What I've Learned: บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์

บุญญฤทธิ์ หรือแดนนี่ เป็นผู้อํานวยการกองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ เขาเป็นนักการทูตที่ประจํามาแล้วทั้งในแอฟริกาใต้ ปารีส และมอสโก มีส่วนร่วมทําให้งานสําคัญหลายงานลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 320 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส, งาน 200 ปี ความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกา-ไทย หรือไทยเฟสติวัลครั้งแรกในรัสเซีย และเมื่อปีที่แล้วจัดทําแอปพลิเคชัน Discover Latin America พาคนไทยเข้าไปรู้จักภูมิภาคลาตินอเมริกาได้ง่ายขึ้นแค่เพียงใช้ปลายนิ้วกด

 

บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์

นักการทูต, อายุ 50 ปี

 

- แรงบันดาลใจของผมคือคุณแม่ (พรรณี วิเชียรพันธุ์) ตอนนี้แม่อายุ 90 แล้ว ยังเดินเหินได้ดี กินมังสวิรัติ แม่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศไทยที่เป็นผู้จัดการธนาคาร อยู่ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชเทวี มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้หญิงด้วย สมัยนั้นแม่ใส่กระโปรงสั้น ท็อปบูต ต้องสวยไปทํางาน จนตอนนี้ก็ยังแต่งตัวสวยอยู่ แม่บอกว่าแม่เป็นฮวงจุ้ยของบ้าน แม้จะไม่ได้ไปไหนเลยอยู่บ้านก็ต้องแต่งตัวสวย อีกอย่างหนึ่งคือแม่ลืมง่าย ไม่ใช่ขี้ลืมนะ แต่จะไม่หงุดหงิด ไม่ยึดติด 

 

- สิ่งที่ผมได้รับจากแม่มาโดยตรงคือความเข้มแข็ง แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ตอนจะจากพ่อ แม่เป็นคนลุกขึ้นมาขอหย่าเอง ซึ่งในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม่เป็นคนที่มีชื่อเสียงต้องอยู่ในสังคม ซึ่งเรียกว่าเข้มแข็งมาก 

 

- แม่ให้ความสําคัญกับการศึกษามาก โชคดีที่ลูกเรียนดี (หัวเราะ) แม่ส่งผม เรียนวชิราวุธฯ ซึ่งสมัยนั้นยังแพงมาก แม่กับพี่สาวต้องแอบเข้าโรงรับจํานําเพื่อจะ ได้ส่งค่าเล่าเรียนให้ เพราะผมใช้เงินเยอะมากโดยไม่รู้ เพื่อนจะไปฮ่องกง แข่งรักบี้ ผมร้องจะไปด้วย แม่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ไป แต่บอกว่า ถ้ารู้ว่าไปแล้วคนอื่นในบ้าน เดือดร้อนยังจะไป ไปก็ได้ ผมก็ต้องหยุด 

 

- ผมมีพี่สาว อายุห่างกัน 7 ปี สมัยเด็กแม่พาเขาไปเที่ยวเมืองนอก ทิ้งผมไว้ที่บ้านกับยาย คิดดูสิ แม่บอกว่าไปก็ลืม เสียดายเงิน (หัวเราะ) พี่สาวเลยบอกว่าถ้า อยากไปเมืองนอกก็ต้องเป็นนักการทูต เมื่อมีคุณหมอซึ่งสนิทกันมาคุย ผมก็บอกท่านว่าอยากเป็นทูต ตอนนั้น 5 ขวบเอง 

 

- นักการทูตต้องรู้จักวางตัวและใช้ชีวิตให้เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป ต้องรู้จักสร้างบรรยากาศที่ดี ทําให้บทสนทนาเกิดขึ้นและไม่สะดุด มันคือการเตรียมการ ไม่จําเป็นต้องรู้เยอะ แต่ต้องรู้จริง เมื่อจะพูดอะไร ต้องเป็นข้อเท็จจริง ต้องตรง เพราะเมื่อพูดแล้วจะถูกบันทึกไปอ้างอิงเสมอ การตรวจสอบข้อมูลจึงมาอันดับแรก เมื่อได้ข้อมูลมาจะเชื่อเลยไม่ได้ ต้องเช็กก่อนว่า จริงไหม จากนั้นต้องถามต่อว่าจริงแค่ไหน จริงในบริบทไหน ซึ่งก็คือหลักกาลามสูตรนั้นแหละ

 

- ในการทํางาน จะทําอย่างไรให้สามารถพูดได้เต็มปากว่า “I'm Thai. From Thailand.” เราอาจจะจัดงานแสดง มี Thai festival ต่างๆ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือวิธีคิด เราต้องให้เขาเห็นว่า เราอาจจะอ่อนนอกแต่แข็งใน เขาต้องเข้าใจว่าเราฟังเขา อยู่กับเขาได้ ก็เหมือนอยากจะคบกับใคร ต้องเริ่มจากการรับฟัง เพราะถ้าไม่ฟัง ก็จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีอะไร เป็นอย่างไร แต่เมื่อถึงหลักการ ต้องยึดหลักการ เพราะนักการทูตคือผู้รักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และผลประโยชน์แห่งชาติที่สําคัญที่สุดคือความอยู่ดีกินดีของประชาชน ดังนั้นถ้าผิดหลักการก็ไม่ได้

 

- ทักษะการต่อรองสําคัญไหม ขึ้นอยู่กับใจนะ ผมเป็นคนใจไม่แข็ง ขออะไรก็ได้แทบทั้งหมด สําหรับผมศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แต่ผมจะไม่เอาศักดิ์ศรีมาผนวกกับความรู้สึก ไม่ได้รู้สึกว่าต้องแข็งหรืออ่อนทุกเรื่อง แต่อะไรที่ทําแล้วสามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้ หรืออย่างน้อยไม่เสียหาย ก็ทํา เรื่องนี้ก็เป็นสไตล์การทํางานของแต่ละบุคคล

 

- “ความเป็นไทย” ในความรู้สึกของผมคือการที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ ไม่ใช่อยู่ๆ ไป แต่รู้ว่าจะอยู่อย่างไรให้ก้าวไปข้างหน้าได้ แม้จะมีถอยหลังบ้าง คนไทยที่ อยู่เป็นคือรู้จักที่จะไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า เช่น เมื่อวันนี้รู้ว่าโลกหมุนไปทางนวัตกรรมเทคโนโลยี ก็ต้องรู้ว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้เข้ามา เราจะรับมันไว้และนําไปประยุกต์ fusion แต่ต้องไม่ confusion

เวลาคนถามว่า “การเยือน” คืออะไร ก็ต้องบอกว่าคือการสร้างความแน่นแฟ้น เวลามีคนมาหาเราที่บ้าน เรารู้สึกรักใคร่ชอบพอ เมื่อได้พูดคุย ก็จะพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น นี่คือสาเหตุว่าทําไมคนในกระทรวงต่างประเทศต้องจัดงานเลี้ยงรับรองทั่วไป ทําไมต้องมีงานสวยงามตลอดเวลา จริงๆ งานพวกนี้เป็นแค่เปลือก เราทํา เพราะเราอยากไปหาเขา

 

- ถ้าด้านเศรษฐกิจ กระทรวงจะเป็น door knocker (คนเคาะประตู) เช่น ผมอยู่แอฟริกาใต้ เมื่อสังเกตว่าร้านอาหารไทยเกิดขึ้นมาเป็นร้อยร้านหลังจากที่เปิดประเทศมาแค่ 10 ปี นั่นคือสิ่งที่เราต้องบอกประเทศไทย ไม่ใช่บอกเพื่อภูมิใจ แต่บอกถึงโอกาส เช่น โอกาสที่วัตถุดิบอาหารไทยหรือพ่อครัวแม่ครัวของเราจะเข้ามา ต้องบอกกรมแรงงานว่าให้เตรียมระบบแล้ว เพราะมันต้องมีมาตรฐาน เราอยู่ข้างนอก ให้ข่าวชี้ช่อง

 

- เรื่องสังคมวัฒนธรรม ผมเชื่อเรื่อง people-to-people relation ก็อย่างที่ได้ยินโดยตลอด เช่น เราไปจัดกิจกรรม จัด Thai festival ในที่ต่างๆ เมื่อจัด ประเทศเขาจึงรัก ไว้ใจ พอไว้ใจ เมื่อเราชวนว่ามาลงทุนสิ เขาก็สนใจมา

 

- ถ้าเป็นส่วนตัว แต่ก่อนผมตีกับเขาไปทั่วเลย เป็นคนใจร้อน มองไม่เห็นปัญหา คิดแค่ว่าถ้าพูดตรงก็พูดได้ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่บางครั้งคนพูดตายได้ไง (หัวเราะ) คนที่ถูกพูดถึงก็เดือดร้อน บทเรียนมันสอน เมื่อเพื่อนหายไป ลูกน้องไม่มี เราก็รู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ ตอนหลังเลยค่อยๆ เรียนรู้ปรับตัว ผมเรียนรู้ว่าเราต้องนึกถึงใจเขาใจเราให้มากที่สุด ไม่ใช่มากขึ้นนะ แต่มากที่สุด พูดให้น้อยลง แต่ไม่ใช่หยุดพูด อะไรที่เป็นเหตุเป็นผลยังต้องพูด เพราะผมไม่เชื่อเรื่องการอมพะนํา ผมชัดเจนและยังเป็นอยู่ ใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ แต่บอกอย่างแนบเนียนนะ ไม่มึงมาพาโวย

 

- ผมขอโทษลูกน้องได้ถ้าผมทําผิด ผมเชื่อเรื่องการขอโทษ แต่ไม่ใช่พร่ำเพรื่อ อีกเรื่องคือการให้เกียรติกันทุกคนควรมีความภูมิใจในตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าทํางานแล้วโดนขโมยผลงานไปหมด เขาจะไม่อยากทํางานให้คนอื่น

 

- การถูกส่งไปแอฟริกาใต้เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุด ตอนนั้นเนลสัน แมนเดลา เพิ่งออกจากคุก แอฟริกาใต้เหมือนดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบาน ในประเทศที่ทุกคนคิดว่ากําลังจะล่มสลาย แมนเดลากลับพร้อมที่จะทํางานกับผู้คนและระบบที่เคยทําให้เขาต้องติดคุก คําพูดหนึ่งของเขาที่ผมยังจําและนํามาใช้จนถึงทุกวันนี้คือคําที่ว่า “ให้ลืมอดีต...ก้าวไปด้วยกัน และนึกถึงอนาคตของเพื่อนร่วมชาติ ไม่ว่าเป็นผิวสี หรือผิวขาว” ประโยคเดียวของเขาอาจไม่ทําให้คนเชื่อ แต่ความทุ่มเทและแน่วแน่ ก็สามารถนําทางให้แอฟริกาใต้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอํานาจได้ แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่มันก็สร้างความภาคภูมิใจในชาติขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อมีสิ่งนี้ มีหลักการและจุดเริ่มต้นที่ดี จะหมุนไปทางไหน ทุกคนจะหันตาม

 

- ผมชอบความความสวยงามของแอฟริกาใต้ คนแอฟริกาเป็นคนจริงใจ เป็นคนดิบแต่ไม่ป่าเถื่อน เขามีการศึกษาดี ถ้าคุ้นเคยกัน คุยกันได้ เขาเจริญที่สุดในภูมิภาคพอๆ กับเคนย่าหรือไนจีเรีย แต่โดดเด่นกว่าแอฟริกาอื่นๆ คือมีการเปิดกว้างทางความคิด รัฐธรรมนูญยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกัน ให้ความสําคัญกับสิทธิสตรี ทั้งที่วัฒนธรรมแอฟริกันอาจไม่ใช่อย่างนั้น ธงของเขามีหลายสี เพราะเขาต้องอยู่ให้ได้กับทุกชาติพันธุ์ คนขาว คนดํา คนผิวสี คนอินเดีย และคนจีน ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไม่สามารถสะท้อนสิ่งซึ่งเป็นผลประโยชน์แห่งชาติทั้งหมดได้ ชาติเขาจะล่มสลาย แต่นี่ก็คือนามธรรมที่ถูกส่งผ่านรัฐธรรมนูญมายังการปฏิบัติ ซึ่งถามว่าทําได้ไหม ก็ทําได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อย ตอนนี้คนขาวและคนดําเป็นแฟนกันก็เริ่มมี แต่ความแค้นยังคงมีอยู่

 

- ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผูกพัน เพราะมีโอกาสไปเรียนปริญญาโทที่นั่นระยะหนึ่ง ผมว่าคนฝรั่งเศสเป็นคนสนุก เป็นคนเปิดกว้างทางความคิด รู้จักพูดรู้จักคุย และมีเหตุมีผล ชีวิตชอบความสบาย แต่มีวินัยด้วยกฎหมาย เขารู้สิทธิส่วนบุคคล เป็นปัจเจกมาก เขาไปไกลกว่าคําว่า Modernity แล้ว

 

- ศิวิไลซ์คือนิยามของมอสโก รัสเซียร่ำรวย เป็นมหาอํานาจ มีวัฒนธรรมของตัวเอง คนรัสเซียไม่ยิ้ม เขาบอกว่าการจะยิ้มต้องมีเหตุผล คนรัสเซียเป็นคนที่พูดอะไรก็ทําอย่างนั้น ถ้าไม่ชอบคือไม่ชอบ ก็ต้องคุยกัน และไม่ใช่คนที่หมุนไปกับวัฒนธรรมอื่น เขามีโลกของเขา แต่เขารักคนไทยนะ เพราะเวลามาเมืองไทย คนไทยดูแลเขาดี


เรื่อง: THOMTOMG

ภาพ: SUWAT

สถานที่: NAI LERT HERITAGE PARK

 




What I've Learned: บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์

บุญญฤทธิ์ หรือแดนนี่ เป็นผู้อํานวยการกองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ เขาเป็นนักการทูตที่ประจํามาแล้วทั้งในแอฟริกาใต้ ปารีส และมอสโก มีส่วนร่วมทําให้งานสําคัญหลายงานลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 320 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส, งาน 200 ปี ความสัมพันธ์สหรัฐอเมริกา-ไทย หรือไทยเฟสติวัลครั้งแรกในรัสเซีย และเมื่อปีที่แล้วจัดทําแอปพลิเคชัน Discover Latin America พาคนไทยเข้าไปรู้จักภูมิภาคลาตินอเมริกาได้ง่ายขึ้นแค่เพียงใช้ปลายนิ้วกด

 

บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์

นักการทูต, อายุ 50 ปี

 

- แรงบันดาลใจของผมคือคุณแม่ (พรรณี วิเชียรพันธุ์) ตอนนี้แม่อายุ 90 แล้ว ยังเดินเหินได้ดี กินมังสวิรัติ แม่เป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศไทยที่เป็นผู้จัดการธนาคาร อยู่ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชเทวี มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผู้หญิงด้วย สมัยนั้นแม่ใส่กระโปรงสั้น ท็อปบูต ต้องสวยไปทํางาน จนตอนนี้ก็ยังแต่งตัวสวยอยู่ แม่บอกว่าแม่เป็นฮวงจุ้ยของบ้าน แม้จะไม่ได้ไปไหนเลยอยู่บ้านก็ต้องแต่งตัวสวย อีกอย่างหนึ่งคือแม่ลืมง่าย ไม่ใช่ขี้ลืมนะ แต่จะไม่หงุดหงิด ไม่ยึดติด 

 

- สิ่งที่ผมได้รับจากแม่มาโดยตรงคือความเข้มแข็ง แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ตอนจะจากพ่อ แม่เป็นคนลุกขึ้นมาขอหย่าเอง ซึ่งในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม่เป็นคนที่มีชื่อเสียงต้องอยู่ในสังคม ซึ่งเรียกว่าเข้มแข็งมาก 

 

- แม่ให้ความสําคัญกับการศึกษามาก โชคดีที่ลูกเรียนดี (หัวเราะ) แม่ส่งผม เรียนวชิราวุธฯ ซึ่งสมัยนั้นยังแพงมาก แม่กับพี่สาวต้องแอบเข้าโรงรับจํานําเพื่อจะ ได้ส่งค่าเล่าเรียนให้ เพราะผมใช้เงินเยอะมากโดยไม่รู้ เพื่อนจะไปฮ่องกง แข่งรักบี้ ผมร้องจะไปด้วย แม่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ไป แต่บอกว่า ถ้ารู้ว่าไปแล้วคนอื่นในบ้าน เดือดร้อนยังจะไป ไปก็ได้ ผมก็ต้องหยุด 

 

- ผมมีพี่สาว อายุห่างกัน 7 ปี สมัยเด็กแม่พาเขาไปเที่ยวเมืองนอก ทิ้งผมไว้ที่บ้านกับยาย คิดดูสิ แม่บอกว่าไปก็ลืม เสียดายเงิน (หัวเราะ) พี่สาวเลยบอกว่าถ้า อยากไปเมืองนอกก็ต้องเป็นนักการทูต เมื่อมีคุณหมอซึ่งสนิทกันมาคุย ผมก็บอกท่านว่าอยากเป็นทูต ตอนนั้น 5 ขวบเอง 

 

- นักการทูตต้องรู้จักวางตัวและใช้ชีวิตให้เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป ต้องรู้จักสร้างบรรยากาศที่ดี ทําให้บทสนทนาเกิดขึ้นและไม่สะดุด มันคือการเตรียมการ ไม่จําเป็นต้องรู้เยอะ แต่ต้องรู้จริง เมื่อจะพูดอะไร ต้องเป็นข้อเท็จจริง ต้องตรง เพราะเมื่อพูดแล้วจะถูกบันทึกไปอ้างอิงเสมอ การตรวจสอบข้อมูลจึงมาอันดับแรก เมื่อได้ข้อมูลมาจะเชื่อเลยไม่ได้ ต้องเช็กก่อนว่า จริงไหม จากนั้นต้องถามต่อว่าจริงแค่ไหน จริงในบริบทไหน ซึ่งก็คือหลักกาลามสูตรนั้นแหละ

 

- ในการทํางาน จะทําอย่างไรให้สามารถพูดได้เต็มปากว่า “I'm Thai. From Thailand.” เราอาจจะจัดงานแสดง มี Thai festival ต่างๆ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือวิธีคิด เราต้องให้เขาเห็นว่า เราอาจจะอ่อนนอกแต่แข็งใน เขาต้องเข้าใจว่าเราฟังเขา อยู่กับเขาได้ ก็เหมือนอยากจะคบกับใคร ต้องเริ่มจากการรับฟัง เพราะถ้าไม่ฟัง ก็จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีอะไร เป็นอย่างไร แต่เมื่อถึงหลักการ ต้องยึดหลักการ เพราะนักการทูตคือผู้รักษาผลประโยชน์แห่งชาติ และผลประโยชน์แห่งชาติที่สําคัญที่สุดคือความอยู่ดีกินดีของประชาชน ดังนั้นถ้าผิดหลักการก็ไม่ได้

 

- ทักษะการต่อรองสําคัญไหม ขึ้นอยู่กับใจนะ ผมเป็นคนใจไม่แข็ง ขออะไรก็ได้แทบทั้งหมด สําหรับผมศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ แต่ผมจะไม่เอาศักดิ์ศรีมาผนวกกับความรู้สึก ไม่ได้รู้สึกว่าต้องแข็งหรืออ่อนทุกเรื่อง แต่อะไรที่ทําแล้วสามารถจะก้าวไปข้างหน้าได้ หรืออย่างน้อยไม่เสียหาย ก็ทํา เรื่องนี้ก็เป็นสไตล์การทํางานของแต่ละบุคคล

 

- “ความเป็นไทย” ในความรู้สึกของผมคือการที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่ให้ได้ ไม่ใช่อยู่ๆ ไป แต่รู้ว่าจะอยู่อย่างไรให้ก้าวไปข้างหน้าได้ แม้จะมีถอยหลังบ้าง คนไทยที่ อยู่เป็นคือรู้จักที่จะไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า เช่น เมื่อวันนี้รู้ว่าโลกหมุนไปทางนวัตกรรมเทคโนโลยี ก็ต้องรู้ว่าเมื่อสิ่งเหล่านี้เข้ามา เราจะรับมันไว้และนําไปประยุกต์ fusion แต่ต้องไม่ confusion

เวลาคนถามว่า “การเยือน” คืออะไร ก็ต้องบอกว่าคือการสร้างความแน่นแฟ้น เวลามีคนมาหาเราที่บ้าน เรารู้สึกรักใคร่ชอบพอ เมื่อได้พูดคุย ก็จะพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น นี่คือสาเหตุว่าทําไมคนในกระทรวงต่างประเทศต้องจัดงานเลี้ยงรับรองทั่วไป ทําไมต้องมีงานสวยงามตลอดเวลา จริงๆ งานพวกนี้เป็นแค่เปลือก เราทํา เพราะเราอยากไปหาเขา

 

- ถ้าด้านเศรษฐกิจ กระทรวงจะเป็น door knocker (คนเคาะประตู) เช่น ผมอยู่แอฟริกาใต้ เมื่อสังเกตว่าร้านอาหารไทยเกิดขึ้นมาเป็นร้อยร้านหลังจากที่เปิดประเทศมาแค่ 10 ปี นั่นคือสิ่งที่เราต้องบอกประเทศไทย ไม่ใช่บอกเพื่อภูมิใจ แต่บอกถึงโอกาส เช่น โอกาสที่วัตถุดิบอาหารไทยหรือพ่อครัวแม่ครัวของเราจะเข้ามา ต้องบอกกรมแรงงานว่าให้เตรียมระบบแล้ว เพราะมันต้องมีมาตรฐาน เราอยู่ข้างนอก ให้ข่าวชี้ช่อง

 

- เรื่องสังคมวัฒนธรรม ผมเชื่อเรื่อง people-to-people relation ก็อย่างที่ได้ยินโดยตลอด เช่น เราไปจัดกิจกรรม จัด Thai festival ในที่ต่างๆ เมื่อจัด ประเทศเขาจึงรัก ไว้ใจ พอไว้ใจ เมื่อเราชวนว่ามาลงทุนสิ เขาก็สนใจมา

 

- ถ้าเป็นส่วนตัว แต่ก่อนผมตีกับเขาไปทั่วเลย เป็นคนใจร้อน มองไม่เห็นปัญหา คิดแค่ว่าถ้าพูดตรงก็พูดได้ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่บางครั้งคนพูดตายได้ไง (หัวเราะ) คนที่ถูกพูดถึงก็เดือดร้อน บทเรียนมันสอน เมื่อเพื่อนหายไป ลูกน้องไม่มี เราก็รู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ ตอนหลังเลยค่อยๆ เรียนรู้ปรับตัว ผมเรียนรู้ว่าเราต้องนึกถึงใจเขาใจเราให้มากที่สุด ไม่ใช่มากขึ้นนะ แต่มากที่สุด พูดให้น้อยลง แต่ไม่ใช่หยุดพูด อะไรที่เป็นเหตุเป็นผลยังต้องพูด เพราะผมไม่เชื่อเรื่องการอมพะนํา ผมชัดเจนและยังเป็นอยู่ ใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ แต่บอกอย่างแนบเนียนนะ ไม่มึงมาพาโวย

 

- ผมขอโทษลูกน้องได้ถ้าผมทําผิด ผมเชื่อเรื่องการขอโทษ แต่ไม่ใช่พร่ำเพรื่อ อีกเรื่องคือการให้เกียรติกันทุกคนควรมีความภูมิใจในตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าทํางานแล้วโดนขโมยผลงานไปหมด เขาจะไม่อยากทํางานให้คนอื่น

 

- การถูกส่งไปแอฟริกาใต้เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุด ตอนนั้นเนลสัน แมนเดลา เพิ่งออกจากคุก แอฟริกาใต้เหมือนดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบาน ในประเทศที่ทุกคนคิดว่ากําลังจะล่มสลาย แมนเดลากลับพร้อมที่จะทํางานกับผู้คนและระบบที่เคยทําให้เขาต้องติดคุก คําพูดหนึ่งของเขาที่ผมยังจําและนํามาใช้จนถึงทุกวันนี้คือคําที่ว่า “ให้ลืมอดีต...ก้าวไปด้วยกัน และนึกถึงอนาคตของเพื่อนร่วมชาติ ไม่ว่าเป็นผิวสี หรือผิวขาว” ประโยคเดียวของเขาอาจไม่ทําให้คนเชื่อ แต่ความทุ่มเทและแน่วแน่ ก็สามารถนําทางให้แอฟริกาใต้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอํานาจได้ แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่มันก็สร้างความภาคภูมิใจในชาติขึ้นมาได้ ซึ่งเมื่อมีสิ่งนี้ มีหลักการและจุดเริ่มต้นที่ดี จะหมุนไปทางไหน ทุกคนจะหันตาม

 

- ผมชอบความความสวยงามของแอฟริกาใต้ คนแอฟริกาเป็นคนจริงใจ เป็นคนดิบแต่ไม่ป่าเถื่อน เขามีการศึกษาดี ถ้าคุ้นเคยกัน คุยกันได้ เขาเจริญที่สุดในภูมิภาคพอๆ กับเคนย่าหรือไนจีเรีย แต่โดดเด่นกว่าแอฟริกาอื่นๆ คือมีการเปิดกว้างทางความคิด รัฐธรรมนูญยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกัน ให้ความสําคัญกับสิทธิสตรี ทั้งที่วัฒนธรรมแอฟริกันอาจไม่ใช่อย่างนั้น ธงของเขามีหลายสี เพราะเขาต้องอยู่ให้ได้กับทุกชาติพันธุ์ คนขาว คนดํา คนผิวสี คนอินเดีย และคนจีน ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดไม่สามารถสะท้อนสิ่งซึ่งเป็นผลประโยชน์แห่งชาติทั้งหมดได้ ชาติเขาจะล่มสลาย แต่นี่ก็คือนามธรรมที่ถูกส่งผ่านรัฐธรรมนูญมายังการปฏิบัติ ซึ่งถามว่าทําได้ไหม ก็ทําได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อย ตอนนี้คนขาวและคนดําเป็นแฟนกันก็เริ่มมี แต่ความแค้นยังคงมีอยู่

 

- ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผูกพัน เพราะมีโอกาสไปเรียนปริญญาโทที่นั่นระยะหนึ่ง ผมว่าคนฝรั่งเศสเป็นคนสนุก เป็นคนเปิดกว้างทางความคิด รู้จักพูดรู้จักคุย และมีเหตุมีผล ชีวิตชอบความสบาย แต่มีวินัยด้วยกฎหมาย เขารู้สิทธิส่วนบุคคล เป็นปัจเจกมาก เขาไปไกลกว่าคําว่า Modernity แล้ว

 

- ศิวิไลซ์คือนิยามของมอสโก รัสเซียร่ำรวย เป็นมหาอํานาจ มีวัฒนธรรมของตัวเอง คนรัสเซียไม่ยิ้ม เขาบอกว่าการจะยิ้มต้องมีเหตุผล คนรัสเซียเป็นคนที่พูดอะไรก็ทําอย่างนั้น ถ้าไม่ชอบคือไม่ชอบ ก็ต้องคุยกัน และไม่ใช่คนที่หมุนไปกับวัฒนธรรมอื่น เขามีโลกของเขา แต่เขารักคนไทยนะ เพราะเวลามาเมืองไทย คนไทยดูแลเขาดี


เรื่อง: THOMTOMG

ภาพ: SUWAT

สถานที่: NAI LERT HERITAGE PARK