A Woman We Love: เก๋-ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์

22/01/2020

 

จากอดีตนักแสดง พิธีกรสาวหน้าสวยเฉี่ยว (ตอนนี้ก็ยังสวยไม่เปลี่ยน) เข้าสู่แวดวงการออกกำลังกายด้วยหลายเหตุผล จนมาเป็นครูโยคะ การันตีด้วยใบเซอร์ทิฟิเคทจากเรนโบว์ โยคะ (rainbow yoga) และบางกอกโยคะ (bangkok yoga) แต่งานในวงการบันเทิงก็ยังมีให้เห็นอย่างเอ็มวี ตัวท๊อปเท่านั้น อุ๋ย BuddhaBless (เมื่อต้นปี), ไม่เคยรู้ Musketeers X The Mousses (เมื่อเร็วๆ นี้) สำหรับ เก๋ - ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์ สาวที่เรา (และหลายคน) มองว่าสวย แต่เธอบอกว่าตัวเองหน้าแปลก กับการค้นพบว่าออกกำลังกายแล้วทำให้ชีวิตดี

 

เมื่อต้นปีเราบังเอิญได้เห็นสาวผมสั้นจากมิวสิกวิดีโอหนึ่ง เธอสนุกสนานและแจกความสดใสอยู่ริมชายหาดในชุดบิกีนี่กับมู้ดฟิล์มเก่าๆ ช่างเข้าตา ถือเป็นการปรากฏตัวที่หน้าจออีกครั้งหลังห่างหายไปนาน จึงคิดว่าเป็นโอกาสดีหากจะชวนเธอมาพูดคุยกัน

สาวผมสั้นร่างเล็กในชุดออกกำลังกายสีชมพู พร้อมเสื้อคลุมตัวใหญ่สียีนต์ เดินออกมาจากประตูล็อบบี้คอนโดย่านเจริญกรุง พร้อมส่งสัญญาณทักทายมาแต่ไกล เมื่อขยับเข้าใกล้ เธอโปรยยิ้มที่ใครได้รับก็คงเสียอาการไปชั่วครู่ (หรืออาจนานกว่านั้น) เก๋ - ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์ สาววัย 36 ปีที่ไม่บอกก็คงไม่รู้ (ขนาดบอกแล้วยังไม่อยากจะเชื่อ) เรายื่นเอสไควร์ฉบับครบรอบ 24 ปีให้เป็นของขวัญสำหรับการสละเวลาเจอกัน ซึ่งเธอก็รับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณ ก่อนเธอจะพาไปยังสระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้าท่วมกลางวิวสวยติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมวลเมฆสีขาวนวลกลมกลืนกับขอบฟ้ายามสาย

 

 

บรรยากาศช่างเป็นใจ เราอยู่กับสาวสวยในวันที่อากาศไม่ร้อน (จนเกินไป) เมื่อเธอจัดการโพสต์ท่าให้ช่างภาพลั่นชัตเตอร์เสร็จสรรพ นับเป็นเวลาอันสมควรที่เราจะเริ่มบทสนทนากันถึงเรื่องที่เกริ่นไว้ข้างต้น ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง “ตอนนี้หลักๆ ก็เป็นครูสอนโยคะ เน้นสอนแบบไพรเวท ตัวต่อตัว เป็นกลุ่มให้ผู้เรียนหาสมาชิกกันมาเอง แล้วอีกแบบหนึ่งก็เป็นการสอนตามออฟฟิศที่เขามีสวัสดิการให้พนักงานสำหรับการออกกำลังกาย” เธออัพเดตว่าตอนนี้จากจะเป็นครูโยคะแล้วยังเริ่มทำแบรนด์เครื่องแต่งกายกีฬาอีกด้วย “ตอนนี้เริ่มทำแบรนด์ชุดออกกำลังกายกับรุ่นน้องชื่อว่า FitHeart เพิ่งออกคอลเล็คชันแรก FitHeart X KruKae มา ยังเป็นของผู้หญิงอย่างเดียวก่อน แต่คุณผู้ชายซื้อให้คุณผู้หญิงได้นะคะ (หัวเราะ)” 

 

นอกจากนี้เธอก็ยังรับหน้าที่เป็นโบรกเกอร์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไปด้วย ซึ่งไลฟ์สไตล์ก็วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตอบมา “เก๋สอนโยคะประมาณ 6 วันต่อสัปดาห์ วันละ 1-2 ชั่วโมง หรือ 4-5 ชั่วโมง แล้วแต่ตาราง เพราะเราสอนแบบไพรเวท ว่างๆ ก็นั่งดูซีรีส์ก่อนนอน วันเสาร์ก็มีไปเรียน take course บ้าง เย็นๆ มีนัดเจอเพื่อน แลกเปลี่ยนมุมมอง ปาร์ตี้กันบ้าง แต่ถ้าว่างมากๆ จะชอบขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ คนเดียว ไปนั่งริมทะเล เอาเท้าแตะๆ ก็สบายใจแล้ว เพื่อนก็บอกว่าเราติสต์ แต่ทำไงได้ ว่างตอนนี้ก็ขับไปเลยคนเดียว (หัวเราะ)”

 

 

เมื่อรู้ตารางชีวิตของเธอพอสมควรแล้วเราจึงย้อนถามไปถึงจุดเริ่มต้นของการหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง “คือจริงๆ เก๋เป็นคนขี้โรคมาตั้งแต่เด็กๆ ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี ต้องไปฉีดยาตลอดเพราะป่วยทุกสัปดาห์ คุณพ่อก็เลยจับไปวิ่งที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น แอโรบิก หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้แข็งแรงขึ้น ก็ได้ผล แต่พอหยุดไปช่วงหนึ่งแล้วทำงานหนัก ก็กลับมาเป็นอีก ซึ่งเรารู้สึกว่าพอเริ่มโตขึ้น พอป่วยแล้วมันเริ่มหายยาก แถมระบบเผาผลาญทำงานช้าลง หุ่นเผละง่ายขึ้น ก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องหาอะไรที่ทำให้เรากลับมาหุ่นดีเหมือนเดิม เพราะนิสัยส่วนตัวคือไม่ได้ชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่เปลี่ยนตามสัดส่วนร่างกายไปเรื่อยๆ เราใส่เสื้อผ้าระยะยาว ใส่ซ้ำได้

 

เธอเล่าต่อถึงเหตุผลที่เลือกเล่นโยคะ “ด้วยความที่เป็นคนขี้เบื่อ เมื่อก่อนเคยวิ่ง ก็น่องใหญ่ไม่สวย (หัวเราะ) เข้ายิมยกเวท ก็เบื่อ ไปต่อยมวย หน้าแข้งก็ช้ำ ไปขี่ม้า ก็ทำไม่ได้ทุกวัน ก็เลยมาเจอโยคะบวกกับตอนท้องน้องคนที่ 2 เราผ่าคลอด การออกกำลังกายแบบอื่นไม่ช่วยเรื่องอาการข้างเคียง อย่าง การปวดหลัง เป็นตะคริว มีโยคะอย่างเดียวที่ช่วยได้ และอาการภูมิแพ้เราก็ดีขึ้น หุ่นเฟิร์มขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วน ก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งชอบขึ้นไปอีก” เธอเสริมต่อถึงมุมมองต่อตัวเองว่า “เมื่อก่อนน้ำหนักเราน้อยกว่านี้ 6 กิโลกรัม แต่พอเข้ากล้องแล้วกลับดูอวบๆ ดูไม่แข็งแรง เราเลยไม่แฮปปี้กับการเห็นตัวเองเป็นผู้หญิงผอม แต่ไม่ได้ดูเฮลตี้ เราชอบผู้หญิงที่ไม่ได้ผอม แต่ดูเฮลตี้ คือมีสัดส่วนที่พอดี อย่างนั้นคือสวยสำหรับเรา ก็เลยทำให้เราอยากเป็นอย่างนั้น”

 

นอกจากโยคะที่ตอบโจทย์ความต้องการแล้วก็ยังมีอีกหนึ่งกีฬาที่เธอมักจะเล่นควบคู่กับโยคะ (แต่ไม่เคยไปเรียน) “เมื่อก่อนเราเป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิดง่าย พออยู่กับน้ำแล้วมันช่วยให้เราสงบ ผ่อนคลายมากขึ้น ก็เลยชอบว่ายน้ำ เล่นโยคะเสร็จ กำลังร้อนๆ ก็จะชอบพุ่งลงน้ำเลย รู้สึกสบาย แต่จริงๆ วิธีนี้มันไม่ถูกต้องตามหลักนะ เพราะจะทำให้ป่วยได้ แต่เราไม่เคยป่วยเลย แปลกเหมือนกัน (หัวเราะ)” “คือเขาอาจจะมีหลักการซึ่งเป็น overall มีสถิติว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลลัพธ์ยังไง แต่เราก็ต้องมานั่งฟังร่างกายของตัวเองว่าเราทำได้แล้วมันได้จริงๆ หรือเปล่า แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน”

 

 

เรายังคงอยู่ในบทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องการออกกำลังกาย แต่เจาะลึกลงไปมากขึ้นถึงสิ่งที่เธอได้รับกลับมา ซึ่งมากกว่าแค่ ‘สุขภาพที่ดี’ “โยคะช่วยให้เรากลับมามีสติในช่วงที่เจอวิกฤตของชีวิต เหมือนดึงเรามาอยู่อีกโลกหนึ่ง เป็นเซฟโซนให้เรา เพราะถ้าไม่มีสติหรือสมาธิ เราก็ล้มไม่เป็นท่า โยคะบางท่าที่ยากๆ แค่เราหายใจไปกับมัน อย่าไปคิด อย่าไปฝืนมันเยอะ เรายังทำได้เลย ก็เลยมองย้อนกลับมาว่าชีวิตทุกคนเจอบททดสอบ ไม่มีใครไม่เจอ แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ โยคะสอนเราอย่างหนึ่งว่าชีวิตมันต้องบาลานซ์ โยคะไม่ใช่การยืดหยุ่น ไม่ใช่การสร้างความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งสองอย่างมันต้องบาลานซ์กัน และเช่นเดียวกับชีวิตที่มันต้องบาลานซ์กัน” 

 

เธอเสริมต่อว่า “โยคะมันแสดงสัจธรรมชีวิตเยอะมาก ทุกท่าจะต้องมีการร้อยเรียงขึ้นสู่ท่ายากๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของร่างกาย ฉะนั้นเช่นเดียวกันกับชีวิต ถ้าเราพุ่งเป้าไปอยู่ในจุดที่สูงเลย จะเอาให้ได้ แต่ไม่เคยคิดจะเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อไปอยู่ตรงนั้น ก็มีแต่บาดเจ็บ เพียงแค่อดทนและรอจังหวะ เดี๋ยวมันก็จะได้เอง...ดูเป็นผู้ใหญ่เนอะ (หัวเราะ)”

 

เธอสรุปความต่อถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชีวิต “มันมีคำหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เก๋ไม่เคยเข้าใจเลย แต่จากประสบการณ์และเรื่องที่เจอมา ทำให้ตอนนี้เข้าใจเลยคือ ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน เพราะไม่มีอะไรเลยที่แน่นอนในชีวิต แค่เรารู้สึกปัจจุบันให้มากที่สุด” จากการได้รับสู่การส่งต่อไปยังผู้อื่น “พอเราเล่นโยคะแล้วเราได้ประโยชน์ แล้วไปสอนซึ่งผู้เรียนของเราก็ได้เหมือนกัน มันก็แฮปปี้ กลายเป็นเหมือนของขวัญที่ตอบกลับมาให้จิตใจเราอีกที” เธอตอบพร้อมใบหน้าและน้ำเสียงที่ปราบปลื้ม ซึ่งเธอยืนยันว่าการสอนโยคะคงเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้ นอกจากการออกกำลังกายที่ทำจนเป็นกิจวัตรไปแล้ว เธอเล่าให้ฟังว่าเวลาว่างๆ ก็จะชอบทำอาหารแล้วชวนเพื่อนๆ มากิน ฟังเพลง แล้วก็ติดทีวีมาก คือเปิดจากโทรศัพท์ทิ้งไว้เสมอไม่ว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว หรือขับรถ เพราะกรุงเทพฯ รถติด นั่งเฉยๆ เธอกลัวจะสติแตก สู้ขับรถกลางคืนแล้วเปิดเพลงของ นอราห์ โจนส์ ฟังสบายๆ ดีกว่า

 

 

มาที่ความแปลกของใบหน้าที่เราว่าไว้ตอนต้น ด้วยคำถามว่าเธอชอบส่วนไหนบนร่างกายของตัวเองที่สุด “ชอบหน้า…เพราะรู้สึกว่าหน้าตัวเองประหลาด คือพอหลายคนบอกว่าเก๋สวย เราก็ว่าไม่นะ จะบอกว่าน่ารัก เราก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เหมือนอยู่ตรงกึ่งกลางของทุกอย่าง ไม่ได้สวย น่ารัก เซ็กซี่ หน้าตาดุ กวน หาเรื่องคนด้วยซ้ำ” ต่อด้วยเรื่องผู้หญิงๆ ที่ผู้ชายมักจะมองพลาดไปเสมอ “อับดับแรกเลยคือผู้หญิงทำตัวสวย เพื่อที่จะให้ผู้ชายมอง ส่วนมากผู้ชายมักจะคิดอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้ว ส่วนมากผู้หญิงไม่ได้ทำด้วยเหตุผลนั้น แต่ทำเพียงเพราะให้ตัวเองรู้สึกมั่นใจขึ้น ส่องกระจกแล้วชอบตัวเองขึ้น เพื่อความสวยงามแค่นั้น บางทีผู้ชายมองหรือแซวเยอะยิ่งทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่มั่นใจด้วยซ้ำ”

  

ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งตอนนี้คงมีผู้ชายเข้าใจมากขึ้นแล้ว (เธอว่าอย่างนั้น) “เรื่องฮอร์โมนของผู้หญิงที่มันขึ้นๆ ลงๆ เอาจริงๆ ผู้หญิงไม่ได้อยากเป็นนะ สังเกตง่ายๆ อย่างเก๋มีลูกสองคน ตอนท้องผู้ชาย ไม่เป็นไรเลย แต่พอท้องผู้หญิง เหมือนมีฮอร์โมนของความเป็นผู้หญิงเข้ามาเพิ่มอีกเท่า อยู่เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่น้ำตาไหลทั้งวัน เลยทำให้คิดว่าฮอร์โมนมีส่วน และมันคือความแตกต่างของผู้หญิงกับผู้ชายในเรื่องของอารมณ์กับตรรกะ” หรือกับเรื่องการโทรหา (โทรจิก) ที่อยากให้ผู้ชายเข้าใจพวกเธอบ้าง “คนเป็นแฟนกัน ผู้หญิงโทรถามว่า อยู่ไหน ทำอะไร เพราะความเป็นห่วง เพราะถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกันได้ ไม่ได้อยากจะไปตาม แต่พอผู้ชายคิดว่าผู้หญิงโทรจิก เราก็จะคิดแล้วว่าเขาต้องมีอะไรแน่ๆ ถึงคิดว่าเราจิก จริงๆ แค่ตอบมาปกติก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แค่นั้นเอง

 

 

เราได้ฟังท็อปทรีปัญหา (โลกแตก) ระหว่างหญิงชายจากเธอไปแล้ว คราวนี้ขอถามถึงรสนิยมและมุมมองต่อการแต่งตัวของผู้ชายกันบ้าง “คือจริงๆ ผู้ชายทุกคนมีเสน่ห์ในตัวเอง ถ้าเขารู้จักตัวเอง เก๋ชอบผู้ชายที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งจะสะท้อนมาถึงการแต่งตัว การเลือกของใช้ ฉะนั้นจะแต่งตัวติสต์ จะเนี้ยบหรืออะไรก็ได้ แต่คุณก็ต้องรู้สรีระร่างกาย และมิกซ์แอนด์แมตช์ออกมาให้เข้ากับคาแร็กเตอร์ของตัวเอง อันนี้แหละคือเสน่ห์ รวมถึงมารยาท กาลเทศะรู้จักให้เกียรติทั้งกับสิ่งแวดล้อม สถานที่ที่ และผู้อื่น” ซึ่งเธอก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่าการให้เกียรติคือนิยามของคำว่าสุภาพบุรุษ “สุภาพบุรุษคือผู้ชายให้เกียรติเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะก็จะมีผู้ชายบางคนที่อยู่ต่อหน้าให้เกียรติ แต่ลับหลังไปพูดถึงเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่สุภาพบุรุษ คือถ้าคุณเป็นคนตลกแล้วแซวแฟนลับหลังแบบน่ารักๆ ก็โอเค แต่ไม่ใช่การเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดกันในกลุ่ม เช่นเดียวกันผู้ชายก็ไม่ชอบถ้าถูกพูดถึงแบบนั้น ฉะนั้นก็ใจเขาใจเรา แค่นั้นเอง”

 

 
 
 
View this post on Instagram

If you want to know more about me ???? http://www.esquire.co.th/women/KAE-NATARNIN-KHUNATHANARD-DEC-JAN-20/1963

A post shared by Kae Khunathanard (@kaenatarnin) on

 

เราป้อนคำถามสุดท้ายให้กับหญิงสาวที่หลงใหลการออกกำลังกายว่า ผู้ชายเล่นกีฬาประเภทไหนน่าหลงใหลที่สุดสำหรับเธอ “ขี่ม้า...เก๋ชอบอะไรที่ดูโรแมนติกนิดๆ แล้วรู้สึกว่าผู้ชายขี่ม้าน่าจะดูอบอุ่น เพราะเวลาขี่ม้า เราไม่ได้บังคับ แต่เราต้องให้ใจกับเขา และให้เขาให้ใจกับเรา และเราไปด้วยกัน นั่นคือสิ่งที่เก๋คิดว่ามีเสน่ห์ อีกอย่างก็คือคนเล่นกีฬาประเภทนี้มักจะหุ่นและบุคลิกดีทั้งผู้หญิง ผู้ชายเลย 

 


เรื่อง PRAN

ภาพ SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

สถานที่ SUPALAI CASA RIVA

เสื้อผ้า FITHEART




A Woman We Love: เก๋-ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์

22/01/2020

 

จากอดีตนักแสดง พิธีกรสาวหน้าสวยเฉี่ยว (ตอนนี้ก็ยังสวยไม่เปลี่ยน) เข้าสู่แวดวงการออกกำลังกายด้วยหลายเหตุผล จนมาเป็นครูโยคะ การันตีด้วยใบเซอร์ทิฟิเคทจากเรนโบว์ โยคะ (rainbow yoga) และบางกอกโยคะ (bangkok yoga) แต่งานในวงการบันเทิงก็ยังมีให้เห็นอย่างเอ็มวี ตัวท๊อปเท่านั้น อุ๋ย BuddhaBless (เมื่อต้นปี), ไม่เคยรู้ Musketeers X The Mousses (เมื่อเร็วๆ นี้) สำหรับ เก๋ - ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์ สาวที่เรา (และหลายคน) มองว่าสวย แต่เธอบอกว่าตัวเองหน้าแปลก กับการค้นพบว่าออกกำลังกายแล้วทำให้ชีวิตดี

 

เมื่อต้นปีเราบังเอิญได้เห็นสาวผมสั้นจากมิวสิกวิดีโอหนึ่ง เธอสนุกสนานและแจกความสดใสอยู่ริมชายหาดในชุดบิกีนี่กับมู้ดฟิล์มเก่าๆ ช่างเข้าตา ถือเป็นการปรากฏตัวที่หน้าจออีกครั้งหลังห่างหายไปนาน จึงคิดว่าเป็นโอกาสดีหากจะชวนเธอมาพูดคุยกัน

สาวผมสั้นร่างเล็กในชุดออกกำลังกายสีชมพู พร้อมเสื้อคลุมตัวใหญ่สียีนต์ เดินออกมาจากประตูล็อบบี้คอนโดย่านเจริญกรุง พร้อมส่งสัญญาณทักทายมาแต่ไกล เมื่อขยับเข้าใกล้ เธอโปรยยิ้มที่ใครได้รับก็คงเสียอาการไปชั่วครู่ (หรืออาจนานกว่านั้น) เก๋ - ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์ สาววัย 36 ปีที่ไม่บอกก็คงไม่รู้ (ขนาดบอกแล้วยังไม่อยากจะเชื่อ) เรายื่นเอสไควร์ฉบับครบรอบ 24 ปีให้เป็นของขวัญสำหรับการสละเวลาเจอกัน ซึ่งเธอก็รับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณ ก่อนเธอจะพาไปยังสระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้าท่วมกลางวิวสวยติดแม่น้ำเจ้าพระยา และมวลเมฆสีขาวนวลกลมกลืนกับขอบฟ้ายามสาย

 

 

บรรยากาศช่างเป็นใจ เราอยู่กับสาวสวยในวันที่อากาศไม่ร้อน (จนเกินไป) เมื่อเธอจัดการโพสต์ท่าให้ช่างภาพลั่นชัตเตอร์เสร็จสรรพ นับเป็นเวลาอันสมควรที่เราจะเริ่มบทสนทนากันถึงเรื่องที่เกริ่นไว้ข้างต้น ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง “ตอนนี้หลักๆ ก็เป็นครูสอนโยคะ เน้นสอนแบบไพรเวท ตัวต่อตัว เป็นกลุ่มให้ผู้เรียนหาสมาชิกกันมาเอง แล้วอีกแบบหนึ่งก็เป็นการสอนตามออฟฟิศที่เขามีสวัสดิการให้พนักงานสำหรับการออกกำลังกาย” เธออัพเดตว่าตอนนี้จากจะเป็นครูโยคะแล้วยังเริ่มทำแบรนด์เครื่องแต่งกายกีฬาอีกด้วย “ตอนนี้เริ่มทำแบรนด์ชุดออกกำลังกายกับรุ่นน้องชื่อว่า FitHeart เพิ่งออกคอลเล็คชันแรก FitHeart X KruKae มา ยังเป็นของผู้หญิงอย่างเดียวก่อน แต่คุณผู้ชายซื้อให้คุณผู้หญิงได้นะคะ (หัวเราะ)” 

 

นอกจากนี้เธอก็ยังรับหน้าที่เป็นโบรกเกอร์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไปด้วย ซึ่งไลฟ์สไตล์ก็วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตอบมา “เก๋สอนโยคะประมาณ 6 วันต่อสัปดาห์ วันละ 1-2 ชั่วโมง หรือ 4-5 ชั่วโมง แล้วแต่ตาราง เพราะเราสอนแบบไพรเวท ว่างๆ ก็นั่งดูซีรีส์ก่อนนอน วันเสาร์ก็มีไปเรียน take course บ้าง เย็นๆ มีนัดเจอเพื่อน แลกเปลี่ยนมุมมอง ปาร์ตี้กันบ้าง แต่ถ้าว่างมากๆ จะชอบขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ คนเดียว ไปนั่งริมทะเล เอาเท้าแตะๆ ก็สบายใจแล้ว เพื่อนก็บอกว่าเราติสต์ แต่ทำไงได้ ว่างตอนนี้ก็ขับไปเลยคนเดียว (หัวเราะ)”

 

 

เมื่อรู้ตารางชีวิตของเธอพอสมควรแล้วเราจึงย้อนถามไปถึงจุดเริ่มต้นของการหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง “คือจริงๆ เก๋เป็นคนขี้โรคมาตั้งแต่เด็กๆ ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี ต้องไปฉีดยาตลอดเพราะป่วยทุกสัปดาห์ คุณพ่อก็เลยจับไปวิ่งที่สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น แอโรบิก หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้แข็งแรงขึ้น ก็ได้ผล แต่พอหยุดไปช่วงหนึ่งแล้วทำงานหนัก ก็กลับมาเป็นอีก ซึ่งเรารู้สึกว่าพอเริ่มโตขึ้น พอป่วยแล้วมันเริ่มหายยาก แถมระบบเผาผลาญทำงานช้าลง หุ่นเผละง่ายขึ้น ก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เราต้องหาอะไรที่ทำให้เรากลับมาหุ่นดีเหมือนเดิม เพราะนิสัยส่วนตัวคือไม่ได้ชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่เปลี่ยนตามสัดส่วนร่างกายไปเรื่อยๆ เราใส่เสื้อผ้าระยะยาว ใส่ซ้ำได้

 

เธอเล่าต่อถึงเหตุผลที่เลือกเล่นโยคะ “ด้วยความที่เป็นคนขี้เบื่อ เมื่อก่อนเคยวิ่ง ก็น่องใหญ่ไม่สวย (หัวเราะ) เข้ายิมยกเวท ก็เบื่อ ไปต่อยมวย หน้าแข้งก็ช้ำ ไปขี่ม้า ก็ทำไม่ได้ทุกวัน ก็เลยมาเจอโยคะบวกกับตอนท้องน้องคนที่ 2 เราผ่าคลอด การออกกำลังกายแบบอื่นไม่ช่วยเรื่องอาการข้างเคียง อย่าง การปวดหลัง เป็นตะคริว มีโยคะอย่างเดียวที่ช่วยได้ และอาการภูมิแพ้เราก็ดีขึ้น หุ่นเฟิร์มขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วน ก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งชอบขึ้นไปอีก” เธอเสริมต่อถึงมุมมองต่อตัวเองว่า “เมื่อก่อนน้ำหนักเราน้อยกว่านี้ 6 กิโลกรัม แต่พอเข้ากล้องแล้วกลับดูอวบๆ ดูไม่แข็งแรง เราเลยไม่แฮปปี้กับการเห็นตัวเองเป็นผู้หญิงผอม แต่ไม่ได้ดูเฮลตี้ เราชอบผู้หญิงที่ไม่ได้ผอม แต่ดูเฮลตี้ คือมีสัดส่วนที่พอดี อย่างนั้นคือสวยสำหรับเรา ก็เลยทำให้เราอยากเป็นอย่างนั้น”

 

นอกจากโยคะที่ตอบโจทย์ความต้องการแล้วก็ยังมีอีกหนึ่งกีฬาที่เธอมักจะเล่นควบคู่กับโยคะ (แต่ไม่เคยไปเรียน) “เมื่อก่อนเราเป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิดง่าย พออยู่กับน้ำแล้วมันช่วยให้เราสงบ ผ่อนคลายมากขึ้น ก็เลยชอบว่ายน้ำ เล่นโยคะเสร็จ กำลังร้อนๆ ก็จะชอบพุ่งลงน้ำเลย รู้สึกสบาย แต่จริงๆ วิธีนี้มันไม่ถูกต้องตามหลักนะ เพราะจะทำให้ป่วยได้ แต่เราไม่เคยป่วยเลย แปลกเหมือนกัน (หัวเราะ)” “คือเขาอาจจะมีหลักการซึ่งเป็น overall มีสถิติว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลลัพธ์ยังไง แต่เราก็ต้องมานั่งฟังร่างกายของตัวเองว่าเราทำได้แล้วมันได้จริงๆ หรือเปล่า แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน”

 

 

เรายังคงอยู่ในบทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องการออกกำลังกาย แต่เจาะลึกลงไปมากขึ้นถึงสิ่งที่เธอได้รับกลับมา ซึ่งมากกว่าแค่ ‘สุขภาพที่ดี’ “โยคะช่วยให้เรากลับมามีสติในช่วงที่เจอวิกฤตของชีวิต เหมือนดึงเรามาอยู่อีกโลกหนึ่ง เป็นเซฟโซนให้เรา เพราะถ้าไม่มีสติหรือสมาธิ เราก็ล้มไม่เป็นท่า โยคะบางท่าที่ยากๆ แค่เราหายใจไปกับมัน อย่าไปคิด อย่าไปฝืนมันเยอะ เรายังทำได้เลย ก็เลยมองย้อนกลับมาว่าชีวิตทุกคนเจอบททดสอบ ไม่มีใครไม่เจอ แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ โยคะสอนเราอย่างหนึ่งว่าชีวิตมันต้องบาลานซ์ โยคะไม่ใช่การยืดหยุ่น ไม่ใช่การสร้างความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งสองอย่างมันต้องบาลานซ์กัน และเช่นเดียวกับชีวิตที่มันต้องบาลานซ์กัน” 

 

เธอเสริมต่อว่า “โยคะมันแสดงสัจธรรมชีวิตเยอะมาก ทุกท่าจะต้องมีการร้อยเรียงขึ้นสู่ท่ายากๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของร่างกาย ฉะนั้นเช่นเดียวกันกับชีวิต ถ้าเราพุ่งเป้าไปอยู่ในจุดที่สูงเลย จะเอาให้ได้ แต่ไม่เคยคิดจะเตรียมพร้อมร่างกายเพื่อไปอยู่ตรงนั้น ก็มีแต่บาดเจ็บ เพียงแค่อดทนและรอจังหวะ เดี๋ยวมันก็จะได้เอง...ดูเป็นผู้ใหญ่เนอะ (หัวเราะ)”

 

เธอสรุปความต่อถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในชีวิต “มันมีคำหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เก๋ไม่เคยเข้าใจเลย แต่จากประสบการณ์และเรื่องที่เจอมา ทำให้ตอนนี้เข้าใจเลยคือ ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน เพราะไม่มีอะไรเลยที่แน่นอนในชีวิต แค่เรารู้สึกปัจจุบันให้มากที่สุด” จากการได้รับสู่การส่งต่อไปยังผู้อื่น “พอเราเล่นโยคะแล้วเราได้ประโยชน์ แล้วไปสอนซึ่งผู้เรียนของเราก็ได้เหมือนกัน มันก็แฮปปี้ กลายเป็นเหมือนของขวัญที่ตอบกลับมาให้จิตใจเราอีกที” เธอตอบพร้อมใบหน้าและน้ำเสียงที่ปราบปลื้ม ซึ่งเธอยืนยันว่าการสอนโยคะคงเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้ นอกจากการออกกำลังกายที่ทำจนเป็นกิจวัตรไปแล้ว เธอเล่าให้ฟังว่าเวลาว่างๆ ก็จะชอบทำอาหารแล้วชวนเพื่อนๆ มากิน ฟังเพลง แล้วก็ติดทีวีมาก คือเปิดจากโทรศัพท์ทิ้งไว้เสมอไม่ว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว หรือขับรถ เพราะกรุงเทพฯ รถติด นั่งเฉยๆ เธอกลัวจะสติแตก สู้ขับรถกลางคืนแล้วเปิดเพลงของ นอราห์ โจนส์ ฟังสบายๆ ดีกว่า

 

 

มาที่ความแปลกของใบหน้าที่เราว่าไว้ตอนต้น ด้วยคำถามว่าเธอชอบส่วนไหนบนร่างกายของตัวเองที่สุด “ชอบหน้า…เพราะรู้สึกว่าหน้าตัวเองประหลาด คือพอหลายคนบอกว่าเก๋สวย เราก็ว่าไม่นะ จะบอกว่าน่ารัก เราก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เหมือนอยู่ตรงกึ่งกลางของทุกอย่าง ไม่ได้สวย น่ารัก เซ็กซี่ หน้าตาดุ กวน หาเรื่องคนด้วยซ้ำ” ต่อด้วยเรื่องผู้หญิงๆ ที่ผู้ชายมักจะมองพลาดไปเสมอ “อับดับแรกเลยคือผู้หญิงทำตัวสวย เพื่อที่จะให้ผู้ชายมอง ส่วนมากผู้ชายมักจะคิดอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้ว ส่วนมากผู้หญิงไม่ได้ทำด้วยเหตุผลนั้น แต่ทำเพียงเพราะให้ตัวเองรู้สึกมั่นใจขึ้น ส่องกระจกแล้วชอบตัวเองขึ้น เพื่อความสวยงามแค่นั้น บางทีผู้ชายมองหรือแซวเยอะยิ่งทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่มั่นใจด้วยซ้ำ”

  

ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งตอนนี้คงมีผู้ชายเข้าใจมากขึ้นแล้ว (เธอว่าอย่างนั้น) “เรื่องฮอร์โมนของผู้หญิงที่มันขึ้นๆ ลงๆ เอาจริงๆ ผู้หญิงไม่ได้อยากเป็นนะ สังเกตง่ายๆ อย่างเก๋มีลูกสองคน ตอนท้องผู้ชาย ไม่เป็นไรเลย แต่พอท้องผู้หญิง เหมือนมีฮอร์โมนของความเป็นผู้หญิงเข้ามาเพิ่มอีกเท่า อยู่เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่น้ำตาไหลทั้งวัน เลยทำให้คิดว่าฮอร์โมนมีส่วน และมันคือความแตกต่างของผู้หญิงกับผู้ชายในเรื่องของอารมณ์กับตรรกะ” หรือกับเรื่องการโทรหา (โทรจิก) ที่อยากให้ผู้ชายเข้าใจพวกเธอบ้าง “คนเป็นแฟนกัน ผู้หญิงโทรถามว่า อยู่ไหน ทำอะไร เพราะความเป็นห่วง เพราะถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกันได้ ไม่ได้อยากจะไปตาม แต่พอผู้ชายคิดว่าผู้หญิงโทรจิก เราก็จะคิดแล้วว่าเขาต้องมีอะไรแน่ๆ ถึงคิดว่าเราจิก จริงๆ แค่ตอบมาปกติก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แค่นั้นเอง

 

 

เราได้ฟังท็อปทรีปัญหา (โลกแตก) ระหว่างหญิงชายจากเธอไปแล้ว คราวนี้ขอถามถึงรสนิยมและมุมมองต่อการแต่งตัวของผู้ชายกันบ้าง “คือจริงๆ ผู้ชายทุกคนมีเสน่ห์ในตัวเอง ถ้าเขารู้จักตัวเอง เก๋ชอบผู้ชายที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ซึ่งจะสะท้อนมาถึงการแต่งตัว การเลือกของใช้ ฉะนั้นจะแต่งตัวติสต์ จะเนี้ยบหรืออะไรก็ได้ แต่คุณก็ต้องรู้สรีระร่างกาย และมิกซ์แอนด์แมตช์ออกมาให้เข้ากับคาแร็กเตอร์ของตัวเอง อันนี้แหละคือเสน่ห์ รวมถึงมารยาท กาลเทศะรู้จักให้เกียรติทั้งกับสิ่งแวดล้อม สถานที่ที่ และผู้อื่น” ซึ่งเธอก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่าการให้เกียรติคือนิยามของคำว่าสุภาพบุรุษ “สุภาพบุรุษคือผู้ชายให้เกียรติเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะก็จะมีผู้ชายบางคนที่อยู่ต่อหน้าให้เกียรติ แต่ลับหลังไปพูดถึงเราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราคิดว่าแบบนี้ไม่ใช่สุภาพบุรุษ คือถ้าคุณเป็นคนตลกแล้วแซวแฟนลับหลังแบบน่ารักๆ ก็โอเค แต่ไม่ใช่การเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดกันในกลุ่ม เช่นเดียวกันผู้ชายก็ไม่ชอบถ้าถูกพูดถึงแบบนั้น ฉะนั้นก็ใจเขาใจเรา แค่นั้นเอง”

 

 
 
 
View this post on Instagram

If you want to know more about me ???? http://www.esquire.co.th/women/KAE-NATARNIN-KHUNATHANARD-DEC-JAN-20/1963

A post shared by Kae Khunathanard (@kaenatarnin) on

 

เราป้อนคำถามสุดท้ายให้กับหญิงสาวที่หลงใหลการออกกำลังกายว่า ผู้ชายเล่นกีฬาประเภทไหนน่าหลงใหลที่สุดสำหรับเธอ “ขี่ม้า...เก๋ชอบอะไรที่ดูโรแมนติกนิดๆ แล้วรู้สึกว่าผู้ชายขี่ม้าน่าจะดูอบอุ่น เพราะเวลาขี่ม้า เราไม่ได้บังคับ แต่เราต้องให้ใจกับเขา และให้เขาให้ใจกับเรา และเราไปด้วยกัน นั่นคือสิ่งที่เก๋คิดว่ามีเสน่ห์ อีกอย่างก็คือคนเล่นกีฬาประเภทนี้มักจะหุ่นและบุคลิกดีทั้งผู้หญิง ผู้ชายเลย 

 


เรื่อง PRAN

ภาพ SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

สถานที่ SUPALAI CASA RIVA

เสื้อผ้า FITHEART