่องสำอางจากถ่ายแบบและสวมเดรสลายสีอ่อนซึ่งอาจไม่ค่อยเหมาะนักกับสภาพอากาศฝนชุกในเขตนี้ของอังกฤษแม้จะเข้ากลางเดือนกรกฎาคมแล้ว เธอทักทายผมน้ำเสียงสดใส ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งไปนั่งก่อนจะผายมือเชิญให้ผมนั่งลงด้วย

 

“ถ่ายแบบเป็นไงบ้างครับ” เปิดบทสนทนาได้ดี แม้ว่าในใจผมนั้นอยากจะให้ใครช่วยหยิกผมแรงๆ ให้รู้ว่านี่ผมไม่ได้ฝันไป “ฉลุย” เธอตอบมั่นใจ “ได้ภาพสวยสมใจ” เธอเสริม เธอยิ้มจริงใจ ผมสะกดกลั้นอาการเขินเกร็ง สลัดคราบติ่งไร้สติไปสวมบทนักข่าวตามหน้าที่ งานนี้ผมจัดหนัก

 

“เทียบเรื่องอายุ คุณคือสาวบอนด์ที่อายุมากที่สุด” ผมพูด

 

“หนังสายลับ 007 ล้วนได้นางเอกเก่งๆ ระดับแถวหน้า ทั้งโรซามุนด์ ไพค์ เออร์ซูลา แอนเดรส ฮัลลี เบอร์รี เอวา กรีน” เบลลุชชีตอบ “ทุกคนเป็นนักสู้ มันไม่มีเหตุผลที่ฉันจะปฏิเสธบทนี้ จริงอยู่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเลือกนางเอกที่อยู่ในช่วงวัยกลางคน แต่นั่นก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี เรากำลังบอกกับผู้หญิงที่หยุดเชื่อว่าตัวเองมีเสน่ห์น่าปรารถนาหลังพ้นวัย 50 ว่าโลกไม่ได้จบที่อายุเท่านั้น เราโดนสังคมฝังหัวให้เชื่อมาแบบนั้นซึ่งมันไม่ถูกต้องเลย ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ในยุคที่ผู้หญิงมีอิทธิพลมากขึ้นในโลกของหนัง เราต้องลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่ารูปลักษณ์ไม่ใช่คุณสมบัติอย่างเดียวที่สำคัญ เมื่อคุณอายุมากขึ้น ประตูแห่งโอกาสหลายๆ บานจะเปิดรับ คุณจะได้สวมบทบาทใหม่ๆ ความสวยเป็นสิ่งที่คู่กับความสาวอยู่แล้ว ธรรมชาติให้มาแบบนั้น แต่เมื่ออายุมากขึ้นเราก็จะสวยในอีกแบบหนึ่ง ตอนยังสาวเรายังคิดไม่ได้เพราะรูปลักษณ์ภายนอกนั้นบดบังความงามข้างในไว้ แต่พอแก่ขึ้นและยังทำอาชีพนักแสดงอยู่ โฟกัสไม่ใช่เรื่องความสวย ตอนนั้นเองที่ความงามภายในของคุณจะเผยออกมา”

 

เธอนั่งโน้มมาข้างหน้าและเริ่มพูดถึงตัวละครที่เธอแสดง ลูเชีย ราวกับเป็นเพื่อนเก่า “ฉันเล่นเป็นลูเชีย แม่ม่ายชาวอิตาลีที่อดีตสามีเป็นแก๊งมาเฟีย เธอมีความลับเต็มไปหมด ตอนแรกที่เจอบอนด์ เธอไม่ไว้ใจไว้ก่อนไม่ว่าใคร เพราะเธออยู่ในโลกที่ผู้ชายชอบใช้อำนาจเผด็จการ แต่เมื่อเธอเริ่มสลัดความเชื่อเก่าๆ ที่ฝังหัวออกไป เธอก็ได้ตระหนักถึงพลังอำนาจของอิสตรี ตอนนั้นเองที่ทั้งคู่เริ่มจะเข้าใจกัน เขาช่วยเธอออกมาจากสภาพแวดล้อมที่อันตรายและเธอก็ตอบแทนด้วยการให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ ทางเลือกเดียวคือทั้งคู่ต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน ฉันคิดว่าชีวิตจริงก็ไม่ต่างกัน...” เธอหัวเราะในลำคอเมื่อพูดจบประโยค

 

ผมอดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังเปรียบเปรยถึงความสัมพันธ์ของเธอกับดาราหนุ่มวินเซนต์ แคสเซิลซึ่งหย่าร้างกันไปตั้งแต่สองปีก่อนหลังจากใช้ชีวิตคู่ยาวนาน 14 ปีและมีลูกสาวด้วยกันสองคน “เราเข้ากันได้ดี” เธอพูดถึงเขาเพียงเท่านี้ ก่อนจะโฟกัสถึงชีวิตใหม่ในฐานะสาวโสด เธอเน้นเสียงตรงคำว่า “ใหม่”

 

“ชีวิตฉันดี๊ดี เก๋ไหมล่ะมีท้องตอน 45 แถมงานก็รุ่ง เพราะฉันมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับฯ มือทองหลายคน หนังสามเรื่องล่าสุดของฉันกำกับโดยเอมีร์ คุสตูริกา แซม เมนเดส และกาย เอดัว และฉันก็ได้เล่นเป็นตัวละครที่ต่างกันมากถึงสามบทบาท ผู้หญิงสามแบบสามสไตล์”

 

เรียกได้ว่าควบสามกับผู้กำกับฯ ทั้งสัญชาติอังกฤษ เซอร์เบีย และแคนาดา มันดูเหมือนว่าชีวิตที่ได้โอ้ลัลล้าในฮอลลีวู้ดสุขสบายในแมนชั่นหรูในมาลิบูนั้นไม่ใช่แนวของเธอเลย เธอเล่นได้ทั้ง Matrix และหนังยุโรปต้นทุนต่ำ ผมถามว่าเธอสบายใจกว่าไหมกับหนังฟอร์มยักษ์เทียบกับหนังนอกกระแสซึ่งเธอตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เวลาฉันอยู่หน้ากล้อง ไม่ว่ามันเป็นหนังอินดี้เล็กๆ อย่าง Irreversible หรือหนังใหญ่อย่าง James Bond ความทุ่มเทของฉันกับตัวละครนั้นไม่ได้ต่างกันเลย เวลาแสดง ฉันไม่บอกตัวเองว่า ‘โอ้ พระเจ้า นี่หนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมหาศาล’ ถ้าปล่อยให้ความคิดแบบนี้มีผลก็ผิดมหันต์แล้ว”

 

ทัศนคติเรื่องชื่อเสียงก็ทำนองเดียวกัน เช่นว่าเธอไม่เกี่ยงที่จะรับบทรอง “ในเรื่อง The Private Lives of Pippa Lee ของรีเบกกา มิลเลอร์ ฉันโผล่ในฉากแค่ 10 นาที แต่มันเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน มันไม่ได้ขึ้นกับว่าจะต้องเป็นบทนำหรือทุนสร้างหนังเท่าไหร่ แต่มันสำคัญที่อารมณ์ของตัวละครที่เราจะต้องตีความ ฉันพยายามสอดแทรกความเป็นตัวเองลงไปในตัวละครเสมอ ปกติเมื่อนักแสดงตัดสินใจกับบทหนังสักเรื่อง เราไม่ได้มองแค่ว่ามันเป็นหนัง เราอยากที่จะสะท้อนความคิดของเราผ่านน้ำเสียงของตัวละคร ใน Spectre ลูเชียเป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่า อยู่ในโลกโหดร้ายใต้อำนาจของผู้ชายโดยเธอก็ไม่รู้จะหนียังไง เธอเป็นคนหัวโบราณที่อยากมีผู้ชายคอยดูแลปกป้อง ผู้หญิงอีกคนในเรื่อง แมดเดอลีน (รับบทโดยเลอา เซย์ดู) เรียกว่าตรงข้ามกับเธอสุดขั้ว บ้าบิ่นไม่ง้อใครและคุมผู้ชายได้ การเรียนรู้จากอดีตคือวิธีที่ดีที่สุดเพื่อสร้างอนาคต เราเป็นอีกตัวตนของกันและนั่นทำให้เราเข้าใจหัวอกซึ่งกันในฐานะผู้หญิงและในฐานะมนุษย์ ความแตกต่างคนละขั้วของทั้งคู่สร้างสีสันให้กับหนังบอนด์ภาคใหม่ได้อย่างเยี่ยมยอด”

 

“คุณคิดยังไงกับเจมส์ บอนด์คนล่าสุดนี้ คุณจะพูดอะไรกับคนที่คิดว่ายุคเฟื่องที่สุดของหนังบอนด์คือยุคของฌอน คอนเนอรี”

 

“โอ้ ตอนนี้เขาเก๋าขึ้นอีกเยอะ” เธอพูดเสียงหนักแน่น “อดีตสายลับผู้นี้คือฮีโร่หล่อเพอร์เฟ็กบู๊ระห่ำซึ่งมันก็ลงตัวในช่วงเวลานั้น แต่เขาค่อยๆ เริ่มซับซ้อนอันตรายเดายากขึ้น เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่มีปมขัดแย้งและพยายามไขว่คว้าสิ่งเติมเต็ม เขาซับซ้อนขึ้น ใหม่ขึ้น ลึกลับขึ้น”

 

ผมถามว่าส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะแดเนียล เคร็กซึ่งอายุอ่อนกว่าสี่ปีและเป็นพระเอกบอนด์ที่เถื่อนและเหมือนคนธรรมดาที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซีรีส์เรื่องนี้หรือไม่ เธอหัวเราะเบาๆ “ด้านดิบของเขาน่ะมีเยอะ แต่เขาใจดีมากและคอยเทกแคร์ฉันตลอดการถ่ายทำ เวลาคุณต้องเล่นฉากหวือหวาถึงเนื้อถึงตัวกับดาราชายที่คุณไม่สนิทสนมด้วย มันจะขัดเขินทั้งสองฝ่าย แต่แดเนียลทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด เขาเป็นคนดีและเป็นนักแสดงที่ดี ถ่ายฉากเลิฟซีนฉลุย”

 

ถึงตรงนี้ผมยังนั่งเงียบ เธอจ้องผมเขม็งราวกับจะท้า “แน่จริงก็ถามเลย” ด้วยสายตา ผมฉุกนึกเล่นๆ ว่าเธออาจกำลังอ่านใจผมอยู่ก็ได้ เหมือนเธอรู้ว่าผมจะถามอะไรเธอต่อ เครื่องหมายคำถามอันเดียวในบันทึกของผม เพราะผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ถามหรือเปล่า พูดถึงฉากเลิฟซีนทำให้เธอย้อนถึงหนังเรื่อง Irreversible ซึ่งเธอรับบทเหยื่อโดนข่มขืนทารุณ หนังดราม่ารุนแรงสมจริงที่สุดที่เคยได้ฉายบนจอเงิน

 

ผมบอกเธอว่าผมทนดูได้รอบเดียวเพราะรับฉากสะเทือนอารมณ์ในหนังไม่ได้ ผมเชื่อว่าดาราที่รับบทคนร้ายข่มขืนน่าจะนิสัยดี แต่คนดูหนัง 99% ไม่คิดแบบนั้นแน่ เพราะผมมั่นใจว่าเราทุกคนอยากฆ่ามัน เธอตอบว่าเธอเองก็ไม่ได้ดูฉากนั้นซ้ำรอบสองทว่าด้วยเหตุผลอีกอย่าง “ปกติฉันจะไม่ดูหนังที่ตัวเองเล่นซ้ำเกินหนึ่งรอบ แต่ยอมรับว่ามันเครียดจริงๆ ตอนถ่าย Irreversible ในฐานะนักแสดงฉันว่ามันท้าทายมากเพราะมันมีฉากที่ต้องด้นสดและถ่ายต่อเนื่องยาว ลักษณะคล้ายละครเวทีเพราะมีหลายฉากที่ถ่ายเป็นช็อตต่อเนื่อง บางซีนถ่าย 20 นาทีไม่หยุดเลย ฉันไม่เคยเจออะไรแบบนั้น”

 

“แต่คิดอีกทีฉันคงไม่รับบทหนักแบบนั้นอีกแล้ว กัสปาร์ โนเอเป็นผู้กำกับฯ ที่เก่ง เขาน่ารักมาก แม้ในตอนถ่ายฉากดราม่าจัด แต่บอกตรงๆ เล่นหนังแนวนี้มันเหนื่อย อาจจะด้วยวัยฉันด้วย แต่ก่อนฉันจะเลือกเล่นตัวละครที่สีเทาๆ อย่างใน The Passion of the Christ หรือ Malèna หรือ Dobermann… เดี๋ยวนี้ฉันไม่มองบทพวกนั้นเลย ฉันจะเลือกบทที่คาแรกเตอร์สว่างขึ้น ห่างจากด้านมืดมากขึ้น เพราะฉันรู้สึกอินกับบทแบบนี้มากกว่าแล้ว ลูกสาวสองคนคือแสงสว่างในชีวิตฉัน ฉันคิดเสมอว่านักแสดงจะตัดสินใจเลือกบทที่ตรงกับความรู้สึกตัวเองในเวลานั้น อย่างน้อยก็ฉันคนหนึ่ง”

 

ไม่แน่ว่าความมีเหตุผลนี้อาจบ่มเพาะอยู่ในสายเลือดของเธอ แม่ที่เป็นจิตรกรและพ่อเป็นนักธุรกิจ ผมสังเกตว่าบทที่เธอเล่นนั้นมีความหลากหลายมากและเธอก็เข้าถึงได้ทุกบทบาทด้วย (ลองบอกชื่อหนังห่วยมาสักเรื่องในชีวิตการแสดงของเบลลุชชี) ผมสงสัยว่าเธออาจจะได้ด้านอารมณ์จากแม่และด้านเหตุผลจากพ่อ

 

“แต่ไหนแต่ไรฉันมีทั้งด้านที่อ่อนไหวมากๆ และด้านที่มีเหตุผลมากๆ และฉันพยายามจะหาจุดสมดุล ดูท่าฉันคงได้มาจากพ่อแม่นั่นแหละ ด้านที่อ่อนไหวช่วยให้ฉันเข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก มันเป็นประโยชน์เวลาฉันอยากปลดปล่อยให้รู้สึกโล่งขึ้น ส่วนอีกด้านช่วยให้ฉันมีจุดยืนเวลาต้องตัดสินใจอะไร”

 

เราเหลือเวลาแค่อีกไม่กี่นาทีและมันก็ร่วงพรูผ่านนิ้วมือผมเหมือนเม็ดทรายที่ไขว่คว้าไว้ไม่ได้ ผมอยากใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตนั่งคุยกับเธอ หรือแค่ได้ฟังเสียงเธอเฉยๆ ก็สุขแล้ว น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าขึงขัง หรือแค่ได้มองตาเธอ ผมบอกเธอว่าถ้าผมเป็นผู้พิพากษาและเธอเป็นทนาย ผมจะตัดสินให้ลูกความเธอพ้นผิดทุกคดี เธอหัวเราะ

 

ติดตามอ่านเรื่องราวของสาวบอนด์สุดเก๋าเต็มๆได้ที่ฉบับเดือนพฤศจิกายนนะครับ

 

Interview: Luis Meyer

Photos: Cliff Watts