A Woman We Love: เอ้-กุลจิรา ทองคง

04/15/2020

 

ศิลปินสาวจากเวทีเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 ผู้หลงรักดนตรีมาตั้งแต่จำความได้ ปัจจุบันเธอคือนักร้องนำของ Beagle Hug คณะดนตรีทางเลือก เอ้ - กุลจิรา ทองคง สาวผู้รักการแต่งตัวที่มีความเป็นศิลปินสูงพอๆ กับการเป็นนักคิด วัย 29 ปีซึ่งเสพติดดนตรีหลายขนาน ทั้งพ็อป ร็อกแอนด์โรลล์ แจ๊ส ไทยเดิม ลูกกรุง กับชีวิตที่ไม่เคยหยุดคิด เชื่อว่าความทุกข์เป็นสิ่งยั่งยืนและไม่เชื่อในเรื่องการแต่งงาน

 

เราเจอเธอครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเธอมาดูวงดนตรีรุ่นพี่ที่กำลังบรรเลงเพลงแจ๊สเฉลิมฉลองการเปิดตัวบาร์แห่งใหม่ และได้พูดคุยกันสักพัก ก่อนเราจะทิ้งท้ายทำนองว่า ‘หวังว่าจะมีโอกาสได้มานั่งคุยกันนะครับ’ ส่วนเธอก็ตกปากรับคำพร้อมให้คอนแทคส่วนตัวไว้ ผ่านไป 3-4 เดือน วันนี้เธอเดินเข้ามาที่คาเฟ่ดอกไม้สไตล์อังกฤษในยามบ่ายกับลุคผมซอยแบบญี่ปุ่นเสื้อแขนยาวลายลูกไม้สีเลือดหมู กางเกงยีนส์ลีวายสีดำซีด และรองเท้า dr.martens แบบซิป ติดกลิ่นอายฉบับร็อกแอนด์โรลล์หน่อยๆ เอ้ - กุลจิรา ทองคง วัย 29 ปีที่มีการแต่งตัวโดดเด่นและผสมผสานหลากหลายสไตล์ไว้ในคนเดียว เธอทักทายอย่างแจ่มใส แม้สายตาจะยังดูอาวรกับการนอนอยู่บ้าง จริงๆ วันนี้เป็นวันหยุดเพียงวันเดียวในสัปดาห์ เพราะอีก 6 วันเธอมีงานร้องเพลงเต็มเหยียด

 

 

หลังถูกเธอสะกดด้วยน้ำเสียงในเพลงเพียงรักเวอร์ชันอคูสติกผ่านหน้าจอ ซึ่งแสตมป์ อภิวัช (โค้ชในรายการ) กดปุ่มหันมาในรอบ blind auditions เวทีเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 (เมื่อราว 6 ปีที่แล้ว) ตั้งแต่เธอยังร่ายมนต์ไม่ทันจบท่อนแรกดี และปัจจุบันทราบว่าเธอมีวงดนตรีชื่อว่า Beagle Hug แต่นอกเหนือจากนั้นเราให้เธอช่วยเล่าให้ฟัง “ตอนนี้ก็เป็นนักร้องกลางคืนตามร้านอาหาร งานแต่งงาน ทำเพลงโฆษณา ลงเสียง แล้วก็ทำเพลงวงตัวเองด้วยค่ะ ชื่อวงว่า beagle hug” ต่อด้วยการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้อง “ชอบฟังเพลง ติดการฟังเพลงมาก ตื่นเช้ามาพ่อแม่ก็จะเปิดเพลงแล้ว คุณตาคุณยายก็ชอบ แนวลูกกรุง ไทยเดิม ตั้งแต่ยังตัวจิ๋วๆ อยู่เลย น่าจะช่วงอนุบาลได้ คือช่วงเช้ามันจะเป็นเวลาที่เราทบทวนได้ นอนอยู่บนเตียง สมองตื่นแล้ว แต่เรายังหลับตาอยู่ แล้วพ่อแม่ก็เปิดเพลงเหมือนค่อยๆ ปลุกเรา อย่าง คาร์เพนเทอร์สที่มีผลกับชีวิตเรามาก แล้วเราก็ซึมซับเข้ามาเรื่อยๆ”

 

“คือตอนเด็กๆ คุณยายจะหวงมาก ไม่ปล่อยออกไปไหนเลย เพราะเราซนแบบเกินลิมิตมาก เราก็จะมีเพื่อนเป็นการวาดรูป ฟังเพลง อย่างอ่านการ์ตูนเราก็เริ่มวาดตาม ฟังเพลงก็เริ่มฮัมตาม ร้องตาม แล้วก็ตอนเด็กๆ ชอบเผากระดาษเล่นด้วย ยายก็ฟาด (หัวเราะ)” เธอเป็นพี่สาวคนโตห่างกับน้องสาวประมาณ 5 ปี ซึ่งก็มีความคล้ายในความต่าง “น้องสาวก็ชอบดนตรีเหมือนกัน แต่ดนตรีของเขาจะใหม่กว่า เขาจะร้องยุคปัจจุบันได้สบายๆ วาดรูปก็เหมือนกัน เราจะไม่ได้วาดรูปแบบเส้นตรง จะ Impressionism นิดนึง ตวัดเละๆ ไปเรื่อยๆ แต่น้องสาวจะวาดรูปเหมือน เขาจะดูเป็นสาวหวานกว่า แต่ก็ดื้อ ซ่า พอๆ กัน”

 

การที่ครอบครัวมีดนตรีในหัวใจแต่ไม่ได้มีใครเคยยึดเป็นอาชีพมาก่อน คุณพ่อเป็นสจ๊วตเก่า คุณแม่เป็นพนักงานบริษัท เมื่อเธอเลือกเส้นทางที่ชัดเจนขึ้นจึงมีคำถามอยู่บ้าง “จริงๆ เขาก็เห็นอยู่แล้วว่าเราทั้งชอบวาดรูป ร้องเพลง ตอนเด็กๆ เขาก็สนับสนุนให้ขึ้นไปร้องเพลงตามงานของญาติๆ แต่เราไม่ขึ้น พอถึงก่อนเข้ามหา’ลัย เราก็ตัดสินใจว่าจะไปเรียนด้านดนตรี พ่อแม่ก็ถาม แล้วจะทำมาหากินอะไรล่ะ เสนออย่างอื่นให้เรียน เราเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง ไปๆ มาๆ เขาเริ่มโกรธจริง เริ่มเหมือนจะไม่ให้ สุดท้ายเขาคงเห็นว่าเราเอาจริง แม่ก็เลยโอเค เอาด้วย คุณตาคุณยายตอนแรกก็ช็อกๆ สักพักเขาก็ปรับตัวได้ แต่คุณยายก็ยังคิดว่าการออกไปร้องเพลงกลางคืน คือการที่ร้องเพลงแล้วมีคนเอาพวงมาลัยมาคล้องให้ เราก็บอกว่าไม่ใช่ๆ แต่เขาก็ยังแอบคิดอยู่แหละ (หัวเราะ) “ก็เคยชวนเขาไปนั่งดูเราร้องเพลงที่ร้าน เขาก็ไปนะ แต่ทำเป็นไม่มองเรา คงเขินๆ ปนภูมิใจ”

 

 

เธอเข้าไปเรียนดนตรีโดยคาดหวังว่าจะได้เจออะไรใหม่ๆ ที่ชีวิตนี้คงหาไม่ได้ง่ายๆ “เรียนดนตรีที่ศิลปากร เอกวอยซ์ แจ๊ส เพื่อจะได้ไปเจอเพื่อนใหม่ๆ เรามองว่ามันต้องพึ่งพาอาศัยกัน สมาชิกทุกคนเท่าเทียมกันในการทำดนตรี แล้วพอไปเรียนก็คิดไม่ผิด การได้ไปเจอเพื่อน เจออาจารย์ ปี 1 อายุ 19 ออกไปเล่นดนตรีด้วยกัน หาเงินได้จากตรงนั้น ได้ไปแจมกับหลายๆ คน ทำให้เราเห็นตัวเองด้วย อย่างปกติเราร้องแบบนี้ แต่พอเปลี่ยนมือกีตาร์ มือกลอง เขาเล่นอีกแบบหนึ่ง มีเพื่อนหลายกลุ่มในการเล่นดนตรี ทำให้ฝึกพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็สนุกขึ้นด้วย ไม่ต้องเล่นอะไรซ้ำๆ อันนี้ดีใจมากๆ วันก่อนนั่งคิดอยู่แล้วก็ appreciate จนน้ำตาไหลออกมาเลย นี่คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้แล้วเช่นเดียวกับตอนที่ไปประกวดเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 ซึ่งตอนนั้นยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เธออยากสัมผัสความรู้สึกของเวทีใหญ่ ไม่ได้ต้องการแข่งขัน เพียงแค่อยากออกไปร้องเพลงให้คนดู แล้วก็บังเอิญไปเจอกับ พัด รุ่นน้องที่คณะ (นักร้องวง zweed n’ roll) จนได้แบทเทิลกันในเพลงไม่รักดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ตราตรึงใจคนดูไม่น้อย

 

หลายๆ คนที่คลั่งไคร้ในศาสตร์แขนงใดสักอย่าง ย่อมมีไอดอลสักคนสองคนเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ใช่กับเธอคนนี้ “อืม...อันนี้ตอบไม่ได้ จริงๆ มันเยอะมาก เหมือนเป็นส่วนผสมกันไป เราชอบตามอ่านเบื้องหลังชีวิตศิลปินหลายๆ คน ทำไมเขาถึงทำเพลงแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ เฮ้ย บางคนเขามีปัญหาเหมือนเรานี่หน่า เขาไม่ได้เพอร์เฟกสมบูรณ์นี่ รอยแผลของแต่ละคนมันทำให้เกิดผลงาน บางทีคนมักจะเชิดชูว่า คนนี้เจ๋ง ทัศนคติดีจัง แต่เรารู้สึกว่าคนที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกคนเป็นไอดอลเรา เราเห็นความผิดพลาด เห็นข้อดี เห็นความเทาของเขา แล้วเราก็ชื่นชมตรงที่เขาซื่อสัตย์กับความรู้สึกและประคองร่างตัวเองไปต่อได้ เธอเสริมต่อถึงการเปิดกว้างด้านดนตรี “แล้วเราก็จะชอบคนที่เปิดกว้างด้านดนตรี บางคนมาทางแจ๊สแล้วก็ไม่ได้ตัดสินแนวอื่น ซึ่งน่ารัก แต่ก็จะมีคนประเภทที่ฉันเป็นแบบนี้แล้วถ้านายไม่เป็นแบบนี้ นายกระจอกว่ะ อะไรแบบนี้ เราว่าไม่ค่อยโอเค ซึ่งเราก็อาจจะเคยเป็นแหละ ช่วงบ้าร็อก (หัวเราะ)”

 

 

ว่าแล้วเราก็ขอให้เธอช่วยย้อนเล่าถึงรสนิยมทางดนตรีในแต่ละช่วงวัยรวมถึงสไตล์การร้องเพลงในแบบฉบับของเธอให้ฟังสักหน่อย “เราเรียนแจ๊ส ก็สามารถร้องแจ๊สได้ แล้วก็พ็อป ส่วนใหญ่ร้องเป็นสากลตั้งแต่ยุคบีเทิลมาเลย ตั้งแต่ 1960S ไล่มายัน 2000S พวก bee gees ก็จะมีวันที่ร้องร็อกอยู่ พวก U2 , R.E.M ลูกกรุงก็มีอย่างเพลงของคุณศรีไศล (สุชาตวุฒิ) ลุงสุเทพ (วงศ์กำแหง) คาราบาว ชอบฟังร็อกด้วย เด็กๆ ก็จะมีช่วงบ้า guns n’ roses, linkin park ทั้งอังกฤษ ทั้งอเมริกา พอโตขึ้นก็มาฟังอิเลคทรอนิกมากขึ้น ยิ่งมีเพื่อนหลายกลุ่ม แล้วเราก็ไม่ปิดกั้นว่าเราฟังแต่เพลงแนวนี้ ก็ยิ่งได้ฟังเพลงเยอะขึ้น คือจริงๆ ชอบหลายแนวจนไม่สามารถจำกัดความได้ เพลงใหม่ๆ ก็ฟัง มีวงใหม่ๆ หลายวงที่เราเพิ่งลองฟังแล้วเขาก็เก่ง แต่ชอบร้องเพลงเก่าๆ มากกว่า”

 

เธอใช้ชีวิตกลางคืนเสียเป็นส่วนใหญ่ ตื่นมาช่วงสายๆ ก็เสพสุนทรีด้วยการฟังเพลง ก่อนจะเปิดเรื่องที่ไม่ค่อยสุนทรีอ่าน “หลังจากฟังเพลง เปิดงานอาร์ตดูบ้าง ก็จะมีเปิดอ่านข่าวสารบ้านเมืองบ้าง ช่วงนี้ก็ทำให้อารมณ์สุนทรีน้อยลง เพราะเสียเวลากับการนั่งคิดเรื่องพวกนี้เยอะเหมือนกัน คือเราเปลี่ยนไม่ได้ขนาดนั้น แต่เราก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่เราหรือทุกคนควรได้รับมันน้อยเหลือเกิน มันเหมือนทำให้ทุกคนมองว่า อยู่ไปเถอะ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้สนุกมาก ทั้งเรื่องศิลปะ ดนตรีมันน่าจะเติบโตไปได้มากกว่านี้ แต่เหมือนโดนกดอยู่ ต้องทำมาหากิน โดยไม่มีอะไรมารองรับ ความสุนทรีของทุกคนก็ขาดหายไป”

 

 

เราโยงเข้าไปถึงประเด็นเรื่องความสุขว่าอะไรที่เติมเต็มความรู้สึกของเธอได้ “อย่างเรื่องใกล้ตัวก็คือวันนี้เล่นดนตรีได้ดี คนดูสนุกไปกับเรา ยิ่งเป็นเพลงของตัวเองจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ได้แลกเปลี่ยนแนวเพลงกับคนรอบข้าง การมีร่างกายแข็งแรงก็ถือเป็นความสุข เพราะเราเป็นคนป่วยง่าย เราอยู่กับปัจจุบันมากกว่าเมื่อก่อนที่จะต้องนั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง“แต่มันก็ยังไม่ได้แฮปปี้ขนาดนั้น อีกมุมหนึ่งคือเราเป็นคนเครียดง่าย รู้สึกต่อสิ่งรอบข้างง่าย อย่างเห็นคนอื่นได้รับสิทธิ์ที่เขาควรจะได้รับก็แฮปปี้นะ แต่ก็เห็นว่าหลายคนไม่ได้รับ คือเราไม่ใช่คนการเมือง ไม่ได้พูดในฐานะคนของประเทศ แต่เราพูดในฐานะมนุษย์ เราเป็นคนคิดตลอดเวลา มองตลอดเวลา”

 

เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนที่เธอป่วยและลองไปโรงพยาบาลที่ไม่ใช่เครือเอกชน “ตอนนั้นเราป่วย เราก็เลือกไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน พอไปถึงเห็นเตียงคนป่วยนอนเลยออกมาจากห้องเต็มเลย เอาจริงๆ มันไม่ดีเลยที่เรารู้สึกว่า ว้าว! เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น อันนี้มันเป็นกำลังใจให้เราได้ยังไง ใช่ ด้วยสัญชาตญาณมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว อาจจะบอกได้ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นนะ ควรพอใจในสิ่งที่เรามี แต่เฮ้ย...แล้วทำไมเขาต้องแย่กว่าเราขนาดนั้น” เธอมักจะคิด สืบเสาะลงไปถึงต้นตอในหลายๆ ประเด็น แถมเครียดง่าย เราจึงถามวิธีจัดการกับความรู้สึกในวันที่หลายๆ อย่างดูไม่เป็นใจ รวมถึงตัวเอง “อย่างที่บอกเป็นคนเครียดง่าย ดาวน์ง่าย จัดการยากมาก เป็นสิ่งที่ต่อสู้มาตลอด เพราะรู้สึกว่าความทุกข์ยั่งยืนกว่าในตัวเรา อย่างวันนี้ร้องเพลงไม่ดี ทำเต็มที่แล้ว แต่มันได้แค่นี้ ก็จะมีอารมณ์แบบ เราห่วยจังเลยนะ ฉันไม่เหลืออะไรเลยนี่หน่าถ้าฉันไม่ร้องเพลง อะไรแบบนี้ อย่างเรา appreciate กับเรื่องง่ายๆ ได้ เหมือนคนที่ปล่อยความสุขออกมาได้เยอะๆ ก็สามารถปล่อยความทุกข์ออกมาได้จริงๆ เพราะมันมีมุมมองที่กว้าง และลงลึก เวลาเราทุกข์ก็จะจมอยู่นาน “แต่มาตอนนี้ก็เรียนรู้มากขึ้น รู้จักออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่นอนซมอยู่อย่างเดิม บางครั้งต้องฝืน แล้วก็ชื่นชมตัวเองบ้างในสิ่งที่เมื่อก่อนเคยทำไม่ได้ ซึ่งมันก็วนลูปอยู่แบบนี้”

 

 

เราชวนเธอแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผู้ชายกันบ้าง เธอหัวเราะพลันพยักหน้าว่าพร้อมแล้ว ถามมาเลย “สำหรับเราสุภาพบุรุษคือการที่เขาให้เกียรติเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่มีความใจดีกับเราขึ้นมาหน่อย อันนั้นเราว่าน่ารัก แล้วก็ดู nice กว่า ไว้วางใจเราให้ทำอะไรที่พอจะทำได้ คือเราไม่ได้ต้องการ feminist ขนาดนั้น ผู้ชายผู้หญิงมีความต่างกัน บางอาชีพอาจจะทำแทนกันได้มากขึ้นในยุคนี้ อย่างช่างภาพ นอกนั้นก็เป็นเรื่องมารยาททั้งกับเราและกับคนรอบข้าง เราจะไม่ชอบคนที่พูดกับพนักงานบริการห้วนๆ แต่ก็ไม่ต้องโอเวอร์ เอาแบบพอดีๆ นานๆ ทีช่วยเราถือของบ้าง ถ้าเห็นว่าเราไม่ไหว แค่นี้ก็รู้สึกว่าเขาเปนสุภาพบุรุษที่น่ารักแล้ว” แล้วผู้ชายแบบไหนที่มีเสน่ห์และน่าทำความรู้จักสำหรับเธอ “อาจจะนิ่งๆ หน่อย เพราะเราเป็นคน alert ตลก แต่ไม่ต้องยิงมุกมากมาย แค่มีเซ้นต์กับมุกตลกก็พอ ฟังเพลงด้วย จะได้แลกเปลี่ยนกัน” แล้วเธอเป็นฝ่ายเข้าไปเริ่มบทสนทนาก่อนบ้างไหม “ก็มีนะ แต่ไม่ได้คิดเรื่องจีบนะ แค่อยาก make friends ด้วยเฉยๆ อย่างเวลาไปเจอนักดนตรีที่เขาเล่นดีมาก เราก็จะเข้าไปบอก ‘ชอบมากเลยค่ะ อยากทำความรู้จักมากเลย พี่เล่นที่ไหนอีกรึเปล่า’ อะไรแบบนี้ หรือลูกค้าบางคนที่เขาสนุกกับเรา ก็จะเข้าไปคุยบ้าง ตามเรื่องที่อยากรู้ ก็จะไม่ได้ลงลึกอะไรมาก”

 

เราถามต่อไปถึงสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ในมุมมองของนักดนตรีอย่างเธอ “ความเข้ากัน...คนที่เข้ากันได้ ไม่ push ไม่ห้ามอะไรกันมาก มีแต่แนะนำกัน ปรึกษากันได้ ไม่ขีดเส้นให้ อันนี้สำคัญมาก ยกเว้นเป็นเรื่องที่ไม่โอเคจริงๆ ก็รับฟังได้ อยู่กันให้ได้เหมือนเพื่อน คุยกันได้ทุกเรื่อง แล้วก็ปล่อยให้เติบโตซึ่งกันและกัน มีอะไรพิเศษมากกว่าเพื่อนบ้าง แต่ไม่ได้ให้สำคัญกับคำหวาน หรือการชื่นชมบ่อยๆ” แล้วเธอก็ปิดท้ายถึงมุมมองเรื่องความรัก “เราเชื่อในความรัก แต่ไม่เชื่อเรื่องความยั่งยืนนานมันไม่มี เราเห็นจากความสัมพันธ์ของคนใกล้ตัว มันมีน้อยที่จะสำเร็จ เราก็เลยไม่เชื่อแม้กระทั่งเรื่องแต่งงาน ไม่ต้องการความมั่นคงอะไรขนาดนั้น แค่อยู่กันไปอย่างมีความสุขก็พอ” และฝากผลงานก่อนเอ่ยคำร่ำลากัน เอาจากวงก่อน ชื่อว่า beagle hug นะคะ บีเกิ้ลที่เป็นหมา แล้วก็ฮัก กอด น่าจะปล่อยอัลบั้มเต็มช่วงกลางปีหรือปลายปี ตอนนี้ก็ฟังในยูทูบชื่อเดียวกับวงไปก่อน แล้วก็เพลงคัฟเวอร์ ติดตามได้ในเพจ แล้วก็ยูทูบ aey kuljira จะพยายามแชร์เยอะกว่านี้ แล้วก็ถ้าใครทนความติ๊งต๊องได้ ก็กดตามในเฟซบุ๊กได้ อาจจะมีบ่นเรื่องสภาพสังคมปัจจุบันเยอะหน่อย แต่ว่าเราก็จะมีเรื่องดนตรีเข้ามาด้วยเช่นกันค่ะ

(หัวเราะ)

 

 


เรื่อง PRAN

ภาพ KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

สถานที่ PORTOBELLO & DÉSIRÉ | HOME : GARDEN : CAFÉ




A Woman We Love: เอ้-กุลจิรา ทองคง

04/15/2020

 

ศิลปินสาวจากเวทีเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 ผู้หลงรักดนตรีมาตั้งแต่จำความได้ ปัจจุบันเธอคือนักร้องนำของ Beagle Hug คณะดนตรีทางเลือก เอ้ - กุลจิรา ทองคง สาวผู้รักการแต่งตัวที่มีความเป็นศิลปินสูงพอๆ กับการเป็นนักคิด วัย 29 ปีซึ่งเสพติดดนตรีหลายขนาน ทั้งพ็อป ร็อกแอนด์โรลล์ แจ๊ส ไทยเดิม ลูกกรุง กับชีวิตที่ไม่เคยหยุดคิด เชื่อว่าความทุกข์เป็นสิ่งยั่งยืนและไม่เชื่อในเรื่องการแต่งงาน

 

เราเจอเธอครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเธอมาดูวงดนตรีรุ่นพี่ที่กำลังบรรเลงเพลงแจ๊สเฉลิมฉลองการเปิดตัวบาร์แห่งใหม่ และได้พูดคุยกันสักพัก ก่อนเราจะทิ้งท้ายทำนองว่า ‘หวังว่าจะมีโอกาสได้มานั่งคุยกันนะครับ’ ส่วนเธอก็ตกปากรับคำพร้อมให้คอนแทคส่วนตัวไว้ ผ่านไป 3-4 เดือน วันนี้เธอเดินเข้ามาที่คาเฟ่ดอกไม้สไตล์อังกฤษในยามบ่ายกับลุคผมซอยแบบญี่ปุ่นเสื้อแขนยาวลายลูกไม้สีเลือดหมู กางเกงยีนส์ลีวายสีดำซีด และรองเท้า dr.martens แบบซิป ติดกลิ่นอายฉบับร็อกแอนด์โรลล์หน่อยๆ เอ้ - กุลจิรา ทองคง วัย 29 ปีที่มีการแต่งตัวโดดเด่นและผสมผสานหลากหลายสไตล์ไว้ในคนเดียว เธอทักทายอย่างแจ่มใส แม้สายตาจะยังดูอาวรกับการนอนอยู่บ้าง จริงๆ วันนี้เป็นวันหยุดเพียงวันเดียวในสัปดาห์ เพราะอีก 6 วันเธอมีงานร้องเพลงเต็มเหยียด

 

 

หลังถูกเธอสะกดด้วยน้ำเสียงในเพลงเพียงรักเวอร์ชันอคูสติกผ่านหน้าจอ ซึ่งแสตมป์ อภิวัช (โค้ชในรายการ) กดปุ่มหันมาในรอบ blind auditions เวทีเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 (เมื่อราว 6 ปีที่แล้ว) ตั้งแต่เธอยังร่ายมนต์ไม่ทันจบท่อนแรกดี และปัจจุบันทราบว่าเธอมีวงดนตรีชื่อว่า Beagle Hug แต่นอกเหนือจากนั้นเราให้เธอช่วยเล่าให้ฟัง “ตอนนี้ก็เป็นนักร้องกลางคืนตามร้านอาหาร งานแต่งงาน ทำเพลงโฆษณา ลงเสียง แล้วก็ทำเพลงวงตัวเองด้วยค่ะ ชื่อวงว่า beagle hug” ต่อด้วยการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้อง “ชอบฟังเพลง ติดการฟังเพลงมาก ตื่นเช้ามาพ่อแม่ก็จะเปิดเพลงแล้ว คุณตาคุณยายก็ชอบ แนวลูกกรุง ไทยเดิม ตั้งแต่ยังตัวจิ๋วๆ อยู่เลย น่าจะช่วงอนุบาลได้ คือช่วงเช้ามันจะเป็นเวลาที่เราทบทวนได้ นอนอยู่บนเตียง สมองตื่นแล้ว แต่เรายังหลับตาอยู่ แล้วพ่อแม่ก็เปิดเพลงเหมือนค่อยๆ ปลุกเรา อย่าง คาร์เพนเทอร์สที่มีผลกับชีวิตเรามาก แล้วเราก็ซึมซับเข้ามาเรื่อยๆ”

 

“คือตอนเด็กๆ คุณยายจะหวงมาก ไม่ปล่อยออกไปไหนเลย เพราะเราซนแบบเกินลิมิตมาก เราก็จะมีเพื่อนเป็นการวาดรูป ฟังเพลง อย่างอ่านการ์ตูนเราก็เริ่มวาดตาม ฟังเพลงก็เริ่มฮัมตาม ร้องตาม แล้วก็ตอนเด็กๆ ชอบเผากระดาษเล่นด้วย ยายก็ฟาด (หัวเราะ)” เธอเป็นพี่สาวคนโตห่างกับน้องสาวประมาณ 5 ปี ซึ่งก็มีความคล้ายในความต่าง “น้องสาวก็ชอบดนตรีเหมือนกัน แต่ดนตรีของเขาจะใหม่กว่า เขาจะร้องยุคปัจจุบันได้สบายๆ วาดรูปก็เหมือนกัน เราจะไม่ได้วาดรูปแบบเส้นตรง จะ Impressionism นิดนึง ตวัดเละๆ ไปเรื่อยๆ แต่น้องสาวจะวาดรูปเหมือน เขาจะดูเป็นสาวหวานกว่า แต่ก็ดื้อ ซ่า พอๆ กัน”

 

การที่ครอบครัวมีดนตรีในหัวใจแต่ไม่ได้มีใครเคยยึดเป็นอาชีพมาก่อน คุณพ่อเป็นสจ๊วตเก่า คุณแม่เป็นพนักงานบริษัท เมื่อเธอเลือกเส้นทางที่ชัดเจนขึ้นจึงมีคำถามอยู่บ้าง “จริงๆ เขาก็เห็นอยู่แล้วว่าเราทั้งชอบวาดรูป ร้องเพลง ตอนเด็กๆ เขาก็สนับสนุนให้ขึ้นไปร้องเพลงตามงานของญาติๆ แต่เราไม่ขึ้น พอถึงก่อนเข้ามหา’ลัย เราก็ตัดสินใจว่าจะไปเรียนด้านดนตรี พ่อแม่ก็ถาม แล้วจะทำมาหากินอะไรล่ะ เสนออย่างอื่นให้เรียน เราเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง ไปๆ มาๆ เขาเริ่มโกรธจริง เริ่มเหมือนจะไม่ให้ สุดท้ายเขาคงเห็นว่าเราเอาจริง แม่ก็เลยโอเค เอาด้วย คุณตาคุณยายตอนแรกก็ช็อกๆ สักพักเขาก็ปรับตัวได้ แต่คุณยายก็ยังคิดว่าการออกไปร้องเพลงกลางคืน คือการที่ร้องเพลงแล้วมีคนเอาพวงมาลัยมาคล้องให้ เราก็บอกว่าไม่ใช่ๆ แต่เขาก็ยังแอบคิดอยู่แหละ (หัวเราะ) “ก็เคยชวนเขาไปนั่งดูเราร้องเพลงที่ร้าน เขาก็ไปนะ แต่ทำเป็นไม่มองเรา คงเขินๆ ปนภูมิใจ”

 

 

เธอเข้าไปเรียนดนตรีโดยคาดหวังว่าจะได้เจออะไรใหม่ๆ ที่ชีวิตนี้คงหาไม่ได้ง่ายๆ “เรียนดนตรีที่ศิลปากร เอกวอยซ์ แจ๊ส เพื่อจะได้ไปเจอเพื่อนใหม่ๆ เรามองว่ามันต้องพึ่งพาอาศัยกัน สมาชิกทุกคนเท่าเทียมกันในการทำดนตรี แล้วพอไปเรียนก็คิดไม่ผิด การได้ไปเจอเพื่อน เจออาจารย์ ปี 1 อายุ 19 ออกไปเล่นดนตรีด้วยกัน หาเงินได้จากตรงนั้น ได้ไปแจมกับหลายๆ คน ทำให้เราเห็นตัวเองด้วย อย่างปกติเราร้องแบบนี้ แต่พอเปลี่ยนมือกีตาร์ มือกลอง เขาเล่นอีกแบบหนึ่ง มีเพื่อนหลายกลุ่มในการเล่นดนตรี ทำให้ฝึกพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็สนุกขึ้นด้วย ไม่ต้องเล่นอะไรซ้ำๆ อันนี้ดีใจมากๆ วันก่อนนั่งคิดอยู่แล้วก็ appreciate จนน้ำตาไหลออกมาเลย นี่คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้แล้วเช่นเดียวกับตอนที่ไปประกวดเดอะวอยซ์ ซีซั่น 3 ซึ่งตอนนั้นยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เธออยากสัมผัสความรู้สึกของเวทีใหญ่ ไม่ได้ต้องการแข่งขัน เพียงแค่อยากออกไปร้องเพลงให้คนดู แล้วก็บังเอิญไปเจอกับ พัด รุ่นน้องที่คณะ (นักร้องวง zweed n’ roll) จนได้แบทเทิลกันในเพลงไม่รักดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโชว์ที่ตราตรึงใจคนดูไม่น้อย

 

หลายๆ คนที่คลั่งไคร้ในศาสตร์แขนงใดสักอย่าง ย่อมมีไอดอลสักคนสองคนเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ใช่กับเธอคนนี้ “อืม...อันนี้ตอบไม่ได้ จริงๆ มันเยอะมาก เหมือนเป็นส่วนผสมกันไป เราชอบตามอ่านเบื้องหลังชีวิตศิลปินหลายๆ คน ทำไมเขาถึงทำเพลงแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ เฮ้ย บางคนเขามีปัญหาเหมือนเรานี่หน่า เขาไม่ได้เพอร์เฟกสมบูรณ์นี่ รอยแผลของแต่ละคนมันทำให้เกิดผลงาน บางทีคนมักจะเชิดชูว่า คนนี้เจ๋ง ทัศนคติดีจัง แต่เรารู้สึกว่าคนที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกคนเป็นไอดอลเรา เราเห็นความผิดพลาด เห็นข้อดี เห็นความเทาของเขา แล้วเราก็ชื่นชมตรงที่เขาซื่อสัตย์กับความรู้สึกและประคองร่างตัวเองไปต่อได้ เธอเสริมต่อถึงการเปิดกว้างด้านดนตรี “แล้วเราก็จะชอบคนที่เปิดกว้างด้านดนตรี บางคนมาทางแจ๊สแล้วก็ไม่ได้ตัดสินแนวอื่น ซึ่งน่ารัก แต่ก็จะมีคนประเภทที่ฉันเป็นแบบนี้แล้วถ้านายไม่เป็นแบบนี้ นายกระจอกว่ะ อะไรแบบนี้ เราว่าไม่ค่อยโอเค ซึ่งเราก็อาจจะเคยเป็นแหละ ช่วงบ้าร็อก (หัวเราะ)”

 

 

ว่าแล้วเราก็ขอให้เธอช่วยย้อนเล่าถึงรสนิยมทางดนตรีในแต่ละช่วงวัยรวมถึงสไตล์การร้องเพลงในแบบฉบับของเธอให้ฟังสักหน่อย “เราเรียนแจ๊ส ก็สามารถร้องแจ๊สได้ แล้วก็พ็อป ส่วนใหญ่ร้องเป็นสากลตั้งแต่ยุคบีเทิลมาเลย ตั้งแต่ 1960S ไล่มายัน 2000S พวก bee gees ก็จะมีวันที่ร้องร็อกอยู่ พวก U2 , R.E.M ลูกกรุงก็มีอย่างเพลงของคุณศรีไศล (สุชาตวุฒิ) ลุงสุเทพ (วงศ์กำแหง) คาราบาว ชอบฟังร็อกด้วย เด็กๆ ก็จะมีช่วงบ้า guns n’ roses, linkin park ทั้งอังกฤษ ทั้งอเมริกา พอโตขึ้นก็มาฟังอิเลคทรอนิกมากขึ้น ยิ่งมีเพื่อนหลายกลุ่ม แล้วเราก็ไม่ปิดกั้นว่าเราฟังแต่เพลงแนวนี้ ก็ยิ่งได้ฟังเพลงเยอะขึ้น คือจริงๆ ชอบหลายแนวจนไม่สามารถจำกัดความได้ เพลงใหม่ๆ ก็ฟัง มีวงใหม่ๆ หลายวงที่เราเพิ่งลองฟังแล้วเขาก็เก่ง แต่ชอบร้องเพลงเก่าๆ มากกว่า”

 

เธอใช้ชีวิตกลางคืนเสียเป็นส่วนใหญ่ ตื่นมาช่วงสายๆ ก็เสพสุนทรีด้วยการฟังเพลง ก่อนจะเปิดเรื่องที่ไม่ค่อยสุนทรีอ่าน “หลังจากฟังเพลง เปิดงานอาร์ตดูบ้าง ก็จะมีเปิดอ่านข่าวสารบ้านเมืองบ้าง ช่วงนี้ก็ทำให้อารมณ์สุนทรีน้อยลง เพราะเสียเวลากับการนั่งคิดเรื่องพวกนี้เยอะเหมือนกัน คือเราเปลี่ยนไม่ได้ขนาดนั้น แต่เราก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน สิ่งที่เราหรือทุกคนควรได้รับมันน้อยเหลือเกิน มันเหมือนทำให้ทุกคนมองว่า อยู่ไปเถอะ ทั้งๆ ที่ประเทศนี้สนุกมาก ทั้งเรื่องศิลปะ ดนตรีมันน่าจะเติบโตไปได้มากกว่านี้ แต่เหมือนโดนกดอยู่ ต้องทำมาหากิน โดยไม่มีอะไรมารองรับ ความสุนทรีของทุกคนก็ขาดหายไป”

 

 

เราโยงเข้าไปถึงประเด็นเรื่องความสุขว่าอะไรที่เติมเต็มความรู้สึกของเธอได้ “อย่างเรื่องใกล้ตัวก็คือวันนี้เล่นดนตรีได้ดี คนดูสนุกไปกับเรา ยิ่งเป็นเพลงของตัวเองจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ได้แลกเปลี่ยนแนวเพลงกับคนรอบข้าง การมีร่างกายแข็งแรงก็ถือเป็นความสุข เพราะเราเป็นคนป่วยง่าย เราอยู่กับปัจจุบันมากกว่าเมื่อก่อนที่จะต้องนั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง“แต่มันก็ยังไม่ได้แฮปปี้ขนาดนั้น อีกมุมหนึ่งคือเราเป็นคนเครียดง่าย รู้สึกต่อสิ่งรอบข้างง่าย อย่างเห็นคนอื่นได้รับสิทธิ์ที่เขาควรจะได้รับก็แฮปปี้นะ แต่ก็เห็นว่าหลายคนไม่ได้รับ คือเราไม่ใช่คนการเมือง ไม่ได้พูดในฐานะคนของประเทศ แต่เราพูดในฐานะมนุษย์ เราเป็นคนคิดตลอดเวลา มองตลอดเวลา”

 

เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนที่เธอป่วยและลองไปโรงพยาบาลที่ไม่ใช่เครือเอกชน “ตอนนั้นเราป่วย เราก็เลือกไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน พอไปถึงเห็นเตียงคนป่วยนอนเลยออกมาจากห้องเต็มเลย เอาจริงๆ มันไม่ดีเลยที่เรารู้สึกว่า ว้าว! เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น อันนี้มันเป็นกำลังใจให้เราได้ยังไง ใช่ ด้วยสัญชาตญาณมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว อาจจะบอกได้ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นนะ ควรพอใจในสิ่งที่เรามี แต่เฮ้ย...แล้วทำไมเขาต้องแย่กว่าเราขนาดนั้น” เธอมักจะคิด สืบเสาะลงไปถึงต้นตอในหลายๆ ประเด็น แถมเครียดง่าย เราจึงถามวิธีจัดการกับความรู้สึกในวันที่หลายๆ อย่างดูไม่เป็นใจ รวมถึงตัวเอง “อย่างที่บอกเป็นคนเครียดง่าย ดาวน์ง่าย จัดการยากมาก เป็นสิ่งที่ต่อสู้มาตลอด เพราะรู้สึกว่าความทุกข์ยั่งยืนกว่าในตัวเรา อย่างวันนี้ร้องเพลงไม่ดี ทำเต็มที่แล้ว แต่มันได้แค่นี้ ก็จะมีอารมณ์แบบ เราห่วยจังเลยนะ ฉันไม่เหลืออะไรเลยนี่หน่าถ้าฉันไม่ร้องเพลง อะไรแบบนี้ อย่างเรา appreciate กับเรื่องง่ายๆ ได้ เหมือนคนที่ปล่อยความสุขออกมาได้เยอะๆ ก็สามารถปล่อยความทุกข์ออกมาได้จริงๆ เพราะมันมีมุมมองที่กว้าง และลงลึก เวลาเราทุกข์ก็จะจมอยู่นาน “แต่มาตอนนี้ก็เรียนรู้มากขึ้น รู้จักออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่นอนซมอยู่อย่างเดิม บางครั้งต้องฝืน แล้วก็ชื่นชมตัวเองบ้างในสิ่งที่เมื่อก่อนเคยทำไม่ได้ ซึ่งมันก็วนลูปอยู่แบบนี้”

 

 

เราชวนเธอแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผู้ชายกันบ้าง เธอหัวเราะพลันพยักหน้าว่าพร้อมแล้ว ถามมาเลย “สำหรับเราสุภาพบุรุษคือการที่เขาให้เกียรติเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่มีความใจดีกับเราขึ้นมาหน่อย อันนั้นเราว่าน่ารัก แล้วก็ดู nice กว่า ไว้วางใจเราให้ทำอะไรที่พอจะทำได้ คือเราไม่ได้ต้องการ feminist ขนาดนั้น ผู้ชายผู้หญิงมีความต่างกัน บางอาชีพอาจจะทำแทนกันได้มากขึ้นในยุคนี้ อย่างช่างภาพ นอกนั้นก็เป็นเรื่องมารยาททั้งกับเราและกับคนรอบข้าง เราจะไม่ชอบคนที่พูดกับพนักงานบริการห้วนๆ แต่ก็ไม่ต้องโอเวอร์ เอาแบบพอดีๆ นานๆ ทีช่วยเราถือของบ้าง ถ้าเห็นว่าเราไม่ไหว แค่นี้ก็รู้สึกว่าเขาเปนสุภาพบุรุษที่น่ารักแล้ว” แล้วผู้ชายแบบไหนที่มีเสน่ห์และน่าทำความรู้จักสำหรับเธอ “อาจจะนิ่งๆ หน่อย เพราะเราเป็นคน alert ตลก แต่ไม่ต้องยิงมุกมากมาย แค่มีเซ้นต์กับมุกตลกก็พอ ฟังเพลงด้วย จะได้แลกเปลี่ยนกัน” แล้วเธอเป็นฝ่ายเข้าไปเริ่มบทสนทนาก่อนบ้างไหม “ก็มีนะ แต่ไม่ได้คิดเรื่องจีบนะ แค่อยาก make friends ด้วยเฉยๆ อย่างเวลาไปเจอนักดนตรีที่เขาเล่นดีมาก เราก็จะเข้าไปบอก ‘ชอบมากเลยค่ะ อยากทำความรู้จักมากเลย พี่เล่นที่ไหนอีกรึเปล่า’ อะไรแบบนี้ หรือลูกค้าบางคนที่เขาสนุกกับเรา ก็จะเข้าไปคุยบ้าง ตามเรื่องที่อยากรู้ ก็จะไม่ได้ลงลึกอะไรมาก”

 

เราถามต่อไปถึงสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ในมุมมองของนักดนตรีอย่างเธอ “ความเข้ากัน...คนที่เข้ากันได้ ไม่ push ไม่ห้ามอะไรกันมาก มีแต่แนะนำกัน ปรึกษากันได้ ไม่ขีดเส้นให้ อันนี้สำคัญมาก ยกเว้นเป็นเรื่องที่ไม่โอเคจริงๆ ก็รับฟังได้ อยู่กันให้ได้เหมือนเพื่อน คุยกันได้ทุกเรื่อง แล้วก็ปล่อยให้เติบโตซึ่งกันและกัน มีอะไรพิเศษมากกว่าเพื่อนบ้าง แต่ไม่ได้ให้สำคัญกับคำหวาน หรือการชื่นชมบ่อยๆ” แล้วเธอก็ปิดท้ายถึงมุมมองเรื่องความรัก “เราเชื่อในความรัก แต่ไม่เชื่อเรื่องความยั่งยืนนานมันไม่มี เราเห็นจากความสัมพันธ์ของคนใกล้ตัว มันมีน้อยที่จะสำเร็จ เราก็เลยไม่เชื่อแม้กระทั่งเรื่องแต่งงาน ไม่ต้องการความมั่นคงอะไรขนาดนั้น แค่อยู่กันไปอย่างมีความสุขก็พอ” และฝากผลงานก่อนเอ่ยคำร่ำลากัน เอาจากวงก่อน ชื่อว่า beagle hug นะคะ บีเกิ้ลที่เป็นหมา แล้วก็ฮัก กอด น่าจะปล่อยอัลบั้มเต็มช่วงกลางปีหรือปลายปี ตอนนี้ก็ฟังในยูทูบชื่อเดียวกับวงไปก่อน แล้วก็เพลงคัฟเวอร์ ติดตามได้ในเพจ แล้วก็ยูทูบ aey kuljira จะพยายามแชร์เยอะกว่านี้ แล้วก็ถ้าใครทนความติ๊งต๊องได้ ก็กดตามในเฟซบุ๊กได้ อาจจะมีบ่นเรื่องสภาพสังคมปัจจุบันเยอะหน่อย แต่ว่าเราก็จะมีเรื่องดนตรีเข้ามาด้วยเช่นกันค่ะ

(หัวเราะ)

 

 


เรื่อง PRAN

ภาพ KITTIPOJ TANTRAKULSIRI

สถานที่ PORTOBELLO & DÉSIRÉ | HOME : GARDEN : CAFÉ