What I've Learned: ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล

เกิดและเติบโตที่อเมริกา คิดและพูดอย่างนักการเงิน จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ถนัดภาษาไทย แต่ปิยะศักดิ์เข้าใจวิถีชีวิตคนไทยรากหญ้าอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง คุณคุยกับเขาได้เรื่องนาปีนาปรัง ถามเขาได้ว่าชาวไร่อ้อยเปิดหีบตอนไหน แล้วทําไมชาวบ้านถึงอยากมีรถไถ ทําไมแม่ค้าถึงไม่เคยรู้รายรับรายจ่ายตัวเอง และทําไมไม่เลิกกู้หนี้นอกระบบกันซะที เขาอธิบายเรื่องพวกนี้ได้ละเอียดและยืดยาว แน่ละ เบื้องต้นคนเหล่านั้นคือลูกค้าสินเชื่อของเขา แต่เบื้องปลาย คนเหล่านั้นมอบความหมายบางอย่างให้กับชีวิตเขา

 

ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล, กรรมการผู้จัดการใหญ่, 39 ปี

 

การขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดขององค์กรในวัยเลขสามต้นๆ นอกจากจะดูเท่แล้ว มองบางมุมก็อาจคล้ายโชคร้าย เพราะเขาต้องทุ่มเทพลังมากกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ว่า เขาคู่ควร โชคดีที่ปิยะศักดิ์คลุกคลีกับบริษัท “เงินติดล้อ” มาตั้งแต่แรกเริ่ม จากวันที่มันยังเป็นกิจการปล่อยเงินกู้เล็กๆ ของเถ้าแก่ และเขายังเป็นเด็กนอกไฟแรง ที่ได้รับมอบหมายจาก AIG บริษัทเงินทุนยักษ์ใหญ่ให้มาวิเคราะห์ธุรกิจสินเชื่อท้องถิ่น เขาเริ่มสนใจ หมกมุ่นกับมัน ในที่สุดก็เชียร์ให้เอไอจีซื้อ เพราะเขาวิเคราะห์ แล้วว่า “เงินติดล้อ” มีช่องทางเติบโตได้อีกมาก เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ผ่านวิกฤตสาหัสหลายครั้ง เปลี่ยนมือเจ้าของหลายหน สุดท้ายเขาก็คิดถูกจริงๆ บริษัทนี้เติบโตขึ้น 3,000 เปอร์เซ็นต์จากวันนั้น แต่ที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนคือ การเติบโตนั้นจะรวมถึงจิตสํานึกของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย

 

- ผมเคยอยู่ในโลกใส่สูทผูกไท เป็นคอนซัลต์ทําดีล M&A ทําพาวเวอร์พอยต์ สวยๆ ออฟฟิศมองเห็นวิวสวนลุม แล้วก็มีคนเสนองานให้ทําที่นิวยอร์ก ตอนนั้น ผมกําลังอยากเรียนต่อ MBA ถ้าผมเขียนในใบสมัครว่าเคยทํางานที่วอลล์สตรีต ผมว่าใครๆ ก็ทําได้ แต่ถ้าผมมีประสบการณ์เป็น head of marketing ในบริษัทไฟแนนซ์ท้องถิ่น เออมันน่าสนใจกว่า ผมเลยตัดสินใจมาทางนี้ ออฟฟิศตอนนั้น อยู่ปทุมธานีครับ เป็นห้องแถว ไม่มีลิฟต์ และผมอยู่ชั้นลอย เอื้อมมือไปแตะเพดานได้ด้วย (หัวเราะ) คิดว่าทําสักพักค่อยไปเรียนต่อ แต่นี่ก็สิบกว่าปีแล้ว คงไม่เรียนแล้วล่ะ ผมคงเป็นเอ็มดีไม่กี่คนที่ไม่จบ MBA และยังข้องใจเสมอว่าเขาเรียนอะไรกันสองปีนั้น

 

- สิบปีก่อนแบงก์ไม่เข้าใจ ชาวบ้านไม่มีสลิปเงินเดือน มีแต่มอเตอร์ไซค์ กล้าปล่อยสินเชื่อได้ยังไง แต่เถ้าแก่เขาเข้าใจ เขาเปิดสาขาได้ด้วยต้นทุนต่ำมาก เขาให้พนักงานอนุมัติสินเชื่อในสาขาได้เลย โดยไม่ต้องผ่านสํานักงานใหญ่ ซึ่งจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีแบงก์ไหนทําได้นะครับ ตอนผมเข้ามา หน้าที่ผมคือทําให้ practice ต่างๆ มันได้มาตรฐานสากลขึ้น ขณะเดียวกันก็รักษาความยูนีคของแพลตฟอร์มนี้ไว้ ความบ้านๆ มันมีเสน่ห์

 

- ผมเข้ามาทําเต็มตัวได้เดือนเดียว เอไอจีที่นิวยอร์กก็กลายเป็นลูกระเบิดบนปกนิตยสารไทม์ เป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2009 เขาอีเมลมาบอกว่าหยุดปล่อยสินเชื่อ วงเงินของเราไม่มีอีกแล้ว ผมก็เฮ้ย We just bought this company! พนักงานเกือบพันชีวิตเพิ่งย้ายมาอยู่กับเรา ต้องตกงานกันหมดหรือ ตอนนั้นเราปล่อยสินเชื่อไปประมาณ 1,000 กว่าล้าน คนก็ผ่อนชําระค่างวดเข้ามา เราก็เอาค่างวดนั้น มาจ่ายเงินเดือนพนักงาน แล้วเอาไปปล่อยต่อ ซึ่งปล่อยได้แค่สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ วงเงินต่ำ ประคองสถานการณ์ไปก่อน ขณะเดียวกันผมก็ต้องแต่งตัวบริษัทออกไปขายใหม่ เปิดบิดสองรอบไม่มีใครยื่นเลย โชคดีแบงก์กรุงศรีฯ เข้ามา กรุงศรีฯ ก็ เลือกซื้อแบงก์ เลือกซื้อบัตรเครดิต แต่ไม่มีใครอยากซื้อ เงินติดล้อจนผู้ใหญ่ ต้องยกหูไปบอกว่า เฮ้ย ช่วยเอาไปด้วย สุดท้ายกรุงศรีฯ ก็เลยซื้อเราในมูลค่าสิบเจ็ดล้านบาท เหมือนเราซื้อของมาพันนึง แต่ขายต่อได้สิบเจ็ดบาท วันนั้นเราเป็นบริษัทนอกสายตาจริงๆ

 

- ตอนเด็ก อยู่ที่อเมริกา ผมเคยถูกบุลลี เขาจับผมโยนใส่พุ่มไม้ที่เป็นหนาม ผมกลับบ้านไปร้องไห้ พ่อเลยให้ไปเรียนเทควันโด ผมก็เรียนจนได้สายดํา กลายเป็นคนเปิดปิดโรงเรียนให้ครู แล้วก็เป็นคนสอนเองด้วย ตอนนั้นอายุ 15 ครับ เทควันโดสอนอะไรผมหรือ...อดทน

 

- สิ่งที่ไดรฟ์ผมมากที่สุดคือความกลัว วันที่ผมขึ้นเป็น MD เป็นปีแรกที่พอร์ตเราแตะหมื่นล้าน เรามาไกลแล้ว และผมก็ไม่รู้เลยว่าจะพาไปต่อได้ไกลแค่ไหน ผมรู้สึกว่า The best days are behind us. ทุกคนแก่กว่าผม เก่งกว่าผม ประสบการณ์เยอะกว่าผม เมื่อวานผมยังนั่งอยู่ข้างๆ เขา แต่วันนี้ผมมานั่งหัวโต๊ะ แล้วตอนผมนั่งข้างๆ เขา ผมก็ไม่ฟังหรอกว่าไอ้คนหัวโต๊ะพูดอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมบอกทุกคนคือ ได้โปรดช่วยผมด้วย

 

- ผมชดเชยเรื่องอายุน้อยด้วยการทํางานหนักเป็นสองเท่า ผมอ่านหนังสือทุกอย่างที่คิดว่ามีประโยชน์ สองปีแรกผมเข้าออฟฟิศทุกเสาร์อาทิตย์ มานั่งอ่านสิ่งที่เขาพรีเซนต์เมื่ออาทิตย์ก่อนเพื่อจะทําความเข้าใจ อย่างน้อยผมต้องจับหลักการให้ได้ ผมต้องคุยกับเขารู้เรื่อง ใครพูดศัพท์อะไรที่ผมไม่รู้ ผมจะกลับมากกูเกิลทันที 

 

- ลูกค้าผมไม่เหมือนคุณ เขากู้โดยไม่ถามถึงดอกเบี้ย ลูกค้าผมสนใจสามอย่าง หนึ่ง ได้ตามยอดที่ขอไหม สอง ได้เลยไหม ต้องรีบใช้เงิน สาม ต้องส่งเท่าไหร่ ผม เคยทําเคสเจ๊อ้วนขายหอยทอดที่ศิริราช เจ็มีรายได้ “วันละ” ประมาณ 30,000 บาท แต่ต้องจ่ายหนี้นอกระบบ “วันละ” เป็นหมื่น เพราะเจ๊ไม่สนใจเลยว่าเขาคิดดอกเบี้ย เจ้เท่าไหร่ เจ็อ่านหนังสือไม่ออก แล้วก็ต้องไปยืมหนี้นอกระบบมาจ่ายหนี้เก่า เป็นวงจรไม่จบสิ้น ผมเลยเริ่มมองเห็นว่าบริษัทเราทําประโยชน์อะไรได้อีกที่มากกว่าแค่ทํากําไรให้ผู้ถือหุ้น 

 

- สิ่งที่แบงก์ใหญ่ไม่เข้าใจคือความเหวี่ยงของรายได้คนรากหญ้า มนุษย์เงินเดือนมีวันเงินเข้าแน่นอนทุกเดือน แต่ลูกค้าผมมีรายได้เป็นรายวัน ฝนตกแดดออก กระทบหมด ถ้าเขาไม่จ่ายตรงวันก็แปลว่าเขาไม่มี โทรไปทวงก็ไม่มีประโยชน์โอเค งั้นเรายกเลิกค่าปรับทั้งหมด แล้วรอเขา 29 วัน สุดท้ายเขาก็มา หนี้เสียเราต่ำมากนะครับ ต่ำกว่าหนี้เสียบัตรเครดิตอีก ธรรมชาติของคนรากหญ้าคือเมื่อมีโอกาส เข้าถึงเงินทุน เขาจะพยายามรักษาเครดิตไว้ 

 

- ผมเข้าใจแนวคิดพอเพียงตอนปล่อยสินเชื่อรถไถ มันเป็นของต้องมีสําหรับพวกเขา สีส้มจอดอยู่หน้าบ้าน บ้านหลังไหนไม่มีจะดูไม่โอเค แต่พอเราไปนั่งคํานวณ เฮ้ย พื้นที่ทํากินเล็กแค่นี้ เขาไม่ควรซื้อรุ่นแพงนะ พอคุยกับเขา ทุกคนคิดเหมือนกันหมด คือเขารู้ว่าเขาไม่ควรซื้อรุ่นนี้แต่ก็จะซื้อ เพราะคิดว่าจะเอาไปรับจ้างด้วย แล้วทั้งหมู่บ้านก็มีแบบนี้คนละคัน แล้วใครจะจ้างใครล่ะ สุดท้ายโครงการ นี้ก็เจ๊งจริงๆ ในการทําธุรกิจมีลองผิดกับลองถูกครับ ขอแค่ให้ถูกมากกว่าผิด และขอให้เรากล้าจะล้มเลิกสิ่งที่ผิด 

 

- ความจริงคือเราไม่สามารถเขียนกฎระเบียบให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกคนที่เข้ามาทํางานกับเราแต่แรก แต่จะคัดด้วยอะไร ผมเลยคิดถึงค่านิยมองค์กร เราเป็นใคร เราเชื่อในอะไร เราต้องสร้างสิ่งที่มันเป็นคอมมอนเซนส์ แล้วจูนค่านิยมให้ตรงกัน ถ้าเราทําได้ เราจะสามารถคิดและตัดสินใจแทนกันได้ และเราจะรู้ว่าควรรับใครเข้ามาทํางานและควรให้ใครออกไป

 

- ผมเชื่อว่าเราควรไล่คนออกตอนบริษัทยังแข็งแรง สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับโลกตะวันตกคือ เวลาเศรษฐกิจไม่ดี เขาไล่คนออกตูมเดียวเป็นพันเป็นหมื่นคน แย่กันไปหมด เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าเราต้องเอาคนออกเป็นประจําตอนเรายัง healthy และระหว่างที่เราเชิญเขาออก เราควรจะดูแลเขา เมกชัวร์ว่าเขาไปได้ดี บางคนเราจ้างที่ปรึกษามาให้ช่วยเขียน resume ใหม่เลยก็มี

 

- ตอนผมตัดสินใจให้เอาตู้เบียร์มาตั้งที่ออฟฟิศ คนไม่เห็นด้วยเยอะครับ เป็นธรรมดา เราเป็นลูกแบงก์จะดีหรือ แล้วพนักงานสาขาจะไม่เอาอย่างเหรอ เอา กล่องมาให้ใส่ค่าเบียร์เอง แล้วถ้ามีคนโกงละ ผมถามว่าทําไมเราไม่ทรีตพนักงานของเราเป็นผู้ใหญ่และเชื่อใจเขา ผมยืนยันว่าลองดูก่อน ตอนนี้ตู้เบียร์ก็ยังตั้งอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่ Happy Hour

 

- โลกนี้มีแต่คนอยากทําเรื่องง่ายๆ แต่ผมมีความเชื่อว่า เรื่องที่ยากแล้วไม่มีใครอยากทํา ถ้าเราหา solution ได้ เราไปแคะมันออกมาได้ That's how you win. ผมก็เลยชอบหาเรื่องยากๆ ทําอยู่เรื่อยๆ


เรื่อง: แป้งร่ำ

ภาพ: Suwat Pantong

 




What I've Learned: ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล

เกิดและเติบโตที่อเมริกา คิดและพูดอย่างนักการเงิน จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ถนัดภาษาไทย แต่ปิยะศักดิ์เข้าใจวิถีชีวิตคนไทยรากหญ้าอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง คุณคุยกับเขาได้เรื่องนาปีนาปรัง ถามเขาได้ว่าชาวไร่อ้อยเปิดหีบตอนไหน แล้วทําไมชาวบ้านถึงอยากมีรถไถ ทําไมแม่ค้าถึงไม่เคยรู้รายรับรายจ่ายตัวเอง และทําไมไม่เลิกกู้หนี้นอกระบบกันซะที เขาอธิบายเรื่องพวกนี้ได้ละเอียดและยืดยาว แน่ละ เบื้องต้นคนเหล่านั้นคือลูกค้าสินเชื่อของเขา แต่เบื้องปลาย คนเหล่านั้นมอบความหมายบางอย่างให้กับชีวิตเขา

 

ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล, กรรมการผู้จัดการใหญ่, 39 ปี

 

การขึ้นมาอยู่จุดสูงสุดขององค์กรในวัยเลขสามต้นๆ นอกจากจะดูเท่แล้ว มองบางมุมก็อาจคล้ายโชคร้าย เพราะเขาต้องทุ่มเทพลังมากกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ว่า เขาคู่ควร โชคดีที่ปิยะศักดิ์คลุกคลีกับบริษัท “เงินติดล้อ” มาตั้งแต่แรกเริ่ม จากวันที่มันยังเป็นกิจการปล่อยเงินกู้เล็กๆ ของเถ้าแก่ และเขายังเป็นเด็กนอกไฟแรง ที่ได้รับมอบหมายจาก AIG บริษัทเงินทุนยักษ์ใหญ่ให้มาวิเคราะห์ธุรกิจสินเชื่อท้องถิ่น เขาเริ่มสนใจ หมกมุ่นกับมัน ในที่สุดก็เชียร์ให้เอไอจีซื้อ เพราะเขาวิเคราะห์ แล้วว่า “เงินติดล้อ” มีช่องทางเติบโตได้อีกมาก เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ผ่านวิกฤตสาหัสหลายครั้ง เปลี่ยนมือเจ้าของหลายหน สุดท้ายเขาก็คิดถูกจริงๆ บริษัทนี้เติบโตขึ้น 3,000 เปอร์เซ็นต์จากวันนั้น แต่ที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนคือ การเติบโตนั้นจะรวมถึงจิตสํานึกของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย

 

- ผมเคยอยู่ในโลกใส่สูทผูกไท เป็นคอนซัลต์ทําดีล M&A ทําพาวเวอร์พอยต์ สวยๆ ออฟฟิศมองเห็นวิวสวนลุม แล้วก็มีคนเสนองานให้ทําที่นิวยอร์ก ตอนนั้น ผมกําลังอยากเรียนต่อ MBA ถ้าผมเขียนในใบสมัครว่าเคยทํางานที่วอลล์สตรีต ผมว่าใครๆ ก็ทําได้ แต่ถ้าผมมีประสบการณ์เป็น head of marketing ในบริษัทไฟแนนซ์ท้องถิ่น เออมันน่าสนใจกว่า ผมเลยตัดสินใจมาทางนี้ ออฟฟิศตอนนั้น อยู่ปทุมธานีครับ เป็นห้องแถว ไม่มีลิฟต์ และผมอยู่ชั้นลอย เอื้อมมือไปแตะเพดานได้ด้วย (หัวเราะ) คิดว่าทําสักพักค่อยไปเรียนต่อ แต่นี่ก็สิบกว่าปีแล้ว คงไม่เรียนแล้วล่ะ ผมคงเป็นเอ็มดีไม่กี่คนที่ไม่จบ MBA และยังข้องใจเสมอว่าเขาเรียนอะไรกันสองปีนั้น

 

- สิบปีก่อนแบงก์ไม่เข้าใจ ชาวบ้านไม่มีสลิปเงินเดือน มีแต่มอเตอร์ไซค์ กล้าปล่อยสินเชื่อได้ยังไง แต่เถ้าแก่เขาเข้าใจ เขาเปิดสาขาได้ด้วยต้นทุนต่ำมาก เขาให้พนักงานอนุมัติสินเชื่อในสาขาได้เลย โดยไม่ต้องผ่านสํานักงานใหญ่ ซึ่งจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีแบงก์ไหนทําได้นะครับ ตอนผมเข้ามา หน้าที่ผมคือทําให้ practice ต่างๆ มันได้มาตรฐานสากลขึ้น ขณะเดียวกันก็รักษาความยูนีคของแพลตฟอร์มนี้ไว้ ความบ้านๆ มันมีเสน่ห์

 

- ผมเข้ามาทําเต็มตัวได้เดือนเดียว เอไอจีที่นิวยอร์กก็กลายเป็นลูกระเบิดบนปกนิตยสารไทม์ เป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2009 เขาอีเมลมาบอกว่าหยุดปล่อยสินเชื่อ วงเงินของเราไม่มีอีกแล้ว ผมก็เฮ้ย We just bought this company! พนักงานเกือบพันชีวิตเพิ่งย้ายมาอยู่กับเรา ต้องตกงานกันหมดหรือ ตอนนั้นเราปล่อยสินเชื่อไปประมาณ 1,000 กว่าล้าน คนก็ผ่อนชําระค่างวดเข้ามา เราก็เอาค่างวดนั้น มาจ่ายเงินเดือนพนักงาน แล้วเอาไปปล่อยต่อ ซึ่งปล่อยได้แค่สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ วงเงินต่ำ ประคองสถานการณ์ไปก่อน ขณะเดียวกันผมก็ต้องแต่งตัวบริษัทออกไปขายใหม่ เปิดบิดสองรอบไม่มีใครยื่นเลย โชคดีแบงก์กรุงศรีฯ เข้ามา กรุงศรีฯ ก็ เลือกซื้อแบงก์ เลือกซื้อบัตรเครดิต แต่ไม่มีใครอยากซื้อ เงินติดล้อจนผู้ใหญ่ ต้องยกหูไปบอกว่า เฮ้ย ช่วยเอาไปด้วย สุดท้ายกรุงศรีฯ ก็เลยซื้อเราในมูลค่าสิบเจ็ดล้านบาท เหมือนเราซื้อของมาพันนึง แต่ขายต่อได้สิบเจ็ดบาท วันนั้นเราเป็นบริษัทนอกสายตาจริงๆ

 

- ตอนเด็ก อยู่ที่อเมริกา ผมเคยถูกบุลลี เขาจับผมโยนใส่พุ่มไม้ที่เป็นหนาม ผมกลับบ้านไปร้องไห้ พ่อเลยให้ไปเรียนเทควันโด ผมก็เรียนจนได้สายดํา กลายเป็นคนเปิดปิดโรงเรียนให้ครู แล้วก็เป็นคนสอนเองด้วย ตอนนั้นอายุ 15 ครับ เทควันโดสอนอะไรผมหรือ...อดทน

 

- สิ่งที่ไดรฟ์ผมมากที่สุดคือความกลัว วันที่ผมขึ้นเป็น MD เป็นปีแรกที่พอร์ตเราแตะหมื่นล้าน เรามาไกลแล้ว และผมก็ไม่รู้เลยว่าจะพาไปต่อได้ไกลแค่ไหน ผมรู้สึกว่า The best days are behind us. ทุกคนแก่กว่าผม เก่งกว่าผม ประสบการณ์เยอะกว่าผม เมื่อวานผมยังนั่งอยู่ข้างๆ เขา แต่วันนี้ผมมานั่งหัวโต๊ะ แล้วตอนผมนั่งข้างๆ เขา ผมก็ไม่ฟังหรอกว่าไอ้คนหัวโต๊ะพูดอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมบอกทุกคนคือ ได้โปรดช่วยผมด้วย

 

- ผมชดเชยเรื่องอายุน้อยด้วยการทํางานหนักเป็นสองเท่า ผมอ่านหนังสือทุกอย่างที่คิดว่ามีประโยชน์ สองปีแรกผมเข้าออฟฟิศทุกเสาร์อาทิตย์ มานั่งอ่านสิ่งที่เขาพรีเซนต์เมื่ออาทิตย์ก่อนเพื่อจะทําความเข้าใจ อย่างน้อยผมต้องจับหลักการให้ได้ ผมต้องคุยกับเขารู้เรื่อง ใครพูดศัพท์อะไรที่ผมไม่รู้ ผมจะกลับมากกูเกิลทันที 

 

- ลูกค้าผมไม่เหมือนคุณ เขากู้โดยไม่ถามถึงดอกเบี้ย ลูกค้าผมสนใจสามอย่าง หนึ่ง ได้ตามยอดที่ขอไหม สอง ได้เลยไหม ต้องรีบใช้เงิน สาม ต้องส่งเท่าไหร่ ผม เคยทําเคสเจ๊อ้วนขายหอยทอดที่ศิริราช เจ็มีรายได้ “วันละ” ประมาณ 30,000 บาท แต่ต้องจ่ายหนี้นอกระบบ “วันละ” เป็นหมื่น เพราะเจ๊ไม่สนใจเลยว่าเขาคิดดอกเบี้ย เจ้เท่าไหร่ เจ็อ่านหนังสือไม่ออก แล้วก็ต้องไปยืมหนี้นอกระบบมาจ่ายหนี้เก่า เป็นวงจรไม่จบสิ้น ผมเลยเริ่มมองเห็นว่าบริษัทเราทําประโยชน์อะไรได้อีกที่มากกว่าแค่ทํากําไรให้ผู้ถือหุ้น 

 

- สิ่งที่แบงก์ใหญ่ไม่เข้าใจคือความเหวี่ยงของรายได้คนรากหญ้า มนุษย์เงินเดือนมีวันเงินเข้าแน่นอนทุกเดือน แต่ลูกค้าผมมีรายได้เป็นรายวัน ฝนตกแดดออก กระทบหมด ถ้าเขาไม่จ่ายตรงวันก็แปลว่าเขาไม่มี โทรไปทวงก็ไม่มีประโยชน์โอเค งั้นเรายกเลิกค่าปรับทั้งหมด แล้วรอเขา 29 วัน สุดท้ายเขาก็มา หนี้เสียเราต่ำมากนะครับ ต่ำกว่าหนี้เสียบัตรเครดิตอีก ธรรมชาติของคนรากหญ้าคือเมื่อมีโอกาส เข้าถึงเงินทุน เขาจะพยายามรักษาเครดิตไว้ 

 

- ผมเข้าใจแนวคิดพอเพียงตอนปล่อยสินเชื่อรถไถ มันเป็นของต้องมีสําหรับพวกเขา สีส้มจอดอยู่หน้าบ้าน บ้านหลังไหนไม่มีจะดูไม่โอเค แต่พอเราไปนั่งคํานวณ เฮ้ย พื้นที่ทํากินเล็กแค่นี้ เขาไม่ควรซื้อรุ่นแพงนะ พอคุยกับเขา ทุกคนคิดเหมือนกันหมด คือเขารู้ว่าเขาไม่ควรซื้อรุ่นนี้แต่ก็จะซื้อ เพราะคิดว่าจะเอาไปรับจ้างด้วย แล้วทั้งหมู่บ้านก็มีแบบนี้คนละคัน แล้วใครจะจ้างใครล่ะ สุดท้ายโครงการ นี้ก็เจ๊งจริงๆ ในการทําธุรกิจมีลองผิดกับลองถูกครับ ขอแค่ให้ถูกมากกว่าผิด และขอให้เรากล้าจะล้มเลิกสิ่งที่ผิด 

 

- ความจริงคือเราไม่สามารถเขียนกฎระเบียบให้ครอบคลุมทุกสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกคนที่เข้ามาทํางานกับเราแต่แรก แต่จะคัดด้วยอะไร ผมเลยคิดถึงค่านิยมองค์กร เราเป็นใคร เราเชื่อในอะไร เราต้องสร้างสิ่งที่มันเป็นคอมมอนเซนส์ แล้วจูนค่านิยมให้ตรงกัน ถ้าเราทําได้ เราจะสามารถคิดและตัดสินใจแทนกันได้ และเราจะรู้ว่าควรรับใครเข้ามาทํางานและควรให้ใครออกไป

 

- ผมเชื่อว่าเราควรไล่คนออกตอนบริษัทยังแข็งแรง สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับโลกตะวันตกคือ เวลาเศรษฐกิจไม่ดี เขาไล่คนออกตูมเดียวเป็นพันเป็นหมื่นคน แย่กันไปหมด เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าเราต้องเอาคนออกเป็นประจําตอนเรายัง healthy และระหว่างที่เราเชิญเขาออก เราควรจะดูแลเขา เมกชัวร์ว่าเขาไปได้ดี บางคนเราจ้างที่ปรึกษามาให้ช่วยเขียน resume ใหม่เลยก็มี

 

- ตอนผมตัดสินใจให้เอาตู้เบียร์มาตั้งที่ออฟฟิศ คนไม่เห็นด้วยเยอะครับ เป็นธรรมดา เราเป็นลูกแบงก์จะดีหรือ แล้วพนักงานสาขาจะไม่เอาอย่างเหรอ เอา กล่องมาให้ใส่ค่าเบียร์เอง แล้วถ้ามีคนโกงละ ผมถามว่าทําไมเราไม่ทรีตพนักงานของเราเป็นผู้ใหญ่และเชื่อใจเขา ผมยืนยันว่าลองดูก่อน ตอนนี้ตู้เบียร์ก็ยังตั้งอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่ Happy Hour

 

- โลกนี้มีแต่คนอยากทําเรื่องง่ายๆ แต่ผมมีความเชื่อว่า เรื่องที่ยากแล้วไม่มีใครอยากทํา ถ้าเราหา solution ได้ เราไปแคะมันออกมาได้ That's how you win. ผมก็เลยชอบหาเรื่องยากๆ ทําอยู่เรื่อยๆ


เรื่อง: แป้งร่ำ

ภาพ: Suwat Pantong