A Woman We Love: พราว อรณิชา กรินชัย

เธอเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่ยังเป็นสาวน้อย ผ่านงานโฆษณา ละครซีรีส์ พิธีกร และศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปนาม Olive เจ้าของเพลงฮิต น่ารัก ติดหูอย่าง ยังโสด ที่ช่วงหนึ่งวิทยุเคยต้องเปิดทุกวัน พราว อรณิชา กรินชัย วัย 27 ปีกับจุดพลิกผันในชีวิตที่มีพลังบวกคอยขับเคลื่อน ปัจจุบันเธอเป็นทั้งยูทูบเบอร์ และบล็อกเกอร์แนวไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวซึ่งทำจากความโปรดปรานโดยปราศจากการปรุงแต่ง ชนิดที่ว่าสามารถทำงานได้ตลอดเวลา (ไม่นับตอนนอน)

 

 

เรามีนัดกับเธอที่คาเฟ่รักษ์ธรรมชาติย่านอารีย์ มีแมกไม้ปกคลุมร่มรื่น เธอปรากฏตัวในลุคบอยๆ สีเอิร์ธโทน สวมเสื้อเชิ้ตด้านใน ใส่สูททับกับกางเกงผ้าขาบาน และรองเท้าบูท (คล้ายลายหนังงู) ส่วนตุ้มหูมุกที่ประดับทั้งสองข้างก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เราปล่อยเวลาให้เธอผ่อนคลาย เพราะเวลานัดหมายค่อนข้างเช้า ก่อนเข้าเรื่องด้วยการอัพเดตผลงานปัจจุบัน “ตอนนี้มีรายการชื่อว่า #TGIF ทำกันห้าคน มีพราว พี่ฟาง (เฟย์ ฟางแก้ว) พี่อาย กมลเนตร หลิน มชณต แล้วก็เตย สุวพิชญ์ อยู่ในช่อง GoodDay Official ของยูทูบ แล้วก็มีเพจเฟสบุ๊กชื่อว่า Part-Time Wanderer อันนี้ทำคนเดียว เกี่ยวกับท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ของเราที่ชอบแฟชั่น ชอบคาเฟ่ แล้วก็มีแบรนด์เสื้อผ้า founds ที่ทำมาตั้งแต่มหาฯลัย แล้วหลังๆ ก็ไม่ค่อยได้อัพเดต เพราะว่ามาทำรายการกับทำเพจซะมากกว่า” 

 

 

เธอมีผลงานที่มาจากความชอบของตัวเอง แล้วไลฟ์สไตล์ของเธอล่ะเป็นยังไง ช่วงนี้ก็ทำงานอย่างเดียวเลย ทำงานเยอะมาก บางทีทำงานกับคอมอยู่บ้านตลอดก็เบื่อ ต้องหาคาเฟ่นั่ง เลยเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราชอบอัพเดตสถานที่ใหม่ๆ ก็จะอยู่แถวๆ อารีย์หรือเจริญกรุง เราชอบท่องเที่ยว ถ้าไม่ไปเมืองนอกก็เที่ยวอยู่ในกรุงเทพ คอยหาพวกคาเฟ่หรือพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ แล้วตามไปดู” เราสังเกตแววตาอันเป็นประกายเมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว จึงเอ่ยถามถึงสถานที่โปรดทั้งเมืองนอกและในประเทศ “ถ้าต่างประเทศชอบมากที่สุดคือลอนดอน อังกฤษ รู้สึกว่าถ้าเป็นไปได้และมีตังพอก็อยากจะไปให้ได้ทุกปี แล้วก็ เกาหลีกับญี่ปุ่น เกาหลีนี่แทบจะไปทุกปี ล่าสุดเพิ่งไปกรีซมา ซานโตรินีเป็นทริปในฝันของเรามานานแล้ว ที่นั่นสวยเหมือนฝันจริงๆ” เธอเสริมต่อ “ถ้าเป็นในประเทศก็ชอบเชียงใหม่ เพราะมีความธรรมชาติกับเมืองผสมอยู่ด้วยกัน รู้สึกว่าเป็นบาลานซ์ที่ดี ภูเก็ตก็ชอบนะแต่ไม่ค่อยได้ไป แต่ก็อยากไปบ่อยๆ เพราะเป็นที่ที่ทะเลสวย ถ้าให้เลือกระหว่างทะเลกับภูเขาก็คงชอบไปทะเลเพราะเราชอบอากาศช่วงซัมเมอร์ที่มันจะร้อนร้อนแต่มันก็มีความเย็นทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ถ้าให้เลือกระหว่างธรรมชาติกับเมืองก็คือชอบเมือง

 

คำถามที่เชื่อว่าหลายคนสงสัยในเมื่อเป็นเรื่องเที่ยวทั้งใกล้ ไกล เธอไม่เคยปฏิเสธแบ่งเวลายังไงให้ได้ทั้งการเที่ยว ทำงาน และพักผ่อน “จริงๆ พราวทำงานได้ตลอดเวลาเลย อย่างเวลาที่ไม่ได้นัดถ่ายรายการ ก็ทำเพจในคอมไป ยิ่งถ้าเราพกคอมไปด้วย ก็เหมือนทำงานทุกที่แต่เราเอ็นจอยนะ เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เวลามันก็ผ่านไปเร็ว หรือถ้าว่างเราก็จะไปนวดสปาทันทีเพราะเรารู้สึกว่านี่คือการผ่อนคลายของเรา ก่อนนอนอาจจะมีเปิดดูเน็ตฟลิกซ์บ้าง แล้วก็ยังชอบร้องอยู่ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นงานจริงจังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อีกอย่างคือชอบช็อปปิ้ง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้หมด (หัวเราะ)

 

 

ในฐานะหนึ่งในสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปโอลีฟซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัยเฟรชชีใสๆ ที่ครองใจหนุ่มๆ เป็นจำนวนมาก เราย้อนกลับไปถามถึงเส้นทางการเข้ามาเป็นศิลปิน “เริ่มจากเราชอบร้องเพลง ความฝันแรกคืออยากเป็นนักร้อง แล้วตอนนั้นมีรายการประกวดร้องเพลงทางทีวีชื่อว่า ไมค์ไอดอล (Mic Idol) มาเปิดเวทีคัดเลือกที่สยามแล้วเราก็ขึ้นไปร้อง ปรากฏว่าเข้ารอบ พอเข้าไปในรายการก็มีพี่จากแกรมมี่มาเห็น เลยจับเซ็นสัญญา ฝึกซ้อมอยู่ประมาณสามปีกับเพื่อนโอลีฟทั้งหมด ถึงจะได้ออกอัลบั้ม ก็น่าจะมีเพลงยังโสดที่ทุกคนน่าจะรู้จักมากที่สุด ก็ยังดีที่มีคนจำได้ (หัวเราะ) เพราะเราออกแค่อัลบั้มเดียว” เธอเล่าให้ฟังว่าด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งความสนใจ ยุคสมัย หรือสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไปทำให้แต่ละคนแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้เจอกับเพื่อนสมาชิกวง

 

เมื่อบทบาทศิลปินเป็นอันต้องหยุดชะงัก ทำให้เราอยากรู้ถึงช่วงเวลาที่ยากและท้อสำหรับศิลปินสาวผู้มีใจรักแฟชั่น “จริงๆตอน เรียนศิลปกรรม การละคร ตอนมหา’ลัย ก็เหนื่อยนะ ตอนทำธีสิส ซึ่งทุกคนก็เหนื่อย แต่พอเรียนจบ เหมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ วงโอลีฟก็ไม่ได้ทำ จะทำงานประจำไหม จะทำแบรนด์เสื้อผ้า (ที่เริ่มทำตั้งแต่ตอนเรียน) จริงจังรึเปล่า ก็เลยไปเรียนช็อตคอร์สด้านแฟชั่นที่ลอนดอนสัก 3-4 เดือน พอกลับมา เราคิดว่าจะทำแบรนด์เสื้อผ้าให้เป็นงานหลักของเราจริงๆ ซึ่งมันก็ยากมาก เคว้งมาก ช่วงนั้นคือเหนื่อยและท้อที่สุดเพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ยังค้นหาตัวเองอยู่”

 

 

จนมาสู่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการแฟชั่น “จุดเริ่มต้นคือแค่สองปีที่แล้วเอง ตอนไปอังกฤษ เรารู้จักกับพี่ช่างภาพจากนิตยสารเล่มหนึ่งของไทย เลยได้ไปเป็นผู้ช่วยช่างภาพตามถ่ายสตรีต แฟชั่น ในลอนดอนแฟชั่นวีก แล้วก็ได้ไปเจอพี่ Katieismonster หลังจากกลับมาสักพักเขากลับก็เริ่มทำแฟชั่นวีกที่ไทยให้กับแบรนด์ Landmee' เราก็ได้เป็นผู้ช่วยเขา ก็เหมือนจุดประกาย เพิ่มความมั่นใจในตัวเราไปด้วย” ซึ่งเธอกล่าวย้อนความไปถึงจุดกำเนิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง “เราเริ่มมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบอีก คือตอนนั้นก็ทำเล่นๆ กับเพื่อน เพราะรุ่นพี่ทำอีเวนต์ แซ่บออนเซลล์ (Zaap on Sale) แล้วมีบูทว่างก็เลยมาถามเรา ซึ่งเราเห็นว่ามันเป็นโอกาส เลยทำเสื้อผ้าขาย เป็น Collection แรกเลยชื่อ Founds แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่แต่ว่าก็ไม่ค่อยต่อเนื่อง เพราะต่างคนต่างยุ่ง”

 

เธอบอกกับเราว่าการเป็นศิลปินในอดีตกับการทำคลิปท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่างคือเริ่มจากตนเองอยากจะทำ ซึ่งความแตกต่างคือมุมมองที่โตขึ้นจากเวลาที่ล่วงเลย ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น “ทุกอย่างมันมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่มีอะไรยั่งยืน ทำให้เราไม่ยึดติด ที่เราพอจะควบคุมได้ก็คือตัวเราเอง เราต้องดูแลและพัฒนาตัวเองให้พร้อมตลอดเวลา เพราะว่าโอกาสจะมาเมื่อไหร่ก็ได้” เรายื่นโจทก์ให้เธอช่วยนิยามความเป็นตัวเอง “เรามองตัวเองเป็นคนที่ positive ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับเรา คิดดีไว้ก่อนแล้วทุกอย่างมันจะดีเอง ครั้งนี้ไม่สำเร็จ ครั้งหน้าก็เอาใหม่ ไม่เป็นไร เราก็เลยแฮปปี้กับสิ่งที่เราทำ แฮปปี้กับสิ่งที่เรามี” เธอเสริมต่อว่าได้รับอิทธิพลในการคิดบวกมาจากครอบครัว “พ่อแม่เป็นคนคิดบวกมาก เราคิดบวกแล้ว แต่เขาจะมากกว่า เราก็จะเป็นคนที่บาลานซ์ คิดบวกมากไปบางทีมันก็ไม่ได้ ต้องคิดลบเผื่อไว้บ้างเพื่อปกป้องตัวเอง ต้องอิงตามความเป็นจริง” ฟังเธอนิยามความเป็นตัวเองแล้ว คำถามต่อไปก็ยังคงเกี่ยวกับนิยาม แต่เป็นด้านการแต่งตัว “บางทีก็ไม่มีนามธรรมว่าแต่งตัวแนวไหน วันนี้อยากหวานหรืออยากเท่ ก็ต่างกันแล้ว แค่ใส่แล้วจะรู้เองว่ามันใช่ที่ตัวตนเราหรือเปล่า ไอดอลของเราก็คือพี่ Katieismonster เรารู้สึกว่าเขามีความสุขกับการแต่งตัว ซึ่งความเป็นตัวเองมันก็จะโดดเด่นขึ้นมา”

 

 

เราข้ามฝากจากเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมาสู่มุมมองของเธอที่มีต่อผู้ชาย โดยให้โจทก์เรื่อง first impression ซึ่งเธอตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “เรามองผู้ชายที่การแต่งตัว เพราะการแต่งตัวสามารถอธิบายขั้นแรกได้แล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนประมาณไหน” เราจึงถามต่อไปว่าแล้วผู้ชายประเภทไหนที่ในชีวิตควรมีไว้ข้างกายสักคน “ผู้ชายมีความอบอุ่น รักครอบครัวเอาใจใส่ทั้งเราและคนอื่นมากกว่าจะสนใจแค่ตัวเอง ส่วนถ้าถามถึงความเป็นสุภาพบุรุษก็คงแค่ไม่เอาเปรียบผู้หญิงหรือไม่เอาเปรียบคนรอบข้างทุกคน รักษาคำพูดแค่นั้นก็น่าจะพอ” ฟังดูเหมือนเธอไม่ได้ขออะไรมาก แต่เชื่อว่าที่พูดมาก็คงไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ แล้วผู้ชายแบบไหนที่ขอไม่เจอดีกว่า “ผู้ชายที่รักตัวเองทำทุกอย่างเพื่อตัวเองอย่างเดียวโดยที่ไม่มองคนรอบข้าง อันนี้ไม่ไหว คือพอเขารักตัวเองแล้วเขาก็จะไม่รักเราแล้วไง (หัวเราะ)” เชื่อว่าทุกคนย่อมมีการวางแผนชีวิต ซึ่งจะสั้นยาว หรือใกล้ไกล คงเป็นไปตามความเหมาะสม แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงไม่มีใครอยากแก่ “เราไม่ได้มีภาพอะไรที่ชัดเจน เราแค่อยากทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบันให้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ใจหนึ่งก็อยากมีครอบครัวนะ เพราะว่าอีก 5 ปีเราก็คง 30 กว่าแล้ว เรามองถึงการแชร์หลายๆ อย่างในชีวิตคู่มากขึ้นที่ไม่ใช่แค่คำว่าแฟน แต่ที่แน่ๆ ก็อยากคงสภาพของร่างกายไว้ที่ประมาณนี้ให้ได้ (หัวเราะ) หลังๆ มาก็พยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกเช้า”

 

เราปิดท้ายด้วยคำถามที่โยงถึงเล่มครบรอบ 24 ปีของนิตยสารเอสไควร์ฉบับภาษาไทยว่า หากพูดเลข 24 เธอจะนึกถึงอะไร “นึกถึงช่วงที่เรากำลังสนุกแล้วก็ได้ทดลองอะไรหลายๆ อย่างกับชีวิต เรียนจบมา 2-3 ปี เป็นช่วงค้นหาตัวเอง มีทั้งความสนุก ความเหนื่อย ความทุกข์ทรมาน มีทุกอย่างในวัย 24 ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีสีสัน”

 


 

เรื่อง: PRAN

ภาพ: SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ: KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

LOCATION: THE HAMLET ARI




A Woman We Love: พราว อรณิชา กรินชัย

เธอเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่ยังเป็นสาวน้อย ผ่านงานโฆษณา ละครซีรีส์ พิธีกร และศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปนาม Olive เจ้าของเพลงฮิต น่ารัก ติดหูอย่าง ยังโสด ที่ช่วงหนึ่งวิทยุเคยต้องเปิดทุกวัน พราว อรณิชา กรินชัย วัย 27 ปีกับจุดพลิกผันในชีวิตที่มีพลังบวกคอยขับเคลื่อน ปัจจุบันเธอเป็นทั้งยูทูบเบอร์ และบล็อกเกอร์แนวไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวซึ่งทำจากความโปรดปรานโดยปราศจากการปรุงแต่ง ชนิดที่ว่าสามารถทำงานได้ตลอดเวลา (ไม่นับตอนนอน)

 

 

เรามีนัดกับเธอที่คาเฟ่รักษ์ธรรมชาติย่านอารีย์ มีแมกไม้ปกคลุมร่มรื่น เธอปรากฏตัวในลุคบอยๆ สีเอิร์ธโทน สวมเสื้อเชิ้ตด้านใน ใส่สูททับกับกางเกงผ้าขาบาน และรองเท้าบูท (คล้ายลายหนังงู) ส่วนตุ้มหูมุกที่ประดับทั้งสองข้างก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เราปล่อยเวลาให้เธอผ่อนคลาย เพราะเวลานัดหมายค่อนข้างเช้า ก่อนเข้าเรื่องด้วยการอัพเดตผลงานปัจจุบัน “ตอนนี้มีรายการชื่อว่า #TGIF ทำกันห้าคน มีพราว พี่ฟาง (เฟย์ ฟางแก้ว) พี่อาย กมลเนตร หลิน มชณต แล้วก็เตย สุวพิชญ์ อยู่ในช่อง GoodDay Official ของยูทูบ แล้วก็มีเพจเฟสบุ๊กชื่อว่า Part-Time Wanderer อันนี้ทำคนเดียว เกี่ยวกับท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ของเราที่ชอบแฟชั่น ชอบคาเฟ่ แล้วก็มีแบรนด์เสื้อผ้า founds ที่ทำมาตั้งแต่มหาฯลัย แล้วหลังๆ ก็ไม่ค่อยได้อัพเดต เพราะว่ามาทำรายการกับทำเพจซะมากกว่า” 

 

 

เธอมีผลงานที่มาจากความชอบของตัวเอง แล้วไลฟ์สไตล์ของเธอล่ะเป็นยังไง ช่วงนี้ก็ทำงานอย่างเดียวเลย ทำงานเยอะมาก บางทีทำงานกับคอมอยู่บ้านตลอดก็เบื่อ ต้องหาคาเฟ่นั่ง เลยเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราชอบอัพเดตสถานที่ใหม่ๆ ก็จะอยู่แถวๆ อารีย์หรือเจริญกรุง เราชอบท่องเที่ยว ถ้าไม่ไปเมืองนอกก็เที่ยวอยู่ในกรุงเทพ คอยหาพวกคาเฟ่หรือพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ แล้วตามไปดู” เราสังเกตแววตาอันเป็นประกายเมื่อพูดถึงการท่องเที่ยว จึงเอ่ยถามถึงสถานที่โปรดทั้งเมืองนอกและในประเทศ “ถ้าต่างประเทศชอบมากที่สุดคือลอนดอน อังกฤษ รู้สึกว่าถ้าเป็นไปได้และมีตังพอก็อยากจะไปให้ได้ทุกปี แล้วก็ เกาหลีกับญี่ปุ่น เกาหลีนี่แทบจะไปทุกปี ล่าสุดเพิ่งไปกรีซมา ซานโตรินีเป็นทริปในฝันของเรามานานแล้ว ที่นั่นสวยเหมือนฝันจริงๆ” เธอเสริมต่อ “ถ้าเป็นในประเทศก็ชอบเชียงใหม่ เพราะมีความธรรมชาติกับเมืองผสมอยู่ด้วยกัน รู้สึกว่าเป็นบาลานซ์ที่ดี ภูเก็ตก็ชอบนะแต่ไม่ค่อยได้ไป แต่ก็อยากไปบ่อยๆ เพราะเป็นที่ที่ทะเลสวย ถ้าให้เลือกระหว่างทะเลกับภูเขาก็คงชอบไปทะเลเพราะเราชอบอากาศช่วงซัมเมอร์ที่มันจะร้อนร้อนแต่มันก็มีความเย็นทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ถ้าให้เลือกระหว่างธรรมชาติกับเมืองก็คือชอบเมือง

 

คำถามที่เชื่อว่าหลายคนสงสัยในเมื่อเป็นเรื่องเที่ยวทั้งใกล้ ไกล เธอไม่เคยปฏิเสธแบ่งเวลายังไงให้ได้ทั้งการเที่ยว ทำงาน และพักผ่อน “จริงๆ พราวทำงานได้ตลอดเวลาเลย อย่างเวลาที่ไม่ได้นัดถ่ายรายการ ก็ทำเพจในคอมไป ยิ่งถ้าเราพกคอมไปด้วย ก็เหมือนทำงานทุกที่แต่เราเอ็นจอยนะ เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เวลามันก็ผ่านไปเร็ว หรือถ้าว่างเราก็จะไปนวดสปาทันทีเพราะเรารู้สึกว่านี่คือการผ่อนคลายของเรา ก่อนนอนอาจจะมีเปิดดูเน็ตฟลิกซ์บ้าง แล้วก็ยังชอบร้องอยู่ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นงานจริงจังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อีกอย่างคือชอบช็อปปิ้ง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้หมด (หัวเราะ)

 

 

ในฐานะหนึ่งในสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปโอลีฟซึ่งตอนนั้นอยู่ในวัยเฟรชชีใสๆ ที่ครองใจหนุ่มๆ เป็นจำนวนมาก เราย้อนกลับไปถามถึงเส้นทางการเข้ามาเป็นศิลปิน “เริ่มจากเราชอบร้องเพลง ความฝันแรกคืออยากเป็นนักร้อง แล้วตอนนั้นมีรายการประกวดร้องเพลงทางทีวีชื่อว่า ไมค์ไอดอล (Mic Idol) มาเปิดเวทีคัดเลือกที่สยามแล้วเราก็ขึ้นไปร้อง ปรากฏว่าเข้ารอบ พอเข้าไปในรายการก็มีพี่จากแกรมมี่มาเห็น เลยจับเซ็นสัญญา ฝึกซ้อมอยู่ประมาณสามปีกับเพื่อนโอลีฟทั้งหมด ถึงจะได้ออกอัลบั้ม ก็น่าจะมีเพลงยังโสดที่ทุกคนน่าจะรู้จักมากที่สุด ก็ยังดีที่มีคนจำได้ (หัวเราะ) เพราะเราออกแค่อัลบั้มเดียว” เธอเล่าให้ฟังว่าด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งความสนใจ ยุคสมัย หรือสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไปทำให้แต่ละคนแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้เจอกับเพื่อนสมาชิกวง

 

เมื่อบทบาทศิลปินเป็นอันต้องหยุดชะงัก ทำให้เราอยากรู้ถึงช่วงเวลาที่ยากและท้อสำหรับศิลปินสาวผู้มีใจรักแฟชั่น “จริงๆตอน เรียนศิลปกรรม การละคร ตอนมหา’ลัย ก็เหนื่อยนะ ตอนทำธีสิส ซึ่งทุกคนก็เหนื่อย แต่พอเรียนจบ เหมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ วงโอลีฟก็ไม่ได้ทำ จะทำงานประจำไหม จะทำแบรนด์เสื้อผ้า (ที่เริ่มทำตั้งแต่ตอนเรียน) จริงจังรึเปล่า ก็เลยไปเรียนช็อตคอร์สด้านแฟชั่นที่ลอนดอนสัก 3-4 เดือน พอกลับมา เราคิดว่าจะทำแบรนด์เสื้อผ้าให้เป็นงานหลักของเราจริงๆ ซึ่งมันก็ยากมาก เคว้งมาก ช่วงนั้นคือเหนื่อยและท้อที่สุดเพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ยังค้นหาตัวเองอยู่”

 

 

จนมาสู่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการแฟชั่น “จุดเริ่มต้นคือแค่สองปีที่แล้วเอง ตอนไปอังกฤษ เรารู้จักกับพี่ช่างภาพจากนิตยสารเล่มหนึ่งของไทย เลยได้ไปเป็นผู้ช่วยช่างภาพตามถ่ายสตรีต แฟชั่น ในลอนดอนแฟชั่นวีก แล้วก็ได้ไปเจอพี่ Katieismonster หลังจากกลับมาสักพักเขากลับก็เริ่มทำแฟชั่นวีกที่ไทยให้กับแบรนด์ Landmee' เราก็ได้เป็นผู้ช่วยเขา ก็เหมือนจุดประกาย เพิ่มความมั่นใจในตัวเราไปด้วย” ซึ่งเธอกล่าวย้อนความไปถึงจุดกำเนิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง “เราเริ่มมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบอีก คือตอนนั้นก็ทำเล่นๆ กับเพื่อน เพราะรุ่นพี่ทำอีเวนต์ แซ่บออนเซลล์ (Zaap on Sale) แล้วมีบูทว่างก็เลยมาถามเรา ซึ่งเราเห็นว่ามันเป็นโอกาส เลยทำเสื้อผ้าขาย เป็น Collection แรกเลยชื่อ Founds แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่แต่ว่าก็ไม่ค่อยต่อเนื่อง เพราะต่างคนต่างยุ่ง”

 

เธอบอกกับเราว่าการเป็นศิลปินในอดีตกับการทำคลิปท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หนึ่งอย่างคือเริ่มจากตนเองอยากจะทำ ซึ่งความแตกต่างคือมุมมองที่โตขึ้นจากเวลาที่ล่วงเลย ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น “ทุกอย่างมันมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่มีอะไรยั่งยืน ทำให้เราไม่ยึดติด ที่เราพอจะควบคุมได้ก็คือตัวเราเอง เราต้องดูแลและพัฒนาตัวเองให้พร้อมตลอดเวลา เพราะว่าโอกาสจะมาเมื่อไหร่ก็ได้” เรายื่นโจทก์ให้เธอช่วยนิยามความเป็นตัวเอง “เรามองตัวเองเป็นคนที่ positive ทุกอย่างเป็นไปได้สำหรับเรา คิดดีไว้ก่อนแล้วทุกอย่างมันจะดีเอง ครั้งนี้ไม่สำเร็จ ครั้งหน้าก็เอาใหม่ ไม่เป็นไร เราก็เลยแฮปปี้กับสิ่งที่เราทำ แฮปปี้กับสิ่งที่เรามี” เธอเสริมต่อว่าได้รับอิทธิพลในการคิดบวกมาจากครอบครัว “พ่อแม่เป็นคนคิดบวกมาก เราคิดบวกแล้ว แต่เขาจะมากกว่า เราก็จะเป็นคนที่บาลานซ์ คิดบวกมากไปบางทีมันก็ไม่ได้ ต้องคิดลบเผื่อไว้บ้างเพื่อปกป้องตัวเอง ต้องอิงตามความเป็นจริง” ฟังเธอนิยามความเป็นตัวเองแล้ว คำถามต่อไปก็ยังคงเกี่ยวกับนิยาม แต่เป็นด้านการแต่งตัว “บางทีก็ไม่มีนามธรรมว่าแต่งตัวแนวไหน วันนี้อยากหวานหรืออยากเท่ ก็ต่างกันแล้ว แค่ใส่แล้วจะรู้เองว่ามันใช่ที่ตัวตนเราหรือเปล่า ไอดอลของเราก็คือพี่ Katieismonster เรารู้สึกว่าเขามีความสุขกับการแต่งตัว ซึ่งความเป็นตัวเองมันก็จะโดดเด่นขึ้นมา”

 

 

เราข้ามฝากจากเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมาสู่มุมมองของเธอที่มีต่อผู้ชาย โดยให้โจทก์เรื่อง first impression ซึ่งเธอตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “เรามองผู้ชายที่การแต่งตัว เพราะการแต่งตัวสามารถอธิบายขั้นแรกได้แล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนประมาณไหน” เราจึงถามต่อไปว่าแล้วผู้ชายประเภทไหนที่ในชีวิตควรมีไว้ข้างกายสักคน “ผู้ชายมีความอบอุ่น รักครอบครัวเอาใจใส่ทั้งเราและคนอื่นมากกว่าจะสนใจแค่ตัวเอง ส่วนถ้าถามถึงความเป็นสุภาพบุรุษก็คงแค่ไม่เอาเปรียบผู้หญิงหรือไม่เอาเปรียบคนรอบข้างทุกคน รักษาคำพูดแค่นั้นก็น่าจะพอ” ฟังดูเหมือนเธอไม่ได้ขออะไรมาก แต่เชื่อว่าที่พูดมาก็คงไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ แล้วผู้ชายแบบไหนที่ขอไม่เจอดีกว่า “ผู้ชายที่รักตัวเองทำทุกอย่างเพื่อตัวเองอย่างเดียวโดยที่ไม่มองคนรอบข้าง อันนี้ไม่ไหว คือพอเขารักตัวเองแล้วเขาก็จะไม่รักเราแล้วไง (หัวเราะ)” เชื่อว่าทุกคนย่อมมีการวางแผนชีวิต ซึ่งจะสั้นยาว หรือใกล้ไกล คงเป็นไปตามความเหมาะสม แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงไม่มีใครอยากแก่ “เราไม่ได้มีภาพอะไรที่ชัดเจน เราแค่อยากทำในสิ่งที่เป็นปัจจุบันให้มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ใจหนึ่งก็อยากมีครอบครัวนะ เพราะว่าอีก 5 ปีเราก็คง 30 กว่าแล้ว เรามองถึงการแชร์หลายๆ อย่างในชีวิตคู่มากขึ้นที่ไม่ใช่แค่คำว่าแฟน แต่ที่แน่ๆ ก็อยากคงสภาพของร่างกายไว้ที่ประมาณนี้ให้ได้ (หัวเราะ) หลังๆ มาก็พยายามออกกำลังกายให้ได้ทุกเช้า”

 

เราปิดท้ายด้วยคำถามที่โยงถึงเล่มครบรอบ 24 ปีของนิตยสารเอสไควร์ฉบับภาษาไทยว่า หากพูดเลข 24 เธอจะนึกถึงอะไร “นึกถึงช่วงที่เรากำลังสนุกแล้วก็ได้ทดลองอะไรหลายๆ อย่างกับชีวิต เรียนจบมา 2-3 ปี เป็นช่วงค้นหาตัวเอง มีทั้งความสนุก ความเหนื่อย ความทุกข์ทรมาน มีทุกอย่างในวัย 24 ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีสีสัน”

 


 

เรื่อง: PRAN

ภาพ: SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ: KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

LOCATION: THE HAMLET ARI