What I've Learned: ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์

ผมเป็นลูกคนโต มีน้อง 3 คน น้องชายคนที่สองเสียชีวิตไปแล้ว ที่เหลือผู้หญิงทั้งคู่ ผมโตมาในครอบครัวราชการที่พ่อแม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ที่บ้านหนังสือ เยอะ สมัยเด็กๆ ปิดเทอมช่วงกลางวันไม่มีทีวีให้ดู ก็เลยหยิบหนังสือมาอ่าน โชคดีที่พ่อแม่ไม่ว่าอะไร บางบ้านเขาหวงหนังสือนะ 

 

เลือกอ่านไม่ได้เพราะมีแต่หนังสือของผู้ใหญ่ เลยอ่านหมดตั้งแต่นิยาย พงศาวดาร เปาบุ้นจิ้นนี้สนุกมาก เหมือนอ่านเชอร์ล็อกโฮมส์ภาคภาษาจีน แต่สอนคติแบบจีน คุณชายถ้าผิดจริง ลากคอมาโบย มาตัดคอได้ สนุกมาก

 

โตมาหน่อยก็มี สตรีสาร ที่แม่รับให้เราอ่านตั้งแต่เด็ก อาจจะเหมาะกับแม่ แต่ไม่ใช่เรา พอดีช่วงผมเป็นวัยรุ่นนิตยสาร "ลลนา ออกมา ช่วงนั้นคุณสุวรรณี สุคนธาเป็น บ.ก. เป็นหนังสือที่เท่มาก มีนักเขียนที่เราคงไม่ได้เห็นใน สตรีสารผมชอบคอลัมน์ศศิวิมลตอบปัญหาหรืออาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตอบเอง วาดรูปประกอบเอง โอย สวยและตลกมาก 

 

เข้ามหา'ลัยหลังเหตุการณ์หกตุลา กลับยิ่งรู้สึกว่ามีหนังสือที่เป็นของเรามากขึ้น อะไรที่เขาว่าดีเราก็หามาอ่าน ตั้งแต่ศรีบูรพา, แม็กซิม กอร์กี้, หลู่ซิ่น, กามูส์, ซาร์ต, แซงเด็กฯ (อองตวน แซงเด็ก ซูเปรี) เหมาเจ๋อตุง ตอนนั้นมันต้องซ้ายถึงจะเท่ 

 

ผมเรียนจบจิตวิทยา เลยไปทํางานเป็นนักสังคมสงเคราะห์กับคนติดผงขาวอยู่ปีกว่า พอดีกับช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย เงินสะพัดมาก โฆษณาก็เริ่มเฟืองและ กลายเป็นฝันของเด็กสมัยนั้น เลยหาเรื่องไปเมืองนอกเพื่อเรียนด้านนี้ อยู่นิวยอร์กหกเจ็ดปี ไม่ได้เรียนโฆษณา แต่ย้ายไปเรียนวิดีโอ โปรดักชั่น ซึ่งสิ่งที่เรียนสมัยโน้นก็เอามาใช้กับสมัยนี้ไม่ได้เลย เพราะฮาร์ตแวร์มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว (หัวเราะ) เรียนไปเรียนมาปรากฏว่าเรียนไม่จบเลยออกมาหาอย่างอื่นทํา 

 

คนไทยทุกยุคสมัยอยู่ต่างประเทศต้องเริ่มจากร้านอาหาร ผมก็เริ่มจากตรงนั้น ตอนหลังเปลี่ยนมาขายตั๋วที่โรงหนังอาร์ต (ฉายหนังตกโปรแกรมไปแล้ว) มีตั้งแต่ ชาร์ลี แชปลิน ไปจนถึงการ์ตูนวอร์เนอร์ บราเธอร์สที่เคยดูแต่ในจอทีวี พอมาฉาย จอหนังแล้วต่อให้คุณไม่ชอบก็ต้องหัวเราะ เพราะจอมันใหญ่มาก 

 

เคยทํางานก่อสร้างตามตึกสูงๆ เป็นคนตรวจโครงสร้าง เขาจะมีแปลนมาให้ พอเขาเชื่อมเสร็จเราก็ไปดู แรกๆ ก็ดูไม่เป็นหรอก ฝึกอยู่สองวันงานสบาย มีชีวิต กลางแจ้ง นั่งรอให้เขาเชื่อมส่วนที่เป็นโครงสร้างเหล็ก แล้วเราก็เข้าไปตรวจ ความเป็นชุมชนอยู่ในทุกที่ของนิวยอร์ก ถ้ามีที่ว่างเขาจะไม่ปล่อยไว้เฉยๆ คนในชุมชนจะรวมตัวกันขอที่นิดนึงทําเป็นสวนปลูกผัก อีกเรื่องคือเกี่ยวกับเหตุวาง ระเบิด ถ้าเป็นบ้านเราก็เอาไฟฉายส่องกระเป๋ากันเป็นใบๆ (หัวเราะ) แต่ที่นิวยอร์กมันไม่ต้อง ถ้ามีวัตถุต้องสงสัยเขาจะวิ่งไปบอกตํารวจทันที เพราะตํารวจมีอยู่ทุกที่ แต่ของบ้านเราตํารวจจะอยู่ตามมุมถนนที่รู้ว่าคนจะต้องฝ่าฝืนกฎจราจรแน่ๆ 

 

สําหรับงานสื่อ นักเขียนหรือลูกจ้างถือว่าโชคดีที่เขาจ้างมาให้ทํา ถ้าทําเองคงไม่มีปัญญา พวกเราสื่อจะได้คุยกับคนที่ โอ้โฮ คนระดับนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้คุยด้วย ไปในที่ที่ไม่คิดว่าจะมีปัญญาได้ไป คุณจะได้ทดลองทําสื่อ ได้ลองของโดยที่มีคนจ่ายเงินให้ ถึงผิดพลาดแต่ถ้ามันไม่ร้ายแรงเกินไปคุณก็ได้ลองงานใหม่เรื่อยๆ ดังนั้นคุณควรจะกล้าหน่อยเพราะมันคือโรงเรียนที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน แปลกตรงที่ยุคออนไลน์นี้หลายคนกลายเป็นสื่อเอง เป็นเจ้าของเอง แต่ความกล้ากลับมีน้อยลง สงสัยจะมีความเป็นนักธุรกิจสูงขึ้น (หัวเราะ) 

 

ผมเปลี่ยนงานมาหลายหัวหลายแบรนด์ เคยทําอยู่สารคดี 3 ปี สรรสาระ 7 ปี National Geographic 2 ปีและ Esquire 6 ปี แต่ละแบรนด์ไม่เหมือนกัน รู้เลยว่า ทําไมเราต้องรู้จักแบรนด์ คนชอบบอกว่าคนทําหนังสือต้องเอาตัวตนเข้าไปใส่ ผมว่าตรงนั้นก็ดีแต่ไม่ต้องรีบ ควรจับแบรนด์หนังสือให้ได้ก่อนว่าหัวหนังสือของเราคืออะไร ความเป็นมามันเป็นยังไง ใครอ่าน เปิดเข้าไปแล้วรู้ทันทีว่าเป็นหัวนี้โดยที่ไม่ ต้องเห็นหน้าปก 

 

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ 

นักเขียน นักแปล อาจารย์ และลุงเฮม่า / 59 ปี

 

หน้าที่ของนักแปลคือถ่ายทอด ผมเคยแปลนิยายชุดเรื่อง The Dark Tower การเดินทางของพาย พาเทล (Life of Pi) และเล่มล่าสุด Uncommon Type: Some stories เรื่องสั้น 17 เรื่องเขียนโดยทอม แฮงก์ส นักแปลสมัยก่อนใส่ตัวตนลงไปเห็นๆ แต่ สมัยนี้วิธีคิดเกี่ยวกับงานแปลเปลี่ยนไป จะเอาตัวตนลงไปใส่งานแปลไม่ได้เพราะเราไม่ได้เป็นคนเขียนเวลาแปลก็ไม่ต้องพยายามสวมบทบาท เพราะถ้าอ่านต้นฉบับ แล้วเดี๋ยวมันมาเอง เหมือนนักเต้นเก่งๆ พอเพลงขึ้นก็รู้ว่าต้องไปในทิศทางไหน ก่อนจะลงมือแปล นักแปลต้องหา voice ให้เจอ คุณลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย บ.ก. ต้นฉบับ About A Boy นิยายแปลเล่มแรกของผมบอกว่า voice คือสิ่งที่ทําให้หนังสือ เล่มนี้เป็นเล่มนี้ หรือตัวละครตัวนี้เป็นตัวนี้ การหา voice เป็นโจทย์ทางเทคนิคที่นักแปลต้องหาให้เจอ จะได้ไปถูกทาง 

 

หลักการที่ต้องคํานึงถึงก่อนแปลมี 3 ข้อ อันนี้อาจารย์นพพร ประชากุล สอนผม อย่างแรก accuracy คือความถูกต้อง อันที่สองคือ style หรือลีลา สุดท้ายคือ impact หรือผลต่อผู้อ่าน ให้ดูต้นฉบับแล้วชั่งใจก่อนแปลว่าอย่างไหนเด่นหรือสําคัญกว่ากัน จะช่วยให้ทํางานง่ายขึ้น หน้าที่หนึ่งของนักแปลคือทํายังไงให้บทแปลเดินทางข้ามวัฒนธรรมได้โดยยังคงไว้ซึ่งใจความของผู้เขียน การแปลจึงเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา คนที่ไม่ชอบแก้ปัญหา ไม่ชอบค้น ไม่ชอบภาษา ไม่ชอบทํางานหลังขดหลังแข็งแล้วได้เงินน้อย (หัวเราะ) อย่ามาเป็นนักแปลเลยครับ 

 

ผมเกิดไม่ทันหรอกนะตําราอาหารของคุณย่าคุณยาย แม่ผมก็คงไม่ได้มีความคิดโรแมนติกว่าลูกควรจะกินอาหารประจําตระกูล สมัยผมเด็กๆ แม่ดูรายการทําอาหารของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผมเห็นแม่ดูและจดไวๆ หน้าทีวีแล้วค่อยมาลอกลงสมุด มีตําราของท่านอื่นๆ บ้าง แกะตามร้านอาหารที่เราชอบกินบ้าง พอแม่เสียเราพี่น้องก็เอาตําราอาหารของแม่ที่เคยจดไว้มาลอกใส่หนังสืองานศพแม่ ทุกวันนี้ก็ยังนํามาทํากินเองอยู่ ตอนจีบผู้หญิงผมก็ทําอาหารไปให้เขากิน

 

ช่วงหนึ่งอยากเป็นนักวิจารณ์อาหาร การกินใครๆ ก็ชอบ ยิ่งได้เขียนถึงมันอีก พอได้มาลองจริงๆ โคตรยากเลย เพราะคุณไม่สามารถเขียนได้ว่า อร่อยจัง หรือที่คนสมัยนี้ชอบว่า มันกรอบนอกนุ่มใน หรือ รสชาติกลมกล่อมลงตัวมากๆ  เป็นคําที่ไม่มีความหมายไปเสียแล้ว คือคุณต้องมีความรู้ มีความจํา จะบอกว่าผัดไทยที่นี่มันอร่อย ก็ต้องเขียนได้ว่าอร่อยยังไง ผิดจากทั่วไปตรงไหน มันทําให้คุณคิดถึงอะไร เขียนให้สนุกๆ มันต้องมีอะไรมากกว่า กรอบนอกนุ่มใน

 

กินเหล้าครั้งแรก จําไม่ได้ว่าแบรนด์ไหน แต่เป็นเหล้าถูกที่สุด ก็เด็กกินเหล้านี่ไปเกาะเสม็ดช่วง ม.ปลาย ซื้อเหล้าแบนมาดื่มตอนกลางคืน แก้ผ้าวิ่งลงทะเลกัน รู้สึกว่ากินเหล้านี่มันสนุกดีเนอะ ตอนเด็กๆ ผมเห็นพ่อชอบดื่มบรันดี เคยชิมๆ บ้างแต่รู้สึกว่ามันเป็นเหล้าของผู้ใหญ่ โซดาก็ไม่เคยเห็นพ่อใส่ พ่อจิบแบบ neat พ่อไม่เคยสอนให้ดื่ม คงไม่อยากสอนให้ลูกดื่มเหล้า แต่เวลาเห็นพ่อดื่มเหล้ารู้สึกเองว่ามันมี appreciation ไม่ใช่ดื่มให้เมา เวลาดื่มเขามักจะมีกิจกรรมร่วมกันเสมอ (ซึ่งคนสมัยนี้ไม่มีแล้ว) คือเพื่อนพ่อมาเล่นไพ่ที่บ้าน เล่นไพ่เป็นแค่ฉาก แต่เรื่องหลักคือคุยกัน ด่ากัน กินเหล้ากันถึงเช้า คือมีกิจกรรมอื่นสําหรับคนที่ไม่ดื่มด้วย 

 

ผมรู้ว่าตัวเองแก่ ตอนเป็นโรคหลอดอาหารปิดเมื่อสองปีก่อนหลอดอาหารปิด เหลือแค่ 3 มม. ทําให้กลืนอาหารไม่ได้กลืนน้ํานี่ยังยากเลย ปีเดียวน้ําหนักลง 15 กก. กลางดึกอาหารที่ค้างในหลอดอาหารช่วงบนมันจะไหลย้อนมาทําให้สําลักแล้ว นอนไม่ได้ การกินไม่ได้ นอนไม่ได้นี่ร่างกายทรุดโทรมมาก รู้สึกเลยว่านี้กูแก่แล้ว ตอนนี้หายแล้วแต่ความรู้สึกแก่ยังอยู่ (หัวเราะ) 

 

ความสนุกของคนวัยนี้ น่าจะเป็นการรู้ที่ทางของตัวเอง สิ่งที่ทําอยู่มันเหมาะกับเราไหม สมมติถ้าเป็นเรื่องวิ่งก็คงจะไม่ไปวิ่งแข่งกับคนที่เราแซร์อยู่ในแอปฯ Strava ซึ่งเขาอายุน้อยกว่าเรา 20 ปี แต่เห็นเขาวิ่งเพซ 6 แล้วดันไปวิ่งเพซนั้นบ้างจนตัวเองเจ็บ ต้องหยุดวิ่งแล้วกายภาพ 3 เดือนกว่า เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้อยากทําอะไรใหม่ๆ คือถ้าให้เลือกระหว่างออกไปเที่ยว คุยกันเสียงดัง กลับบ้านหลังเที่ยงคืนกับกลับบ้าน หาหนังดูใน Netflix กับเมีย จบแล้วอาบน้ํานอน ผมเลือกอย่างหลัง


 

เรื่อง: NM

ภาพ: SUWAT

สถานที่: ร้านอาหารศาลาริมน้ำ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

 

 




What I've Learned: ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์

ผมเป็นลูกคนโต มีน้อง 3 คน น้องชายคนที่สองเสียชีวิตไปแล้ว ที่เหลือผู้หญิงทั้งคู่ ผมโตมาในครอบครัวราชการที่พ่อแม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ที่บ้านหนังสือ เยอะ สมัยเด็กๆ ปิดเทอมช่วงกลางวันไม่มีทีวีให้ดู ก็เลยหยิบหนังสือมาอ่าน โชคดีที่พ่อแม่ไม่ว่าอะไร บางบ้านเขาหวงหนังสือนะ 

 

เลือกอ่านไม่ได้เพราะมีแต่หนังสือของผู้ใหญ่ เลยอ่านหมดตั้งแต่นิยาย พงศาวดาร เปาบุ้นจิ้นนี้สนุกมาก เหมือนอ่านเชอร์ล็อกโฮมส์ภาคภาษาจีน แต่สอนคติแบบจีน คุณชายถ้าผิดจริง ลากคอมาโบย มาตัดคอได้ สนุกมาก

 

โตมาหน่อยก็มี สตรีสาร ที่แม่รับให้เราอ่านตั้งแต่เด็ก อาจจะเหมาะกับแม่ แต่ไม่ใช่เรา พอดีช่วงผมเป็นวัยรุ่นนิตยสาร "ลลนา ออกมา ช่วงนั้นคุณสุวรรณี สุคนธาเป็น บ.ก. เป็นหนังสือที่เท่มาก มีนักเขียนที่เราคงไม่ได้เห็นใน สตรีสารผมชอบคอลัมน์ศศิวิมลตอบปัญหาหรืออาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตอบเอง วาดรูปประกอบเอง โอย สวยและตลกมาก 

 

เข้ามหา'ลัยหลังเหตุการณ์หกตุลา กลับยิ่งรู้สึกว่ามีหนังสือที่เป็นของเรามากขึ้น อะไรที่เขาว่าดีเราก็หามาอ่าน ตั้งแต่ศรีบูรพา, แม็กซิม กอร์กี้, หลู่ซิ่น, กามูส์, ซาร์ต, แซงเด็กฯ (อองตวน แซงเด็ก ซูเปรี) เหมาเจ๋อตุง ตอนนั้นมันต้องซ้ายถึงจะเท่ 

 

ผมเรียนจบจิตวิทยา เลยไปทํางานเป็นนักสังคมสงเคราะห์กับคนติดผงขาวอยู่ปีกว่า พอดีกับช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย เงินสะพัดมาก โฆษณาก็เริ่มเฟืองและ กลายเป็นฝันของเด็กสมัยนั้น เลยหาเรื่องไปเมืองนอกเพื่อเรียนด้านนี้ อยู่นิวยอร์กหกเจ็ดปี ไม่ได้เรียนโฆษณา แต่ย้ายไปเรียนวิดีโอ โปรดักชั่น ซึ่งสิ่งที่เรียนสมัยโน้นก็เอามาใช้กับสมัยนี้ไม่ได้เลย เพราะฮาร์ตแวร์มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว (หัวเราะ) เรียนไปเรียนมาปรากฏว่าเรียนไม่จบเลยออกมาหาอย่างอื่นทํา 

 

คนไทยทุกยุคสมัยอยู่ต่างประเทศต้องเริ่มจากร้านอาหาร ผมก็เริ่มจากตรงนั้น ตอนหลังเปลี่ยนมาขายตั๋วที่โรงหนังอาร์ต (ฉายหนังตกโปรแกรมไปแล้ว) มีตั้งแต่ ชาร์ลี แชปลิน ไปจนถึงการ์ตูนวอร์เนอร์ บราเธอร์สที่เคยดูแต่ในจอทีวี พอมาฉาย จอหนังแล้วต่อให้คุณไม่ชอบก็ต้องหัวเราะ เพราะจอมันใหญ่มาก 

 

เคยทํางานก่อสร้างตามตึกสูงๆ เป็นคนตรวจโครงสร้าง เขาจะมีแปลนมาให้ พอเขาเชื่อมเสร็จเราก็ไปดู แรกๆ ก็ดูไม่เป็นหรอก ฝึกอยู่สองวันงานสบาย มีชีวิต กลางแจ้ง นั่งรอให้เขาเชื่อมส่วนที่เป็นโครงสร้างเหล็ก แล้วเราก็เข้าไปตรวจ ความเป็นชุมชนอยู่ในทุกที่ของนิวยอร์ก ถ้ามีที่ว่างเขาจะไม่ปล่อยไว้เฉยๆ คนในชุมชนจะรวมตัวกันขอที่นิดนึงทําเป็นสวนปลูกผัก อีกเรื่องคือเกี่ยวกับเหตุวาง ระเบิด ถ้าเป็นบ้านเราก็เอาไฟฉายส่องกระเป๋ากันเป็นใบๆ (หัวเราะ) แต่ที่นิวยอร์กมันไม่ต้อง ถ้ามีวัตถุต้องสงสัยเขาจะวิ่งไปบอกตํารวจทันที เพราะตํารวจมีอยู่ทุกที่ แต่ของบ้านเราตํารวจจะอยู่ตามมุมถนนที่รู้ว่าคนจะต้องฝ่าฝืนกฎจราจรแน่ๆ 

 

สําหรับงานสื่อ นักเขียนหรือลูกจ้างถือว่าโชคดีที่เขาจ้างมาให้ทํา ถ้าทําเองคงไม่มีปัญญา พวกเราสื่อจะได้คุยกับคนที่ โอ้โฮ คนระดับนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้คุยด้วย ไปในที่ที่ไม่คิดว่าจะมีปัญญาได้ไป คุณจะได้ทดลองทําสื่อ ได้ลองของโดยที่มีคนจ่ายเงินให้ ถึงผิดพลาดแต่ถ้ามันไม่ร้ายแรงเกินไปคุณก็ได้ลองงานใหม่เรื่อยๆ ดังนั้นคุณควรจะกล้าหน่อยเพราะมันคือโรงเรียนที่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน แปลกตรงที่ยุคออนไลน์นี้หลายคนกลายเป็นสื่อเอง เป็นเจ้าของเอง แต่ความกล้ากลับมีน้อยลง สงสัยจะมีความเป็นนักธุรกิจสูงขึ้น (หัวเราะ) 

 

ผมเปลี่ยนงานมาหลายหัวหลายแบรนด์ เคยทําอยู่สารคดี 3 ปี สรรสาระ 7 ปี National Geographic 2 ปีและ Esquire 6 ปี แต่ละแบรนด์ไม่เหมือนกัน รู้เลยว่า ทําไมเราต้องรู้จักแบรนด์ คนชอบบอกว่าคนทําหนังสือต้องเอาตัวตนเข้าไปใส่ ผมว่าตรงนั้นก็ดีแต่ไม่ต้องรีบ ควรจับแบรนด์หนังสือให้ได้ก่อนว่าหัวหนังสือของเราคืออะไร ความเป็นมามันเป็นยังไง ใครอ่าน เปิดเข้าไปแล้วรู้ทันทีว่าเป็นหัวนี้โดยที่ไม่ ต้องเห็นหน้าปก 

 

ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ 

นักเขียน นักแปล อาจารย์ และลุงเฮม่า / 59 ปี

 

หน้าที่ของนักแปลคือถ่ายทอด ผมเคยแปลนิยายชุดเรื่อง The Dark Tower การเดินทางของพาย พาเทล (Life of Pi) และเล่มล่าสุด Uncommon Type: Some stories เรื่องสั้น 17 เรื่องเขียนโดยทอม แฮงก์ส นักแปลสมัยก่อนใส่ตัวตนลงไปเห็นๆ แต่ สมัยนี้วิธีคิดเกี่ยวกับงานแปลเปลี่ยนไป จะเอาตัวตนลงไปใส่งานแปลไม่ได้เพราะเราไม่ได้เป็นคนเขียนเวลาแปลก็ไม่ต้องพยายามสวมบทบาท เพราะถ้าอ่านต้นฉบับ แล้วเดี๋ยวมันมาเอง เหมือนนักเต้นเก่งๆ พอเพลงขึ้นก็รู้ว่าต้องไปในทิศทางไหน ก่อนจะลงมือแปล นักแปลต้องหา voice ให้เจอ คุณลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย บ.ก. ต้นฉบับ About A Boy นิยายแปลเล่มแรกของผมบอกว่า voice คือสิ่งที่ทําให้หนังสือ เล่มนี้เป็นเล่มนี้ หรือตัวละครตัวนี้เป็นตัวนี้ การหา voice เป็นโจทย์ทางเทคนิคที่นักแปลต้องหาให้เจอ จะได้ไปถูกทาง 

 

หลักการที่ต้องคํานึงถึงก่อนแปลมี 3 ข้อ อันนี้อาจารย์นพพร ประชากุล สอนผม อย่างแรก accuracy คือความถูกต้อง อันที่สองคือ style หรือลีลา สุดท้ายคือ impact หรือผลต่อผู้อ่าน ให้ดูต้นฉบับแล้วชั่งใจก่อนแปลว่าอย่างไหนเด่นหรือสําคัญกว่ากัน จะช่วยให้ทํางานง่ายขึ้น หน้าที่หนึ่งของนักแปลคือทํายังไงให้บทแปลเดินทางข้ามวัฒนธรรมได้โดยยังคงไว้ซึ่งใจความของผู้เขียน การแปลจึงเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา คนที่ไม่ชอบแก้ปัญหา ไม่ชอบค้น ไม่ชอบภาษา ไม่ชอบทํางานหลังขดหลังแข็งแล้วได้เงินน้อย (หัวเราะ) อย่ามาเป็นนักแปลเลยครับ 

 

ผมเกิดไม่ทันหรอกนะตําราอาหารของคุณย่าคุณยาย แม่ผมก็คงไม่ได้มีความคิดโรแมนติกว่าลูกควรจะกินอาหารประจําตระกูล สมัยผมเด็กๆ แม่ดูรายการทําอาหารของหม่อมหลวงเติบ ชุมสาย ผมเห็นแม่ดูและจดไวๆ หน้าทีวีแล้วค่อยมาลอกลงสมุด มีตําราของท่านอื่นๆ บ้าง แกะตามร้านอาหารที่เราชอบกินบ้าง พอแม่เสียเราพี่น้องก็เอาตําราอาหารของแม่ที่เคยจดไว้มาลอกใส่หนังสืองานศพแม่ ทุกวันนี้ก็ยังนํามาทํากินเองอยู่ ตอนจีบผู้หญิงผมก็ทําอาหารไปให้เขากิน

 

ช่วงหนึ่งอยากเป็นนักวิจารณ์อาหาร การกินใครๆ ก็ชอบ ยิ่งได้เขียนถึงมันอีก พอได้มาลองจริงๆ โคตรยากเลย เพราะคุณไม่สามารถเขียนได้ว่า อร่อยจัง หรือที่คนสมัยนี้ชอบว่า มันกรอบนอกนุ่มใน หรือ รสชาติกลมกล่อมลงตัวมากๆ  เป็นคําที่ไม่มีความหมายไปเสียแล้ว คือคุณต้องมีความรู้ มีความจํา จะบอกว่าผัดไทยที่นี่มันอร่อย ก็ต้องเขียนได้ว่าอร่อยยังไง ผิดจากทั่วไปตรงไหน มันทําให้คุณคิดถึงอะไร เขียนให้สนุกๆ มันต้องมีอะไรมากกว่า กรอบนอกนุ่มใน

 

กินเหล้าครั้งแรก จําไม่ได้ว่าแบรนด์ไหน แต่เป็นเหล้าถูกที่สุด ก็เด็กกินเหล้านี่ไปเกาะเสม็ดช่วง ม.ปลาย ซื้อเหล้าแบนมาดื่มตอนกลางคืน แก้ผ้าวิ่งลงทะเลกัน รู้สึกว่ากินเหล้านี่มันสนุกดีเนอะ ตอนเด็กๆ ผมเห็นพ่อชอบดื่มบรันดี เคยชิมๆ บ้างแต่รู้สึกว่ามันเป็นเหล้าของผู้ใหญ่ โซดาก็ไม่เคยเห็นพ่อใส่ พ่อจิบแบบ neat พ่อไม่เคยสอนให้ดื่ม คงไม่อยากสอนให้ลูกดื่มเหล้า แต่เวลาเห็นพ่อดื่มเหล้ารู้สึกเองว่ามันมี appreciation ไม่ใช่ดื่มให้เมา เวลาดื่มเขามักจะมีกิจกรรมร่วมกันเสมอ (ซึ่งคนสมัยนี้ไม่มีแล้ว) คือเพื่อนพ่อมาเล่นไพ่ที่บ้าน เล่นไพ่เป็นแค่ฉาก แต่เรื่องหลักคือคุยกัน ด่ากัน กินเหล้ากันถึงเช้า คือมีกิจกรรมอื่นสําหรับคนที่ไม่ดื่มด้วย 

 

ผมรู้ว่าตัวเองแก่ ตอนเป็นโรคหลอดอาหารปิดเมื่อสองปีก่อนหลอดอาหารปิด เหลือแค่ 3 มม. ทําให้กลืนอาหารไม่ได้กลืนน้ํานี่ยังยากเลย ปีเดียวน้ําหนักลง 15 กก. กลางดึกอาหารที่ค้างในหลอดอาหารช่วงบนมันจะไหลย้อนมาทําให้สําลักแล้ว นอนไม่ได้ การกินไม่ได้ นอนไม่ได้นี่ร่างกายทรุดโทรมมาก รู้สึกเลยว่านี้กูแก่แล้ว ตอนนี้หายแล้วแต่ความรู้สึกแก่ยังอยู่ (หัวเราะ) 

 

ความสนุกของคนวัยนี้ น่าจะเป็นการรู้ที่ทางของตัวเอง สิ่งที่ทําอยู่มันเหมาะกับเราไหม สมมติถ้าเป็นเรื่องวิ่งก็คงจะไม่ไปวิ่งแข่งกับคนที่เราแซร์อยู่ในแอปฯ Strava ซึ่งเขาอายุน้อยกว่าเรา 20 ปี แต่เห็นเขาวิ่งเพซ 6 แล้วดันไปวิ่งเพซนั้นบ้างจนตัวเองเจ็บ ต้องหยุดวิ่งแล้วกายภาพ 3 เดือนกว่า เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้อยากทําอะไรใหม่ๆ คือถ้าให้เลือกระหว่างออกไปเที่ยว คุยกันเสียงดัง กลับบ้านหลังเที่ยงคืนกับกลับบ้าน หาหนังดูใน Netflix กับเมีย จบแล้วอาบน้ํานอน ผมเลือกอย่างหลัง


 

เรื่อง: NM

ภาพ: SUWAT

สถานที่: ร้านอาหารศาลาริมน้ำ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ