นาฬิกาหรูทำไมต้องแพง ??

ถาม: นาฬิกาหรูนี่มันเอาอะไรมาแพง เรือนละเป็นล้านๆ ซื้อเบนซ์ไม่ดีกว่ารึ

ตอบ: ไม่ดีกว่าหรอก เพราะเบนซ์น่ะอย่างเจ้าของร้านลูกชิ้นปลาเจ้าประจำของคุณก็มีขับ ดีไม่ดีจะมากกว่าหนึ่งคันด้วย แต่นาฬิกาหรูหรือ Luxury Watch นี่อย่างน้อยมันมีจำนวนจำกัด และยังมีเหตุผลอื่นๆ อีก

 

นิตยสารเอสไควร์พูดอยู่เสมอว่า

1) นาฬิกาหรูไม่ได้มีไว้บอกเวลา (เท่านั้น) มือถือหรือนาฬิกาควอร์ตซ์ก็บอกเวลาได้ และอาจจะตรงกว่าด้วย

2) นาฬิกาหรูก็เหมือนกลิ่นน้ำหอม คือมันบ่งบอกตัวตนของเจ้าของ

3) คุณขับรถลัมบอร์กินีเข้าไปอวดคนในห้องประชุมหรือตามงานสังคมไม่ได้ (ลุงรู้ทันน่ะว่าทำไมทันทีที่นั่งลงในบาร์วิสกี้ คุณต้องรีบควักกุญแจรถออกมาวางบนโต๊ะ)

 

แต่กับนาฬิกาหรูถ้าอยากให้คนเขาเห็น ก็แค่ให้คนถามเวลา หรือหาโอกาสยื่นมือส่งแก้วให้สุภาพสตรี แขนเหยียด แขนเสื้อร่น นาฬิกาแลบ เท่านั้นก็จบ) หรือลุงบางคนรอให้แดดเข้าตาแล้วก็ยกมือขึ้นป้องหน้าจน...แช๊ะ! ริชาร์ด มิลล์โผล่ทำแบบนั้นรับรองคนเห็นทั้งเมืองแน่

 

กลับไปที่คำถามถึงความแพงของนาฬิกาหรูกันต่อดีกว่า

บางคนอาจสงสัยว่า กะอีแค่เหล็กสเตนเลส หรือบางทีก็ชุบทองบ้าง โรสโกลด์บ้าง และอุปกรณ์ภายในเดินติ๊กๆ เดินตรงนะ แต่ไม่ถึงกับตรงเป๊ะเป็นวินาที แถมถ้าเป็นนาฬิกาอัตโนมัติ ถ้าไม่ได้หยิบมาใส่สักวันสองวันก็ต้องลำบากหยิบพี่เขามาไขลาน วุ่นวาย ของแบบนี้ทำไมราคาจึงเป็นแสน คำตอบคือเพราะบริษัทนาฬิกาเขาทำมาขายถูกๆ ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาอยากจะโก่งราคานะครับ แต่กว่าจะผลิตได้นาฬิกากลไก (คำนี้เราเอาไว้เรียกนาฬิกาซึ่งเดินด้วยลาน ไม่ใช้ควอร์ตซ์ ไม่ใช้เครื่องไฟฟ้า) ออกมาได้สักเรือนมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 

เริ่มต้นที่การออกแบบ รูปลักษณ์ภายนอกน่ะไม่เท่าไหร่ เพราะรูปแบบมักจะตายตัว หนีไม่ค่อยพ้นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้ๆ กันอยู่ ที่สำคัญคือการออกแบบกลไก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า caliber กลไกนี่เองที่ทำให้นาฬิกาหรูแตกต่างจากเครื่องประดับ คุณนึกพื้นที่ของตัวเรือนนะครับ ลองเอานิ้วชี้งอมาชนนิ้วโป้ง มันไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่านั้นสักเท่าไหร่

 

กลไกของนาฬิกาส่วนใหญ่จะมีจำนวนหลายร้อยชิ้น กว่าจะออกแบบกลไกให้เดินเที่ยงตรงโดยใช้ระบบสปริง และเดินได้เที่ยงตรงหลายๆ ปีไม่มีตุกติก ไม่ใช่เรื่องหมูๆ ผู้บริหารบริษัทนาฬิกาสวิส (ซึ่งพื้นที่ของโรงงานทำนาฬิกาที่สวิตเซอร์แลนด์มักอยู่ในหุบเขาหนาวเย็น มีหิมะปกคลุม) ชอบพูดติดตลกให้ลุงฟังว่าเราชาวสวิสทำนาฬิกาเก่งเพราะ 1) เรามีหัวทางช่าง 2) หน้าหนาวแถวนี้มันยาวหลายเดือน แล้วก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากทำลูกแล้วก็มีทำนาฬิกานี่แหละ เป็นกิจกรรมฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี (ฮา)

 

จริงๆ แล้วการทำนาฬิกาเป็นศาสตร์และศิลป์ที่แพร่หลายไปทั่วยุโรปนะ ทั้งอังกฤษและเยอรมนีและประเทศอื่นๆ อย่างอิตาลีก็มีธรรมเนียมช่างนาฬิกาของตน แต่คนสวิสนี่ค้าขายเก่ง ขยันจัดระบบรักษาคุณภาพสินค้าจนน่าเชื่อถือ ทำตลาดก็เป็น จนทำให้นาฬิกาสวิสมีชื่อกว่าใครในปฐพี เรียกว่าคิดถึงนาฬิกาหรูก็ต้องคิดถึงสวิตเซอร์แลนด์

 

นอกจากจะออกแบบยากแล้ว นาฬิกาดีๆ นี่เร่งประกอบไม่ได้ จริงอยู่สมัยนี้มีหลายแบรนด์ใช้เครื่องจักรประกอบนาฬิกา โดยอ้างว่ามันเที่ยงตรงแม่นยำกว่าใช้ช่าง (แต่ลุงว่ามันขาดความขลังมีงานคราฟต์ไปนะ) แต่ถ้าเป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนของการทำงาน กว่าจะประกอบเสร็จต้องใช้เวลาหลายวัน จะโขกออกมาสัปดาห์ละเป็นหมื่นเป็นแสนเรือนอย่างนาฬิกาดิจิตอลนั้นหาได้ไม่ พอประกอบเสร็จก็ต้องมาคิวซี ดูความเที่ยงตรงเรียบร้อยสวยงามอีกหลายขั้นตอน "ราคาของนาฬิกาไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบ แต่มันอยู่ที่ฝีมือ และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องราวของนาฬิกา"

 

สถิติบอกว่าบริษัทนาฬิกาใช้งบไม่น้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ทุ่มไปในเรื่องการตลาด เพื่อสร้างสตอรีของแบรนด์และเพื่อให้แต่ละรุ่นมีความเป็นมาที่โดดเด่นแตกต่าง แบรนด์ไหนเกิดมาร้อยกว่าปีก็เล่าความเป็นมาอันเก่าแก่ของตนวนไป แบรนด์ไหนเพิ่งเกิดได้สิบกว่าปีก็จะบอกว่าตนถือกำเนิดด้วยจิตวิญญาณของผู้ใฝ่ในนวัตกรรม เป็นผู้บุกเบิกแห่งยุคสมัยใหม่ น่าตื่นเต้นกว่าแบรนด์โบราณอย่างโน้นอย่างนี้ บลาบลา

 

บังเอิญตำนานเหล่านี้ รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ แบรนด์รถหรูซึ่งบ่อยครั้งมาฟีเจอร์ริ่งกับนาฬิกา ก็เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ในใจของผู้ชาย ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องประดับ ขณะที่ผู้หญิงมีกระเป๋าถือ ต่างหู กำไล แหวน หรือกระทั่งเจาะสะดือฝังเพชร แต่ผู้ชายเราก็หงอยๆ เมื่อมาถึงเรื่องเอกเซสซอรี่  (ตลาดเครื่องประดับพยายามเข็นเครื่องประดับผู้ชายมาหลายปี แต่ทำยังไงก็เข็นไม่ขึ้น – นึกถึงกำไลหนังถักสไตล์ยุโรปซึ่งคุณซื้อมาใส่เท่ๆ เมื่อสามสี่ปีก่อนสิ ป่านนี้ไปจมฝุ่นอยู่ไหนแล้วก็ไม่ทราบ) ผู้ชายก็มีนาฬิกาข้อมือนี่แหละเป็นเอกเซสซอรี่หลัก

 

จริงมั้ย

 

- Esquire -


YOU MIGHT LIKE !



นาฬิกาหรูทำไมต้องแพง ??

ถาม: นาฬิกาหรูนี่มันเอาอะไรมาแพง เรือนละเป็นล้านๆ ซื้อเบนซ์ไม่ดีกว่ารึ

ตอบ: ไม่ดีกว่าหรอก เพราะเบนซ์น่ะอย่างเจ้าของร้านลูกชิ้นปลาเจ้าประจำของคุณก็มีขับ ดีไม่ดีจะมากกว่าหนึ่งคันด้วย แต่นาฬิกาหรูหรือ Luxury Watch นี่อย่างน้อยมันมีจำนวนจำกัด และยังมีเหตุผลอื่นๆ อีก

 

นิตยสารเอสไควร์พูดอยู่เสมอว่า

1) นาฬิกาหรูไม่ได้มีไว้บอกเวลา (เท่านั้น) มือถือหรือนาฬิกาควอร์ตซ์ก็บอกเวลาได้ และอาจจะตรงกว่าด้วย

2) นาฬิกาหรูก็เหมือนกลิ่นน้ำหอม คือมันบ่งบอกตัวตนของเจ้าของ

3) คุณขับรถลัมบอร์กินีเข้าไปอวดคนในห้องประชุมหรือตามงานสังคมไม่ได้ (ลุงรู้ทันน่ะว่าทำไมทันทีที่นั่งลงในบาร์วิสกี้ คุณต้องรีบควักกุญแจรถออกมาวางบนโต๊ะ)

 

แต่กับนาฬิกาหรูถ้าอยากให้คนเขาเห็น ก็แค่ให้คนถามเวลา หรือหาโอกาสยื่นมือส่งแก้วให้สุภาพสตรี แขนเหยียด แขนเสื้อร่น นาฬิกาแลบ เท่านั้นก็จบ) หรือลุงบางคนรอให้แดดเข้าตาแล้วก็ยกมือขึ้นป้องหน้าจน...แช๊ะ! ริชาร์ด มิลล์โผล่ทำแบบนั้นรับรองคนเห็นทั้งเมืองแน่

 

กลับไปที่คำถามถึงความแพงของนาฬิกาหรูกันต่อดีกว่า

บางคนอาจสงสัยว่า กะอีแค่เหล็กสเตนเลส หรือบางทีก็ชุบทองบ้าง โรสโกลด์บ้าง และอุปกรณ์ภายในเดินติ๊กๆ เดินตรงนะ แต่ไม่ถึงกับตรงเป๊ะเป็นวินาที แถมถ้าเป็นนาฬิกาอัตโนมัติ ถ้าไม่ได้หยิบมาใส่สักวันสองวันก็ต้องลำบากหยิบพี่เขามาไขลาน วุ่นวาย ของแบบนี้ทำไมราคาจึงเป็นแสน คำตอบคือเพราะบริษัทนาฬิกาเขาทำมาขายถูกๆ ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาอยากจะโก่งราคานะครับ แต่กว่าจะผลิตได้นาฬิกากลไก (คำนี้เราเอาไว้เรียกนาฬิกาซึ่งเดินด้วยลาน ไม่ใช้ควอร์ตซ์ ไม่ใช้เครื่องไฟฟ้า) ออกมาได้สักเรือนมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 

เริ่มต้นที่การออกแบบ รูปลักษณ์ภายนอกน่ะไม่เท่าไหร่ เพราะรูปแบบมักจะตายตัว หนีไม่ค่อยพ้นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้ๆ กันอยู่ ที่สำคัญคือการออกแบบกลไก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า caliber กลไกนี่เองที่ทำให้นาฬิกาหรูแตกต่างจากเครื่องประดับ คุณนึกพื้นที่ของตัวเรือนนะครับ ลองเอานิ้วชี้งอมาชนนิ้วโป้ง มันไม่เล็กไม่ใหญ่ไปกว่านั้นสักเท่าไหร่

 

กลไกของนาฬิกาส่วนใหญ่จะมีจำนวนหลายร้อยชิ้น กว่าจะออกแบบกลไกให้เดินเที่ยงตรงโดยใช้ระบบสปริง และเดินได้เที่ยงตรงหลายๆ ปีไม่มีตุกติก ไม่ใช่เรื่องหมูๆ ผู้บริหารบริษัทนาฬิกาสวิส (ซึ่งพื้นที่ของโรงงานทำนาฬิกาที่สวิตเซอร์แลนด์มักอยู่ในหุบเขาหนาวเย็น มีหิมะปกคลุม) ชอบพูดติดตลกให้ลุงฟังว่าเราชาวสวิสทำนาฬิกาเก่งเพราะ 1) เรามีหัวทางช่าง 2) หน้าหนาวแถวนี้มันยาวหลายเดือน แล้วก็ไม่มีอะไรทำ นอกจากทำลูกแล้วก็มีทำนาฬิกานี่แหละ เป็นกิจกรรมฆ่าเวลาได้เป็นอย่างดี (ฮา)

 

จริงๆ แล้วการทำนาฬิกาเป็นศาสตร์และศิลป์ที่แพร่หลายไปทั่วยุโรปนะ ทั้งอังกฤษและเยอรมนีและประเทศอื่นๆ อย่างอิตาลีก็มีธรรมเนียมช่างนาฬิกาของตน แต่คนสวิสนี่ค้าขายเก่ง ขยันจัดระบบรักษาคุณภาพสินค้าจนน่าเชื่อถือ ทำตลาดก็เป็น จนทำให้นาฬิกาสวิสมีชื่อกว่าใครในปฐพี เรียกว่าคิดถึงนาฬิกาหรูก็ต้องคิดถึงสวิตเซอร์แลนด์

 

นอกจากจะออกแบบยากแล้ว นาฬิกาดีๆ นี่เร่งประกอบไม่ได้ จริงอยู่สมัยนี้มีหลายแบรนด์ใช้เครื่องจักรประกอบนาฬิกา โดยอ้างว่ามันเที่ยงตรงแม่นยำกว่าใช้ช่าง (แต่ลุงว่ามันขาดความขลังมีงานคราฟต์ไปนะ) แต่ถ้าเป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนของการทำงาน กว่าจะประกอบเสร็จต้องใช้เวลาหลายวัน จะโขกออกมาสัปดาห์ละเป็นหมื่นเป็นแสนเรือนอย่างนาฬิกาดิจิตอลนั้นหาได้ไม่ พอประกอบเสร็จก็ต้องมาคิวซี ดูความเที่ยงตรงเรียบร้อยสวยงามอีกหลายขั้นตอน "ราคาของนาฬิกาไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบ แต่มันอยู่ที่ฝีมือ และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องราวของนาฬิกา"

 

สถิติบอกว่าบริษัทนาฬิกาใช้งบไม่น้อยกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ทุ่มไปในเรื่องการตลาด เพื่อสร้างสตอรีของแบรนด์และเพื่อให้แต่ละรุ่นมีความเป็นมาที่โดดเด่นแตกต่าง แบรนด์ไหนเกิดมาร้อยกว่าปีก็เล่าความเป็นมาอันเก่าแก่ของตนวนไป แบรนด์ไหนเพิ่งเกิดได้สิบกว่าปีก็จะบอกว่าตนถือกำเนิดด้วยจิตวิญญาณของผู้ใฝ่ในนวัตกรรม เป็นผู้บุกเบิกแห่งยุคสมัยใหม่ น่าตื่นเต้นกว่าแบรนด์โบราณอย่างโน้นอย่างนี้ บลาบลา

 

บังเอิญตำนานเหล่านี้ รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ แบรนด์รถหรูซึ่งบ่อยครั้งมาฟีเจอร์ริ่งกับนาฬิกา ก็เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ในใจของผู้ชาย ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องเครื่องประดับ ขณะที่ผู้หญิงมีกระเป๋าถือ ต่างหู กำไล แหวน หรือกระทั่งเจาะสะดือฝังเพชร แต่ผู้ชายเราก็หงอยๆ เมื่อมาถึงเรื่องเอกเซสซอรี่  (ตลาดเครื่องประดับพยายามเข็นเครื่องประดับผู้ชายมาหลายปี แต่ทำยังไงก็เข็นไม่ขึ้น – นึกถึงกำไลหนังถักสไตล์ยุโรปซึ่งคุณซื้อมาใส่เท่ๆ เมื่อสามสี่ปีก่อนสิ ป่านนี้ไปจมฝุ่นอยู่ไหนแล้วก็ไม่ทราบ) ผู้ชายก็มีนาฬิกาข้อมือนี่แหละเป็นเอกเซสซอรี่หลัก

 

จริงมั้ย

 

- Esquire -



LAST UPDATE