A Woman We Love: มะขาม-ธรรมาริน คูเปอร์

03/25/2020

 

สาวลูกครึ่งวัยละอ่อนจากภูเก็ต แต่เติบโตที่อินโดนิเซีย ไปเรียนต่อศิลปะ และเป็นช่างสักในลอนดอน ก่อนจะแบกความฝันกลับมาทำงานเสิร์ฟที่โรงแรม รอปลดแอกด้านกฎหมาย เพื่อฉายแสงในคราบบาร์เทนเดอร์สาว มะขาม - ธรรมาริน คูเปอร์ วัย 21 ปีซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ Campari Bartender Competition Thailand 2019 หลังเข้าทำงานบาร์ได้เพียง 3 เดือน และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปคว้าอันดับ 2 รายการ Campari Bartender Competition ASIA 2019 ที่เมืองมิลานมาสดๆ ร้อนๆ คงมีเหตุผลมากกว่าการที่เธอเป็นสาวลูกครึ่งตัวเล็ก ไซส์ XS มีรอยสักโดดเด่นสะดุดตาจึงทำให้เธอมายืนอยู่ ณ จุดนี้เร็วกว่าใคร

 

เปิดประตู Asia Today Bar (สถานที่นัดหมาย) มา เราเห็นทีมงานกำลังเมคอัพให้บาร์เทนเดอร์สาวร่างเล็กที่เราได้จะพูดคุยกันในไม่ช้า สีหน้าของเธอค่อนข้างเรียบเฉย ยิ้มบ้างเล็กน้อย แววตากังวล เป็นเพราะเธอไม่มั่นใจที่จะต้องสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย (เธออยู่เมืองนอก 10 กว่าปี และเพิ่งมาเมืองไทยได้ปีเศษ) แต่หลังจากใช้เวลาทำความคุ้นเคยกัน ก็พบว่าจริงๆ แล้วเธอยิ้มง่าย (ยิ้มหวานด้วย) จริงใจ มีอารมณ์ขัน และพูดตรงในคราวเดียวกัน (ที่สำคัญภาษาไทยเธอไม่ได้แย่) มะขาม - ธรรมาริน คูเปอร์ บาร์เทนเดอร์สาวลูกครึ่งวัย 21 ปีที่บอกว่าตัวเองคือคนเอเชีย แต่เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของชาวตะวันตก

 

 

เราให้เธอช่วยเล่าความเป็นมาจนถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นบาร์เทนเดอร์ให้ฟังอย่างละเอียด เจาะลึกมากกว่าที่เคย “ตอนที่หนูจบม.6 (ที่อินโดนิเซีย) แล้วก็ย้ายไปอังกฤษ เพื่อจะไปเรียนอาร์ต เพราะว่าชอบอะไรที่เป็นสไตล์ร็อก พังก์ตั้งแต่เด็ก ทำผมสีเขียว เจาะหู เจาะเต็มหน้าเลย ก็เลยอยากเป็นช่างสัก แต่พอไปที่อังกฤษ เราโตที่เอเชีย เจอฝรั่ง วัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ก็เลยกลับมาอยู่ไทย” เหมือนว่าการโยกย้ายจากต่างแดนกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิดจะทำให้เธอได้เจอกับคำตอบบางอย่าง “บาร์ culture ที่ไทยมันใหญ่มาก เราเจอทุกที่เลย โรงแรม ไปเที่ยวผับ ไปเที่ยวบาร์ก็เจอ มันน่าสนุก น่าสนใจมาก อยากลองทำ เลยไปสมัคร แต่เขาบอกเราอายุไม่ถึง ต้องอายุ 20 แต่ที่อังกฤษอายุ 18 ก็ทำงานบาร์ได้แล้ว เลยไปทำงานโรงแรมก่อน”

 

คราวนี้เหมือนว่าเธอจะอยู่ถูกที่ถูกเวลามากขึ้นเรื่อยๆ “ตอนหนูไปทำงานที่โรงแรมโซฟิเทล เขาต้องการคนหน้าตาเหมือนฝรั่ง พูดภาษาไทยได้ เป็นผู้หญิง มีรอยสัก ก็เหมือนโชคดีที่หนูไปสมัครที่นั่น ก็ได้ทำงานบนรูฟท็อป เป็นเด็กเสิร์ฟก่อน แล้วพออายุ 20 เลยตื๊อหัวหน้าขอเข้าบาร์ ตอนแรกเขาก็ให้รอสองเดือน หนูเลยบอกว่าจะลาออก เพราะมีคนชวนไปทำงานบาร์ข้างนอกแล้ว เขาเลยให้เข้าบาร์ตั้งแต่ตอนนั้นเลย (หัวเราะ) แต่บาร์ที่โรงแรมมันก็จะมีแค่คลาสสิกค็อกเทลอย่างเดียว สุดท้ายก็เลยออกมาทำที่บาร์ข้างนอก เพราะได้เรียนรู้เยอะกว่า”

 

เธอจึงได้มาสังกัดอยู่ที่ Teens of Thailand กับ Asia Today Bar (เจ้าของเดียวกัน) สลับกันไป แล้วก็เป็นบาร์แห่งนี้ที่ให้โอกาสโดยการส่งเธอเข้าแข่งขันรายการ Campari Bartender Competition Thailand 2019 ตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าบาร์ แถมยังคว้ารางวัลชนะเลิศติดมือมาอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งที่หนีไม่พ้นคงเป็นเสียงเลียบๆ เคียงๆ เกี่ยวกับอายุงานของเธอ “ก็ได้ยินมาจากหลายคน พูดลับหลังว่า เราได้ที่ 1 เพราะว่าพูดภาษาอังกฤษเก่ง คือหนูว่าทุกคนก็พูดภาษาอังกฤษเก่งนะตอนพรีเซ้นต์ แต่ก็เข้าใจมุมมองเขานะว่า เด็กคนนี้ทำงานบาร์แค่เดือนเดียวแล้วได้ที่หนึ่ง พอเราไปมิลานแล้วได้ที่ 2 ก็เหมือนโชว์ให้เห็นว่ามันไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษเก่ง เพราะงานแข่งมันทำแค่ค็อกเทลตัวเดียวเอง ไม่เกี่ยวว่าจะมีประสบการณ์เป็นสิบปีหรือหนึ่งเดือน”

 

 

เธอผ่านบรรยากาศการแข่งขันที่บ้านเราไปแล้ว และเพิ่งไปลิ้มรสบนเวทีต่างแดน (มิลาน) ลองเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างสองเวทีนี้ให้ฟังหน่อย “ที่ไทยจะชิลล์ๆ มากกว่า เพราะก่อนไปแข่งหนูยังทำงานอยู่เลย ไม่ได้ซ้อมหนักขนาดนั้น เพราะรู้จักทุกคนไง เหมือนเราไปแข่งกับเพื่อน ไม่ได้กดดันเท่าไหร่ แต่ที่มิลานคือเราไปเจอแชมป์บาร์เทนเดอร์จากทุกประเทศเลย แล้วเราไม่ได้ชินกับอุปกรณ์ของเขา กรรมการก็เป็นคนที่อยู่ในวงการมาเป็นสิบๆ ปี ก็เลยตื่นเต้นมาก กดดันมากไม่เหมือนที่ไทยเลย” “อย่างรอบแรกกับรอบไฟนอลจะใช้เมนูประจำตัวที่ได้รางวัลจากที่ไทย แต่รอบ 2 เขาจะมี secret box เปิดมาจะมี ingredient ตัวหนึ่ง เหล้า Campari ตัวหนึ่ง ให้เราคิดและทำค็อกเทลสดๆ จากอุปกรณ์ของเขาภายใน 60 นาที ซึ่งยากมาก แล้วก็เครียดมาก”

 

เธอทั้งดีใจและเสียใจปนกันไป เพราะใจหนึ่งก็เกือบจะได้ที่หนึ่งแล้ว แอบรู้สึกผิดต่อพี่ๆ ที่ไทย ซึ่งคอยช่วยเหลือทุกอย่าง แล้วเธอกลับไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ได้เข้าไฟนอลก็ดีใจไม่แพ้กัน “ก่อนไปมิลานคือซ้อมหนักมาก พี่ๆ บาร์เทนเดอร์ทุกคนช่วยเราเยอะมาก ตอนได้ที่สองก็แอบไปร้องไห้หลังเวทีเหมือนกัน ไม่กล้าบอกหัวหน้าว่าเราไม่ได้ที่หนึ่ง เพราะทุกคนตั้งใจช่วยเรามากๆ แต่เข้ารอบไฟนอลมาก็ถือว่าดีใจแล้ว”

 

การเดาใจ และจับความต้องการคนรุ่นใหม่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่เธอแสดงออกมาอย่างชัดเจน “คนเจเนอเรชั่นนี้ชอบกินค็อกเทลที่ low แอลกอฮอล์ ชอบรสเปรี้ยว หวาน กินง่ายๆ ไม่อยากกินค็อกเทลแรง ซึ่งหนูก็ชอบแนวนั้น เพราะกินเหล้าไม่ค่อยจะเก่งเท่าไหร่ ก็เลยอยากทำค็อกเทลที่กินง่าย กินแล้วอร่อย ไม่ได้กินเพราะว่าอยากเมา หนูอยากขายค็อกเทลให้เจเนอเรชั่นของหนู (หัวเราะ)”

 

 

ส่วนที่ชัดเจนไม่แพ้กันคือทัศนคติส่วนตัว “คือพ่อหนูเป็นเชฟ แม่ก็ทำกับข้าวเก่ง แล้วเราชอบกินอาหารแปลกๆ เวลาไปค็อกเทลบาร์ก็ชอบลองเมนูแปลกๆ ที่ยังไม่เคยลอง ไม่ค่อยกลัว ตอนไปแข่งก็เลยไม่กลัว ไปก็ไป แพ้ก็ได้บทเรียนมา และหนูคิดว่านั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หนูได้ที่หนึ่ง เพราะหนูไม่ได้กลัวอะไร มันอยู่ที่ attitude (ชี้ที่ขมับ) เพราะได้ยินบางคนบอกว่า ไม่อยากลงแข่ง เพราะว่ายังไงก็แพ้อยู่แล้ว ถ้าคิดแบบนี้ ปิดโอกาสตัวเอง มันก็ไม่มีโอกาสที่จะไปต่อ”

 

นอกจากนั้นการรักศิลปะก็มีส่วนช่วยครีเอท และเติมแต่งเมนูค็อกเทลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น “มันช่วยได้นะ อาร์ต ฟีล มิวสิก ทุกอย่าง ทุกคนก็มีสไตล์ของตัวเอง เราชอบอาร์ต ชอบดูหนัง เวลาดีไซน์ค็อกเทล การแต่ง garnish เหมือนเราไปนั่งร้านกาแฟ แล้วอยากทำค็อกเทลตามเพลงที่เขาเปิด” เชื่อมโยงมาถึงค็อกเทลประจำตัวที่เธอใช้แข่งขันอย่าง far from home ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากความผูกพันระหว่างเธอ และคุณย่าครั้งยังอยู่ที่อังกฤษ “ตอนไปอังกฤษ หนูก็ไปอยู่ปู่กับย่าก่อน ตอนนั้นเรายังไม่ได้สนิทกัน แต่หลังจากย่าไปทำคีโม (รักษาโรคมะเร็ง) เราก็เริ่มสนิทกัน เริ่มหาทางที่จะคุยกันง่ายๆ เลยทำกับข้าวกัน ทำแอปเปิ้ลพาย ตอนแข่งก็เลยทำค็อกเทลรสชาติแอปเปิ้ลพายที่มีวิสกี้ ซินาม่อน วานิลลา ที่ตั้งชื่อว่า far from home เพราะตอนอยู่กับปู่ ย่า มันไม่ใช่บ้านหนู not my home แต่รู้สึก feel at home เพราะว่าอยู่กับครอบครัว”

  

เธอบอกว่าอาชีพบาร์เทนเดอร์มักจะไม่ค่อยได้หยุด เพราะวันหยุดก็ยังวนเวียนอยู่กับการเรียนรู้เหล้านานาชนิด หรือชิมค็อกเทลตามบาร์อื่นๆ ซึ่งเราก็อยากรู้ว่า แล้ววันหยุดจริงๆ เธอมีกิจกรรมอะไรที่โปรดปราน หรือสถานที่ท่องเที่ยวในใจ “วันหยุดจริงๆ ชอบไปร้านกาแฟ วาดรูป อ่านหนังสือ หรือไปดูหนังคนเดียว เพราะทำงานต้องคุยกับคนอื่นตลอด ก็ใช้เวลาส่วนตัวบ้าง จองโซฟา 500 บาทเลย นั่งดูคนเดียว (หัวเราะ) ส่วนถ้าฮอลลิเดย์ ชอบไปทะเล ภูเก็ต (บ้านเกิด) ชอบตากแดด แต่ก็ขี้ร้อนนะ (หัวเราะ) แล้วก็ที่บาหลี ชอบไปที่นั่นเพราะทะเลมันสวย อยากลองไปญี่ปุ่น เพราะยังไม่เคยไป ก็ว่าจะหาลงแข่งรายการอะไรสักอย่างที่นั่น และถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลย”

 

 

มาถึงอีกเรื่องที่โดดเด่นจนเราต้องชวนคุย แล้วก็สร้างความแปลกใจให้เราไม่น้อย เธอไปอังกฤษตอนอายุ 17 แล้วก็ได้เข้าไปเป็นช่างสัก จนอายุ 18 เธอถึงเริ่มมีรอยสักรายแรก “หลังจากเป็นช่างสัก พออายุ 18 วันเกิดหนูเลยไปสักรายแรก รูปซูชิแซมอน ทามะมากิ (ของโปรด) ส่วนรายที่สองคือรูปปลาหมึกที่ขา (เหนือตาตุ่มด้านใน) อันนี้สักเองเลย นั่งขัดสมาธิแล้วก็สัก ตอนนั้นคือเป็นช่างสักมาประมาณสองเดือน หนูชอบสักแนว black work, new school”

 

เธอกลับมาที่ไทยพร้อมรอยสักสองลาย ก่อนจะบวกเพิ่มภายหลังอีกห้า กลายเป็นว่าเป็นฝีมือจากช่างบ้านเกิดที่ฝากศิลปะไว้บนเรือนร่างของเธอซะมากกว่า เพราะสไตล์ของเมืองไทยถูกใจมากกว่าเมืองนอก เธอเป็นหนึ่งคนที่มีโอกาสได้สักทั้งในต่างแดน และบ้านเรา เป็นโอกาสดีที่จะให้เธอช่วยเล่าถึงความแตกต่างในเรื่องนี้ “ที่เมืองนอกเขาจะคิดราคาเป็นชั่วโมง แต่ที่ไทยเขาจะคิดราคาตามลาย แล้วคิวก็จะต้องจองกัน 2-3 ปีเลย เพราะร้านสักมันไม่ค่อยเยอะ แต่ที่ไทยคือหนูกลับมา ทักหาช่าง ‘วันอาทิตย์ว่างไหม? ว่างครับ มาเลย’ คือมันง่ายมาก ที่อังกฤษร้านสักจะเปิดตอน 9 โมงเช้าแล้วก็ปิดตอนทุ่มหนึ่ง เหมือนร้านอาหารเลย แต่ที่ไทยจะเปิดตอนทุ่มหนึ่งแล้วก็ปิดเที่ยงคืน (หัวเราะ)”

 

รวมไปถึงเรื่องมาตรฐานความสะอาดที่เป็นปัจจัยหลักของศิลปะแขนงนี้ “ที่ไทยดีกว่า…ดีกว่าเยอะ สำหรับร้านที่หนูไป เขาจะ wrap เก้าอี้ทุกตัว ล้างมือตลอดเวลา แล้วก็ร้านสะอาดมาก ถ้าเป็นร้านดีนะ แต่คนจะคิดว่าฝรั่งสะอาดกว่า ซึ่งก็ไม่เสมอไป อย่างหนูไปร้านที่อังกฤษ เขาไม่ใส่ถุงมือสัก หนูก็ไม่เอา ไปร้านอื่นดีกว่า”

 

ส่วนนิยามในการสักของเธอก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก “ถ้าชอบ เราก็สัก เวลามันน้อยอยู่แล้ว แต่ก็เข้าใจบางคนที่สักแล้วต้องมีความหมาย อย่างหนูคือ สักรูปกระต่ายเพราะเกิดปีกระต่าย ชื่อมะขามก็สักรูปมะขาม หรือสัก GD เพราะว่าชอบ จี ดรากอน (ศิลปินเกาหลี) เหมือนกับเราสั่งค็อกเทลแก้วนี้ มันไม่มีความหมาย เราสั่งเพราะว่าเราชอบ ก็คล้ายๆ กัน”

 

 

ารเติบโตที่ต่างแดน มีผลต่อมุมมองในการใช้ชีวิตยังไง “มันก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เรา open mind อย่างวัฒนธรรมของไทยกับอินโดฯ ก็จะแตกต่างกันมาก เราจะเหมือนญี่ปุ่นมากกว่า หรืออย่างที่อังกฤษเขาจะแยกระหว่าง personal life กับ work life เลิกงานก็ต่างคนต่างอยู่ ที่ไทยจะเฟรนด์ลี่ที่สุด ก่อนเข้างานเราไปกินกาแฟด้วยกัน หลังเลิกงานก็ไปกินข้าวกันต่อ เพื่อนร่วมงานจะสนิทกันมาก ทุกคนช่วยกัน หนูชอบมาก” “อีกอย่างหนึ่งก็คือการพูดตรงๆ ที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมฝรั่ง และเราก็ชอบที่จะพูดตรงๆ มันไม่อึดอัดดี”

 

วนเข้ามาที่เรื่องคนพิเศษ แน่นอนว่าบาร์เทนเดอร์เป็นอีกอาชีพที่เวลาทำงานไม่ค่อยจะตรงกับคนทั่วไป จึงสงสัยว่าเธอจัดสรรเวลาให้กับคนข้างๆ ยังไง “จริงๆ มันก็มีเวลาแหละ อย่างถ้าเขาไม่ได้ทำงานออฟฟิศเราก็เจอกันก่อนเข้างาน หรือเราอาจจะเจอคนที่ทำงานกลางคืนเหมือนเราก็ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มี (คนพิเศษ) เท่านั้นเอง” แล้วคนแบบไหนที่มีเสน่ห์ต่อเธอ “ชอบคนที่มีความมั่นใจ ไม่เขิน เจอกันแล้วก็คุยกันสบายๆ เหมือนเรารู้จักกันมานานแล้ว เพราะหนูเป็นคนขี้เขิน เวลาเจอคนที่ไม่เขินแล้วชวนคุย หนูชอบมาก มันทำให้สบายใจ คุยกับคนนี้ได้ แล้วก็ชอบคนที่มีมารยาท เพราะมันหายาก”

 

 

เธอทิ้งท้ายด้วยเรื่องมารยาท ประมาณว่าชีวิตทำงานเธอคงเจอคนที่ไม่มีมารยาทมาพอสมควร “ตอนที่ทำงานโรงแรมส่วนมากก็จะเป็นลูกค้าฝรั่งที่ไม่ค่อยโอเค ซึ่งเราก็พูดกับเขาตรงๆ ว่าแบบนี้ไม่ได้นะ ส่วนคนไทย คนเอเชียมารยาทดีมาก” เราแย๊บคำถามง่ายๆ ปิดท้ายการสนทนา เพื่อปล่อยให้เธอไปประจำที่บาร์ตามเดิม (เพราะเลยเวลางานเธอมาแล้ว) เจอลูกค้าเข้ามาจีบบ้างไหม “ก็เจอบ่อย เพราะเป็นผู้หญิงด้วยไง ตอนเป็นเด็กเสิร์ฟก็เจอ ก็เป็นเรื่องปกติ ชินแล้ว ก็เล่นมุกกับลูกค้าแล้วตอนนี้”

 

 


เรื่อง PRAN 

ภาพ SUWAT PANTONG

สไตลิสต์ MISS CHERDCHAI 

เมคอัพ ANAVIN NANUDON

เสื้อผ้า COS

สถานที่ ASIA TODAY BAR




A Woman We Love: มะขาม-ธรรมาริน คูเปอร์

03/25/2020

 

สาวลูกครึ่งวัยละอ่อนจากภูเก็ต แต่เติบโตที่อินโดนิเซีย ไปเรียนต่อศิลปะ และเป็นช่างสักในลอนดอน ก่อนจะแบกความฝันกลับมาทำงานเสิร์ฟที่โรงแรม รอปลดแอกด้านกฎหมาย เพื่อฉายแสงในคราบบาร์เทนเดอร์สาว มะขาม - ธรรมาริน คูเปอร์ วัย 21 ปีซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ Campari Bartender Competition Thailand 2019 หลังเข้าทำงานบาร์ได้เพียง 3 เดือน และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปคว้าอันดับ 2 รายการ Campari Bartender Competition ASIA 2019 ที่เมืองมิลานมาสดๆ ร้อนๆ คงมีเหตุผลมากกว่าการที่เธอเป็นสาวลูกครึ่งตัวเล็ก ไซส์ XS มีรอยสักโดดเด่นสะดุดตาจึงทำให้เธอมายืนอยู่ ณ จุดนี้เร็วกว่าใคร

 

เปิดประตู Asia Today Bar (สถานที่นัดหมาย) มา เราเห็นทีมงานกำลังเมคอัพให้บาร์เทนเดอร์สาวร่างเล็กที่เราได้จะพูดคุยกันในไม่ช้า สีหน้าของเธอค่อนข้างเรียบเฉย ยิ้มบ้างเล็กน้อย แววตากังวล เป็นเพราะเธอไม่มั่นใจที่จะต้องสัมภาษณ์เป็นภาษาไทย (เธออยู่เมืองนอก 10 กว่าปี และเพิ่งมาเมืองไทยได้ปีเศษ) แต่หลังจากใช้เวลาทำความคุ้นเคยกัน ก็พบว่าจริงๆ แล้วเธอยิ้มง่าย (ยิ้มหวานด้วย) จริงใจ มีอารมณ์ขัน และพูดตรงในคราวเดียวกัน (ที่สำคัญภาษาไทยเธอไม่ได้แย่) มะขาม - ธรรมาริน คูเปอร์ บาร์เทนเดอร์สาวลูกครึ่งวัย 21 ปีที่บอกว่าตัวเองคือคนเอเชีย แต่เราสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของชาวตะวันตก

 

 

เราให้เธอช่วยเล่าความเป็นมาจนถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นบาร์เทนเดอร์ให้ฟังอย่างละเอียด เจาะลึกมากกว่าที่เคย “ตอนที่หนูจบม.6 (ที่อินโดนิเซีย) แล้วก็ย้ายไปอังกฤษ เพื่อจะไปเรียนอาร์ต เพราะว่าชอบอะไรที่เป็นสไตล์ร็อก พังก์ตั้งแต่เด็ก ทำผมสีเขียว เจาะหู เจาะเต็มหน้าเลย ก็เลยอยากเป็นช่างสัก แต่พอไปที่อังกฤษ เราโตที่เอเชีย เจอฝรั่ง วัฒนธรรมไม่เหมือนกัน ก็เลยกลับมาอยู่ไทย” เหมือนว่าการโยกย้ายจากต่างแดนกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิดจะทำให้เธอได้เจอกับคำตอบบางอย่าง “บาร์ culture ที่ไทยมันใหญ่มาก เราเจอทุกที่เลย โรงแรม ไปเที่ยวผับ ไปเที่ยวบาร์ก็เจอ มันน่าสนุก น่าสนใจมาก อยากลองทำ เลยไปสมัคร แต่เขาบอกเราอายุไม่ถึง ต้องอายุ 20 แต่ที่อังกฤษอายุ 18 ก็ทำงานบาร์ได้แล้ว เลยไปทำงานโรงแรมก่อน”

 

คราวนี้เหมือนว่าเธอจะอยู่ถูกที่ถูกเวลามากขึ้นเรื่อยๆ “ตอนหนูไปทำงานที่โรงแรมโซฟิเทล เขาต้องการคนหน้าตาเหมือนฝรั่ง พูดภาษาไทยได้ เป็นผู้หญิง มีรอยสัก ก็เหมือนโชคดีที่หนูไปสมัครที่นั่น ก็ได้ทำงานบนรูฟท็อป เป็นเด็กเสิร์ฟก่อน แล้วพออายุ 20 เลยตื๊อหัวหน้าขอเข้าบาร์ ตอนแรกเขาก็ให้รอสองเดือน หนูเลยบอกว่าจะลาออก เพราะมีคนชวนไปทำงานบาร์ข้างนอกแล้ว เขาเลยให้เข้าบาร์ตั้งแต่ตอนนั้นเลย (หัวเราะ) แต่บาร์ที่โรงแรมมันก็จะมีแค่คลาสสิกค็อกเทลอย่างเดียว สุดท้ายก็เลยออกมาทำที่บาร์ข้างนอก เพราะได้เรียนรู้เยอะกว่า”

 

เธอจึงได้มาสังกัดอยู่ที่ Teens of Thailand กับ Asia Today Bar (เจ้าของเดียวกัน) สลับกันไป แล้วก็เป็นบาร์แห่งนี้ที่ให้โอกาสโดยการส่งเธอเข้าแข่งขันรายการ Campari Bartender Competition Thailand 2019 ตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าบาร์ แถมยังคว้ารางวัลชนะเลิศติดมือมาอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งที่หนีไม่พ้นคงเป็นเสียงเลียบๆ เคียงๆ เกี่ยวกับอายุงานของเธอ “ก็ได้ยินมาจากหลายคน พูดลับหลังว่า เราได้ที่ 1 เพราะว่าพูดภาษาอังกฤษเก่ง คือหนูว่าทุกคนก็พูดภาษาอังกฤษเก่งนะตอนพรีเซ้นต์ แต่ก็เข้าใจมุมมองเขานะว่า เด็กคนนี้ทำงานบาร์แค่เดือนเดียวแล้วได้ที่หนึ่ง พอเราไปมิลานแล้วได้ที่ 2 ก็เหมือนโชว์ให้เห็นว่ามันไม่ใช่แค่พูดภาษาอังกฤษเก่ง เพราะงานแข่งมันทำแค่ค็อกเทลตัวเดียวเอง ไม่เกี่ยวว่าจะมีประสบการณ์เป็นสิบปีหรือหนึ่งเดือน”

 

 

เธอผ่านบรรยากาศการแข่งขันที่บ้านเราไปแล้ว และเพิ่งไปลิ้มรสบนเวทีต่างแดน (มิลาน) ลองเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างสองเวทีนี้ให้ฟังหน่อย “ที่ไทยจะชิลล์ๆ มากกว่า เพราะก่อนไปแข่งหนูยังทำงานอยู่เลย ไม่ได้ซ้อมหนักขนาดนั้น เพราะรู้จักทุกคนไง เหมือนเราไปแข่งกับเพื่อน ไม่ได้กดดันเท่าไหร่ แต่ที่มิลานคือเราไปเจอแชมป์บาร์เทนเดอร์จากทุกประเทศเลย แล้วเราไม่ได้ชินกับอุปกรณ์ของเขา กรรมการก็เป็นคนที่อยู่ในวงการมาเป็นสิบๆ ปี ก็เลยตื่นเต้นมาก กดดันมากไม่เหมือนที่ไทยเลย” “อย่างรอบแรกกับรอบไฟนอลจะใช้เมนูประจำตัวที่ได้รางวัลจากที่ไทย แต่รอบ 2 เขาจะมี secret box เปิดมาจะมี ingredient ตัวหนึ่ง เหล้า Campari ตัวหนึ่ง ให้เราคิดและทำค็อกเทลสดๆ จากอุปกรณ์ของเขาภายใน 60 นาที ซึ่งยากมาก แล้วก็เครียดมาก”

 

เธอทั้งดีใจและเสียใจปนกันไป เพราะใจหนึ่งก็เกือบจะได้ที่หนึ่งแล้ว แอบรู้สึกผิดต่อพี่ๆ ที่ไทย ซึ่งคอยช่วยเหลือทุกอย่าง แล้วเธอกลับไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ได้เข้าไฟนอลก็ดีใจไม่แพ้กัน “ก่อนไปมิลานคือซ้อมหนักมาก พี่ๆ บาร์เทนเดอร์ทุกคนช่วยเราเยอะมาก ตอนได้ที่สองก็แอบไปร้องไห้หลังเวทีเหมือนกัน ไม่กล้าบอกหัวหน้าว่าเราไม่ได้ที่หนึ่ง เพราะทุกคนตั้งใจช่วยเรามากๆ แต่เข้ารอบไฟนอลมาก็ถือว่าดีใจแล้ว”

 

การเดาใจ และจับความต้องการคนรุ่นใหม่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่เธอแสดงออกมาอย่างชัดเจน “คนเจเนอเรชั่นนี้ชอบกินค็อกเทลที่ low แอลกอฮอล์ ชอบรสเปรี้ยว หวาน กินง่ายๆ ไม่อยากกินค็อกเทลแรง ซึ่งหนูก็ชอบแนวนั้น เพราะกินเหล้าไม่ค่อยจะเก่งเท่าไหร่ ก็เลยอยากทำค็อกเทลที่กินง่าย กินแล้วอร่อย ไม่ได้กินเพราะว่าอยากเมา หนูอยากขายค็อกเทลให้เจเนอเรชั่นของหนู (หัวเราะ)”

 

 

ส่วนที่ชัดเจนไม่แพ้กันคือทัศนคติส่วนตัว “คือพ่อหนูเป็นเชฟ แม่ก็ทำกับข้าวเก่ง แล้วเราชอบกินอาหารแปลกๆ เวลาไปค็อกเทลบาร์ก็ชอบลองเมนูแปลกๆ ที่ยังไม่เคยลอง ไม่ค่อยกลัว ตอนไปแข่งก็เลยไม่กลัว ไปก็ไป แพ้ก็ได้บทเรียนมา และหนูคิดว่านั่นคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หนูได้ที่หนึ่ง เพราะหนูไม่ได้กลัวอะไร มันอยู่ที่ attitude (ชี้ที่ขมับ) เพราะได้ยินบางคนบอกว่า ไม่อยากลงแข่ง เพราะว่ายังไงก็แพ้อยู่แล้ว ถ้าคิดแบบนี้ ปิดโอกาสตัวเอง มันก็ไม่มีโอกาสที่จะไปต่อ”

 

นอกจากนั้นการรักศิลปะก็มีส่วนช่วยครีเอท และเติมแต่งเมนูค็อกเทลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น “มันช่วยได้นะ อาร์ต ฟีล มิวสิก ทุกอย่าง ทุกคนก็มีสไตล์ของตัวเอง เราชอบอาร์ต ชอบดูหนัง เวลาดีไซน์ค็อกเทล การแต่ง garnish เหมือนเราไปนั่งร้านกาแฟ แล้วอยากทำค็อกเทลตามเพลงที่เขาเปิด” เชื่อมโยงมาถึงค็อกเทลประจำตัวที่เธอใช้แข่งขันอย่าง far from home ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากความผูกพันระหว่างเธอ และคุณย่าครั้งยังอยู่ที่อังกฤษ “ตอนไปอังกฤษ หนูก็ไปอยู่ปู่กับย่าก่อน ตอนนั้นเรายังไม่ได้สนิทกัน แต่หลังจากย่าไปทำคีโม (รักษาโรคมะเร็ง) เราก็เริ่มสนิทกัน เริ่มหาทางที่จะคุยกันง่ายๆ เลยทำกับข้าวกัน ทำแอปเปิ้ลพาย ตอนแข่งก็เลยทำค็อกเทลรสชาติแอปเปิ้ลพายที่มีวิสกี้ ซินาม่อน วานิลลา ที่ตั้งชื่อว่า far from home เพราะตอนอยู่กับปู่ ย่า มันไม่ใช่บ้านหนู not my home แต่รู้สึก feel at home เพราะว่าอยู่กับครอบครัว”

  

เธอบอกว่าอาชีพบาร์เทนเดอร์มักจะไม่ค่อยได้หยุด เพราะวันหยุดก็ยังวนเวียนอยู่กับการเรียนรู้เหล้านานาชนิด หรือชิมค็อกเทลตามบาร์อื่นๆ ซึ่งเราก็อยากรู้ว่า แล้ววันหยุดจริงๆ เธอมีกิจกรรมอะไรที่โปรดปราน หรือสถานที่ท่องเที่ยวในใจ “วันหยุดจริงๆ ชอบไปร้านกาแฟ วาดรูป อ่านหนังสือ หรือไปดูหนังคนเดียว เพราะทำงานต้องคุยกับคนอื่นตลอด ก็ใช้เวลาส่วนตัวบ้าง จองโซฟา 500 บาทเลย นั่งดูคนเดียว (หัวเราะ) ส่วนถ้าฮอลลิเดย์ ชอบไปทะเล ภูเก็ต (บ้านเกิด) ชอบตากแดด แต่ก็ขี้ร้อนนะ (หัวเราะ) แล้วก็ที่บาหลี ชอบไปที่นั่นเพราะทะเลมันสวย อยากลองไปญี่ปุ่น เพราะยังไม่เคยไป ก็ว่าจะหาลงแข่งรายการอะไรสักอย่างที่นั่น และถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลย”

 

 

มาถึงอีกเรื่องที่โดดเด่นจนเราต้องชวนคุย แล้วก็สร้างความแปลกใจให้เราไม่น้อย เธอไปอังกฤษตอนอายุ 17 แล้วก็ได้เข้าไปเป็นช่างสัก จนอายุ 18 เธอถึงเริ่มมีรอยสักรายแรก “หลังจากเป็นช่างสัก พออายุ 18 วันเกิดหนูเลยไปสักรายแรก รูปซูชิแซมอน ทามะมากิ (ของโปรด) ส่วนรายที่สองคือรูปปลาหมึกที่ขา (เหนือตาตุ่มด้านใน) อันนี้สักเองเลย นั่งขัดสมาธิแล้วก็สัก ตอนนั้นคือเป็นช่างสักมาประมาณสองเดือน หนูชอบสักแนว black work, new school”

 

เธอกลับมาที่ไทยพร้อมรอยสักสองลาย ก่อนจะบวกเพิ่มภายหลังอีกห้า กลายเป็นว่าเป็นฝีมือจากช่างบ้านเกิดที่ฝากศิลปะไว้บนเรือนร่างของเธอซะมากกว่า เพราะสไตล์ของเมืองไทยถูกใจมากกว่าเมืองนอก เธอเป็นหนึ่งคนที่มีโอกาสได้สักทั้งในต่างแดน และบ้านเรา เป็นโอกาสดีที่จะให้เธอช่วยเล่าถึงความแตกต่างในเรื่องนี้ “ที่เมืองนอกเขาจะคิดราคาเป็นชั่วโมง แต่ที่ไทยเขาจะคิดราคาตามลาย แล้วคิวก็จะต้องจองกัน 2-3 ปีเลย เพราะร้านสักมันไม่ค่อยเยอะ แต่ที่ไทยคือหนูกลับมา ทักหาช่าง ‘วันอาทิตย์ว่างไหม? ว่างครับ มาเลย’ คือมันง่ายมาก ที่อังกฤษร้านสักจะเปิดตอน 9 โมงเช้าแล้วก็ปิดตอนทุ่มหนึ่ง เหมือนร้านอาหารเลย แต่ที่ไทยจะเปิดตอนทุ่มหนึ่งแล้วก็ปิดเที่ยงคืน (หัวเราะ)”

 

รวมไปถึงเรื่องมาตรฐานความสะอาดที่เป็นปัจจัยหลักของศิลปะแขนงนี้ “ที่ไทยดีกว่า…ดีกว่าเยอะ สำหรับร้านที่หนูไป เขาจะ wrap เก้าอี้ทุกตัว ล้างมือตลอดเวลา แล้วก็ร้านสะอาดมาก ถ้าเป็นร้านดีนะ แต่คนจะคิดว่าฝรั่งสะอาดกว่า ซึ่งก็ไม่เสมอไป อย่างหนูไปร้านที่อังกฤษ เขาไม่ใส่ถุงมือสัก หนูก็ไม่เอา ไปร้านอื่นดีกว่า”

 

ส่วนนิยามในการสักของเธอก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก “ถ้าชอบ เราก็สัก เวลามันน้อยอยู่แล้ว แต่ก็เข้าใจบางคนที่สักแล้วต้องมีความหมาย อย่างหนูคือ สักรูปกระต่ายเพราะเกิดปีกระต่าย ชื่อมะขามก็สักรูปมะขาม หรือสัก GD เพราะว่าชอบ จี ดรากอน (ศิลปินเกาหลี) เหมือนกับเราสั่งค็อกเทลแก้วนี้ มันไม่มีความหมาย เราสั่งเพราะว่าเราชอบ ก็คล้ายๆ กัน”

 

 

ารเติบโตที่ต่างแดน มีผลต่อมุมมองในการใช้ชีวิตยังไง “มันก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เรา open mind อย่างวัฒนธรรมของไทยกับอินโดฯ ก็จะแตกต่างกันมาก เราจะเหมือนญี่ปุ่นมากกว่า หรืออย่างที่อังกฤษเขาจะแยกระหว่าง personal life กับ work life เลิกงานก็ต่างคนต่างอยู่ ที่ไทยจะเฟรนด์ลี่ที่สุด ก่อนเข้างานเราไปกินกาแฟด้วยกัน หลังเลิกงานก็ไปกินข้าวกันต่อ เพื่อนร่วมงานจะสนิทกันมาก ทุกคนช่วยกัน หนูชอบมาก” “อีกอย่างหนึ่งก็คือการพูดตรงๆ ที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมฝรั่ง และเราก็ชอบที่จะพูดตรงๆ มันไม่อึดอัดดี”

 

วนเข้ามาที่เรื่องคนพิเศษ แน่นอนว่าบาร์เทนเดอร์เป็นอีกอาชีพที่เวลาทำงานไม่ค่อยจะตรงกับคนทั่วไป จึงสงสัยว่าเธอจัดสรรเวลาให้กับคนข้างๆ ยังไง “จริงๆ มันก็มีเวลาแหละ อย่างถ้าเขาไม่ได้ทำงานออฟฟิศเราก็เจอกันก่อนเข้างาน หรือเราอาจจะเจอคนที่ทำงานกลางคืนเหมือนเราก็ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มี (คนพิเศษ) เท่านั้นเอง” แล้วคนแบบไหนที่มีเสน่ห์ต่อเธอ “ชอบคนที่มีความมั่นใจ ไม่เขิน เจอกันแล้วก็คุยกันสบายๆ เหมือนเรารู้จักกันมานานแล้ว เพราะหนูเป็นคนขี้เขิน เวลาเจอคนที่ไม่เขินแล้วชวนคุย หนูชอบมาก มันทำให้สบายใจ คุยกับคนนี้ได้ แล้วก็ชอบคนที่มีมารยาท เพราะมันหายาก”

 

 

เธอทิ้งท้ายด้วยเรื่องมารยาท ประมาณว่าชีวิตทำงานเธอคงเจอคนที่ไม่มีมารยาทมาพอสมควร “ตอนที่ทำงานโรงแรมส่วนมากก็จะเป็นลูกค้าฝรั่งที่ไม่ค่อยโอเค ซึ่งเราก็พูดกับเขาตรงๆ ว่าแบบนี้ไม่ได้นะ ส่วนคนไทย คนเอเชียมารยาทดีมาก” เราแย๊บคำถามง่ายๆ ปิดท้ายการสนทนา เพื่อปล่อยให้เธอไปประจำที่บาร์ตามเดิม (เพราะเลยเวลางานเธอมาแล้ว) เจอลูกค้าเข้ามาจีบบ้างไหม “ก็เจอบ่อย เพราะเป็นผู้หญิงด้วยไง ตอนเป็นเด็กเสิร์ฟก็เจอ ก็เป็นเรื่องปกติ ชินแล้ว ก็เล่นมุกกับลูกค้าแล้วตอนนี้”

 

 


เรื่อง PRAN 

ภาพ SUWAT PANTONG

สไตลิสต์ MISS CHERDCHAI 

เมคอัพ ANAVIN NANUDON

เสื้อผ้า COS

สถานที่ ASIA TODAY BAR