A Woman We Love: ทราย-ปฐมาภรณ์ จันทวงษ์

25/02/2020

 

ช่วงหลังๆ มานี้ต้องยอมรับว่าเป็นยุคที่เทรนด์สาวหมวยนั้นมาแรงแบบหยุดไม่อยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ทราย - ปฐมาภรณ์ จันทวงษ์ วัย 24 ปีนางแบบและนักแสดงสาวหน้านิ่ง แต่ตัวจริงตรงกันข้าม เธอผ่านงานถ่ายแบบมาพอสมควร งานแสดงทั้งเอ็มวี ไม่รักดี - Instinct (#PLAY2project), ไม่ทันได้คุยดีๆ – TONEYLIU, โฆษณา dtac GO, AirAsia รวมไปถึงซีรีส์ที่ถูกกล่าวขานกันยกใหญ่เมื่อปี 2018 อย่าง เด็กใหม่ ในบทลิลลี่-เชอร์รี่ฝาแฝดวัยใส เราชวนเธอคุยถึงเรื่องในหัวของคนเจเนอร์เรชันนี้ ซึ่งคำตอบก็น่าสนใจไม่แพ้มุมมองที่มีต่อผู้ชาย และความเป็นไปของสังคม

 

ช่วงเช้าของวันศุกร์สุดท้ายของปี 2019 หน้าคาเฟ่ในสวนร่มรื่นย่านราชพฤกษ์ เธอขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาพร้อมลดกระจกทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนก้าวลงมาในลุคสูท double breasted ตัวโคร่งสีกลมมะท่า เสื้อยืดและกางเกงขากระบอกใหญ่ พร้อมสนีกเกอร์สีขาว เราเจอกับสาวหน้านิ่ง (และผมหน้าม้าอันเป็นเอกลักษณ์) แต่พอได้คุยจริงๆ แล้วขี้เล่น ยิ้มง่าย แต่ก็มีมุมจริงในวัยค้นหาตัวเอง และเพิ่งเจอเมื่อไม่นาน ทราย - ปฐมาภรณ์ จันทวงษ์

 

 

หลังจากที่ไถ่ถามเบื้องต้นจนรู้ว่าเธอเริ่มต้นจากการถ่ายแบบ ก่อนเขยิบมาเล่นโฆษณา ซีรีส์ และเอ็มวี เราจึงให้เธอร่ายเรียงว่ามาเริ่มถ่ายแบบได้ยังไง “คือมันเริ่มมาจากเราได้รับโอกาสที่ดี สมัยที่เรียนสาขาจิวเวอร์รีก็จะมีรุ่นพี่สาขาแฟชั่นคงเห็นหน่วยก้านเราพอใช้ได้ เลยชวนไปช่วยถ่ายแบบร้านผ้า ก็เหมือนได้ฝึกสกิลไปในตัว แล้วพอโพสต์รูปลงไอจี ก็มีคนเห็นมากขึ้น ร้านเสื้อผ้าอื่นๆ ก็ติดต่อเข้ามา มันก็เลยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็มีถ่ายแบบประมาณ 15 วันต่อเดือน”

 

หลังจากฟังจบเราเกิดสงสัยว่าแล้วอินเนอร์ของเหล่าบรรดานายแบบนางแบบนี่มันสามารถปั้นกันได้ไหมหรือว่าต้อง born to be เพียงเท่านั้น เพราะเธอก็เริ่มจากการเป็นเด็กสาวธรรมดา “คือก็ไม่รู้ว่าเราเป็นนางแบบที่ดีหรือไม่ดีนะ แต่ทรายว่ามันคือ attitude ข้างใน การพรีเซนต์ชุดออกไป เรารู้สึกได้ว่าชุดแบบนี้จะต้องส่งอะไรออกไปประมาณไหน ซึ่งคิดว่าก็น่าจะพอฝึกกันได้ละมั้ง อาจจะเริ่มต้นจากการเข้าใจคาแร็กเตอร์ของชุด เข้าใจอินเนอร์ บอดี้ตัวเองว่ามุมไหนถ่ายออกมาแล้วดูดี เพราะเดี๋ยวนี้คนที่ไม่ได้เป็นนางแบบ อย่างเน็ตไอดอลเขาถ่ายรูปสวยและจัดการบอดี้ตัวเองได้ดีมาก” เธอเสริมต่อถึงความเปลี่ยนแปลงของการแคสติ้งในวงการบันเทิงจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า “อย่างเมื่อก่อนเขาก็จะบอกว่า พี่อยากให้เราเล่นบทเป็นคนแบบนี้นะ ลองแสดงออกมาตามบท แต่ช่วงหลังๆ มาเขาก็จะให้เราเล่นไปเลย ไดอะล็อกประมาณนี้ เราลองเล่นเป็นตัวเองเลย แล้วจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับว่าถูกใจผู้กำกับไหม”

 

 

เราคุยกับเธอเรื่องของงานในวงการจนพอสมควร ซึ่งหลายคนคงยังไม่ทราบ (เราก็ด้วย) ว่างานประจำของเธอคือธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของที่บ้าน “ที่บ้านทำเฟอร์นิเจอร์มานานแล้ว คือเราก็ไม่ได้เก่งมาร์เก็ตติ้งนะ แต่ว่าเขาไม่เคยทำกัน เราก็เข้าดูเรื่องดิจิทัล ทำสื่อด้วย ช่วยคิดโปรโมชั่น แล้วก็เรื่องระบบในการทำงานของแต่ละฝ่ายในแบบที่เราคิดว่ายุคนี้มันควรจะเป็น” นั่นก็คือหน้าที่ของลูกสาวคนกลางที่เธอเต็มใจทำเพราะมันคือเป้าหมายที่ได้จากวัยค้นหาชีวิตว่า ณ ตอนนี้อยากทำธุรกิจที่บ้านให้ดี ส่วนเวลาว่างจริงๆ ก็จะรดน้ำต้นไม้ อ่านสือบ้าง (นานๆ ที) ใช้ชีวิตสโลไลฟ์ เพราะชอบอยู่บ้านมากกว่าออกไปข้างนอก แต่ถ้ามีเวลาว่างมากๆ เธอก็จะชอบออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติ ภูเขาคือสิ่งที่โปรดปราน (มากกว่าทะเล) เธอปฏิเสธหนังเพราะไม่ได้มีเวลาว่างนานขนาดนั้น และกลัวจะถอนตัวไม่ขึ้นจากพิษของซีรีส์ จึงเลือกจะฟังเพลงสบายๆ อย่าง frank sinatra, cigarettes after sex หรือแนว easy listening

 

 

เธอเป็นคนที่แยกเป้าหมายกับความฝันออกจากกัน “อืม...ตอนนี้ยังไม่มีความฝันด้านอาชีพเลย แต่มีเป้าหมาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนความฝันคืออยากเป็นนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ตอนนี้มันกลายเป็นงานอดิเรก ถ้าว่างถึงจะไป ส่วนตอนนี้คืออยากทำเป้าหมายให้สำเร็จนี่คือความฝัน” เราถามต่อถึงสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของคนวัย 23-24 อย่างเธอ “ถ้าเป็นช่วงสองสามปีที่แล้วเพิ่งเข้ามาทำงาน (วงการบันเทิง) ใหม่ๆ ด้วยความที่เป็นวงการแบบนี้ ความสวยงาม ภาพลักษณ์ มันนำมาเลย เราคิดตลอดเวลาว่าจะต้องสวย พัฒนาภาพลักษณ์ภายนอก พอเห็นคนอื่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ เริ่มสับสน ก็เคยมีช่วงที่ไม่ชอบตัวเองเหมือนกันนะ”

 

เธอเล่าต่อว่า “แต่พอได้ทำงานมาสักพักนึง ตอนนี้ก็แฮปปี้กับตัวเองมาก เหมือนกับเลิกคิดเรื่องตรงนั้นไปแล้ว เพราะเราให้ความสำคัญกับเป้าหมายมาก (ธุรกิจที่บ้าน) ให้คุณค่ากับอย่างอื่นมากกว่าภายนอก ยอมรับตัวเองได้แล้ว เห็นคุณค่าของตัวเองว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยตัวเองเซอร์ๆ ออกจากบ้าน แค่รู้ว่าตอนไหนต้องดูดี ตอนไหนไม่จำเป็น”

 

 

เธอสรุปความสำคัญไว้ว่า “เราให้คุณค่ากับมายด์เซ็ต ความรู้ ความสามารถมากกว่าเรื่องจะแต่งตัวยังไง อย่างตอนนี้ถ้ารู้จักคนๆ นึงก็ไม่ได้ตัดสินเขาแค่ภายนอกทั้งหมดแล้วว่า เฮ้ย คนนี้จะต้องแต่งแบบนั้นแบบนี้ แต่ยังชอบเรื่องแฟชั่น เรื่องสไตล์อยู่นะ ยังชอบมอง ชอบดูว่าคนนั้นคนนี้แต่งตัวสนุกนะ แค่ไมได้โฟกัสว่ามันคือสาระสำคัญของชีวิต”

 

เธอผ่านงานถ่ายแบบมาหลากสไตล์หลายรสชาติ ลองนิยามลุคหรือสไตล์ที่เป็นตัวเองมากที่สุดให้ฟังสักนิด “ถ้าให้เลือกในตู้เสื้อผ้าก็เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีน นั่นคือเรา รู้สึกชัดมากว่าเราคือเสื้อเชิ้ต มีความคล่องแคล่ว แต่คลาสสิก แล้วสามารถมีสไตล์ได้ แค่เติมอะไรนิดหน่อย แต่ว่ามันรอด เพลย์เซฟ (หัวเราะ)”

 

 

หนึ่งเรื่องที่มีมานาน และหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคสมัยคือการ ‘บูลลี่’ ในฐานะของคนที่เพิ่งผ่านมาทั้งวัยประถม มัธยม มหา’ลัย เราจึงขอความเห็นเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ “รู้สึกว่ามันแล้วแต่สังคมว่าแต่ละที่จะมีการบูลลี่ลักษณะไหน แต่คิดว่าสังคมที่มีการบูลลี่แล้วน่าจะมีผลกระทบที่สุดคือเด็กประถม เพราะทั้งคนบูลลี่และโดนบูลลี่ก็ยังไม่รู้เรื่อง คนโดนก็ฝังใจ คนทำก็ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เด็กโตอาจจะบูลลี่กันรุนแรงมากกว่า แต่คนที่รับมามันสามารถจัดการได้ บางคนอาจจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้มากกว่าเด็กที่รับมาแล้วกระทบหมดเลย

 

เราถามต่อถึงเรื่องที่คาบเกี่ยวกันอย่างความเป็นไปของสังคม “คือรู้สึกว่าเราต้องพึ่งตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้มันดี นอกจากนั้นก็ไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีแรงจูงใจหรือเพาเวอร์ที่จะทำอะไรเพื่อสังคมได้ แต่ที่อยากเห็นจริงๆ คือเขาต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา สังคมชุมชน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากกว่านี้ เพราะมันเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ”

 

 

เราแลกเปลี่ยนความคิดกับเธอหลายเรื่องจนมาถึงประเด็นสุดท้ายคือมุมมองต่อผู้ชาย ซึ่งก็เหมือนเป็นจังหวะอันเหมาะเจาะที่จะถามเรื่องนี้ เพราะเธอดูจะคุยออกรสเป็นพิเศษ เคยจีบผู้ชายก่อนไหม “ไม่เคยจีบผู้ชายมาก่อนเลย แต่เพิ่งลองจีบผู้ชายก่อนดูเมื่อไม่นาน แล้วพอลองแย๊บๆ ทักไปดูมันก็ทำไม่ได้จริงๆ มันไม่ใช่แนว คือเมื่อก่อนเรามีจุดยืนว่าจะไม่จีบผู้ชายก่อน เหมือนเป็นคนสวยเนอะ แต่ก็ไม่ (หัวเราะ) รู้สึกว่าถ้าเขาสนใจเราเขาก็จะพยายามทำอะไรสักอย่างเอง”

“แต่มาตอนนี้รู้สึกว่าผู้หญิงที่จีบผู้ชายก่อน เก่งและมีสกิล (หัวเราะ) ก็อยากจีบผู้ชายเป็นเหมือนกันนะ แต่แค่ลองก็ไม่ไหวแล้ว ฝืนไม่ไหว” ส่วนผู้ชายที่มีเสน่ห์ เธอก็มีมุมมองแบบนี้ “ทำงานเก่ง มีความคิดที่ดี เก่งหรือเชี่ยวชาญในเรื่องของตัวเอง ไม่เป็นคนเหลาะแหละ คือสนุกกับชีวิตได้ แต่เรื่องที่ต้องทำก็ต้องจัดการให้ได้ แต่นักดนตรีกับนักกีฬาไม่ค่อยใช่ทาง

 

 

เธอเสริมต่อถึงสเปกผู้ชายที่คิดว่าน่าจะเข้ากับตัวเองได้ดี “เรารู้สึกว่าเราเป็นคนดื้อ มีความเชื่อมั่นในตัวเองนิดนึง ด้วยความที่ดูแลตัวเองมาตลอดและจุดยืนก็คือเราต้องดูแลตัวเองได้ เลยคิดว่าคนที่จะมีเพาเวอร์ทำให้เราอ่อนลงได้ก็น่าจะเป็นรุ่นพี่หรือคนที่โตกว่าหรือถ้ารุ่นเดียวกันเขาก็ต้องมีบางอย่างที่โดดเด่นจริงๆ” ในทางตรงกันข้ามความขี้โม้ก็ยังคงติดอันดับลักษณะนิสัยที่ไม่พึงประสงค์สำหรับสาวๆ “ผู้ชายขี้โม้ คุยข่มคนอื่น หักหน้าเพื่อน คือมันก็จะมีวิธีการที่เราดูออกว่าอันไหนเล่นอันไหนจริง ถ้าจริงเราก็จะขำแห้งๆ รู้สึกว่าทำทำไม แต่ไม่ค่อยเจอกับตัวเองนะ”

 

 

เธอนิยามคำว่าสุภาพบุรุษออกมาประมาณนี้ “น่าจะเป็นคนที่รู้ระยะห่างที่กำลังพอดี ถ้ามาในเชิงจีบเรา เขาก็จะไม่จู่โจมมากเกินไป เรื่องถึงเนื้อถึงตัวนี่ต้องอันดับหนึ่ง เรื่องคำพูดที่ใช้กับเรา ไม่ต้องสุภาพ ตลกเฮฮาได้เลย แต่ถ้าเป็นตลกหื่นกาม ก็คิดว่ายังไม่ใช่เวลา แต่ถ้าสนิทกันแล้วก็เต็มที่ แค่ตอนเริ่มต้นมันต้องมีระยะนิดนึง”

“แต่เราก็มองในมุมที่เขาปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนกันนะ อย่างไปร้านอาหารเขาพูดคุยกับพนักงานยังไง ถ้าเขาทำดีกับคนอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะทำยังไงกับเรา แต่ตอนขับรถนี่ไม่เกี่ยวนะ เพราะเราก็หัวร้อนมาก (หัวเราะ)”

 

 

 


เรื่อง PRAN

ภาพ SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

สถานที่ COME ESCAPE CAFE

 




A Woman We Love: ทราย-ปฐมาภรณ์ จันทวงษ์

25/02/2020

 

ช่วงหลังๆ มานี้ต้องยอมรับว่าเป็นยุคที่เทรนด์สาวหมวยนั้นมาแรงแบบหยุดไม่อยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ทราย - ปฐมาภรณ์ จันทวงษ์ วัย 24 ปีนางแบบและนักแสดงสาวหน้านิ่ง แต่ตัวจริงตรงกันข้าม เธอผ่านงานถ่ายแบบมาพอสมควร งานแสดงทั้งเอ็มวี ไม่รักดี - Instinct (#PLAY2project), ไม่ทันได้คุยดีๆ – TONEYLIU, โฆษณา dtac GO, AirAsia รวมไปถึงซีรีส์ที่ถูกกล่าวขานกันยกใหญ่เมื่อปี 2018 อย่าง เด็กใหม่ ในบทลิลลี่-เชอร์รี่ฝาแฝดวัยใส เราชวนเธอคุยถึงเรื่องในหัวของคนเจเนอร์เรชันนี้ ซึ่งคำตอบก็น่าสนใจไม่แพ้มุมมองที่มีต่อผู้ชาย และความเป็นไปของสังคม

 

ช่วงเช้าของวันศุกร์สุดท้ายของปี 2019 หน้าคาเฟ่ในสวนร่มรื่นย่านราชพฤกษ์ เธอขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาพร้อมลดกระจกทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนก้าวลงมาในลุคสูท double breasted ตัวโคร่งสีกลมมะท่า เสื้อยืดและกางเกงขากระบอกใหญ่ พร้อมสนีกเกอร์สีขาว เราเจอกับสาวหน้านิ่ง (และผมหน้าม้าอันเป็นเอกลักษณ์) แต่พอได้คุยจริงๆ แล้วขี้เล่น ยิ้มง่าย แต่ก็มีมุมจริงในวัยค้นหาตัวเอง และเพิ่งเจอเมื่อไม่นาน ทราย - ปฐมาภรณ์ จันทวงษ์

 

 

หลังจากที่ไถ่ถามเบื้องต้นจนรู้ว่าเธอเริ่มต้นจากการถ่ายแบบ ก่อนเขยิบมาเล่นโฆษณา ซีรีส์ และเอ็มวี เราจึงให้เธอร่ายเรียงว่ามาเริ่มถ่ายแบบได้ยังไง “คือมันเริ่มมาจากเราได้รับโอกาสที่ดี สมัยที่เรียนสาขาจิวเวอร์รีก็จะมีรุ่นพี่สาขาแฟชั่นคงเห็นหน่วยก้านเราพอใช้ได้ เลยชวนไปช่วยถ่ายแบบร้านผ้า ก็เหมือนได้ฝึกสกิลไปในตัว แล้วพอโพสต์รูปลงไอจี ก็มีคนเห็นมากขึ้น ร้านเสื้อผ้าอื่นๆ ก็ติดต่อเข้ามา มันก็เลยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็มีถ่ายแบบประมาณ 15 วันต่อเดือน”

 

หลังจากฟังจบเราเกิดสงสัยว่าแล้วอินเนอร์ของเหล่าบรรดานายแบบนางแบบนี่มันสามารถปั้นกันได้ไหมหรือว่าต้อง born to be เพียงเท่านั้น เพราะเธอก็เริ่มจากการเป็นเด็กสาวธรรมดา “คือก็ไม่รู้ว่าเราเป็นนางแบบที่ดีหรือไม่ดีนะ แต่ทรายว่ามันคือ attitude ข้างใน การพรีเซนต์ชุดออกไป เรารู้สึกได้ว่าชุดแบบนี้จะต้องส่งอะไรออกไปประมาณไหน ซึ่งคิดว่าก็น่าจะพอฝึกกันได้ละมั้ง อาจจะเริ่มต้นจากการเข้าใจคาแร็กเตอร์ของชุด เข้าใจอินเนอร์ บอดี้ตัวเองว่ามุมไหนถ่ายออกมาแล้วดูดี เพราะเดี๋ยวนี้คนที่ไม่ได้เป็นนางแบบ อย่างเน็ตไอดอลเขาถ่ายรูปสวยและจัดการบอดี้ตัวเองได้ดีมาก” เธอเสริมต่อถึงความเปลี่ยนแปลงของการแคสติ้งในวงการบันเทิงจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า “อย่างเมื่อก่อนเขาก็จะบอกว่า พี่อยากให้เราเล่นบทเป็นคนแบบนี้นะ ลองแสดงออกมาตามบท แต่ช่วงหลังๆ มาเขาก็จะให้เราเล่นไปเลย ไดอะล็อกประมาณนี้ เราลองเล่นเป็นตัวเองเลย แล้วจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับว่าถูกใจผู้กำกับไหม”

 

 

เราคุยกับเธอเรื่องของงานในวงการจนพอสมควร ซึ่งหลายคนคงยังไม่ทราบ (เราก็ด้วย) ว่างานประจำของเธอคือธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของที่บ้าน “ที่บ้านทำเฟอร์นิเจอร์มานานแล้ว คือเราก็ไม่ได้เก่งมาร์เก็ตติ้งนะ แต่ว่าเขาไม่เคยทำกัน เราก็เข้าดูเรื่องดิจิทัล ทำสื่อด้วย ช่วยคิดโปรโมชั่น แล้วก็เรื่องระบบในการทำงานของแต่ละฝ่ายในแบบที่เราคิดว่ายุคนี้มันควรจะเป็น” นั่นก็คือหน้าที่ของลูกสาวคนกลางที่เธอเต็มใจทำเพราะมันคือเป้าหมายที่ได้จากวัยค้นหาชีวิตว่า ณ ตอนนี้อยากทำธุรกิจที่บ้านให้ดี ส่วนเวลาว่างจริงๆ ก็จะรดน้ำต้นไม้ อ่านสือบ้าง (นานๆ ที) ใช้ชีวิตสโลไลฟ์ เพราะชอบอยู่บ้านมากกว่าออกไปข้างนอก แต่ถ้ามีเวลาว่างมากๆ เธอก็จะชอบออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติ ภูเขาคือสิ่งที่โปรดปราน (มากกว่าทะเล) เธอปฏิเสธหนังเพราะไม่ได้มีเวลาว่างนานขนาดนั้น และกลัวจะถอนตัวไม่ขึ้นจากพิษของซีรีส์ จึงเลือกจะฟังเพลงสบายๆ อย่าง frank sinatra, cigarettes after sex หรือแนว easy listening

 

 

เธอเป็นคนที่แยกเป้าหมายกับความฝันออกจากกัน “อืม...ตอนนี้ยังไม่มีความฝันด้านอาชีพเลย แต่มีเป้าหมาย ถ้าเป็นเมื่อก่อนความฝันคืออยากเป็นนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ตอนนี้มันกลายเป็นงานอดิเรก ถ้าว่างถึงจะไป ส่วนตอนนี้คืออยากทำเป้าหมายให้สำเร็จนี่คือความฝัน” เราถามต่อถึงสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของคนวัย 23-24 อย่างเธอ “ถ้าเป็นช่วงสองสามปีที่แล้วเพิ่งเข้ามาทำงาน (วงการบันเทิง) ใหม่ๆ ด้วยความที่เป็นวงการแบบนี้ ความสวยงาม ภาพลักษณ์ มันนำมาเลย เราคิดตลอดเวลาว่าจะต้องสวย พัฒนาภาพลักษณ์ภายนอก พอเห็นคนอื่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ เริ่มสับสน ก็เคยมีช่วงที่ไม่ชอบตัวเองเหมือนกันนะ”

 

เธอเล่าต่อว่า “แต่พอได้ทำงานมาสักพักนึง ตอนนี้ก็แฮปปี้กับตัวเองมาก เหมือนกับเลิกคิดเรื่องตรงนั้นไปแล้ว เพราะเราให้ความสำคัญกับเป้าหมายมาก (ธุรกิจที่บ้าน) ให้คุณค่ากับอย่างอื่นมากกว่าภายนอก ยอมรับตัวเองได้แล้ว เห็นคุณค่าของตัวเองว่าเราทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยตัวเองเซอร์ๆ ออกจากบ้าน แค่รู้ว่าตอนไหนต้องดูดี ตอนไหนไม่จำเป็น”

 

 

เธอสรุปความสำคัญไว้ว่า “เราให้คุณค่ากับมายด์เซ็ต ความรู้ ความสามารถมากกว่าเรื่องจะแต่งตัวยังไง อย่างตอนนี้ถ้ารู้จักคนๆ นึงก็ไม่ได้ตัดสินเขาแค่ภายนอกทั้งหมดแล้วว่า เฮ้ย คนนี้จะต้องแต่งแบบนั้นแบบนี้ แต่ยังชอบเรื่องแฟชั่น เรื่องสไตล์อยู่นะ ยังชอบมอง ชอบดูว่าคนนั้นคนนี้แต่งตัวสนุกนะ แค่ไมได้โฟกัสว่ามันคือสาระสำคัญของชีวิต”

 

เธอผ่านงานถ่ายแบบมาหลากสไตล์หลายรสชาติ ลองนิยามลุคหรือสไตล์ที่เป็นตัวเองมากที่สุดให้ฟังสักนิด “ถ้าให้เลือกในตู้เสื้อผ้าก็เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีน นั่นคือเรา รู้สึกชัดมากว่าเราคือเสื้อเชิ้ต มีความคล่องแคล่ว แต่คลาสสิก แล้วสามารถมีสไตล์ได้ แค่เติมอะไรนิดหน่อย แต่ว่ามันรอด เพลย์เซฟ (หัวเราะ)”

 

 

หนึ่งเรื่องที่มีมานาน และหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคสมัยคือการ ‘บูลลี่’ ในฐานะของคนที่เพิ่งผ่านมาทั้งวัยประถม มัธยม มหา’ลัย เราจึงขอความเห็นเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ “รู้สึกว่ามันแล้วแต่สังคมว่าแต่ละที่จะมีการบูลลี่ลักษณะไหน แต่คิดว่าสังคมที่มีการบูลลี่แล้วน่าจะมีผลกระทบที่สุดคือเด็กประถม เพราะทั้งคนบูลลี่และโดนบูลลี่ก็ยังไม่รู้เรื่อง คนโดนก็ฝังใจ คนทำก็ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เด็กโตอาจจะบูลลี่กันรุนแรงมากกว่า แต่คนที่รับมามันสามารถจัดการได้ บางคนอาจจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้มากกว่าเด็กที่รับมาแล้วกระทบหมดเลย

 

เราถามต่อถึงเรื่องที่คาบเกี่ยวกันอย่างความเป็นไปของสังคม “คือรู้สึกว่าเราต้องพึ่งตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้มันดี นอกจากนั้นก็ไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีแรงจูงใจหรือเพาเวอร์ที่จะทำอะไรเพื่อสังคมได้ แต่ที่อยากเห็นจริงๆ คือเขาต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา สังคมชุมชน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากกว่านี้ เพราะมันเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ”

 

 

เราแลกเปลี่ยนความคิดกับเธอหลายเรื่องจนมาถึงประเด็นสุดท้ายคือมุมมองต่อผู้ชาย ซึ่งก็เหมือนเป็นจังหวะอันเหมาะเจาะที่จะถามเรื่องนี้ เพราะเธอดูจะคุยออกรสเป็นพิเศษ เคยจีบผู้ชายก่อนไหม “ไม่เคยจีบผู้ชายมาก่อนเลย แต่เพิ่งลองจีบผู้ชายก่อนดูเมื่อไม่นาน แล้วพอลองแย๊บๆ ทักไปดูมันก็ทำไม่ได้จริงๆ มันไม่ใช่แนว คือเมื่อก่อนเรามีจุดยืนว่าจะไม่จีบผู้ชายก่อน เหมือนเป็นคนสวยเนอะ แต่ก็ไม่ (หัวเราะ) รู้สึกว่าถ้าเขาสนใจเราเขาก็จะพยายามทำอะไรสักอย่างเอง”

“แต่มาตอนนี้รู้สึกว่าผู้หญิงที่จีบผู้ชายก่อน เก่งและมีสกิล (หัวเราะ) ก็อยากจีบผู้ชายเป็นเหมือนกันนะ แต่แค่ลองก็ไม่ไหวแล้ว ฝืนไม่ไหว” ส่วนผู้ชายที่มีเสน่ห์ เธอก็มีมุมมองแบบนี้ “ทำงานเก่ง มีความคิดที่ดี เก่งหรือเชี่ยวชาญในเรื่องของตัวเอง ไม่เป็นคนเหลาะแหละ คือสนุกกับชีวิตได้ แต่เรื่องที่ต้องทำก็ต้องจัดการให้ได้ แต่นักดนตรีกับนักกีฬาไม่ค่อยใช่ทาง

 

 

เธอเสริมต่อถึงสเปกผู้ชายที่คิดว่าน่าจะเข้ากับตัวเองได้ดี “เรารู้สึกว่าเราเป็นคนดื้อ มีความเชื่อมั่นในตัวเองนิดนึง ด้วยความที่ดูแลตัวเองมาตลอดและจุดยืนก็คือเราต้องดูแลตัวเองได้ เลยคิดว่าคนที่จะมีเพาเวอร์ทำให้เราอ่อนลงได้ก็น่าจะเป็นรุ่นพี่หรือคนที่โตกว่าหรือถ้ารุ่นเดียวกันเขาก็ต้องมีบางอย่างที่โดดเด่นจริงๆ” ในทางตรงกันข้ามความขี้โม้ก็ยังคงติดอันดับลักษณะนิสัยที่ไม่พึงประสงค์สำหรับสาวๆ “ผู้ชายขี้โม้ คุยข่มคนอื่น หักหน้าเพื่อน คือมันก็จะมีวิธีการที่เราดูออกว่าอันไหนเล่นอันไหนจริง ถ้าจริงเราก็จะขำแห้งๆ รู้สึกว่าทำทำไม แต่ไม่ค่อยเจอกับตัวเองนะ”

 

 

เธอนิยามคำว่าสุภาพบุรุษออกมาประมาณนี้ “น่าจะเป็นคนที่รู้ระยะห่างที่กำลังพอดี ถ้ามาในเชิงจีบเรา เขาก็จะไม่จู่โจมมากเกินไป เรื่องถึงเนื้อถึงตัวนี่ต้องอันดับหนึ่ง เรื่องคำพูดที่ใช้กับเรา ไม่ต้องสุภาพ ตลกเฮฮาได้เลย แต่ถ้าเป็นตลกหื่นกาม ก็คิดว่ายังไม่ใช่เวลา แต่ถ้าสนิทกันแล้วก็เต็มที่ แค่ตอนเริ่มต้นมันต้องมีระยะนิดนึง”

“แต่เราก็มองในมุมที่เขาปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนกันนะ อย่างไปร้านอาหารเขาพูดคุยกับพนักงานยังไง ถ้าเขาทำดีกับคนอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะทำยังไงกับเรา แต่ตอนขับรถนี่ไม่เกี่ยวนะ เพราะเราก็หัวร้อนมาก (หัวเราะ)”

 

 

 


เรื่อง PRAN

ภาพ SUWAT PANTONG

ผู้ช่วยช่างภาพ KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

สถานที่ COME ESCAPE CAFE