What I've Learned: อัครินทร์ ปูรี

ความรุนแรงสามารถแก้ปัญหาได้...ตอนเด็กๆ ผมค้นพบและเคยเชื่อเช่นนั้น หลังจากที่คุณแม่เสียชีวิต คุณพ่อของผมก็จมอยู่กับความเศร้าและหันมาดื่มเหล้า ท่านส่งผมและพี่สาวเข้าเรียนโรงเรียนวัด เราเป็นเด็กลูกครึ่งถูกมองว่าตัวประหลาด เมื่อโดนล้อมากๆ เข้าก็ทนไม่ไหว ผมจำได้ว่าเวลาคุณพ่อกินเหล้าแล้วโมโหอยากให้ผมหยุดทำอะไร พ่อตีเรา ก็เลยคิดว่าอย่างนั้นเราก็ต้องใช้ความรุนแรง จึงรวบรวมความกล้าลุกขึ้นมาชกต่อย เมื่อเห็นว่าได้ผล ผมจึงเริ่มตกหลุมของการใช้ความรุนแรงมานับแต่นั้น

 

มันพัฒนาไปตามอายุ...วัยรุ่นวัยคึกคะนอง ใครด่าอะไรก็จะโดนใช้ความรุนแรงสยบ ผมกลายเป็นหัวโจก ทุกคนให้เกียรติ ยกให้ผมเป็นผู้นำ เรารู้สึกว่ามันเกิดความภาคภูมิใจในชั่วโมงนั้น 

 

จุดเปลี่ยนอยู่ที่ตอนโดนจับทะเลาะวิวาท...ตอน ม.3 ผมกับเพื่อนๆ 10 คนยกพวกตีกัน แล้วโดนตำรวจจับ ผู้ปกครองของเพื่อนคนอื่นมารับและประกันตัวออกไปหมดแล้ว แต่คุณพ่อของผมโกรธมากจึงไม่ยอมมารับ กะจะปล่อยให้ผมนอนในห้องขังเพื่อดัดสันดาน ผู้ปกครองของเพื่อนผมทนไม่ไหว ทำเรื่องนำผมออกไป ผมไม่กล้ากลับบ้านจึงไปค้างที่บ้านเพื่อนผมคนนี้ซึ่งติดยาบ้า เขาถามผมว่าลองไหม ด้วยความเป็นเด็ก เราไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธ ผมเริ่มติดยามานับแต่นั้น

 

เข้าสถานพินิจครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี...พอเริ่มลองยาได้ 6 เดือนก็โดนจับเลย ผมไปที่บ้านร้างกับเพื่อนกลุ่มใหญ่เพื่อที่จะเสพยา พอดีกับที่คนอื่นๆ พารุ่นน้องไปรุมโทรม ซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย 4 วันต่อมาทุกคนที่ไปเสพยาในบ้านร้างก็โดนจับ รวมถึงตัวผมที่โดนซัดทอดด้วย 

 

ผมแค่จะไปเสพยา...ผมบอกพ่ออย่างนั้นเพราะจนแต้ม ไม่รู้ว่าจะโกหกอะไรแล้ว คิดว่าคุณพ่อต้องทุบตีผมเหมือนทุกครั้งแน่ กลายเป็นว่าคุณพ่อช็อก หมดแรง และพ่อก็ไม่เคยทำร้ายอะไรผมอีก มันเปลี่ยนบุคลิกของพ่อไปในทันที 

 

ไม่มีเด็กสักคนเดียวที่จะผ่านสถานพินิจบ้านเมตตาแล้วกลับตัวได้...ผมกล้าพูดอย่างนั้น ผมไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ดี แต่ผมจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ สมมติว่ามีเด็กทั้งหมด 500 คน เจ้าหน้าที่มีอยู่ 20 คน มันน้อยเกินไป กลายเป็นว่าที่นี่เป็นศูนย์รวมของเด็กเกเร มาสุมรวมกัน ทุกคนโชว์แต่ด้านไม่ดีใส่กัน ต่างเรียนรู้พฤติกรรมเพื่อจะอยู่ให้รอด 

 

ยิ่งหนักกันเข้าไปใหญ่...ข้างนอกเราอาจจะขายยาอยู่ 10 เม็ด พอเข้ามาแล้วเจอรุ่นพี่ที่ขายยาหลัก 100 - 200 เม็ด เราก็จะสร้างเครือข่ายกับเขา เพื่อหวังว่าเมื่อพ้นโทษออกไปแล้วจะไปจะได้ซื้อขายยากับเขา 

 

จากติดยา เข้าสถานพินิจ น่าจะคิดได้...แต่การที่เราเข้าไปนั้น 1 เดือน มันเปลี่ยนผมให้กลายเป็นคนที่แข็งกร้าวกว่าเดิม ยิ่งพอกลับออกไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ “โอ้โฮ! หรั่งนายเท่มาก เจ๋งว่ะ! นายเข้าบ้านเมตตามาแล้ว” เมื่อเพื่อนกลับยอมรับในด้านไม่ดี ยกย่อง เราก็เหลิง และคิดว่าตัวเองแน่ 

 

อัครินทร์ ปูรี, 36 ปี

ช่างกีตาร์ทำมือ, อดีตนักโทษ 

 

จึงกลับไปเล่นยาและโดนจับอีก...พอโดนจับได้คิดว่าจะเลิก ก็กลับไปเล่นใหม่ เมื่อถูกจับเข้าสถานพินิจครั้งที่ 3 ก็คิดว่าเราอยู่ได้ชิลล์ๆ แล้ว  

 

พอเสพยาแล้วมันสนุก...เราอยู่กับกลุ่มเพื่อน สนุกกว่าการอยู่กับคุณพ่อและพี่สาว เวลาเสพยาเนี่ยพฤติกรรมและสติสัมปชัญญะเปลี่ยน เราไม่สนใจ ไม่แคร์อะไรเลย ว่าพ่อจะเป็นจะตาย ก็ช่างมัน กูไม่สน

 

ถ้าไม่ถูกจับก็คงเป็นบ้าหรือไม่ก็เพี้ยน...ผมติดยาหนักมาก และผมจะไม่รอให้หมดฤทธิ์ยา แต่จะซื้อเสพให้มีฤทธิ์ยาอยู่ในตัวทั้งวัน จะหยุดผมได้มีเพียงอย่างเดียวคือต้องถูกจับ เราไม่สามารถจะหยุดตัวเองได้ 

 

ผมสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อ...ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผมติดยา คุณพ่อได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว กลายเป็นคนที่รักเรา ทุกครั้งที่เข้าสถานพินิจท่านจะมาเยี่ยมผม ซื้อของกินมาฝาก ไม่มีเงินก็ต้องไปยืมหรือกู้เงินมา เพื่อที่จะไม่ให้เราไม่อด ผมสัมผัสตรงนี้ได้ เคยคิดว่าจะเลิกยาเล่นๆ สักพักให้พ่อได้สบายใจบ้าง แต่ก็กลับไปติดทุกที

 

ผมเข้าสถานพินิจทั้งหมด 7 ครั้ง...จนกระทั่งอายุกำลังจะครบ 18 ปี คุณพ่อกับพี่สาวจึงเริ่มขอร้องให้เลิกยา เพราะเราจะไม่ใช่เยาวชนอีกต่อไปแล้ว ถ้าโดนจับคราวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนั้นปี 2544 เขาเปิดให้คนอายุ 18 ปี สามารถสมัครเป็นทหารได้ คุณพ่อและพี่สาวอยากให้ผมได้อยู่ในกฎระเบียบเผื่อมันจะเปลี่ยนผมได้ จึงบอกให้ลองสมัครเป็นทหาร เมื่อผมเป็นทหารได้ 2 เดือนคุณพ่อก็เสียชีวิต 

 

เหมือนมีวิญญาณชั่วบางตัว...มันทำให้เราแสดงพฤติกรรมว่า เราไม่แคร์เขา แต่ในใจลึกๆ แล้วผมแคร์พ่อมาก ตอนนั้นผมจะไหว้คุณพ่อเฉพาะต่อเมื่อท่านหลับ ต่อหน้าเขา ผมจะไม่แสดงพฤติกรรมไหว้หรือรักเขา จนคุณพ่อเสีย ผมรู้เลยว่าเราทำให้ท่านตรอมใจตาย นี่เป็นแผลในใจของผม 

 

จะทำเลวอะไรก็แล้วแต่พ่อไม่ทิ้งเราแน่...ผมเชื่อเช่นนี้มาตลอด อยู่ดีๆ พ่อเสียปุ๊บ ผมก็ช็อก มาถึงตอนนี้ผมเริ่มอยากจะเลิกยาจริงๆ แล้ว แต่ก็เลิกไม่ได้ เมื่อไปอยู่ในกรมทหารก็ไปเจอกลุ่มเพื่อนที่เสพยาเหมือนกัน สุดท้ายถูกจับติดคุกทหาร 1 ปี 6 เดือน 

 

ยิ่งมีอิสรภาพก็ยิ่งต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ...ตอนอยู่ในคุกทหารก็หยุดยาได้เพราะมีทั้งกฎ ระเบียบ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มาบังคับ แต่พอออกจากคุกมา วิญญาณชั่วมันก็พาให้เรานึกถึงความสุขที่เราเคยอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เสพ ก็กลับไปติดยาอีก 

 

ยาเสพติดมันทำให้มีความสุขมหาศาล...เราเสพติดรสชาติตรงนี้ ถ้าเกิดผมไปอยู่ในครอบครัวที่ดี หรือมีกิจกรรมอื่นที่ทำให้เรามีความสุข ผมว่าผมคงไม่กลับไปใช้มันแน่ 

 

เมื่อเสพจนไม่มีเงินซื้อสุดท้ายก็เข้าสู่กระบวนการเป็นมิจฉาชีพ...ดำเนินชีวิตด้วยการทำทุจริต ไม่ขายยา ก็ขโมยหรือฉกชิงวิ่งราว สุดท้ายผมโดนคดีร่วมกันชิงทรัพย์ ศาลตัดสินโทษบวกกับคดีเดิมให้จำคุก 10 ปี

 

ถ้าเราอยากจะอยู่รอดก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้อยู่รอด...ทีแรกจะเข้าเรือนจำผมกลัวจนตัวสั่น พอเข้าไปปรากฎว่าเจอเพื่อนสมัยที่อยู่สถานพินิจตั้ง 60 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ก็ไม่กลัวแล้ว กลับกลายเป็นว่าเมื่อมีเพื่อน เราก็เริ่มเรียนรู้วิธีการจะอยู่รอดในคุกซึ่งเป็นศูนย์รวมของคนที่กระทำความผิดทุกรูปแบบ 

 

ข้างในคุกเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว...วัฒนธรรมในเรือนจำคนที่แข็งแรงกว่ารังแกคนที่อ่อนแอ เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องสร้างแก๊ง เพื่อที่จะเกาะกลุ่มกันไว้ หากไม่อย่างนั้นก็จะโดนข่มเหงอยู่ตลอดเวลา และขาใหญ่ของกลุ่มจะถูกเรียกว่า ‘พ่อบ้าน’

 

ถ้าไม่อยากถูกใครเอาเปรียบ เราก็ต้องเป็นคนไปเอาเปรียบเขา...สุดท้ายในคุกมันสอนแบบนี้ครับ และในที่สุดผมก็กลายเป็นพ่อบ้านใหญ่

 

มันมีเรื่องของความมีน้ำใจด้วย...การถูกสถาปนาขึ้นมาเป็นขาใหญ่ภายในคุก เราไม่ได้เกเรทำร้ายคนอื่นเพียงอย่างเดียว ผมเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเพื่อนด้วยเวลาเขาถูกทำร้าย เวลาเห็นเพื่อนไม่มีเงินซื้อข้าวกิน เราก็จะหาเงินให้ กลับกลายเป็นคนกลุ่มนี้รักและให้ใจเรา

 

การย้ายแดนย้ายเรือนจำคือระบบควบคุมดูแลนักโทษในคุกมันไม่มีใครเก่งตลอดนะ สมมติคุณเก่งอยู่ที่นี่ วันหนึ่งคุณถูกย้ายแดนย้ายเรือนจำ คุณไปซ่าที่อื่นเขาก็มีเจ้าถิ่น เพื่อนผมเป็นขาใหญ่เหมือนกันยังถูกทุบถูกแทงตายคาที่ ผมโชคดีที่ไม่ตาย 

 

มันถลำลึกลงไปเรื่อยๆ...จนรู้ตัวอีกทีคือทุกคนยอมเราหมดแล้ว เขา’ถาปนาให้ผมเป็นหัวเรือ เมื่อมาถึงจุดนี้สิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือกลัวตาย กลัวถูกทำร้าย กลัวถึงขั้นนอนไม่หลับ เพราะรู้เลยว่ามีคนอีกหลายกลุ่มที่อยากจะล้มเรา เพื่อเขาจะได้มายืนอยู่บนจุดนี้ 

 

 

ผมสัมผัสได้ถึงพระเจ้า...ก็ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของพี่สาวที่มีต่อผม ตอนนั้นผมตัดสินใจและคิดว่าเราจะต้องตายในคุกแน่แล้ว เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ผมจึงนัดพี่สาวให้มาเยี่ยมเพื่อกราบลา แต่พี่สาวกลับบอกว่าเขาเป็นคริสเตียนที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว และถ้าผมอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ให้อธิษฐานขอพระเจ้า ขอให้เชื่อพี่ พี่ไม่เคยหลอกอะไรผมอยู่แล้ว  

 

ผมกลับมาคิดและอธิษฐานถ้าพระเจ้ามีอยู่จริงอย่างที่พี่สาวผมบอก ช่วยให้ผมได้รับการปล่อยตัวไปจากที่นี่ด้วย ผมอยู่ในคุกนี้ผมไม่สามารถกลับตัวได้ ขอให้ผมได้รับการอภัยโทษได้ไหม ถ้าผมได้สิ่งนี้ผมจะนับถือศาสนาคริสต์ 

 

ผลปรากฏว่าผมอยู่ในรายชื่อที่ได้รับการอภัยโทษ...ทั้งๆ ที่เพิ่งกระทำความผิด และถูกปรับลดให้เป็นนักโทษชั้นเลว ซึ่งตามปกติการจะมีรายชื่อได้รับอภัยโทษต้องเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมเท่านั้น 

 

สิ่งที่เราต้องการคือโอกาสในการกลับตัว ...ผมออกจากเรือนจำและไปอยู่ที่มูลนิธิบ้านพระพร ที่คอยช่วยเหลือ ดูแลอดีตนักโทษ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้ ผมล้มลุกคลุกคลานอีกหลายครั้ง เพราะยังคุย เพื่อนๆ สมัยที่ยังเสพ และชวนให้เกเร แต่ทุกครั้งทุกคนที่มูลนิธิฯ ก็ยังให้โอกาส ทำให้ผมตัดขาด จากชีวิตเดิมๆ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในที่สุด

 

ความภาคภูมิใจครั้งแรกที่ทำงานสุจริต...มือสองข้างของผมที่เคยทำแต่ทำร้ายคน ขายยาเสพติด ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และมีคนยอมรับซื้อกีตาร์ที่ผมทำ ทำให้ผมมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตอย่างที่ถูกที่ควร ต้องขอบคุณพี่แหลมครูคนแรกที่สอนผมทำกีต้าร์ พี่แหลมไม่ได้สอนแค่วิธีทำมาหากิน ให้กับผมเท่านั้น พี่ยังสอนเรื่องของพระเจ้า และวิธีการดำเนินชีวิตในสังคมปกติ ทำให้ผมเริ่มมีกำลังใจและความฝัน 

 

การให้โอกาสและความหวังทำให้คนเรากลับตัวได้...มูลนิธิบ้านพระพรช่วยผลักดันให้ผมได้มีโอกาสได้กลับเข้าไปในเรือนจำ เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างให้กับนักโทษคนอื่นๆ ได้เห็นว่า นักโทษชั้นเลวอย่างผมก็สามารถกลับตัวกลับใจได้ เมื่อพวกเขาเห็นคนในลักษณะเดียวกันกับเขาทำได้ ทำให้พวกเขาได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะกลับตัว ทุกวันนี้ผมไปเป็นวิทยากรตามเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อที่จะบอกเล่าถึงเรื่องราวที่พระเจ้าชุบชีวิตใหม่ให้กับผม 

 

พระคุณและความรักของพระเจ้า...มีมากพอสำหรับคนเลวๆ อย่างผม

 

 


เรื่อง: วรัญญู อินทรกำแหง

ภาพ: สุวัฒน์ พานทอง




What I've Learned: อัครินทร์ ปูรี

ความรุนแรงสามารถแก้ปัญหาได้...ตอนเด็กๆ ผมค้นพบและเคยเชื่อเช่นนั้น หลังจากที่คุณแม่เสียชีวิต คุณพ่อของผมก็จมอยู่กับความเศร้าและหันมาดื่มเหล้า ท่านส่งผมและพี่สาวเข้าเรียนโรงเรียนวัด เราเป็นเด็กลูกครึ่งถูกมองว่าตัวประหลาด เมื่อโดนล้อมากๆ เข้าก็ทนไม่ไหว ผมจำได้ว่าเวลาคุณพ่อกินเหล้าแล้วโมโหอยากให้ผมหยุดทำอะไร พ่อตีเรา ก็เลยคิดว่าอย่างนั้นเราก็ต้องใช้ความรุนแรง จึงรวบรวมความกล้าลุกขึ้นมาชกต่อย เมื่อเห็นว่าได้ผล ผมจึงเริ่มตกหลุมของการใช้ความรุนแรงมานับแต่นั้น

 

มันพัฒนาไปตามอายุ...วัยรุ่นวัยคึกคะนอง ใครด่าอะไรก็จะโดนใช้ความรุนแรงสยบ ผมกลายเป็นหัวโจก ทุกคนให้เกียรติ ยกให้ผมเป็นผู้นำ เรารู้สึกว่ามันเกิดความภาคภูมิใจในชั่วโมงนั้น 

 

จุดเปลี่ยนอยู่ที่ตอนโดนจับทะเลาะวิวาท...ตอน ม.3 ผมกับเพื่อนๆ 10 คนยกพวกตีกัน แล้วโดนตำรวจจับ ผู้ปกครองของเพื่อนคนอื่นมารับและประกันตัวออกไปหมดแล้ว แต่คุณพ่อของผมโกรธมากจึงไม่ยอมมารับ กะจะปล่อยให้ผมนอนในห้องขังเพื่อดัดสันดาน ผู้ปกครองของเพื่อนผมทนไม่ไหว ทำเรื่องนำผมออกไป ผมไม่กล้ากลับบ้านจึงไปค้างที่บ้านเพื่อนผมคนนี้ซึ่งติดยาบ้า เขาถามผมว่าลองไหม ด้วยความเป็นเด็ก เราไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธ ผมเริ่มติดยามานับแต่นั้น

 

เข้าสถานพินิจครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี...พอเริ่มลองยาได้ 6 เดือนก็โดนจับเลย ผมไปที่บ้านร้างกับเพื่อนกลุ่มใหญ่เพื่อที่จะเสพยา พอดีกับที่คนอื่นๆ พารุ่นน้องไปรุมโทรม ซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย 4 วันต่อมาทุกคนที่ไปเสพยาในบ้านร้างก็โดนจับ รวมถึงตัวผมที่โดนซัดทอดด้วย 

 

ผมแค่จะไปเสพยา...ผมบอกพ่ออย่างนั้นเพราะจนแต้ม ไม่รู้ว่าจะโกหกอะไรแล้ว คิดว่าคุณพ่อต้องทุบตีผมเหมือนทุกครั้งแน่ กลายเป็นว่าคุณพ่อช็อก หมดแรง และพ่อก็ไม่เคยทำร้ายอะไรผมอีก มันเปลี่ยนบุคลิกของพ่อไปในทันที 

 

ไม่มีเด็กสักคนเดียวที่จะผ่านสถานพินิจบ้านเมตตาแล้วกลับตัวได้...ผมกล้าพูดอย่างนั้น ผมไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ดี แต่ผมจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ สมมติว่ามีเด็กทั้งหมด 500 คน เจ้าหน้าที่มีอยู่ 20 คน มันน้อยเกินไป กลายเป็นว่าที่นี่เป็นศูนย์รวมของเด็กเกเร มาสุมรวมกัน ทุกคนโชว์แต่ด้านไม่ดีใส่กัน ต่างเรียนรู้พฤติกรรมเพื่อจะอยู่ให้รอด 

 

ยิ่งหนักกันเข้าไปใหญ่...ข้างนอกเราอาจจะขายยาอยู่ 10 เม็ด พอเข้ามาแล้วเจอรุ่นพี่ที่ขายยาหลัก 100 - 200 เม็ด เราก็จะสร้างเครือข่ายกับเขา เพื่อหวังว่าเมื่อพ้นโทษออกไปแล้วจะไปจะได้ซื้อขายยากับเขา 

 

จากติดยา เข้าสถานพินิจ น่าจะคิดได้...แต่การที่เราเข้าไปนั้น 1 เดือน มันเปลี่ยนผมให้กลายเป็นคนที่แข็งกร้าวกว่าเดิม ยิ่งพอกลับออกไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ “โอ้โฮ! หรั่งนายเท่มาก เจ๋งว่ะ! นายเข้าบ้านเมตตามาแล้ว” เมื่อเพื่อนกลับยอมรับในด้านไม่ดี ยกย่อง เราก็เหลิง และคิดว่าตัวเองแน่ 

 

อัครินทร์ ปูรี, 36 ปี

ช่างกีตาร์ทำมือ, อดีตนักโทษ 

 

จึงกลับไปเล่นยาและโดนจับอีก...พอโดนจับได้คิดว่าจะเลิก ก็กลับไปเล่นใหม่ เมื่อถูกจับเข้าสถานพินิจครั้งที่ 3 ก็คิดว่าเราอยู่ได้ชิลล์ๆ แล้ว  

 

พอเสพยาแล้วมันสนุก...เราอยู่กับกลุ่มเพื่อน สนุกกว่าการอยู่กับคุณพ่อและพี่สาว เวลาเสพยาเนี่ยพฤติกรรมและสติสัมปชัญญะเปลี่ยน เราไม่สนใจ ไม่แคร์อะไรเลย ว่าพ่อจะเป็นจะตาย ก็ช่างมัน กูไม่สน

 

ถ้าไม่ถูกจับก็คงเป็นบ้าหรือไม่ก็เพี้ยน...ผมติดยาหนักมาก และผมจะไม่รอให้หมดฤทธิ์ยา แต่จะซื้อเสพให้มีฤทธิ์ยาอยู่ในตัวทั้งวัน จะหยุดผมได้มีเพียงอย่างเดียวคือต้องถูกจับ เราไม่สามารถจะหยุดตัวเองได้ 

 

ผมสัมผัสได้ถึงความรักของพ่อ...ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผมติดยา คุณพ่อได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว กลายเป็นคนที่รักเรา ทุกครั้งที่เข้าสถานพินิจท่านจะมาเยี่ยมผม ซื้อของกินมาฝาก ไม่มีเงินก็ต้องไปยืมหรือกู้เงินมา เพื่อที่จะไม่ให้เราไม่อด ผมสัมผัสตรงนี้ได้ เคยคิดว่าจะเลิกยาเล่นๆ สักพักให้พ่อได้สบายใจบ้าง แต่ก็กลับไปติดทุกที

 

ผมเข้าสถานพินิจทั้งหมด 7 ครั้ง...จนกระทั่งอายุกำลังจะครบ 18 ปี คุณพ่อกับพี่สาวจึงเริ่มขอร้องให้เลิกยา เพราะเราจะไม่ใช่เยาวชนอีกต่อไปแล้ว ถ้าโดนจับคราวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนั้นปี 2544 เขาเปิดให้คนอายุ 18 ปี สามารถสมัครเป็นทหารได้ คุณพ่อและพี่สาวอยากให้ผมได้อยู่ในกฎระเบียบเผื่อมันจะเปลี่ยนผมได้ จึงบอกให้ลองสมัครเป็นทหาร เมื่อผมเป็นทหารได้ 2 เดือนคุณพ่อก็เสียชีวิต 

 

เหมือนมีวิญญาณชั่วบางตัว...มันทำให้เราแสดงพฤติกรรมว่า เราไม่แคร์เขา แต่ในใจลึกๆ แล้วผมแคร์พ่อมาก ตอนนั้นผมจะไหว้คุณพ่อเฉพาะต่อเมื่อท่านหลับ ต่อหน้าเขา ผมจะไม่แสดงพฤติกรรมไหว้หรือรักเขา จนคุณพ่อเสีย ผมรู้เลยว่าเราทำให้ท่านตรอมใจตาย นี่เป็นแผลในใจของผม 

 

จะทำเลวอะไรก็แล้วแต่พ่อไม่ทิ้งเราแน่...ผมเชื่อเช่นนี้มาตลอด อยู่ดีๆ พ่อเสียปุ๊บ ผมก็ช็อก มาถึงตอนนี้ผมเริ่มอยากจะเลิกยาจริงๆ แล้ว แต่ก็เลิกไม่ได้ เมื่อไปอยู่ในกรมทหารก็ไปเจอกลุ่มเพื่อนที่เสพยาเหมือนกัน สุดท้ายถูกจับติดคุกทหาร 1 ปี 6 เดือน 

 

ยิ่งมีอิสรภาพก็ยิ่งต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ...ตอนอยู่ในคุกทหารก็หยุดยาได้เพราะมีทั้งกฎ ระเบียบ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มาบังคับ แต่พอออกจากคุกมา วิญญาณชั่วมันก็พาให้เรานึกถึงความสุขที่เราเคยอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เสพ ก็กลับไปติดยาอีก 

 

ยาเสพติดมันทำให้มีความสุขมหาศาล...เราเสพติดรสชาติตรงนี้ ถ้าเกิดผมไปอยู่ในครอบครัวที่ดี หรือมีกิจกรรมอื่นที่ทำให้เรามีความสุข ผมว่าผมคงไม่กลับไปใช้มันแน่ 

 

เมื่อเสพจนไม่มีเงินซื้อสุดท้ายก็เข้าสู่กระบวนการเป็นมิจฉาชีพ...ดำเนินชีวิตด้วยการทำทุจริต ไม่ขายยา ก็ขโมยหรือฉกชิงวิ่งราว สุดท้ายผมโดนคดีร่วมกันชิงทรัพย์ ศาลตัดสินโทษบวกกับคดีเดิมให้จำคุก 10 ปี

 

ถ้าเราอยากจะอยู่รอดก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้อยู่รอด...ทีแรกจะเข้าเรือนจำผมกลัวจนตัวสั่น พอเข้าไปปรากฎว่าเจอเพื่อนสมัยที่อยู่สถานพินิจตั้ง 60 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ก็ไม่กลัวแล้ว กลับกลายเป็นว่าเมื่อมีเพื่อน เราก็เริ่มเรียนรู้วิธีการจะอยู่รอดในคุกซึ่งเป็นศูนย์รวมของคนที่กระทำความผิดทุกรูปแบบ 

 

ข้างในคุกเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว...วัฒนธรรมในเรือนจำคนที่แข็งแรงกว่ารังแกคนที่อ่อนแอ เพราะฉะนั้นมันก็เลยต้องสร้างแก๊ง เพื่อที่จะเกาะกลุ่มกันไว้ หากไม่อย่างนั้นก็จะโดนข่มเหงอยู่ตลอดเวลา และขาใหญ่ของกลุ่มจะถูกเรียกว่า ‘พ่อบ้าน’

 

ถ้าไม่อยากถูกใครเอาเปรียบ เราก็ต้องเป็นคนไปเอาเปรียบเขา...สุดท้ายในคุกมันสอนแบบนี้ครับ และในที่สุดผมก็กลายเป็นพ่อบ้านใหญ่

 

มันมีเรื่องของความมีน้ำใจด้วย...การถูกสถาปนาขึ้นมาเป็นขาใหญ่ภายในคุก เราไม่ได้เกเรทำร้ายคนอื่นเพียงอย่างเดียว ผมเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเพื่อนด้วยเวลาเขาถูกทำร้าย เวลาเห็นเพื่อนไม่มีเงินซื้อข้าวกิน เราก็จะหาเงินให้ กลับกลายเป็นคนกลุ่มนี้รักและให้ใจเรา

 

การย้ายแดนย้ายเรือนจำคือระบบควบคุมดูแลนักโทษในคุกมันไม่มีใครเก่งตลอดนะ สมมติคุณเก่งอยู่ที่นี่ วันหนึ่งคุณถูกย้ายแดนย้ายเรือนจำ คุณไปซ่าที่อื่นเขาก็มีเจ้าถิ่น เพื่อนผมเป็นขาใหญ่เหมือนกันยังถูกทุบถูกแทงตายคาที่ ผมโชคดีที่ไม่ตาย 

 

มันถลำลึกลงไปเรื่อยๆ...จนรู้ตัวอีกทีคือทุกคนยอมเราหมดแล้ว เขา’ถาปนาให้ผมเป็นหัวเรือ เมื่อมาถึงจุดนี้สิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือกลัวตาย กลัวถูกทำร้าย กลัวถึงขั้นนอนไม่หลับ เพราะรู้เลยว่ามีคนอีกหลายกลุ่มที่อยากจะล้มเรา เพื่อเขาจะได้มายืนอยู่บนจุดนี้ 

 

 

ผมสัมผัสได้ถึงพระเจ้า...ก็ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของพี่สาวที่มีต่อผม ตอนนั้นผมตัดสินใจและคิดว่าเราจะต้องตายในคุกแน่แล้ว เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ผมจึงนัดพี่สาวให้มาเยี่ยมเพื่อกราบลา แต่พี่สาวกลับบอกว่าเขาเป็นคริสเตียนที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว และถ้าผมอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ให้อธิษฐานขอพระเจ้า ขอให้เชื่อพี่ พี่ไม่เคยหลอกอะไรผมอยู่แล้ว  

 

ผมกลับมาคิดและอธิษฐานถ้าพระเจ้ามีอยู่จริงอย่างที่พี่สาวผมบอก ช่วยให้ผมได้รับการปล่อยตัวไปจากที่นี่ด้วย ผมอยู่ในคุกนี้ผมไม่สามารถกลับตัวได้ ขอให้ผมได้รับการอภัยโทษได้ไหม ถ้าผมได้สิ่งนี้ผมจะนับถือศาสนาคริสต์ 

 

ผลปรากฏว่าผมอยู่ในรายชื่อที่ได้รับการอภัยโทษ...ทั้งๆ ที่เพิ่งกระทำความผิด และถูกปรับลดให้เป็นนักโทษชั้นเลว ซึ่งตามปกติการจะมีรายชื่อได้รับอภัยโทษต้องเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมเท่านั้น 

 

สิ่งที่เราต้องการคือโอกาสในการกลับตัว ...ผมออกจากเรือนจำและไปอยู่ที่มูลนิธิบ้านพระพร ที่คอยช่วยเหลือ ดูแลอดีตนักโทษ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้ ผมล้มลุกคลุกคลานอีกหลายครั้ง เพราะยังคุย เพื่อนๆ สมัยที่ยังเสพ และชวนให้เกเร แต่ทุกครั้งทุกคนที่มูลนิธิฯ ก็ยังให้โอกาส ทำให้ผมตัดขาด จากชีวิตเดิมๆ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในที่สุด

 

ความภาคภูมิใจครั้งแรกที่ทำงานสุจริต...มือสองข้างของผมที่เคยทำแต่ทำร้ายคน ขายยาเสพติด ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และมีคนยอมรับซื้อกีตาร์ที่ผมทำ ทำให้ผมมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตอย่างที่ถูกที่ควร ต้องขอบคุณพี่แหลมครูคนแรกที่สอนผมทำกีต้าร์ พี่แหลมไม่ได้สอนแค่วิธีทำมาหากิน ให้กับผมเท่านั้น พี่ยังสอนเรื่องของพระเจ้า และวิธีการดำเนินชีวิตในสังคมปกติ ทำให้ผมเริ่มมีกำลังใจและความฝัน 

 

การให้โอกาสและความหวังทำให้คนเรากลับตัวได้...มูลนิธิบ้านพระพรช่วยผลักดันให้ผมได้มีโอกาสได้กลับเข้าไปในเรือนจำ เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างให้กับนักโทษคนอื่นๆ ได้เห็นว่า นักโทษชั้นเลวอย่างผมก็สามารถกลับตัวกลับใจได้ เมื่อพวกเขาเห็นคนในลักษณะเดียวกันกับเขาทำได้ ทำให้พวกเขาได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะกลับตัว ทุกวันนี้ผมไปเป็นวิทยากรตามเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อที่จะบอกเล่าถึงเรื่องราวที่พระเจ้าชุบชีวิตใหม่ให้กับผม 

 

พระคุณและความรักของพระเจ้า...มีมากพอสำหรับคนเลวๆ อย่างผม

 

 


เรื่อง: วรัญญู อินทรกำแหง

ภาพ: สุวัฒน์ พานทอง