เผยโฉมนาฬิการุ่นที่จะได้อยู่บนข้อมือของ James Bond ภาคล่าสุด No Time To Die

พอใกล้เวลาที่หนัง 007 ภาคล่าสุดใกล้จะเข้าฉาย เราก็ได้เห็นข้อมูลต่างๆ ทยอยปล่อยออกมาเรียกกระแส ล่าสุดก็เป็นคิวของการเฉลยว่าเรือนเวลารุ่นใดจะได้ปรากฏกายบนข้อมือของพ่อเจมส์ บอนด์ภาคนี้.....คุณเดาไม่ผิดครับว่ามันยังคงเป็น Omega รุ่น Seamaster Diver 300M ที่ออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 1993 อีกตามเคย เรือนเวลารุ่นนี้ถูกใช้ในภาพยนตร์พยัคฆ์ร้าย 007 มาตั้งแต่ปี 1995 ในภาค GoldenEye และยังใช้มาเรื่อยๆ ถึงภาคล่าสุดนี้ จนนาฬิการุ่นนี้สามารถผลิตออกมาเป็น Seamaster 007 Edition ได้

 

 

Omega รุ่น Seamaster Diver 300M ที่ใช้ในภาค GoldenEye

 

Seamaster 007 Edition 2020

 

สำหรับ Seamaster 007 Edition รุ่นล่าสุดประจำปี 2020 นี้ พ่อเจมส์ บอนด์ตัวจริงอย่าง Daniel Craig ก็ได้ร่วมออกแบบด้วย โดยเขาบอกกับ Omega ว่าต้องการให้นาฬิการุ่นล่าสุดนี้มีน้ำหนักเบา มีสีที่โดดเด่นเฉพาะและมีกลิ่นอายความวินเทจแฝงอยู่ด้วย เลยออกมาเป็นนาฬิกาที่มาในตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 2 ให้ความแข็งแรงเหนือชั้นแต่ก็ยังเบาสวมใส่สบาย ส่วนหน้าปัดทำมาจากแซฟไฟร์คริสตัลที่มีเพิ่มดีไซน์ให้บางกว่า Seamaster Diver 300M รุ่นทั่วไปเล็กน้อย

 

Seamaster 007 Edition 2020

 

สีของขอบเบเซลและสัญลักษณ์เวลานั้นเป็นสีน้ำตาลอมส้มซึ่งเป็นสีแบบเดียวกันกับหน้าปัดนาฬิการุ่นเก่าๆ บางรุ่นที่มีสีเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ว่ากันว่าเหล่านักสะสมนาฬิกาเรียกสีนี้ว่า “Tropical” ส่วนเคสด้านหนังของนาฬิกาสลักตัวเลขต่างๆ ไว้ โดยเป็นเลขที่ระบุรหัสการเป็นนาฬิการุ่นที่เคยใช้โดยกองทัพของสหราชอาณาจักร​ (กระทรวงกลาโหมของของสหราชอาณาจักรเคยมอบนาฬิกา Omega รุ่น Seamaster 300s ให้กับกองทัพเพื่อใช้งานระหว่างปี 1967 ถึง 1971) ก่อนจะตัวอักษร A ที่บอกว่าเป็นนาฬิกาที่ใช้เม็ดมะยมแบบเกลียว ตามมาด้วยรหัสประจำตัวสายลับ 007 ของพ่อบอนด์และเลข 62 ที่หมายถึงปี 1962 อันเป็นปีแรกที่ภาพยนตร์ 007 ออกฉายนั้นเอง

 

 

Seamaster 007 Edition รุ่นล่าสุดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Omega Co-Axial Master Chronometer Caliber 8806 ที่ได้มาตราฐานสูงสุดทั้งในเรื่องของความเที่ยงตรง การจับเวลาและความสามารถในการทนต่อสนามแม่เหล็ก สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 30 บาร์หรือ 300 เมตร โดยจะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป มาพร้อมกับสายสองแบบให้เลือกคือสายตาข่ายไทเทเนียมและสายผ้า NATO พร้อมการรับประกัน 5 ปีเต็ม

 


เรื่อง: KANt

ภาพ: Courtesy of OMEGA




เผยโฉมนาฬิการุ่นที่จะได้อยู่บนข้อมือของ James Bond ภาคล่าสุด No Time To Die

พอใกล้เวลาที่หนัง 007 ภาคล่าสุดใกล้จะเข้าฉาย เราก็ได้เห็นข้อมูลต่างๆ ทยอยปล่อยออกมาเรียกกระแส ล่าสุดก็เป็นคิวของการเฉลยว่าเรือนเวลารุ่นใดจะได้ปรากฏกายบนข้อมือของพ่อเจมส์ บอนด์ภาคนี้.....คุณเดาไม่ผิดครับว่ามันยังคงเป็น Omega รุ่น Seamaster Diver 300M ที่ออกสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 1993 อีกตามเคย เรือนเวลารุ่นนี้ถูกใช้ในภาพยนตร์พยัคฆ์ร้าย 007 มาตั้งแต่ปี 1995 ในภาค GoldenEye และยังใช้มาเรื่อยๆ ถึงภาคล่าสุดนี้ จนนาฬิการุ่นนี้สามารถผลิตออกมาเป็น Seamaster 007 Edition ได้

 

 

Omega รุ่น Seamaster Diver 300M ที่ใช้ในภาค GoldenEye

 

Seamaster 007 Edition 2020

 

สำหรับ Seamaster 007 Edition รุ่นล่าสุดประจำปี 2020 นี้ พ่อเจมส์ บอนด์ตัวจริงอย่าง Daniel Craig ก็ได้ร่วมออกแบบด้วย โดยเขาบอกกับ Omega ว่าต้องการให้นาฬิการุ่นล่าสุดนี้มีน้ำหนักเบา มีสีที่โดดเด่นเฉพาะและมีกลิ่นอายความวินเทจแฝงอยู่ด้วย เลยออกมาเป็นนาฬิกาที่มาในตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 2 ให้ความแข็งแรงเหนือชั้นแต่ก็ยังเบาสวมใส่สบาย ส่วนหน้าปัดทำมาจากแซฟไฟร์คริสตัลที่มีเพิ่มดีไซน์ให้บางกว่า Seamaster Diver 300M รุ่นทั่วไปเล็กน้อย

 

Seamaster 007 Edition 2020

 

สีของขอบเบเซลและสัญลักษณ์เวลานั้นเป็นสีน้ำตาลอมส้มซึ่งเป็นสีแบบเดียวกันกับหน้าปัดนาฬิการุ่นเก่าๆ บางรุ่นที่มีสีเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ว่ากันว่าเหล่านักสะสมนาฬิกาเรียกสีนี้ว่า “Tropical” ส่วนเคสด้านหนังของนาฬิกาสลักตัวเลขต่างๆ ไว้ โดยเป็นเลขที่ระบุรหัสการเป็นนาฬิการุ่นที่เคยใช้โดยกองทัพของสหราชอาณาจักร​ (กระทรวงกลาโหมของของสหราชอาณาจักรเคยมอบนาฬิกา Omega รุ่น Seamaster 300s ให้กับกองทัพเพื่อใช้งานระหว่างปี 1967 ถึง 1971) ก่อนจะตัวอักษร A ที่บอกว่าเป็นนาฬิกาที่ใช้เม็ดมะยมแบบเกลียว ตามมาด้วยรหัสประจำตัวสายลับ 007 ของพ่อบอนด์และเลข 62 ที่หมายถึงปี 1962 อันเป็นปีแรกที่ภาพยนตร์ 007 ออกฉายนั้นเอง

 

 

Seamaster 007 Edition รุ่นล่าสุดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Omega Co-Axial Master Chronometer Caliber 8806 ที่ได้มาตราฐานสูงสุดทั้งในเรื่องของความเที่ยงตรง การจับเวลาและความสามารถในการทนต่อสนามแม่เหล็ก สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 30 บาร์หรือ 300 เมตร โดยจะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป มาพร้อมกับสายสองแบบให้เลือกคือสายตาข่ายไทเทเนียมและสายผ้า NATO พร้อมการรับประกัน 5 ปีเต็ม

 


เรื่อง: KANt

ภาพ: Courtesy of OMEGA