STYLE//
RECOMMEND
คู่มือการแต่งตัว

Pierpaolo Piccioli ดีไซเนอร์เบื้องหลัง Valentino รู้วิธีพาคุณออกจากคอมฟอร์ตโซน

ปิแอร์เปาโล ปิคโชลี (Pierpaolo Piccioli) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์แห่ง Valentino เข้าใจจับแนวทางสองอย่างที่ต่างคนละขั้วมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ประการแรกเขาออกแบบเสื้อผ้าที่ล้ำแฟชั่นแต่ไม่ทำให้คุณดูเหมือนเหยื่อแฟชั่น สองคืองานดีไซน์ของเขายึดมาตรฐานเก่าแก่ไร้ที่ติของช่างฝีมืออิตาลีทว่ายังดูทันสมัยและไม่เชย ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความพิเศษ

 

Pierpaolo Piccioli

 

ปิคโชลีดีไซน์เสื้อผ้าที่ท้าให้คุณใส่ใช้คำว่า ‘ท้า’ เพราะถึงแม้มันเป็นเสื้อผ้าธรรมดาสามัญที่ผู้ชายทุกคนมีเก็บไว้ในตู้เป็นต้นว่าสูทคัตติ้งเนี้ยบๆ เทรนช์โค้ตที่ไว้วางใจได้กางเกงสีกากีตัวเก่งหรือรองเท้าผูกเชือกสีดำ ปิคโชลีร่ายอภินิหารให้ดูเว่อวังอลังการซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกคุณอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับรสนิยมของเขาแต่รับรองว่าคุณจะไม่เสียใจแน่นอน

 

 

แรกๆคุณอาจสองจิตสองใจว่าควรใส่แจ็กเก็ตลายพรางปักลวดลายดีหรือไม่หรือชุดวอร์มสีเบอร์กันดีปักลายลูกปัดขาวหรือสูทสีแดงแปร๊ดแบบสีลิปสติกของโซเฟียลอเรน คุณไม่ใช่คนแรกที่กังขาเช่นเดียวกับ เจมส์ ฮาร์เดน, มาร์ก รัฟฟาโลและจอห์น เลเจนด์ที่ต่างเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เมื่อคุณใส่เสื้อผ้าของปิคโชลี คุณจะค้นพบว่าไม่เพียงแค่คุณจะดูดีขึ้น แต่คุณยังรู้สึกดีขึ้นด้วย

 

Valentino Pre-Fall 2019

 

พฤศจิกายนปีกลายปิคโชลีเลือกใช้โกดังในย่านชินากาวะของโตเกียวเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นพรีฟอลของเขาซึ่งถ้าจะเรียกว่าคอลเล็กชั่นคั่นเวลาก็คงไม่ผิด เข้าใจว่างานนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความชื่นชอบประเทศญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวของปิคโชลีไม่ว่าหลักปรัชญาวะบิ-ซะบิ ศิลปะโอริกามิและวัฒนธรรมมังงะ กำหนดการเดินทางสองวันประกอบด้วยการตระเวนเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ดินเนอร์ที่บ้านของนักสะสมศิลปะโมเดิร์นตัวยงคนหนึ่งในญี่ปุ่นซึ่งสถาปนิกทาดาโอะอันโดเป็นผู้ออกแบบตลอดจนปาร์ตี้ที่ร้าน Valentino สาขากินซา

 

Valentino Pre-Fall 2019

 

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับดีไซน์เนอร์ระดับตำนานผู้นี้ในห้องประชุมเล็กๆที่ชั้นบนของโรมแรมพาร์กไฮแอตใช่แล้วโรงแรมที่เคยใช้ถ่ายหนังเรื่อง Lost in Translation นั่นละขณะที่เราสนทนากันนั้นก้อนเมฆลอยผ่านไปบางทีรู้สึกเหมือนเราสามารถมองเห็นเส้นโค้งขอบฟ้า

 

JF: จำได้ว่าคุณมีลูก...

PP: ครับ สามคน หญิงสอง ชายหนึ่ง คนโต 21 คนรอง 19 คนเล็ก 12

 

JF: ของผมก็สาม งั้นอายุเราน่าจะไล่ กัน

PP: คุณอ่อนกว่ามั้ง

 

JF: มาตรฐานสมัยนี้ถือว่าเรารุ่นเดียวกัน รุ่นเกิน 20

PP: รับสภาพเถอะ

 

JF: พูดถึงเรื่องวัย โลกแฟชั่นไม่เคยหยุดหมุน คุณปรับตัวยังไง

PP: ตอบยากแฮะ ผมจะบอกว่า Valentino เป็นแบรนด์ที่ดีงาม แต่ทุกวันนี้แค่ดีงามอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องทันยุคสมัยด้วย แต่ความคูลนั้นก็อีกเรื่อง ยิ่งอยากให้ดูคูลก็ยิ่งดูไม่คูล ลูกผมไม่เคยพูดเรื่องความคูล ถ้าคนมันคูลให้ทำยังไงก็คูล ไม่ต้องพยายาม

 

JF: ลูกคุณชอบสกัดดาวรุ่งเหมือนกันงั้นสิ

PP: ตลอด! [หัวเราะ] ไม่เคยอวยผมหรอก ไม่เคย! ในโลกนี้ไม่มีใครจริงใจเกินลูกผมละ ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นต้องแย้งไว้ก่อน แต่ผมว่าดีนะ เพราะคนทำงานอย่างผมชอบมีแต่คนอวย ทั้งที่ผมก็รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่หมายความตามนั้นจริง ๆ เวลาพูดว่า “โอ้ มันยอดมาก”

 

JF: อยากให้พูดถึงคอนเซ็ปต์หลัก ของคอลเล็กชั่นนี้

PP: ผมยังคงจุดยืนเดิมของแบรนด์ไว้ เพียงแต่มองผ่านเลนส์ที่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้น ผมเคยเล่นกับสตรีตแวร์แล้วในปารีส ก็เลยอยากสลับไปหาแนวคลาสสิกที่เน้นรายละเอียดของการตัดเย็บ ให้เข้ากับยุคสมัยแต่ไม่ดูพยายามจนเกินไป

 

Valentino Pre-Fall 2019

 

JF: ยังไง

PP: ผมคิดเสมอว่าผมมีหน้าที่มองหาความงามที่แปรผันตามยุคสมัย ถ้าเน้นเฉพาะเรื่องความงามเท่ากับผมทำหน้าที่แค่ครึ่งเดียว งานตัดเสื้อเป็นศิลปะก็จริง แต่คนยุคสมัยนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว คนอยากใส่เสื้อผ้าดี ๆ โดยไม่ต้องรอโอกาสสำคัญ อันนี้ไม่เกี่ยวกับเทรนด์นะ ผมว่าเราจำเป็นต้องมีเสื้อผ้าลำลองหรือที่เรียกว่าสตรีตแวร์ที่คุณภาพดี ๆ ติดตู้ไว้

 

JF: สูทโมเดิร์นในความคิดของคุณหน้าตาเป็นยังไง

PP: สำหรับผมนะ ความเนี๊ยบมาอันดับหนึ่ง ที่เหลือค่อยปรับให้ทันสมัย ใส่กับสนีกเกอร์ก็ยังได้! แต่ถ้าผูกเนกไทแต่ลากผ้าใบนั้นผมไม่โอเค อย่าถามเหตุผล มันฝืน ๆ ดูออกว่าพยายามจะให้คูล

 

JF: ด้วยความที่เลือดศิลปินแรง อะไรทำให้คุณเปลี่ยนใจมาขายโลโก้

PP: ส่วนตัวผมไม่ชอบใช้โลโก้ ผมผ่านยุค 80s มาแล้ว และโลโก้เป็นจุดขายที่ใช้สมองน้อยที่สุด แต่ผมไม่ได้ทำงานคนเดียวนี่ครับ ผมทำงานเป็นทีม ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงไม่เว้นคนที่เด็กที่สุด การได้พูดคุยกับทีมงานทำให้รู้ว่าคนหมกมุ่นกับโลโก้ Valentino ผมเคยถามทีมงานที่ซื้อเสื้อผ้าจาก Amazon ว่า “ทำไมถึงชอบ” ก็ได้คำตอบว่าโลโก้เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง เสมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของแก๊ง ไม่ใช่ว่าใส่แล้วลอยได้แต่อย่างใด ผิดกับยุค 80s ที่โลโก้เปรียบได้กับสัญลักษณ์ของความฝัน สัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ ทุกวันนี้โลโก้เป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคลมากกว่า

ผมเลยลองมองโลโก้ในมุมใหม่และนั่นคือจุดกำเนิดของ VLTN เรายังใช้โลโก้จากยุค 60s-70s ด้วยแต่ผมไม่อยากใช้โลโก้เป็นจุดขายหลักเสื้อผ้าทุกชิ้นของ VLTN ตั้งแต่เสื้อโค้ตผ้าแคชเมียร์สองด้านหรูหราไฮโซจนถึงเสื้อยืดได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันหมดทุกชิ้นได้อารมณ์ของความจริงใจ

 

 

JF: ตั้งความหวังอยากให้คนมองเสื้อผ้าของคุณยังไง

PP: Valentino ตอบโจทย์แฟชั่นบุรุษได้ครบ ไม่ว่าสูท สนีกเกอร์ เสื้อเชิ้ต แอกเซสเซอรี่ต่าง ๆ ผมคิดว่ารสนิยมเสื้อผ้าเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะตีความออกมาอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องคงเนื้อแท้ของความเป็น Valentino ไว้ อย่างวันนี้ผมใส่เทรนช์โค้ตของตัวเอง ผ้าฝ้ายอัดพลีตคล้าย ๆ กับตัวในโชว์ คำว่าสไตล์นั้นมีรายละเอียดจิปาถะต่างไปตามตัวบุคคล สำหรับผมเทรนช์โค้ตก็คือเทรนช์โค้ต


เรื่อง: เจย์ ฟิลเดน

ภาพ: Courtesy of Valentino

 

 

 




Pierpaolo Piccioli ดีไซเนอร์เบื้องหลัง Valentino รู้วิธีพาคุณออกจากคอมฟอร์ตโซน

ปิแอร์เปาโล ปิคโชลี (Pierpaolo Piccioli) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์แห่ง Valentino เข้าใจจับแนวทางสองอย่างที่ต่างคนละขั้วมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ประการแรกเขาออกแบบเสื้อผ้าที่ล้ำแฟชั่นแต่ไม่ทำให้คุณดูเหมือนเหยื่อแฟชั่น สองคืองานดีไซน์ของเขายึดมาตรฐานเก่าแก่ไร้ที่ติของช่างฝีมืออิตาลีทว่ายังดูทันสมัยและไม่เชย ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความพิเศษ

 

Pierpaolo Piccioli

 

ปิคโชลีดีไซน์เสื้อผ้าที่ท้าให้คุณใส่ใช้คำว่า ‘ท้า’ เพราะถึงแม้มันเป็นเสื้อผ้าธรรมดาสามัญที่ผู้ชายทุกคนมีเก็บไว้ในตู้เป็นต้นว่าสูทคัตติ้งเนี้ยบๆ เทรนช์โค้ตที่ไว้วางใจได้กางเกงสีกากีตัวเก่งหรือรองเท้าผูกเชือกสีดำ ปิคโชลีร่ายอภินิหารให้ดูเว่อวังอลังการซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกคุณอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับรสนิยมของเขาแต่รับรองว่าคุณจะไม่เสียใจแน่นอน

 

 

แรกๆคุณอาจสองจิตสองใจว่าควรใส่แจ็กเก็ตลายพรางปักลวดลายดีหรือไม่หรือชุดวอร์มสีเบอร์กันดีปักลายลูกปัดขาวหรือสูทสีแดงแปร๊ดแบบสีลิปสติกของโซเฟียลอเรน คุณไม่ใช่คนแรกที่กังขาเช่นเดียวกับ เจมส์ ฮาร์เดน, มาร์ก รัฟฟาโลและจอห์น เลเจนด์ที่ต่างเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เมื่อคุณใส่เสื้อผ้าของปิคโชลี คุณจะค้นพบว่าไม่เพียงแค่คุณจะดูดีขึ้น แต่คุณยังรู้สึกดีขึ้นด้วย

 

Valentino Pre-Fall 2019

 

พฤศจิกายนปีกลายปิคโชลีเลือกใช้โกดังในย่านชินากาวะของโตเกียวเป็นสถานที่จัดงานแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นพรีฟอลของเขาซึ่งถ้าจะเรียกว่าคอลเล็กชั่นคั่นเวลาก็คงไม่ผิด เข้าใจว่างานนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความชื่นชอบประเทศญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวของปิคโชลีไม่ว่าหลักปรัชญาวะบิ-ซะบิ ศิลปะโอริกามิและวัฒนธรรมมังงะ กำหนดการเดินทางสองวันประกอบด้วยการตระเวนเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ดินเนอร์ที่บ้านของนักสะสมศิลปะโมเดิร์นตัวยงคนหนึ่งในญี่ปุ่นซึ่งสถาปนิกทาดาโอะอันโดเป็นผู้ออกแบบตลอดจนปาร์ตี้ที่ร้าน Valentino สาขากินซา

 

Valentino Pre-Fall 2019

 

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับดีไซน์เนอร์ระดับตำนานผู้นี้ในห้องประชุมเล็กๆที่ชั้นบนของโรมแรมพาร์กไฮแอตใช่แล้วโรงแรมที่เคยใช้ถ่ายหนังเรื่อง Lost in Translation นั่นละขณะที่เราสนทนากันนั้นก้อนเมฆลอยผ่านไปบางทีรู้สึกเหมือนเราสามารถมองเห็นเส้นโค้งขอบฟ้า

 

JF: จำได้ว่าคุณมีลูก...

PP: ครับ สามคน หญิงสอง ชายหนึ่ง คนโต 21 คนรอง 19 คนเล็ก 12

 

JF: ของผมก็สาม งั้นอายุเราน่าจะไล่ กัน

PP: คุณอ่อนกว่ามั้ง

 

JF: มาตรฐานสมัยนี้ถือว่าเรารุ่นเดียวกัน รุ่นเกิน 20

PP: รับสภาพเถอะ

 

JF: พูดถึงเรื่องวัย โลกแฟชั่นไม่เคยหยุดหมุน คุณปรับตัวยังไง

PP: ตอบยากแฮะ ผมจะบอกว่า Valentino เป็นแบรนด์ที่ดีงาม แต่ทุกวันนี้แค่ดีงามอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องทันยุคสมัยด้วย แต่ความคูลนั้นก็อีกเรื่อง ยิ่งอยากให้ดูคูลก็ยิ่งดูไม่คูล ลูกผมไม่เคยพูดเรื่องความคูล ถ้าคนมันคูลให้ทำยังไงก็คูล ไม่ต้องพยายาม

 

JF: ลูกคุณชอบสกัดดาวรุ่งเหมือนกันงั้นสิ

PP: ตลอด! [หัวเราะ] ไม่เคยอวยผมหรอก ไม่เคย! ในโลกนี้ไม่มีใครจริงใจเกินลูกผมละ ไม่ว่าจะทำอะไรเป็นต้องแย้งไว้ก่อน แต่ผมว่าดีนะ เพราะคนทำงานอย่างผมชอบมีแต่คนอวย ทั้งที่ผมก็รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่หมายความตามนั้นจริง ๆ เวลาพูดว่า “โอ้ มันยอดมาก”

 

JF: อยากให้พูดถึงคอนเซ็ปต์หลัก ของคอลเล็กชั่นนี้

PP: ผมยังคงจุดยืนเดิมของแบรนด์ไว้ เพียงแต่มองผ่านเลนส์ที่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้น ผมเคยเล่นกับสตรีตแวร์แล้วในปารีส ก็เลยอยากสลับไปหาแนวคลาสสิกที่เน้นรายละเอียดของการตัดเย็บ ให้เข้ากับยุคสมัยแต่ไม่ดูพยายามจนเกินไป

 

Valentino Pre-Fall 2019

 

JF: ยังไง

PP: ผมคิดเสมอว่าผมมีหน้าที่มองหาความงามที่แปรผันตามยุคสมัย ถ้าเน้นเฉพาะเรื่องความงามเท่ากับผมทำหน้าที่แค่ครึ่งเดียว งานตัดเสื้อเป็นศิลปะก็จริง แต่คนยุคสมัยนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว คนอยากใส่เสื้อผ้าดี ๆ โดยไม่ต้องรอโอกาสสำคัญ อันนี้ไม่เกี่ยวกับเทรนด์นะ ผมว่าเราจำเป็นต้องมีเสื้อผ้าลำลองหรือที่เรียกว่าสตรีตแวร์ที่คุณภาพดี ๆ ติดตู้ไว้

 

JF: สูทโมเดิร์นในความคิดของคุณหน้าตาเป็นยังไง

PP: สำหรับผมนะ ความเนี๊ยบมาอันดับหนึ่ง ที่เหลือค่อยปรับให้ทันสมัย ใส่กับสนีกเกอร์ก็ยังได้! แต่ถ้าผูกเนกไทแต่ลากผ้าใบนั้นผมไม่โอเค อย่าถามเหตุผล มันฝืน ๆ ดูออกว่าพยายามจะให้คูล

 

JF: ด้วยความที่เลือดศิลปินแรง อะไรทำให้คุณเปลี่ยนใจมาขายโลโก้

PP: ส่วนตัวผมไม่ชอบใช้โลโก้ ผมผ่านยุค 80s มาแล้ว และโลโก้เป็นจุดขายที่ใช้สมองน้อยที่สุด แต่ผมไม่ได้ทำงานคนเดียวนี่ครับ ผมทำงานเป็นทีม ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงไม่เว้นคนที่เด็กที่สุด การได้พูดคุยกับทีมงานทำให้รู้ว่าคนหมกมุ่นกับโลโก้ Valentino ผมเคยถามทีมงานที่ซื้อเสื้อผ้าจาก Amazon ว่า “ทำไมถึงชอบ” ก็ได้คำตอบว่าโลโก้เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง เสมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของแก๊ง ไม่ใช่ว่าใส่แล้วลอยได้แต่อย่างใด ผิดกับยุค 80s ที่โลโก้เปรียบได้กับสัญลักษณ์ของความฝัน สัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ ทุกวันนี้โลโก้เป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคลมากกว่า

ผมเลยลองมองโลโก้ในมุมใหม่และนั่นคือจุดกำเนิดของ VLTN เรายังใช้โลโก้จากยุค 60s-70s ด้วยแต่ผมไม่อยากใช้โลโก้เป็นจุดขายหลักเสื้อผ้าทุกชิ้นของ VLTN ตั้งแต่เสื้อโค้ตผ้าแคชเมียร์สองด้านหรูหราไฮโซจนถึงเสื้อยืดได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันหมดทุกชิ้นได้อารมณ์ของความจริงใจ

 

 

JF: ตั้งความหวังอยากให้คนมองเสื้อผ้าของคุณยังไง

PP: Valentino ตอบโจทย์แฟชั่นบุรุษได้ครบ ไม่ว่าสูท สนีกเกอร์ เสื้อเชิ้ต แอกเซสเซอรี่ต่าง ๆ ผมคิดว่ารสนิยมเสื้อผ้าเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะตีความออกมาอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องคงเนื้อแท้ของความเป็น Valentino ไว้ อย่างวันนี้ผมใส่เทรนช์โค้ตของตัวเอง ผ้าฝ้ายอัดพลีตคล้าย ๆ กับตัวในโชว์ คำว่าสไตล์นั้นมีรายละเอียดจิปาถะต่างไปตามตัวบุคคล สำหรับผมเทรนช์โค้ตก็คือเทรนช์โค้ต


เรื่อง: เจย์ ฟิลเดน

ภาพ: Courtesy of Valentino