A Woman We Love: ลักษิกา พุทธิพรชัย

กลับมาอีกครั้ง A Woman We Love เล่มนี้สร้างความแปลกตา (แต่เชื่อว่าถูกใจ) แก่ผู้อ่านถือเสียว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ให้สดชื่นในครึ่งปีหลัง เช้าวันพฤหัสฯ กลางเดือนเรามีนัดกับ บาบี้ - ลักษิกา พุทธิพรชัย แอร์โฮสเตสสาว ณ ย่านจราจรคึกคักอย่างโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท แต่เธอก็ฝ่ารถติดมารอเจอเราจนได้ เรามาถึงขณะที่ เธอกําลังแต่งหน้า พร้อมหันมาทักทายอย่างเป็นกันเอง เราอยู่ กับสาวหน้าเฉียว ตาคม สุดเซ็กซี่ในชุดสายเดี่ยวคอลึกกางเกง เอวสูงสีขาวทั้งตัวที่มองนานๆ อาจเสียอาการได้ง่ายๆ

 

  บาบี้ - ลักษิกา พุทธิพรชัย

 

ก่อนจะเสียเวลา (และอาการ) ไปมากกว่านี้ เราจึงเริ่มเปิด ฉากถามถึงบทบาทก่อนหน้าที่จะมาเป็นแอร์โฮสเตส เล่นละครมาตั้งแต่จําความได้เลย 4-5 ขวบ แม่ก็พาไปเล่น ละครช่อง 7 แล้ว สะพานข้ามดาว รุ่นพี่น็อต นุติ โน่นเลย เราก็เล่นเป็นนางเอกตอนเด็ก แล้วก็พวกโฆษณาต่างๆ จนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยสาขาการแสดงและกํากับ การแสดง เลยได้ทํางานในวงการบันเทิงจริงจังขึ้น แต่คนน่าจะรู้จักเราจากละครเวทีเรื่องหงส์เหนือมังกร เดอะ มิวสิคัล พี่แพท สุธาสินี คู่กับพี่แบงค์วงแคลช แล้วก็บาบี้คู่กับพี่โตโน่ หลังจากนั้นก็มีละคร ภาพยนตร์มาเรื่อยๆ 

 

งานบันเทิงก็มีมาไม่ขาดสายแล้วอะไรเป็นเหตุให้ผันตัวมาประจําการบนน่านฟ้าได้ คือมันเป็นช่วงที่งานในวงการบันเทิงของเราเริ่มย่ำอยู่กับที่ คุณแม่ก็เลยให้ลองไปสมัคร แอร์โฮสเตสดู จริงๆ ไม่ใช่อาชีพในฝันเลย เราเคยพูดด้วยซ้ำว่าถ้าไม่มีอะไรทําค่อยไปเป็นแอร์ฯ ปรากฏว่าสอบติด จริงๆ ติดสองที่ก็เลยเลือกสายการบินที่ไม่ต้องบินไปไกล บ้านมาก อยู่แถบเอเชีย ได้กลับมาเจอพ่อแม่ เจอน้องหมา ตอนนั้นอายุประมาณ 23-24 ลังเลมากว่าจะเอายัง ไงดีเพราะการแสดงก็รักมากแต่เหมือนจะไปไม่รอด สุดท้ายก็เลือกทางเดินใหม่กับการเป็นแอร์ฯ ที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่เลย

 

การเริ่มจากศูนย์เป็นสิ่งที่ยากเสมอ แต่เธอกลับยอมรับในจุดนั้นแล้วฟันฝ่าอุปสรรคในการปรับตัวจนทําสิ่งที่ไม่ใช่อาชีพ ในฝันได้ดีจนถึงทุกวันนี้ เราต้องปรับตัวเยอะมาก เรื่องการทํางาน การเจอผู้คนใหม่ ผู้โดยสารก็เปลี่ยนไปทุกวัน ทุกอย่างต้องเป็นระบบระเบียบ แต่ก็ดีที่เราเจอเพื่อนร่วม งานที่น่ารักคอยช่วยเหลือกัน จัดระเบียบชีวิตตัวเองได้ มากขึ้น ได้ออกไปเจอเพื่อนบ้าง ก็เป็นไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยน ไป เธอเสริมต่อไปว่า พอมาเป็นแอร์ฯ หนังกับละครก็ยิ่ง ติดต่อเข้ามา ช่วงนั้นเลยทํางานแบบ 30 วันต่อเดือน วันนี้ไปบินกลับมาถ่ายละครต่อ พรุ่งนี้เช้าไปบิน อะไรประมาณนี้ ซึ่งต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดีมากๆ

 

เราในฐานะของผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งเห็นเพียงหน้าฉาก อันสวยงามยามพวกเธอปฏิบัติหน้าที่ แล้วหลังฉากนั้นล่ะเป็นยังไง เธอย้อนความถึงขั้นตอนกว่าจะได้ขึ้นมาต้อนรับนักเดินทางทุกคนงานของเราก็คือการดูแลความปลอดภัยเป็น อันดับแรก กว่าเราจะไปถึงจุดนั้นมันต้องผ่านการเทรนนิ่ง หนักมาก ยิ่งกว่าประกวดนางสาวไทยอีก (หัวเราะ) ทั้ง ปฐมพยาบาล ทําคลอด การช่วยเหลือผู้โดยสารหากเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉิน อะไรเสียเราก็ต้องซ่อมด้วยเป็นช่างไปในตัว (หัวเราะ) นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ ซึ่งแอร์ โฮสเตสทุกคนก็ไม่อยากให้เกิดเหตุอะไรหรอก อยากจะ แค่เสิร์ฟอาหาร และส่งผู้โดยสารถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

 

 

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าแม้จะประจําการบนท้องฟ้า แต่เวลาว่าง เธอกลับชอบหนีลงใต้น้ํา เธอมีคําตอบเกี่ยวกับงานอดิเรกที่เพิ่ง ค้นพบเมื่อมารับบทดังกล่าว บังเอิญว่าหลังจากมาทํางาน ตรงนี้มีกลุ่มที่รวมตัวกันไปดําน้ํา ก็เลยลองไปเรียนดําน้ําดู แล้วก็รู้สึกชอบ เพราะเป็นอีกโลกหนึ่งที่ทําให้รู้สึกสงบ มีแค่เราและสัตว์น้อยใหญ่ที่เราไม่เคยเห็นบนบก การใช้ชีวิตอยู่บนเรือทั้งอาทิตย์ ทําให้ค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้ว เราชอบความสันโดษ เพราะการเจอคนในเมืองทุก วัน มันก็ล้าพร้อมเล่าต่อถึงโปรแกรมสําหรับการไปดําน้ํา เรามีใบเซอทิฟิเคตแบบฟันไดฟ์ แบบแอดวานซ์ก็จะแพลนทริปใหญ่ๆ ไปดําน้ําที่ต่างประเทศซักเดือนหนึ่งต่อปี ที่เหลือคือไปเที่ยวในประเทศแล้วเราก็จะแวะไปดําน้ําแบบวันเดย์ไดฟ์ เพราะต้องพักฟื้น 1-2 วัน ก่อนจะกลับมาบิน เพื่อความปลอดภัย

 

แอร์โฮสเตสก็เป็นหนึ่งในหลายอาชีพที่ชั่วโมงทํางานไม่ ค่อยตรงกับเวลาทํางานปกติของคนทั่วไป (officehours) แต่เธอก็จัดการกับสิ่งที่หลายคนคิดว่าจะเป็นปัญหาได้อย่าง มืออาชีพ กับเพื่อนๆ ก็กระทบบ้างนะ เราหยุดวันธรรมดาที่เพื่อนไม่หยุดกัน ก็พยายามแบ่งเวลาให้ อย่างตอนเช้าตื่นตี 4 ไปบิน กลับมา 4 โมงเย็น จริงๆ ก็แทบจะสลบแล้ว แต่เราก็สู้ แวะไปกินข้าว นั่งคุยกับเพื่อนต่ออีกหน่อย เพราะจะชอบโดนบ่นว่าไม่เจอกันมาชาติหนึ่งแล้ว (หัวเราะ)” ส่วนความสัมพันธ์กับคนรักยิ่งหมดห่วง (เธอบอกอย่างนั้น) เราให้ความสําคัญกับความสัมพันธ์มาที่หนึ่ง ถ้าคุณหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ เราก็จะพยายามแลกตารางเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละคู่คุยกันแล้วพอใจตรงไหน มากกว่า แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเวลาเลย

 

 

จากเด็กสาวผู้เกิดมาในครอบครัวอันอบอุ่น พร้อมทั้งความรัก ความเอาใจใส่ ก่อให้เกิดเป็นความเคยชินซึ่งเธอเล่าให้ฟังและเปรียบตัวเองเหมือนลูกสาวคนเล็กที่ถูกเอาใจเป็นพิเศษ อยู่ในบ้านอาจปกติ แต่จะกลายเป็นคนเอาแต่ใจและมักจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เมื่อออกมาเจอสังคมภายนอก แต่ไม่นานเธอก็พอจะจับจุดตัวเองได้ โชคดีตรงที่ว่าเราชอบทําบุญมาตั้งแต่เด็ก ชอบใส่บาตร สวดมนต์ เราก็ศึกษาปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ มันง่ายขึ้นมาก พอเรา เจออะไรที่มากระทบแล้วเราไม่พอใจ เรารู้ตัวเร็วขึ้นมาก พอรู้ตัวเร็วก็ปล่อยไปได้เร็ว มันช่วยในการใช้ชีวิตได้มากจริงๆ

 

นอกจากสติที่ได้มาจากเหตุที่ประสบ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเธอได้เรียนรู้ตลอดชีวิตในวัยแตะเลขสาม และมีความเป็นผู้ใหญ่ค่อนข้างเต็มเปี่ยม ทุกนาที่มีความหมาย โลกหมุนไปไม่รอเรา เราเคยเจ็บปวดที่สุดกับการต้องหยุดทํางานแสดงที่ตัวเองรัก แต่เราต้องก้าวต่อไป เราอาจจะได้เจอทางเดินใหม่ใน สิ่งที่ไม่คิดว่าจะชอบหรือเป็นสิ่งที่ชอบรองลงมาก็ได้ เพียงแต่เราต้องทํามันให้ดีที่สุดพร้อมเสริมอีกประเด็นที่แยกกันไม่ออกคือเรื่องเวลาอันล้ำค่า ยิ่งโตขึ้นเรายิ่งนึกถึงคําของคุณพ่อที่พูดตั้งแต่ตอนเด็ก ที่บอกว่า เกิดมา แล้วควรให้...ให้ได้มากที่สุด เรายังเคยถามพ่อว่า ให้แล้วหนูได้อะไร ซึ่ง ก่อนหน้านี้เราอาจจะอยากให้ชีวิตเราดีก็เลยไปให้คนอื่น แต่ตอนนี้คือเรา ให้โดยที่ไม่ได้ขอด้วยซ้ำว่าจะได้รับอะไรกลับมา ที่เรียนรู้มาตลอดชีวิต คือเวลามันเดินไปเรื่อยๆ เราอยากทําทุกนาทีให้มีค่าที่สุด เกิดมาแล้วแบ่งปันให้กับคนอื่น ถือเป็นความสุขที่สุดแล้ว

 

เราได้รับมุมมองจากภายในเรื่องความล้ำค่าของเวลา ซึ่งด้วยสรีระอันโดด เด่นชวนมอง ไม่ว่าสายตาคู่ไหนก็คงต้องจับจ้องและซุกซนเมื่อเห็นเธอ จึงเอ่ย ปากถามเรื่อง การแต่งตัวของผู้หญิงที่มักจะถูกติติงถึงความเหมาะสมเมื่อเกิด เหตุเชิงอนาจาร ครั้งหนึ่งเราก็เคยแต่งตัวเป็นปกติที่เมืองนอก แต่พอกลับ มาที่นี่ กลับถูกทักว่าแต่งตัวโป๊ เลยเข้าใจว่าบางที่ผู้หญิงก็อยากจะลุกขึ้น มาแต่งตัวสวย เพื่อความมั่นใจ แต่ก็อยากให้ดูสถานที่ โอกาส กาลเทศะ ด้วยว่ามีความสุ่มเสี่ยงไหม ส่วนผู้ชายเราเข้าใจว่าอาจเป็นด้วยสัญชาตญาณ ห้ามปรามกันยาก จะไปโทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่คุณผู้ชายก็ต้องมีสติ ต้องไม่ผิดศีล (หัวเราะ) เรื่องนี้เราเลยขอยกให้เป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายดีกว่า แล้วผู้หญิงอย่างเธอจะไม่มั่นใจเลยถ้าก่อนออกจากบ้านไม่ ได้... ติดแอ็กเซสเซอรีซักหนึ่งชิ้น จะนาฬิกา ต่างหู หรือแหวนซักหนึ่งวง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเราในวันนั้น ถ้าออกมาตัวเปล่า แบบโล่ง จะไม่ มั่นใจ ไม่มั่นใจยิ่งกว่าไม่แต่งหน้าอีก (หัวเราะ)”

 

สบตาและพูดคุยกับเธอมาจนถึงโค้งสุดท้าย ซึ่งเราเก็บคําถามเกี่ยวกับ ผู้ชายเอาไว้ให้เธอตอบในห้วงเวลาที่คิดว่าเหมาะสม เพื่อเป็นสารถึงหนุ่มเอสไควร์ ว่า first impression เธอเลือกมองผู้ชาย ที่ส่วนไหนเป็นอันดับแรก เราชอบมองสายตาคน เป็นส่วนแรกที่จะมอง สําหรับผู้ชายที่จะเริ่มความสัมพันธ์ด้วย เราจะสังเกตว่าสายตาเขาบ่งบอก อะไร แต่ถ้ากลับกันเขาเป็นฝ่ายมองเรามากไป จนอึดอัด เราก็จะมีวิธีบอกเขา เช่น มองไม่หยุดเลย เขินนะเนี่ย - บอกให้เขารู้ตัวโดยที่ไม่ทําให้เขารู้สึกแย่ แล้วสําหรับเดตแรก อะไรคือใจความที่เธอให้เป็นสิ่งสําคัญ เราให้ความสําคัญกับการพูดคุยทุกครั้งที่ออกไปเดต ตั้งแต่ครั้งแรก การพูด คุยมันสามารถทําให้เรารู้ว่าคนนี้ไปต่อได้หรือไม่ได้ หรือว่าความสัมพันธ์ เราจะอยู่แค่ไหน แล้วเราจะบอกเขาตรงๆ ไม่ยืดเยื้อ แต่ก็ไม่หักหาญน้ําใจ เขานะ ไม่รู้ว่ามันแคบไปไหม แต่เราเชื่อเซนส์ตัวเอง

 

 

เรายืนโจทย์ในเชิงย้อนถามว่าสําหรับผู้หญิงที่พกดีกรีความเซ็กซี่มาเต็มพิกัด อย่างเธอ จะตีความผู้ชายที่เซ็กซี่เป็นแบบไหนกัน อาจจะไม่เหมือนเวลาที่ ผู้ชายมองผู้หญิงแล้วรู้สึกว่าคนนี้เซ็กซี่จังเลยนะ เพราะว่าเราไม่ได้มอง ผู้ชายในแบบ sexual อย่างนั้นไปซะทีเดียว แค่มองว่าผู้ชายคนนี้ดูมีความเป็นผู้นําแล้วทําให้มีเสน่ห์มากกว่า เราชอบผู้ชายที่มีความเป็นผู้นํา ฉลาด นําทางเราได้ ไว้ใจได้ เพราะเราเป็นผู้ตามที่ดี แล้วก็ให้เกียรติผู้หญิง แล้วจะรู้สึกว่าคนๆ นี้น่าสนใจ แต่ว่าใจจริงชอบคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เราอาจจะดูมั่นใจแต่ก็อยากได้มุมมองจากคนอื่นว่าอะไรมันดีที่สุด หัวเดียวมันไม่สู้สองหัวอยู่แล้ว เธอเสริมต่อถึงสิ่งที่คาดหวังจากผู้ชาย สิ่งที่คาดหวังจากผู้ชายคือ เราต้องการให้เขาให้เกียรติเรา พอเขาให้เกียรติเรา เขาเห็นคุณค่าในตัวเรา ทุกอย่างมันก็จะตามมาเอง ความเกรงใจ ความเคารพ ความซื่อสัตย์ ถือว่า เราถามครั้งเดียวแต่ได้คําตอบมาครอบคลุมเรื่องสเปกผู้ชาย (ที่ชอบ)

 

คราวนี้ลองถามบ้างว่าผู้ชายแบบไหนที่เธอไม่ถูกชะตาผู้ชายอวดรวย ข้อนี้เป็นอันดับแรกๆ เลย เราว่าผู้หญิง 8 ใน 10 ไม่ชอบผู้ชายอวดรวย แต่อีกข้อหนึ่งที่เราให้ความสําคัญคือเราไม่ชอบผู้ชายที่ไม่มีมารยาทเวลาร่วมหนึ่ง ชั่วโมงทําให้เราเริ่มซึมซับทัศนคติที่เธอมีจากภายใน ทําให้รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มี ดีแค่ภายนอก แต่คงน้อยคนนักที่จะได้ทําความรู้จักตัวตนของเธอ ผู้ชายจึงเริ่มสนใจเธอจากรูปลักษณ์อันเย้ายวนชวนหลงใหล ก็แทบทุกคน ซึ่งบางคนก็ผิดหวัง เพราะเขาเข้ามาเพราะคาดหวังความสนุกความตื่นเต้น อะไรต่างๆนานาที่ จะทําให้ไม่เบื่อ เขาก็เลยมองมาที่เรา จากลุคที่เรามี แต่บอกตามตรงเลยว่า เราให้ไม่ได้ทั้งหมด เราอาจจะมีพาร์ตความสนุกนั้น แต่อีกพาร์ตหนึ่งเราก็มีความเป็นแม่ของลูกอยู่ มันขึ้นอยู่กับว่าคนที่เข้ามาเขามองหาอะไรแค่ไหน 

 

 

หลายครั้งปัญหาที่เรื้อรังของคนสองคนก็มาจากเรื่องเล็กน้อยที่เกิดจากความเข้าใจผิดๆ หรือการไม่เปิดปากคุยกัน จริงๆ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากนะ แต่ว่าเห็นว่าหลายๆ คู่ ฝ่ายชายมักเลือกที่จะไม่มีปัญหา โดยการปล่อยผ่านปัญหานั้นไป เงียบๆ ไปเดี๋ยวเธอก็จบ แต่เราเชื่อว่ามันไม่จบ จากเรื่องเล็กน้อยอนาคตผ่านไป 10 ปีมันจะต้องดึงเรื่องนี้กลับมาได้อีก เราคิดว่ากลับมาพูดถึงแล้วปล่อยผ่านไปด้วยกันดีกว่า อนาคตมันจะได้ไม่ย้อนกลับมาทําร้ายคุณผู้ชายอีก

 

คําถามส่งท้ายไม่วายต้องเป็นเรื่องนี้ เซ็กซ์กับสําคัญต่อความสัมพันธ์ เราว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องสําคัญของชีวิตคู่อย่างหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ มันแยกกันไม่ออกหรอก ต่อให้ความสัมพันธ์คุณดีแค่ไหน แต่เรื่องนี้ไม่เวิร์กก็ทําให้ชีวิตคู่ฟังเหมือนกัน เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เซนซิทีฟมาก แต่เราคิดว่าควรเป็นเรื่องที่สามารถคุยกับคู่ของเราได้อย่างตรงไปตรงมา เราเชื่อว่าผู้ชายเขาก็พร้อมฟัง เพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญของเขาเหมือนกัน ปัญหามันมีทางออก ถ้าเราบอกกันตรงๆ โดยไม่ทําร้ายจิตใจกันแล้วความสัมพันธ์ทั้งเรื่องเซ็กซ์และเรื่องอื่น ของเราจะราบรื่น เพราะเซ็กส์เป็นเรื่องที่พูดยากที่สุดแล้ว


เรื่อง: PRAN

ภาพ: SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ: KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

SWIMWEAR: CROMET

MAKE UP: CUTTOMAKEUP

LOCATION: HILTON HOTELS SUKHUMVIT

 

 

 




A Woman We Love: ลักษิกา พุทธิพรชัย

กลับมาอีกครั้ง A Woman We Love เล่มนี้สร้างความแปลกตา (แต่เชื่อว่าถูกใจ) แก่ผู้อ่านถือเสียว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ให้สดชื่นในครึ่งปีหลัง เช้าวันพฤหัสฯ กลางเดือนเรามีนัดกับ บาบี้ - ลักษิกา พุทธิพรชัย แอร์โฮสเตสสาว ณ ย่านจราจรคึกคักอย่างโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท แต่เธอก็ฝ่ารถติดมารอเจอเราจนได้ เรามาถึงขณะที่ เธอกําลังแต่งหน้า พร้อมหันมาทักทายอย่างเป็นกันเอง เราอยู่ กับสาวหน้าเฉียว ตาคม สุดเซ็กซี่ในชุดสายเดี่ยวคอลึกกางเกง เอวสูงสีขาวทั้งตัวที่มองนานๆ อาจเสียอาการได้ง่ายๆ

 

  บาบี้ - ลักษิกา พุทธิพรชัย

 

ก่อนจะเสียเวลา (และอาการ) ไปมากกว่านี้ เราจึงเริ่มเปิด ฉากถามถึงบทบาทก่อนหน้าที่จะมาเป็นแอร์โฮสเตส เล่นละครมาตั้งแต่จําความได้เลย 4-5 ขวบ แม่ก็พาไปเล่น ละครช่อง 7 แล้ว สะพานข้ามดาว รุ่นพี่น็อต นุติ โน่นเลย เราก็เล่นเป็นนางเอกตอนเด็ก แล้วก็พวกโฆษณาต่างๆ จนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยสาขาการแสดงและกํากับ การแสดง เลยได้ทํางานในวงการบันเทิงจริงจังขึ้น แต่คนน่าจะรู้จักเราจากละครเวทีเรื่องหงส์เหนือมังกร เดอะ มิวสิคัล พี่แพท สุธาสินี คู่กับพี่แบงค์วงแคลช แล้วก็บาบี้คู่กับพี่โตโน่ หลังจากนั้นก็มีละคร ภาพยนตร์มาเรื่อยๆ 

 

งานบันเทิงก็มีมาไม่ขาดสายแล้วอะไรเป็นเหตุให้ผันตัวมาประจําการบนน่านฟ้าได้ คือมันเป็นช่วงที่งานในวงการบันเทิงของเราเริ่มย่ำอยู่กับที่ คุณแม่ก็เลยให้ลองไปสมัคร แอร์โฮสเตสดู จริงๆ ไม่ใช่อาชีพในฝันเลย เราเคยพูดด้วยซ้ำว่าถ้าไม่มีอะไรทําค่อยไปเป็นแอร์ฯ ปรากฏว่าสอบติด จริงๆ ติดสองที่ก็เลยเลือกสายการบินที่ไม่ต้องบินไปไกล บ้านมาก อยู่แถบเอเชีย ได้กลับมาเจอพ่อแม่ เจอน้องหมา ตอนนั้นอายุประมาณ 23-24 ลังเลมากว่าจะเอายัง ไงดีเพราะการแสดงก็รักมากแต่เหมือนจะไปไม่รอด สุดท้ายก็เลือกทางเดินใหม่กับการเป็นแอร์ฯ ที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่เลย

 

การเริ่มจากศูนย์เป็นสิ่งที่ยากเสมอ แต่เธอกลับยอมรับในจุดนั้นแล้วฟันฝ่าอุปสรรคในการปรับตัวจนทําสิ่งที่ไม่ใช่อาชีพ ในฝันได้ดีจนถึงทุกวันนี้ เราต้องปรับตัวเยอะมาก เรื่องการทํางาน การเจอผู้คนใหม่ ผู้โดยสารก็เปลี่ยนไปทุกวัน ทุกอย่างต้องเป็นระบบระเบียบ แต่ก็ดีที่เราเจอเพื่อนร่วม งานที่น่ารักคอยช่วยเหลือกัน จัดระเบียบชีวิตตัวเองได้ มากขึ้น ได้ออกไปเจอเพื่อนบ้าง ก็เป็นไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยน ไป เธอเสริมต่อไปว่า พอมาเป็นแอร์ฯ หนังกับละครก็ยิ่ง ติดต่อเข้ามา ช่วงนั้นเลยทํางานแบบ 30 วันต่อเดือน วันนี้ไปบินกลับมาถ่ายละครต่อ พรุ่งนี้เช้าไปบิน อะไรประมาณนี้ ซึ่งต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดีมากๆ

 

เราในฐานะของผู้โดยสารคนหนึ่งซึ่งเห็นเพียงหน้าฉาก อันสวยงามยามพวกเธอปฏิบัติหน้าที่ แล้วหลังฉากนั้นล่ะเป็นยังไง เธอย้อนความถึงขั้นตอนกว่าจะได้ขึ้นมาต้อนรับนักเดินทางทุกคนงานของเราก็คือการดูแลความปลอดภัยเป็น อันดับแรก กว่าเราจะไปถึงจุดนั้นมันต้องผ่านการเทรนนิ่ง หนักมาก ยิ่งกว่าประกวดนางสาวไทยอีก (หัวเราะ) ทั้ง ปฐมพยาบาล ทําคลอด การช่วยเหลือผู้โดยสารหากเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉิน อะไรเสียเราก็ต้องซ่อมด้วยเป็นช่างไปในตัว (หัวเราะ) นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ ซึ่งแอร์ โฮสเตสทุกคนก็ไม่อยากให้เกิดเหตุอะไรหรอก อยากจะ แค่เสิร์ฟอาหาร และส่งผู้โดยสารถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

 

 

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าแม้จะประจําการบนท้องฟ้า แต่เวลาว่าง เธอกลับชอบหนีลงใต้น้ํา เธอมีคําตอบเกี่ยวกับงานอดิเรกที่เพิ่ง ค้นพบเมื่อมารับบทดังกล่าว บังเอิญว่าหลังจากมาทํางาน ตรงนี้มีกลุ่มที่รวมตัวกันไปดําน้ํา ก็เลยลองไปเรียนดําน้ําดู แล้วก็รู้สึกชอบ เพราะเป็นอีกโลกหนึ่งที่ทําให้รู้สึกสงบ มีแค่เราและสัตว์น้อยใหญ่ที่เราไม่เคยเห็นบนบก การใช้ชีวิตอยู่บนเรือทั้งอาทิตย์ ทําให้ค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้ว เราชอบความสันโดษ เพราะการเจอคนในเมืองทุก วัน มันก็ล้าพร้อมเล่าต่อถึงโปรแกรมสําหรับการไปดําน้ํา เรามีใบเซอทิฟิเคตแบบฟันไดฟ์ แบบแอดวานซ์ก็จะแพลนทริปใหญ่ๆ ไปดําน้ําที่ต่างประเทศซักเดือนหนึ่งต่อปี ที่เหลือคือไปเที่ยวในประเทศแล้วเราก็จะแวะไปดําน้ําแบบวันเดย์ไดฟ์ เพราะต้องพักฟื้น 1-2 วัน ก่อนจะกลับมาบิน เพื่อความปลอดภัย

 

แอร์โฮสเตสก็เป็นหนึ่งในหลายอาชีพที่ชั่วโมงทํางานไม่ ค่อยตรงกับเวลาทํางานปกติของคนทั่วไป (officehours) แต่เธอก็จัดการกับสิ่งที่หลายคนคิดว่าจะเป็นปัญหาได้อย่าง มืออาชีพ กับเพื่อนๆ ก็กระทบบ้างนะ เราหยุดวันธรรมดาที่เพื่อนไม่หยุดกัน ก็พยายามแบ่งเวลาให้ อย่างตอนเช้าตื่นตี 4 ไปบิน กลับมา 4 โมงเย็น จริงๆ ก็แทบจะสลบแล้ว แต่เราก็สู้ แวะไปกินข้าว นั่งคุยกับเพื่อนต่ออีกหน่อย เพราะจะชอบโดนบ่นว่าไม่เจอกันมาชาติหนึ่งแล้ว (หัวเราะ)” ส่วนความสัมพันธ์กับคนรักยิ่งหมดห่วง (เธอบอกอย่างนั้น) เราให้ความสําคัญกับความสัมพันธ์มาที่หนึ่ง ถ้าคุณหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ เราก็จะพยายามแลกตารางเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละคู่คุยกันแล้วพอใจตรงไหน มากกว่า แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเวลาเลย

 

 

จากเด็กสาวผู้เกิดมาในครอบครัวอันอบอุ่น พร้อมทั้งความรัก ความเอาใจใส่ ก่อให้เกิดเป็นความเคยชินซึ่งเธอเล่าให้ฟังและเปรียบตัวเองเหมือนลูกสาวคนเล็กที่ถูกเอาใจเป็นพิเศษ อยู่ในบ้านอาจปกติ แต่จะกลายเป็นคนเอาแต่ใจและมักจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เมื่อออกมาเจอสังคมภายนอก แต่ไม่นานเธอก็พอจะจับจุดตัวเองได้ โชคดีตรงที่ว่าเราชอบทําบุญมาตั้งแต่เด็ก ชอบใส่บาตร สวดมนต์ เราก็ศึกษาปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ มันง่ายขึ้นมาก พอเรา เจออะไรที่มากระทบแล้วเราไม่พอใจ เรารู้ตัวเร็วขึ้นมาก พอรู้ตัวเร็วก็ปล่อยไปได้เร็ว มันช่วยในการใช้ชีวิตได้มากจริงๆ

 

นอกจากสติที่ได้มาจากเหตุที่ประสบ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเธอได้เรียนรู้ตลอดชีวิตในวัยแตะเลขสาม และมีความเป็นผู้ใหญ่ค่อนข้างเต็มเปี่ยม ทุกนาที่มีความหมาย โลกหมุนไปไม่รอเรา เราเคยเจ็บปวดที่สุดกับการต้องหยุดทํางานแสดงที่ตัวเองรัก แต่เราต้องก้าวต่อไป เราอาจจะได้เจอทางเดินใหม่ใน สิ่งที่ไม่คิดว่าจะชอบหรือเป็นสิ่งที่ชอบรองลงมาก็ได้ เพียงแต่เราต้องทํามันให้ดีที่สุดพร้อมเสริมอีกประเด็นที่แยกกันไม่ออกคือเรื่องเวลาอันล้ำค่า ยิ่งโตขึ้นเรายิ่งนึกถึงคําของคุณพ่อที่พูดตั้งแต่ตอนเด็ก ที่บอกว่า เกิดมา แล้วควรให้...ให้ได้มากที่สุด เรายังเคยถามพ่อว่า ให้แล้วหนูได้อะไร ซึ่ง ก่อนหน้านี้เราอาจจะอยากให้ชีวิตเราดีก็เลยไปให้คนอื่น แต่ตอนนี้คือเรา ให้โดยที่ไม่ได้ขอด้วยซ้ำว่าจะได้รับอะไรกลับมา ที่เรียนรู้มาตลอดชีวิต คือเวลามันเดินไปเรื่อยๆ เราอยากทําทุกนาทีให้มีค่าที่สุด เกิดมาแล้วแบ่งปันให้กับคนอื่น ถือเป็นความสุขที่สุดแล้ว

 

เราได้รับมุมมองจากภายในเรื่องความล้ำค่าของเวลา ซึ่งด้วยสรีระอันโดด เด่นชวนมอง ไม่ว่าสายตาคู่ไหนก็คงต้องจับจ้องและซุกซนเมื่อเห็นเธอ จึงเอ่ย ปากถามเรื่อง การแต่งตัวของผู้หญิงที่มักจะถูกติติงถึงความเหมาะสมเมื่อเกิด เหตุเชิงอนาจาร ครั้งหนึ่งเราก็เคยแต่งตัวเป็นปกติที่เมืองนอก แต่พอกลับ มาที่นี่ กลับถูกทักว่าแต่งตัวโป๊ เลยเข้าใจว่าบางที่ผู้หญิงก็อยากจะลุกขึ้น มาแต่งตัวสวย เพื่อความมั่นใจ แต่ก็อยากให้ดูสถานที่ โอกาส กาลเทศะ ด้วยว่ามีความสุ่มเสี่ยงไหม ส่วนผู้ชายเราเข้าใจว่าอาจเป็นด้วยสัญชาตญาณ ห้ามปรามกันยาก จะไปโทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่คุณผู้ชายก็ต้องมีสติ ต้องไม่ผิดศีล (หัวเราะ) เรื่องนี้เราเลยขอยกให้เป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายดีกว่า แล้วผู้หญิงอย่างเธอจะไม่มั่นใจเลยถ้าก่อนออกจากบ้านไม่ ได้... ติดแอ็กเซสเซอรีซักหนึ่งชิ้น จะนาฬิกา ต่างหู หรือแหวนซักหนึ่งวง ที่บ่งบอกความเป็นตัวเราในวันนั้น ถ้าออกมาตัวเปล่า แบบโล่ง จะไม่ มั่นใจ ไม่มั่นใจยิ่งกว่าไม่แต่งหน้าอีก (หัวเราะ)”

 

สบตาและพูดคุยกับเธอมาจนถึงโค้งสุดท้าย ซึ่งเราเก็บคําถามเกี่ยวกับ ผู้ชายเอาไว้ให้เธอตอบในห้วงเวลาที่คิดว่าเหมาะสม เพื่อเป็นสารถึงหนุ่มเอสไควร์ ว่า first impression เธอเลือกมองผู้ชาย ที่ส่วนไหนเป็นอันดับแรก เราชอบมองสายตาคน เป็นส่วนแรกที่จะมอง สําหรับผู้ชายที่จะเริ่มความสัมพันธ์ด้วย เราจะสังเกตว่าสายตาเขาบ่งบอก อะไร แต่ถ้ากลับกันเขาเป็นฝ่ายมองเรามากไป จนอึดอัด เราก็จะมีวิธีบอกเขา เช่น มองไม่หยุดเลย เขินนะเนี่ย - บอกให้เขารู้ตัวโดยที่ไม่ทําให้เขารู้สึกแย่ แล้วสําหรับเดตแรก อะไรคือใจความที่เธอให้เป็นสิ่งสําคัญ เราให้ความสําคัญกับการพูดคุยทุกครั้งที่ออกไปเดต ตั้งแต่ครั้งแรก การพูด คุยมันสามารถทําให้เรารู้ว่าคนนี้ไปต่อได้หรือไม่ได้ หรือว่าความสัมพันธ์ เราจะอยู่แค่ไหน แล้วเราจะบอกเขาตรงๆ ไม่ยืดเยื้อ แต่ก็ไม่หักหาญน้ําใจ เขานะ ไม่รู้ว่ามันแคบไปไหม แต่เราเชื่อเซนส์ตัวเอง

 

 

เรายืนโจทย์ในเชิงย้อนถามว่าสําหรับผู้หญิงที่พกดีกรีความเซ็กซี่มาเต็มพิกัด อย่างเธอ จะตีความผู้ชายที่เซ็กซี่เป็นแบบไหนกัน อาจจะไม่เหมือนเวลาที่ ผู้ชายมองผู้หญิงแล้วรู้สึกว่าคนนี้เซ็กซี่จังเลยนะ เพราะว่าเราไม่ได้มอง ผู้ชายในแบบ sexual อย่างนั้นไปซะทีเดียว แค่มองว่าผู้ชายคนนี้ดูมีความเป็นผู้นําแล้วทําให้มีเสน่ห์มากกว่า เราชอบผู้ชายที่มีความเป็นผู้นํา ฉลาด นําทางเราได้ ไว้ใจได้ เพราะเราเป็นผู้ตามที่ดี แล้วก็ให้เกียรติผู้หญิง แล้วจะรู้สึกว่าคนๆ นี้น่าสนใจ แต่ว่าใจจริงชอบคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เราอาจจะดูมั่นใจแต่ก็อยากได้มุมมองจากคนอื่นว่าอะไรมันดีที่สุด หัวเดียวมันไม่สู้สองหัวอยู่แล้ว เธอเสริมต่อถึงสิ่งที่คาดหวังจากผู้ชาย สิ่งที่คาดหวังจากผู้ชายคือ เราต้องการให้เขาให้เกียรติเรา พอเขาให้เกียรติเรา เขาเห็นคุณค่าในตัวเรา ทุกอย่างมันก็จะตามมาเอง ความเกรงใจ ความเคารพ ความซื่อสัตย์ ถือว่า เราถามครั้งเดียวแต่ได้คําตอบมาครอบคลุมเรื่องสเปกผู้ชาย (ที่ชอบ)

 

คราวนี้ลองถามบ้างว่าผู้ชายแบบไหนที่เธอไม่ถูกชะตาผู้ชายอวดรวย ข้อนี้เป็นอันดับแรกๆ เลย เราว่าผู้หญิง 8 ใน 10 ไม่ชอบผู้ชายอวดรวย แต่อีกข้อหนึ่งที่เราให้ความสําคัญคือเราไม่ชอบผู้ชายที่ไม่มีมารยาทเวลาร่วมหนึ่ง ชั่วโมงทําให้เราเริ่มซึมซับทัศนคติที่เธอมีจากภายใน ทําให้รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มี ดีแค่ภายนอก แต่คงน้อยคนนักที่จะได้ทําความรู้จักตัวตนของเธอ ผู้ชายจึงเริ่มสนใจเธอจากรูปลักษณ์อันเย้ายวนชวนหลงใหล ก็แทบทุกคน ซึ่งบางคนก็ผิดหวัง เพราะเขาเข้ามาเพราะคาดหวังความสนุกความตื่นเต้น อะไรต่างๆนานาที่ จะทําให้ไม่เบื่อ เขาก็เลยมองมาที่เรา จากลุคที่เรามี แต่บอกตามตรงเลยว่า เราให้ไม่ได้ทั้งหมด เราอาจจะมีพาร์ตความสนุกนั้น แต่อีกพาร์ตหนึ่งเราก็มีความเป็นแม่ของลูกอยู่ มันขึ้นอยู่กับว่าคนที่เข้ามาเขามองหาอะไรแค่ไหน 

 

 

หลายครั้งปัญหาที่เรื้อรังของคนสองคนก็มาจากเรื่องเล็กน้อยที่เกิดจากความเข้าใจผิดๆ หรือการไม่เปิดปากคุยกัน จริงๆ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากนะ แต่ว่าเห็นว่าหลายๆ คู่ ฝ่ายชายมักเลือกที่จะไม่มีปัญหา โดยการปล่อยผ่านปัญหานั้นไป เงียบๆ ไปเดี๋ยวเธอก็จบ แต่เราเชื่อว่ามันไม่จบ จากเรื่องเล็กน้อยอนาคตผ่านไป 10 ปีมันจะต้องดึงเรื่องนี้กลับมาได้อีก เราคิดว่ากลับมาพูดถึงแล้วปล่อยผ่านไปด้วยกันดีกว่า อนาคตมันจะได้ไม่ย้อนกลับมาทําร้ายคุณผู้ชายอีก

 

คําถามส่งท้ายไม่วายต้องเป็นเรื่องนี้ เซ็กซ์กับสําคัญต่อความสัมพันธ์ เราว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องสําคัญของชีวิตคู่อย่างหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ มันแยกกันไม่ออกหรอก ต่อให้ความสัมพันธ์คุณดีแค่ไหน แต่เรื่องนี้ไม่เวิร์กก็ทําให้ชีวิตคู่ฟังเหมือนกัน เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เซนซิทีฟมาก แต่เราคิดว่าควรเป็นเรื่องที่สามารถคุยกับคู่ของเราได้อย่างตรงไปตรงมา เราเชื่อว่าผู้ชายเขาก็พร้อมฟัง เพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญของเขาเหมือนกัน ปัญหามันมีทางออก ถ้าเราบอกกันตรงๆ โดยไม่ทําร้ายจิตใจกันแล้วความสัมพันธ์ทั้งเรื่องเซ็กซ์และเรื่องอื่น ของเราจะราบรื่น เพราะเซ็กส์เป็นเรื่องที่พูดยากที่สุดแล้ว


เรื่อง: PRAN

ภาพ: SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ: KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

SWIMWEAR: CROMET

MAKE UP: CUTTOMAKEUP

LOCATION: HILTON HOTELS SUKHUMVIT