STYLE//
RECOMMEND
คู่มือการแต่งตัว

เสียดายเสื้อพระราชทาน

อย่าเข้าใจผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการต่อว่าชุดประจําชาติ แต่มันเกี่ยว กับการเสียโอกาสของชายไทยที่จะได้สวมเสื้อผ้าที่ดูดี เข้ากับสรีระคนไทยซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่คนสูง แถมนี่ยังเป็นเสื้อผ้าที่มีองค์ทํานองว่าน่า จะเป็นสิ่งประกาศความเป็นชาติไทยได้เหมือนเสื้อ Nehru jacket ของอินเดีย ซึ่งสส.แขกใส่กันล้นสภาคองเกรส เสื้อที่ว่านี้มีมานานแล้วตั้งแต่ เมื่อ 40 ปีก่อน แต่ทุกวันนี้ “เสื้อพระราชทาน” ก็ยังไปไม่ถึงไหน

 

คุณอาจจะเถียงว่า อ้าวก็เห็นเขาใส่กันเต็มสภา รวมทั้งตามหน้า ศาลากลางจังหวัดและวัดวาอารามทั่วราชอาณาจักร แต่ผมขอถาม กลับคําเดียวว่า ถ้าเป็นคุณจะใส่ไหม เสื้อพระราชทาน คําตอบคงมีประมาณ 50/50 หรือไม่ก็ตอบง่ายๆ เลยว่า “ไม่ใส่จ้ะ” เพราะมันดูแปลกๆ ที่ว่าดูแปลกๆ ไม่ใส่เพราะทรงเสื้อ เนื้อผ้าหรือการตัดเย็บนะครับ แต่เป็นเพราะรสนิยมของการออกแบบโครงสร้างและการดูแลเนื้อผ้าที่ทําให้เสื้อพระราชทานกลายเป็นเสื้อที่ไม่น่าใส่

 

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ขออนุญาตเล่าถึงจุดกําเนิดเสื้อพระราชทานสักหน่อย เสื้อนี้เกิดเมื่อปี 2522 ตอนนั้นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เปรยหลังจากกลับจากการประชุมต่างประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยว่า เออนะ จริงๆ แล้วผู้ชายไทยน่าจะมีเสื้อเรียบร้อยเป็นเสื้อประจําชาติ ใส่แล้วดูเป็นไทย ใส่แล้วสบาย ไม่ร้อน จากนั้นจึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าจากสมเด็จพระพันปีหลวง (เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่เก้า) ว่ามีแบบเสื้อซึ่งในหลวงฯ องค์ที่แล้วโปรดและทรงเป็นประจํา แล้วจึงส่งฉลองพระองค์นั้นมาให้เป็นตัวอย่างเสื้อพระราชทานจึงถือกําเนิดขึ้นและได้รับความนิยมมากในสมัยที่พลเอกเปรมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเสื้อแขนยาว คอตั้ง ผ่าอกกระดุม ห้าเม็ด มีสาบเสื้อ กําหนดให้ใส่แทนชุดสากลนิยมได้ คืองานที่ใครๆ ใส่สูทกันคุณก็จะสามารถใส่ชุด พระราชทานได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

กางเกงผ้าสีกากี, รองเท้าบู๊ต, แว่นสายตา ทั้งหมดจาก Gucci

 

สี่สิบปีผ่านไป กลายเป็นว่าเสื้อพระราชทานนี้ ใส่กันอยู่แต่ในหมู่ข้าราชการเท่านั้น หายากที่จะเจอ ใครใส่ตามงาน ทั้งที่มันเป็นทรงเสื้อที่เหมาะกับคน ไทย ขนาดลุงป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (ซึ่งเป็นนายพลชอบแต่งตัวพอๆ กับที่ชอบเล่นของคนหนึ่งของไทย) สวมเปิดงาน “อุ่นไอรัก” ที่ผ่านมา แกยังดูดีเลย แกสวมอย่าง formal คือเสื้อแขนยาว ผ้าไหมเนื้อเยี่ยม กับโจงกระเบน พร้อมผ้าคาดเอวสี ตัดกันอย่างงาม ดูดีมากๆ ขนาดลุงป้อมใส่ยังหล่อ แล้วถ้าเป็นเราล่ะ

 

แต่แทนที่เสื้อพระราชทานจะพัฒนาไปตาม กระแสสากลที่หันมาลดโครงสร้างของเสื้อตามแนว อิตาลี บรรดาช่างกลับแปลงโฉมเสื้อนี้ไปในทางตรง กันข้าม คือจับมาถมฟองน้ําเสริมไหล่และอกเพื่อ ทดแทนข้อด้อยทางสรีระของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่ง มักจะลงพุง (ไม่รู้อะไรกันนักกันหนากับพุงข้าราชการ นี่ อย่าลืมนะครับว่าพลเอกเปรมฯ ท่านไม่มีพุง ใส่ เสื้อนี้จึงดูพึ่งผาย) เมื่อเสริมเข้าไปมากๆ เสื้อผ้าไหม ซึ่งน่าจะใส่สบาย เพราะผ้าไหมนั้น “หายใจ” ระบาย อากาศดีกว่าฝ้ายเสียอีก กลับกลายเป็นเสื้อตัวหนาๆ ทรงแข็งๆ เหมือนแท่งไอติม แถมช่างยังนิยมการอบเนื้อผ้าให้แข็งเป็นทรงเลยยิ่งแข็งเป็นแท่งไอติมที่เพิ่งออกจากตู้เข้าไปใหญ่

 

เศร้าเลย

 

ผมเคยเห็นผู้ชายสวมเสื้อทรงพระราชทานตามงานศพ เป็นเสื้อสีดําตัดจากผ้าไหมที่เนื้อดูสบายๆ ไม่ได้ผ่านการอบจนแขนเป็นท่อน้ําเสีย ดูแล้วเป็นเสื้อ โครงสร้างน้อย ไม่เสริมไหล่ไม่ใส่ฟองน้ําที่อก คุณคนนี้แกเดินตัวปลิวในวัด ผ่านหน้าคนอื่นๆ ซึ่งสวมเสื้อนอกสีดําเหงื่อตกอยู่นอกศาลา จึงได้เห็นกับตาตัวเองว่าเสื้อพระราชทานมีทางไปของมัน ถ้าเรารู้จักเลือกเสื้อที่เหมาะกับตัวเอง


ข้อแนะนําในการเลือกเสื้อพระราชทาน

- เลี่ยงโครงสร้างเสื้อเทอะทะ เสริมไหล่อกนี้ไม่ต้องเลย

- เลือกเนื้อผ้าที่ร่วมสมัย ไหมนี่โอเคมากนะครับและมันมีให้เลือกมากกว่าเสื้อที่พวกลุงๆ ในสภาเขาเลือกใส่กัน

- เนื้อผ้าอาจไม่ได้บางเพราะมันจะเเนบเนื้อ ดูลําลองเกิน เน้นผิวสัมผัสของเนื้อผ้า เลือกที่น่าสนใจ 

- อย่าเผลอเอาเสื้อไปอบตามร้านเลยนะ ถ้ารู็แล้วมีเคือง


เรื่อง: SURIYA NA RCA

ภาพ: SUWAT

 




เสียดายเสื้อพระราชทาน

อย่าเข้าใจผิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการต่อว่าชุดประจําชาติ แต่มันเกี่ยว กับการเสียโอกาสของชายไทยที่จะได้สวมเสื้อผ้าที่ดูดี เข้ากับสรีระคนไทยซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่คนสูง แถมนี่ยังเป็นเสื้อผ้าที่มีองค์ทํานองว่าน่า จะเป็นสิ่งประกาศความเป็นชาติไทยได้เหมือนเสื้อ Nehru jacket ของอินเดีย ซึ่งสส.แขกใส่กันล้นสภาคองเกรส เสื้อที่ว่านี้มีมานานแล้วตั้งแต่ เมื่อ 40 ปีก่อน แต่ทุกวันนี้ “เสื้อพระราชทาน” ก็ยังไปไม่ถึงไหน

 

คุณอาจจะเถียงว่า อ้าวก็เห็นเขาใส่กันเต็มสภา รวมทั้งตามหน้า ศาลากลางจังหวัดและวัดวาอารามทั่วราชอาณาจักร แต่ผมขอถาม กลับคําเดียวว่า ถ้าเป็นคุณจะใส่ไหม เสื้อพระราชทาน คําตอบคงมีประมาณ 50/50 หรือไม่ก็ตอบง่ายๆ เลยว่า “ไม่ใส่จ้ะ” เพราะมันดูแปลกๆ ที่ว่าดูแปลกๆ ไม่ใส่เพราะทรงเสื้อ เนื้อผ้าหรือการตัดเย็บนะครับ แต่เป็นเพราะรสนิยมของการออกแบบโครงสร้างและการดูแลเนื้อผ้าที่ทําให้เสื้อพระราชทานกลายเป็นเสื้อที่ไม่น่าใส่

 

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ขออนุญาตเล่าถึงจุดกําเนิดเสื้อพระราชทานสักหน่อย เสื้อนี้เกิดเมื่อปี 2522 ตอนนั้นพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เปรยหลังจากกลับจากการประชุมต่างประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยว่า เออนะ จริงๆ แล้วผู้ชายไทยน่าจะมีเสื้อเรียบร้อยเป็นเสื้อประจําชาติ ใส่แล้วดูเป็นไทย ใส่แล้วสบาย ไม่ร้อน จากนั้นจึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าจากสมเด็จพระพันปีหลวง (เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระราชินีในรัชกาลที่เก้า) ว่ามีแบบเสื้อซึ่งในหลวงฯ องค์ที่แล้วโปรดและทรงเป็นประจํา แล้วจึงส่งฉลองพระองค์นั้นมาให้เป็นตัวอย่างเสื้อพระราชทานจึงถือกําเนิดขึ้นและได้รับความนิยมมากในสมัยที่พลเอกเปรมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเสื้อแขนยาว คอตั้ง ผ่าอกกระดุม ห้าเม็ด มีสาบเสื้อ กําหนดให้ใส่แทนชุดสากลนิยมได้ คืองานที่ใครๆ ใส่สูทกันคุณก็จะสามารถใส่ชุด พระราชทานได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

กางเกงผ้าสีกากี, รองเท้าบู๊ต, แว่นสายตา ทั้งหมดจาก Gucci

 

สี่สิบปีผ่านไป กลายเป็นว่าเสื้อพระราชทานนี้ ใส่กันอยู่แต่ในหมู่ข้าราชการเท่านั้น หายากที่จะเจอ ใครใส่ตามงาน ทั้งที่มันเป็นทรงเสื้อที่เหมาะกับคน ไทย ขนาดลุงป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (ซึ่งเป็นนายพลชอบแต่งตัวพอๆ กับที่ชอบเล่นของคนหนึ่งของไทย) สวมเปิดงาน “อุ่นไอรัก” ที่ผ่านมา แกยังดูดีเลย แกสวมอย่าง formal คือเสื้อแขนยาว ผ้าไหมเนื้อเยี่ยม กับโจงกระเบน พร้อมผ้าคาดเอวสี ตัดกันอย่างงาม ดูดีมากๆ ขนาดลุงป้อมใส่ยังหล่อ แล้วถ้าเป็นเราล่ะ

 

แต่แทนที่เสื้อพระราชทานจะพัฒนาไปตาม กระแสสากลที่หันมาลดโครงสร้างของเสื้อตามแนว อิตาลี บรรดาช่างกลับแปลงโฉมเสื้อนี้ไปในทางตรง กันข้าม คือจับมาถมฟองน้ําเสริมไหล่และอกเพื่อ ทดแทนข้อด้อยทางสรีระของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่ง มักจะลงพุง (ไม่รู้อะไรกันนักกันหนากับพุงข้าราชการ นี่ อย่าลืมนะครับว่าพลเอกเปรมฯ ท่านไม่มีพุง ใส่ เสื้อนี้จึงดูพึ่งผาย) เมื่อเสริมเข้าไปมากๆ เสื้อผ้าไหม ซึ่งน่าจะใส่สบาย เพราะผ้าไหมนั้น “หายใจ” ระบาย อากาศดีกว่าฝ้ายเสียอีก กลับกลายเป็นเสื้อตัวหนาๆ ทรงแข็งๆ เหมือนแท่งไอติม แถมช่างยังนิยมการอบเนื้อผ้าให้แข็งเป็นทรงเลยยิ่งแข็งเป็นแท่งไอติมที่เพิ่งออกจากตู้เข้าไปใหญ่

 

เศร้าเลย

 

ผมเคยเห็นผู้ชายสวมเสื้อทรงพระราชทานตามงานศพ เป็นเสื้อสีดําตัดจากผ้าไหมที่เนื้อดูสบายๆ ไม่ได้ผ่านการอบจนแขนเป็นท่อน้ําเสีย ดูแล้วเป็นเสื้อ โครงสร้างน้อย ไม่เสริมไหล่ไม่ใส่ฟองน้ําที่อก คุณคนนี้แกเดินตัวปลิวในวัด ผ่านหน้าคนอื่นๆ ซึ่งสวมเสื้อนอกสีดําเหงื่อตกอยู่นอกศาลา จึงได้เห็นกับตาตัวเองว่าเสื้อพระราชทานมีทางไปของมัน ถ้าเรารู้จักเลือกเสื้อที่เหมาะกับตัวเอง


ข้อแนะนําในการเลือกเสื้อพระราชทาน

- เลี่ยงโครงสร้างเสื้อเทอะทะ เสริมไหล่อกนี้ไม่ต้องเลย

- เลือกเนื้อผ้าที่ร่วมสมัย ไหมนี่โอเคมากนะครับและมันมีให้เลือกมากกว่าเสื้อที่พวกลุงๆ ในสภาเขาเลือกใส่กัน

- เนื้อผ้าอาจไม่ได้บางเพราะมันจะเเนบเนื้อ ดูลําลองเกิน เน้นผิวสัมผัสของเนื้อผ้า เลือกที่น่าสนใจ 

- อย่าเผลอเอาเสื้อไปอบตามร้านเลยนะ ถ้ารู็แล้วมีเคือง


เรื่อง: SURIYA NA RCA

ภาพ: SUWAT