TAE YANG: When The Sun Comes Up

ทราบมาว่าจ๊อบแรกของคุณหลังจากปลดจากเกณฑ์ทหารคือไปเป็นโต้โผจัดงาน “Flower Response (花答): Taeyang’s Charity Flea Market and Auction with Friends”

ตอนที่ติดทหารผมคิดตลอดว่าออกไปเราจะจัดมีทติ้งแฟนๆ ยังไงดี ห่างหายจากการขึ้นเวทีคอนเสิร์ตซะขนาดนั้น คิดอยู่หลายไอเดียเลยครับ ก่อนจะมาสรุปที่ไอเดียออกร้าน เรื่องของเรื่องคือผมมีเสื้อผ้าเหลือใส่อยู่เยอะมาก เยอะมากจริงๆ จะทิ้งก็เสียดาย อย่ากระนั้นเลยเอามาปล่อยขายหาเงินทำบุญดีกว่า อีกอย่างวันๆ ผมก็ไม่ได้ใส่ชุดอะไรนอกจากชุดทหาร ลงท้ายเลยเป็นที่มาของไอเดียออกร้านอย่างที่บอก ใครมีอะไรก็ช่วยกันขนออกมาขายแล้วเอารายได้ไปบริจาคการกุศล จากตอนแรกแค่กะจะหาเรื่องมีทติ้งแฟนเพลง ไปๆ มาๆ ดันมาออกอีกเรื่องเฉย

 

แค่ของคุณคนเดียวก็ปาไปร่วมพันชิ้นแล้ว

รวมกับของพวกเพื่อนๆ อีกก็ราว 2,200 ชิ้นเห็นจะได้ กว่านั้นด้วยผมว่า… ของผมประมาณ 1,300 ชิ้น

 

 

เยอะขนาดนั้นเชียว

หลักๆ แล้วจะเป็นเสื้อผ้าเสียครับ อย่างพวกชุดที่ใช้ใส่เล่นคอนเสิร์ต เป็นชุดคอสตูมบ้างชุดตัวเองบ้าง รวมไปรวมมาเลยเยอะอย่างที่เห็น เสื้อผ้านี่เป็นกระตั๊กแล้วไหนจะพวกเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านอีก คนเรารสนิยมมันเปลี่ยนไปเรื่อยน่ะครับ เห็นอะไรถูกใจเราก็ซื้อๆ ไว้... ซื้อ ซื้อ ซื้อ จนกองเต็มไปหมด

 

คุณหมดเงินไปกับของพวกนี้เยอะมาก ไม่เสียดายบ้างเหรอ

ไม่เลยครับ ผมรู้สึกว่าของพวกนี้ไม่เน่าไม่เสียเก็บไว้ยังไงก็ได้เอาออกมาใช้อีก แต่ถึงจุดนึงมันก็ต้องมีระบายออกบ้าง ผมเลยตั้งกฎไว้ว่าเสื้อผ้าชุดไหนที่ไม่ได้ใส่เลยเป็นปีสองปีผมจะระบายออก เพราะคิดว่ายังไงผมคงไม่ได้ใส่มันอีก เท่าที่สังเกตตัวเอง ของอันไหนถ้าผมไม่ใช้ต่อให้เก็บไว้ผมก็จะไม่ใช้มันเลย เพราะงั้นแทนที่จะเก็บไว้เฉยๆ สู้เอาไปให้คนที่เขาต้องการดีกว่า

 

 

ถือโอกาสเคลียร์ของไปด้วยเลย

ใช่ครับ เที่ยวก่อนตอนที่จัดงานตลาดนัดกับวง G-Dragon (สี่ปีที่แล้ว) มันเหมือนการเอาของมาโละซะมากกว่า มาเที่ยวนี้ผมเลยอยากทำออกมาให้ดีให้เป็นงานประจำปีไปเลย

 

ฟังเข้าท่า แต่ติดตรงงานมันผ่านมาแล้วนี่สิ (จัดไปเมื่อวันที่ 18 มกราคม) ใครที่เพิ่งมาอ่านเห็นแล้วพลาดคงเสียดายน่าดู

ผมอยากให้มันฟังดูเหมือนพวกงาน “ตลาดนัดสินค้าคุณภาพราคาถูก” อะไรเทือกนั้นนะ ยิ่งมีคนมาเดินมาซื้อมาหาเยอะเท่าไหร่ยอดบริจาคก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

 

 

พูดถึงเรื่องนี้ ได้ข่าวว่าคุณนำเงินที่ได้ (จากการออกร้าน) ไปบริจาคให้เด็กที่มีปัญหาทางการได้ยิน คงเพราะความที่เป็นนักร้องนักดนตรีด้วยรึเปล่าคุณเลยให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้เป็นพิเศษ

ผมดูอยู่หลายมูลนิธิมากครับ พยายามหาไอ้ที่ตรงกับตัวเรามากที่สุด ก็อย่างที่คุณว่านั่นแหละ ความเป็นนักร้องนักดนตรีมันเลยทำให้ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของการรับรู้บทเพลงมากๆ การมองเห็นก็สำคัญนะ แค่ผมมองว่าคำร้องกับท่วงทำนองมันเปลี่ยนแปลงผู้คนได้มากสุด เพราะงั้นผมเลยให้ความสำคัญกับเด็กหูหนวกเป็นพิเศษ

 

คุณบอกว่าคุณนึกถึงมันตลอดช่วงที่อยู่ในรั้วทหาร ชีวิตในนั้นเป็นยังไงบ้าง เป็นนักร้องใจรักแต่ดันไม่ได้ขึ้นคอนเสิร์ตร้องเพลงตั้ง 2 ปีคงทรมานน่าดู

จริงๆ (ชีวิตในรั้วทหาร) มันก็สนุกดีนะ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นด้วย ถึงกับบางคนซึ่งรวมถึงผมมันอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่การได้รับใช้ชาติก็ช่วยทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ที่บอกว่าสนุกและมีความสุขก็เพราะตั้งแต่เข้าวงการมาผมเอาแต่ทำงานหนักแบบไม่คิดจะพักจนเคยตัว แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มมาจากคำว่า “ปากท้อง” แต่พอมาเกณฑ์ทหารถึงรู้สึกว่าตัวเองได้ปล่อยวางจากภาระความกดดันต่างๆ รู้สึกจิตใจมันสงบแล้วก็ผ่อนคลายขึ้นมาก

 

 

ฟังเหมือนได้พักและหนีตัวเองจากเรื่องยุ่งๆ ในชีวิต

จริงครับ แถมได้เพื่อนใหม่ด้วย ไม่เคยนึกว่าตัวเองจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กินกับเด็กรุ่นหลังที่อายุอ่อนกว่าเราเป็นสิบปี แถมมาจากทั่วสารทิศชนิดถ้าไม่ใช่เพราะต้องมาติดทหารคงไม่มีทางได้เจอ การได้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่างออกไปมันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรขึ้นแยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติ ค่านิยม วิถีการใช้ชีวิต เรียกว่าได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะเลย

 

ที่ว่าได้รู้คือรู้อะไร และที่ว่าต่างมันต่างตรงไหน

เด็กพวกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอายุ 20 ต้นๆ จนถึง 25 มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างผมนี่จะเปิดยูทูบดูแต่เฉพาะวิดีโอที่ตัวเองชอบ แต่เด็กพวกนั้นจะสรรหาสารพัดคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มต่างๆ มาดูเยอะแยะไปหมด ในฐานะคนในวงการนั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ตระหนักว่า “มันยังมีช่องทางอยู่อีกมากมายให้ผู้คนได้เรียนรู้ ซึมซับ แล้วก็รับอิทธิพล” ตั้งแต่นั้นผมเลยพยายามเปิดใจให้กว้างขึ้น

 

 

อย่ามองอะไรแต่เพียงฉาบฉวย

ใช่ครับ พอ (ทำเพลง) ถึงจุดๆ นึงมันจะวนอยู่แค่แต่งเพลง ออกอัลบัม แล้วก็เล่นคอนเสิร์ต เพราะงั้นมันเลยเหมือนได้เห็นอะไรที่แตกต่าง ตอนเป็นทหารผมได้ขึ้นไปร้องเพลงตามงานกิจกรรมอยู่บ่อยๆ มันทำให้ผมได้สัมผัสและเรียนรู้เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยได้เรียนรู้ ทั้งๆ ที่บรรยากาศงานอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเทียบอะไรไม่ได้กับคอนเสิร์ตของเรา แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักร้องจริงๆ ยิ่งกว่าตอนขึ้นคอนเสิร์ตตัวเองซะอีก แล้วก็ไม่รู้จะบ่นไปทำไมในเมื่อมันเป็นกิจกรรมที่จัดเพื่อสร้างความสุขให้กับบรรดาเพื่อนๆ ทหารอย่างผม ทั้งหมดมีแค่ยกพื้นเวที ดนตรี แล้วก็คนฟัง นั่นล่ะที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักร้อง

 

ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของดนตรีกับคนฟัง แค่นั้น

แค่นั้นจริงๆ ครับ ผมกลับมาสู่พื้นฐานของการแสดง ในแบบที่ผมเคยทำ ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกที่ต้องมาแสดงต่อหน้าทหารกับครอบครัวของคนเหล่านั้นซึ่งไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตของเรา

 

 

คุณเนี่ยนะตื่นเต้น (หัวเราะ) กลัวซะล่ะมากกว่ามั้ง เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าคนพวกนี้เขาจะชอบคุณรึเปล่า เออ ถ้าเป็นพวกติ่งหรือแฟนขาประจำก็ว่าไปอย่าง

ก็นั่นไปผมถึงต้องทำอะไรให้มันง่ายเข้าไว้ เหมือนที่คุณบอก ถ้าเป็นแฟนเพลงวงเราก็ว่าไปอย่าง พวกเขามาเพราะอยากดูคอนเสิร์ต แต่พอต้องมาแสดงต่อหน้าคนดู “ทั่วๆ ไป” ผมดันตื่นเต้นซะงั้น ถึงขั้นประหม่าไปไม่เลยเลยด้วย อารมณ์แบบนี้ผมไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว

 

แบบนี้สิดีเอเนอร์จี้มาตรึม

ใช่มาตรึมเลย...

 

 

มีคนมาฟ้องผมว่าคุณขอไม่ให้สัมภาษณ์เราได้มั้ย

จริงๆ ผมชอบให้สัมภาษณ์มากนะ แค่ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำยังไง (ให้เหมาะสม) แต่ครั้งนี้ผมจะพยายามระวังให้มากๆ รวมถึงครั้งต่อๆ ไปด้วย ถึงสิ่งผมพูดจะเป็นสิ่งที่ผมคิด ณ ช่วงเวลานั้นแต่ความคิดคนเรามันเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา สิ่งที่ผมพูดมันจะส่งผลถึงภาพจำเพราะงั้นจะพูดอะไรออกมาต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ถ้าเพิ่มความรอบคอบสักนิดผมน่าจะตอบคำถามได้ดีขึ้น อีกอย่างนี่ก็เป็นสัมภาษณ์แรกหลังปลดประจำการด้วย ไม่ได้กดดันอะไรหรอก แต่ผมว่าผมควรทำมันออกมาให้ดี

 

เห็นด้วย คำพูดพอลงไปเป็นตัวหนังสือแล้วมันแก้ยาก อีกอย่างคงไม่มีใครบ้าตอบคำถามเหมือนเดิมซ้ำๆ หรอก

ถูกของคุณ ไม่มีหรอก ช่วงที่ฝึกทหารคุณมีเวลามากมายก่ายกองให้คิด คุณจะมีเวลาคิดตลอด อย่างเวลาอยู่เวรยามตอนเช้า อารมณ์จะพาให้คุณคิดไปสารพัดเรื่อง คิดไปเรื่อย

 

 

คิดถึงเรื่องอะไรบ่อยสุด เคยคิดถึงเรื่องเป้าหมายหรือหาคำตอบ (ในชีวิต) บ้างมั้ย

เคยครับ แต่มันมีเยอะมากแล้วก็เปลี่ยนตลอด ผมว่าผมคิดถึงเรื่องตัวเองบ่อยสุดนะ มันคือโอกาสที่จะได้หาคำตอบว่าตกลงแล้วผมเป็นคนยังไงกันแน่ นึกขอบคุณวันเวลา รึอย่างเรื่อง “คุณค่าของชีวิต” ที่ตามธรรมดาแล้วเราไม่เคยนึกถึง ชีวิตทหารเกณฑ์มันทำให้ผมได้คิดและตระหนักถึงคุณค่าของเวลา คนรอบข้างและแฟนเพลง แล้วผมก็อยากรักษามันไว้ ผมรู้สึกว่าบางทีผมควรพูดแต่ความจริงถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยาก พูดมันอย่างนอบน้อมและอย่างที่คนเป็นผู้ใหญ่เขาพูดกัน ไม่ได้กะให้ตัวเองดูดีหรอก ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ

 

ที่บอกว่าควรพูดแต่ความจริงถึงมันจะเป็นเรื่องยากคุณหมายถึง ...

ผมไม่อยากให้คนมองว่าผม “แหล” สมมติว่าถ้ามีคนอยู่รอบข้างคุณแล้วคุณรักพวกเขาจริงๆ คุณก็ควรพูดแต่ความจริงต่อให้มันจะพูดยาก ของแบบนี้มันอยู่ที่วิธีที่คุณจะสื่อสาร ซึ่งผมมองว่าคือสิ่งสำคัญสุดที่ผมได้จากการเกณฑ์ทหาร มันไม่ง่ายที่จะสื่อสารกับคนนับร้อยนับพันที่มาจากสภาพแวดล้อมต่างกัน จากโลกที่ต่างกัน และเมื่อต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนานๆ ผมเลยค่อยๆ เรียนรู้ว่าถ้าอยากให้คนมาเข้าใจเราอันดับแรกคุณต้องแสดงความจริงใจกับเขาก่อน วิธีที่ได้ผลสุดคือสื่อสารออกไปตรงๆ ในระดับที่คนสามารถรับรู้และเข้าใจได้ แบบเดียวกับการร้องเพลงที่ต้องสื่อสารและเข้าถึงคนฟัง

 

 

สำหรับเพื่อนทหารเกณฑ์คนอื่นแล้วคุณคือคนที่มาจากโลกที่แตกต่าง

จริงครับ แรกๆ พวกเขาก็รู้สึกแปลกๆ กับผมนะ เด็กพวกนี้อายุอ่อนกว่าผมเป็นสิบปีแล้วก็โตมากับเพลงของเรา ตอนออกอัลบัมแรกพวกเขายังอยู่ป.ห้าป.หกกันอยู่เลย ความที่เด็กพวกนี้โตมากับโลกของความบันเทิง มันเลยทำให้พวกเราสนิทแล้วก็เข้ากันได้ดีแบบไม่มีระยะห่าง แชร์ทุกข์สุขร่วมกันแล้วก็ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ (จากการฝึก) เหมือนทหารเกณฑ์ทั่วไป ไม่มีความรู้สึกแปลกแยกหรือว่าขัดเขิน

 

ฝึกหนักแบบนี้ได้มีวันพักกับเขาบ้างมั้ย

กว่าจะได้ก็เล่นเอาเหนื่อยละครับ (หัวเราะ) ผมเป็นพลปืนครับถ้าฝึกภารกิจพื้นฐานสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีอุบัติเหตุเขาจะให้เราลาพัก ถึงจะลาไม่ได้บ่อยแต่หน่วยที่ผมอยู่เขาก็ใจดีคงเพราะเห็นว่าพวกเราตั้งใจฝึกกันจริงๆ

 

 

เห็นคุณเล่าไปยิ้มไปแบบนี้เชื่อแล้วล่ะว่าคุณแฮปปี้กับชีวิตทหารเกณฑ์จริงๆ

เนอะ (หัวเราะ) เวลาคุณตั้งใจทำอะไรบางอย่างที่ในชีวิตจริงคุณไม่มีโอกาสได้ทำจนสำเร็จมันรู้สึกดีนะ

 

คุณบอกว่าคุณได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการรับใช้ชาติและมีความสุขที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบรรดาเพื่อนทหารแต่ผมมองว่านั่นเป็นเพราะคุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ถึงผมจะไม่เคยเกณฑ์ทหารแต่ผมก็ไม่คิดว่าในนั้นอะไรๆ มันจะราบรื่นหรือลงตัวไปเสียหมดหรอก ต่อให้คุณจะพยายามแค่ไหนหรือแค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปมันก็ยังต้องใช้เวลาอยู่ดี

สิ่งนึงที่ผมได้จากชีวิตในกองทัพคือผมรู้สึกว่าผมมีอิสระ แล้วมันก็ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าผมสามารถมีอิสระได้ในทุกๆ ที่ ถ้าขนาดในค่ายทหารผมยังรู้สึกเป็นอิสระได้ที่ไหนๆ ผมคงรู้สึกได้ทั้งนั้น

 

 

เมษาฯ นี้เทศกาลดนตรี Coachella Festival ที่อเมริกาเราคงได้เห็นกัน

ครับ มันคือคอนเสิร์ตแรกหลังออกจากเกณฑ์ทหารและบางทีอาจเป็นโอกาสที่ผมจะได้เผยตัวตนในอีกหลายๆ ด้านที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้เผยมันมาก่อน ผมเลยตั้งตารอแล้วก็เตรียมความพร้อมสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้สุดๆ ซึ่งคงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนั่นล่ะเพียงแต่ลำพังผมคนเดียวคงทำไม่ได้ ที่แน่ๆ นี่ถือเป็นโอกาส ถ้าผมทำผลงานได้ดีและการแสดงไปได้สวยมันจะเป็นอะไรที่มีความหมายมากๆ

 

วงเฮดไลเนอร์ Coachella ปีนี้มีแต่ระดับบิ๊กเนมทั้งนั้น

ใช่ๆ หนึ่งในนั้นคือวงแร๊พเมทัลระดับตำนาน RATM (Rage Against the Machine) ที่กลับมารวมตัวกันครั้งแรกในรอบสิบปีเพื่อคอนเสิร์ตนี้โดยเฉพาะ วงเราก็จะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

 

 

ตอนที่ทางโน้นส่งเทียบเชิญมา ทางวงได้มีคุยกันมั้ยว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธดี

คุยกันหนักมากครับ แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนมันก็ไม่ง่ายทั้งนั้น เพราะเราไม่รู้ว่าไปแล้วผลตอบรับจะเป็นยังไง เราคุยกันมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่ทาง Coachella จะติดต่อมาด้วยซ้ำ คิดแล้วคิดอีกแต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปสักที จนสุดท้ายก็เห็นร่วมกันว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วลองดูสักตั้งคงไม่เสียหลาย

 

แล้วเตรียมความพร้อมกันไปถึงไหนแล้ว

ก็ตั้งแต่พ้นเกณฑ์กันออกมาเราทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมกันตลอด ถึงตอนนี้ผมว่าทุกอย่างน่าจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยและพร้อมขึ้นเวทีกันแล้วละครับ

 

 

ไม่แน่ใจว่าพวกคุณรู้กันรึยังแต่นิตยสาร Billboard ตีข่าวเป็นทำนองว่าวง Big Bang เตรียมกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังผ่านมรสุมนับตั้งแต่ออกอัลบัมในปี 2016” ส่วนสื่อเกาหลีก็มองว่ามันยังเร็วเกินไป

หวังว่าเราจะทำผลงานที่ Coachella ได้ดี

 

บอกตรงๆ ถ้าผมเป็นคุณผมคงรู้สึกว่าข่าวพวกนี้มันไม่แฟร์ ไม่คิดจะออกมาโต้หรือชี้แจงอะไรบ้างเหรอ

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ผมว่าผมควรต้องใช้สติให้มากๆ กับมองทุกอย่างตามความเป็นจริง ผมใช้เวลากว่าค่อนชีวิตในฐานะคนที่ชื่อแทยังแห่งวง Big Bang สร้างสัมพันธ์กับผู้คนผ่านวงดนตรีวงๆ นี้ และที่สำคัญสุดแฟนเพลงรักผมจากผลงานที่ผมทำในฐานะสมาชิกวง Big Bang เพราะงั้นการจะทำอะไรลงไปผมเลยมองว่าผมต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย ด้วยการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วก็ผ่านทุกอย่างไปพร้อมกัน

 

 

หนึ่งในนั้นคือการปรับปรุงตัวคุณเอง

ผมว่าก็ด้วย ดีๆ ชั่วๆ ผมก็ไม่คิดว่าผมคือตัวก่อปัญหา ผมถึงเคยพูดไว้ไงครับว่าผมไม่เหมาะที่จะให้ใครมาเรียกผมว่า “เซเล็บ” ไม่ว่าจะในแง่ดีหรือร้าย ผมไม่ชอบการเป็นที่ถูกพูดถึง ผมขอมีความสุขอยู่กับการได้ทำเพลงและสร้างสรรค์ผลงานเท่านั้นพอ ขอเป็นตัวผมในแบบของผมอย่างนี้แหละ แล้วผมก็ได้ค้นพบอะไรหลายอย่างในตัวเองก็ช่วงที่เกณฑ์ทหารนี่ล่ะ

 

มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ขึ้นเวทีร้องเพลงให้ทหารฟังของคุณเลย กลับมาสู่พื้นฐานความเรียบง่าย บางเรื่องที่คุณอาจหลงลืมไป

ใช่เลยครับ ไอ้ความเป็น “ตัวผม” นี่มันมีทั้งแง่ดีแล้วก็ไม่ดีนะซึ่งแต่ก่อนผมอาจจะแยกแยะไม่ค่อยได้ แต่ด้วยวัยบวกกับการได้ใช้ชีวิตในกองทัพมันเลยทำให้ผมได้รู้จักตัวเองในหลายๆ ด้าน ทำให้ผมคิดได้ว่าผมควรเติมเต็มส่วนดีๆ ให้กับตัวเองมากขึ้นถึงตอนนี้ผมจะยังทำได้ไม่ดีพอก็เถอะ

 

 
 
 
View this post on Instagram

Esquire Thailand Double Issue เดือนเมษายน-พฤษภาคม เราทำการสำรวจถึง “ความสุข” ของคนกรุงฯ ว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาทั้งโรคระบาดและเงินจากกระเป๋า มันทำให้จิตใจยังไหวอยู่หรือเปล่า แล้วมาเยียวยาหัวใจคุณสาวๆ กับบทสัมภาษณ์พร้อมแฟชั่นเซ็ตจากพ่อหนุ่มพลังโซล่าร์ Tae Yang แห่ง Big Bang วางแผงแล้ววันนี้ และฉบับดิจิทัลทางแอปพลิเคชั่น OOKBEE รองรับทั้ง iOS และ Android แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ Inbox มาสั่งซื้อกับเราใน Facebook Esquire Thailand ได้เลย! #EsquireThailand #TaeYang #YoungBae #동영배 #Fendi

A post shared by Esquire Thailand (@esquirethai) on

 

ที่ว่าแง่ไม่ดีมีอะไรบ้าง

เพียบครับ ถึงบอกไงว่าผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง แต่เอาเป็นว่าผมยังไม่ดีพอในแง่ของการสัมผัสและเข้าถึงผู้คน ซึ่งสำคัญนะ ผมรู้ว่าผมยังทำได้ไม่ค่อยดีจนบางครั้งดูแย่ไปเลย ก็หวังว่าจะทำมันได้ดีขึ้น ผมอยากเปิดใจรับผู้คนได้แบบที่ตัวเองไม่รู้สึกฝืน พูดไปเดี๋ยวก็วกเข้าเรื่องกองทัพอีกจนได้…

 

แหม่ก็มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคุณนี่ การเป็นทหารทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

มากสุดคือให้ผมได้รู้จักตัวเอง


Fashion Editor: KO DONGHUI

Features Editor: KIM EUNHEE
ช่างภาพ: KIM HEEJUN with FENDI
เสื้อผ้าทั้งหมดจาก FENDI

 




TAE YANG: When The Sun Comes Up

ทราบมาว่าจ๊อบแรกของคุณหลังจากปลดจากเกณฑ์ทหารคือไปเป็นโต้โผจัดงาน “Flower Response (花答): Taeyang’s Charity Flea Market and Auction with Friends”

ตอนที่ติดทหารผมคิดตลอดว่าออกไปเราจะจัดมีทติ้งแฟนๆ ยังไงดี ห่างหายจากการขึ้นเวทีคอนเสิร์ตซะขนาดนั้น คิดอยู่หลายไอเดียเลยครับ ก่อนจะมาสรุปที่ไอเดียออกร้าน เรื่องของเรื่องคือผมมีเสื้อผ้าเหลือใส่อยู่เยอะมาก เยอะมากจริงๆ จะทิ้งก็เสียดาย อย่ากระนั้นเลยเอามาปล่อยขายหาเงินทำบุญดีกว่า อีกอย่างวันๆ ผมก็ไม่ได้ใส่ชุดอะไรนอกจากชุดทหาร ลงท้ายเลยเป็นที่มาของไอเดียออกร้านอย่างที่บอก ใครมีอะไรก็ช่วยกันขนออกมาขายแล้วเอารายได้ไปบริจาคการกุศล จากตอนแรกแค่กะจะหาเรื่องมีทติ้งแฟนเพลง ไปๆ มาๆ ดันมาออกอีกเรื่องเฉย

 

แค่ของคุณคนเดียวก็ปาไปร่วมพันชิ้นแล้ว

รวมกับของพวกเพื่อนๆ อีกก็ราว 2,200 ชิ้นเห็นจะได้ กว่านั้นด้วยผมว่า… ของผมประมาณ 1,300 ชิ้น

 

 

เยอะขนาดนั้นเชียว

หลักๆ แล้วจะเป็นเสื้อผ้าเสียครับ อย่างพวกชุดที่ใช้ใส่เล่นคอนเสิร์ต เป็นชุดคอสตูมบ้างชุดตัวเองบ้าง รวมไปรวมมาเลยเยอะอย่างที่เห็น เสื้อผ้านี่เป็นกระตั๊กแล้วไหนจะพวกเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านอีก คนเรารสนิยมมันเปลี่ยนไปเรื่อยน่ะครับ เห็นอะไรถูกใจเราก็ซื้อๆ ไว้... ซื้อ ซื้อ ซื้อ จนกองเต็มไปหมด

 

คุณหมดเงินไปกับของพวกนี้เยอะมาก ไม่เสียดายบ้างเหรอ

ไม่เลยครับ ผมรู้สึกว่าของพวกนี้ไม่เน่าไม่เสียเก็บไว้ยังไงก็ได้เอาออกมาใช้อีก แต่ถึงจุดนึงมันก็ต้องมีระบายออกบ้าง ผมเลยตั้งกฎไว้ว่าเสื้อผ้าชุดไหนที่ไม่ได้ใส่เลยเป็นปีสองปีผมจะระบายออก เพราะคิดว่ายังไงผมคงไม่ได้ใส่มันอีก เท่าที่สังเกตตัวเอง ของอันไหนถ้าผมไม่ใช้ต่อให้เก็บไว้ผมก็จะไม่ใช้มันเลย เพราะงั้นแทนที่จะเก็บไว้เฉยๆ สู้เอาไปให้คนที่เขาต้องการดีกว่า

 

 

ถือโอกาสเคลียร์ของไปด้วยเลย

ใช่ครับ เที่ยวก่อนตอนที่จัดงานตลาดนัดกับวง G-Dragon (สี่ปีที่แล้ว) มันเหมือนการเอาของมาโละซะมากกว่า มาเที่ยวนี้ผมเลยอยากทำออกมาให้ดีให้เป็นงานประจำปีไปเลย

 

ฟังเข้าท่า แต่ติดตรงงานมันผ่านมาแล้วนี่สิ (จัดไปเมื่อวันที่ 18 มกราคม) ใครที่เพิ่งมาอ่านเห็นแล้วพลาดคงเสียดายน่าดู

ผมอยากให้มันฟังดูเหมือนพวกงาน “ตลาดนัดสินค้าคุณภาพราคาถูก” อะไรเทือกนั้นนะ ยิ่งมีคนมาเดินมาซื้อมาหาเยอะเท่าไหร่ยอดบริจาคก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

 

 

พูดถึงเรื่องนี้ ได้ข่าวว่าคุณนำเงินที่ได้ (จากการออกร้าน) ไปบริจาคให้เด็กที่มีปัญหาทางการได้ยิน คงเพราะความที่เป็นนักร้องนักดนตรีด้วยรึเปล่าคุณเลยให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้เป็นพิเศษ

ผมดูอยู่หลายมูลนิธิมากครับ พยายามหาไอ้ที่ตรงกับตัวเรามากที่สุด ก็อย่างที่คุณว่านั่นแหละ ความเป็นนักร้องนักดนตรีมันเลยทำให้ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของการรับรู้บทเพลงมากๆ การมองเห็นก็สำคัญนะ แค่ผมมองว่าคำร้องกับท่วงทำนองมันเปลี่ยนแปลงผู้คนได้มากสุด เพราะงั้นผมเลยให้ความสำคัญกับเด็กหูหนวกเป็นพิเศษ

 

คุณบอกว่าคุณนึกถึงมันตลอดช่วงที่อยู่ในรั้วทหาร ชีวิตในนั้นเป็นยังไงบ้าง เป็นนักร้องใจรักแต่ดันไม่ได้ขึ้นคอนเสิร์ตร้องเพลงตั้ง 2 ปีคงทรมานน่าดู

จริงๆ (ชีวิตในรั้วทหาร) มันก็สนุกดีนะ ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นด้วย ถึงกับบางคนซึ่งรวมถึงผมมันอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่การได้รับใช้ชาติก็ช่วยทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ที่บอกว่าสนุกและมีความสุขก็เพราะตั้งแต่เข้าวงการมาผมเอาแต่ทำงานหนักแบบไม่คิดจะพักจนเคยตัว แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มมาจากคำว่า “ปากท้อง” แต่พอมาเกณฑ์ทหารถึงรู้สึกว่าตัวเองได้ปล่อยวางจากภาระความกดดันต่างๆ รู้สึกจิตใจมันสงบแล้วก็ผ่อนคลายขึ้นมาก

 

 

ฟังเหมือนได้พักและหนีตัวเองจากเรื่องยุ่งๆ ในชีวิต

จริงครับ แถมได้เพื่อนใหม่ด้วย ไม่เคยนึกว่าตัวเองจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่กินกับเด็กรุ่นหลังที่อายุอ่อนกว่าเราเป็นสิบปี แถมมาจากทั่วสารทิศชนิดถ้าไม่ใช่เพราะต้องมาติดทหารคงไม่มีทางได้เจอ การได้เห็นโลกในมุมมองที่แตกต่างออกไปมันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรขึ้นแยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติ ค่านิยม วิถีการใช้ชีวิต เรียกว่าได้รู้ได้เห็นอะไรเยอะเลย

 

ที่ว่าได้รู้คือรู้อะไร และที่ว่าต่างมันต่างตรงไหน

เด็กพวกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอายุ 20 ต้นๆ จนถึง 25 มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างผมนี่จะเปิดยูทูบดูแต่เฉพาะวิดีโอที่ตัวเองชอบ แต่เด็กพวกนั้นจะสรรหาสารพัดคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มต่างๆ มาดูเยอะแยะไปหมด ในฐานะคนในวงการนั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ตระหนักว่า “มันยังมีช่องทางอยู่อีกมากมายให้ผู้คนได้เรียนรู้ ซึมซับ แล้วก็รับอิทธิพล” ตั้งแต่นั้นผมเลยพยายามเปิดใจให้กว้างขึ้น

 

 

อย่ามองอะไรแต่เพียงฉาบฉวย

ใช่ครับ พอ (ทำเพลง) ถึงจุดๆ นึงมันจะวนอยู่แค่แต่งเพลง ออกอัลบัม แล้วก็เล่นคอนเสิร์ต เพราะงั้นมันเลยเหมือนได้เห็นอะไรที่แตกต่าง ตอนเป็นทหารผมได้ขึ้นไปร้องเพลงตามงานกิจกรรมอยู่บ่อยๆ มันทำให้ผมได้สัมผัสและเรียนรู้เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยได้เรียนรู้ ทั้งๆ ที่บรรยากาศงานอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเทียบอะไรไม่ได้กับคอนเสิร์ตของเรา แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักร้องจริงๆ ยิ่งกว่าตอนขึ้นคอนเสิร์ตตัวเองซะอีก แล้วก็ไม่รู้จะบ่นไปทำไมในเมื่อมันเป็นกิจกรรมที่จัดเพื่อสร้างความสุขให้กับบรรดาเพื่อนๆ ทหารอย่างผม ทั้งหมดมีแค่ยกพื้นเวที ดนตรี แล้วก็คนฟัง นั่นล่ะที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักร้อง

 

ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของดนตรีกับคนฟัง แค่นั้น

แค่นั้นจริงๆ ครับ ผมกลับมาสู่พื้นฐานของการแสดง ในแบบที่ผมเคยทำ ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกที่ต้องมาแสดงต่อหน้าทหารกับครอบครัวของคนเหล่านั้นซึ่งไม่เคยไปดูคอนเสิร์ตของเรา

 

 

คุณเนี่ยนะตื่นเต้น (หัวเราะ) กลัวซะล่ะมากกว่ามั้ง เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าคนพวกนี้เขาจะชอบคุณรึเปล่า เออ ถ้าเป็นพวกติ่งหรือแฟนขาประจำก็ว่าไปอย่าง

ก็นั่นไปผมถึงต้องทำอะไรให้มันง่ายเข้าไว้ เหมือนที่คุณบอก ถ้าเป็นแฟนเพลงวงเราก็ว่าไปอย่าง พวกเขามาเพราะอยากดูคอนเสิร์ต แต่พอต้องมาแสดงต่อหน้าคนดู “ทั่วๆ ไป” ผมดันตื่นเต้นซะงั้น ถึงขั้นประหม่าไปไม่เลยเลยด้วย อารมณ์แบบนี้ผมไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว

 

แบบนี้สิดีเอเนอร์จี้มาตรึม

ใช่มาตรึมเลย...

 

 

มีคนมาฟ้องผมว่าคุณขอไม่ให้สัมภาษณ์เราได้มั้ย

จริงๆ ผมชอบให้สัมภาษณ์มากนะ แค่ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำยังไง (ให้เหมาะสม) แต่ครั้งนี้ผมจะพยายามระวังให้มากๆ รวมถึงครั้งต่อๆ ไปด้วย ถึงสิ่งผมพูดจะเป็นสิ่งที่ผมคิด ณ ช่วงเวลานั้นแต่ความคิดคนเรามันเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา สิ่งที่ผมพูดมันจะส่งผลถึงภาพจำเพราะงั้นจะพูดอะไรออกมาต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ถ้าเพิ่มความรอบคอบสักนิดผมน่าจะตอบคำถามได้ดีขึ้น อีกอย่างนี่ก็เป็นสัมภาษณ์แรกหลังปลดประจำการด้วย ไม่ได้กดดันอะไรหรอก แต่ผมว่าผมควรทำมันออกมาให้ดี

 

เห็นด้วย คำพูดพอลงไปเป็นตัวหนังสือแล้วมันแก้ยาก อีกอย่างคงไม่มีใครบ้าตอบคำถามเหมือนเดิมซ้ำๆ หรอก

ถูกของคุณ ไม่มีหรอก ช่วงที่ฝึกทหารคุณมีเวลามากมายก่ายกองให้คิด คุณจะมีเวลาคิดตลอด อย่างเวลาอยู่เวรยามตอนเช้า อารมณ์จะพาให้คุณคิดไปสารพัดเรื่อง คิดไปเรื่อย

 

 

คิดถึงเรื่องอะไรบ่อยสุด เคยคิดถึงเรื่องเป้าหมายหรือหาคำตอบ (ในชีวิต) บ้างมั้ย

เคยครับ แต่มันมีเยอะมากแล้วก็เปลี่ยนตลอด ผมว่าผมคิดถึงเรื่องตัวเองบ่อยสุดนะ มันคือโอกาสที่จะได้หาคำตอบว่าตกลงแล้วผมเป็นคนยังไงกันแน่ นึกขอบคุณวันเวลา รึอย่างเรื่อง “คุณค่าของชีวิต” ที่ตามธรรมดาแล้วเราไม่เคยนึกถึง ชีวิตทหารเกณฑ์มันทำให้ผมได้คิดและตระหนักถึงคุณค่าของเวลา คนรอบข้างและแฟนเพลง แล้วผมก็อยากรักษามันไว้ ผมรู้สึกว่าบางทีผมควรพูดแต่ความจริงถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยาก พูดมันอย่างนอบน้อมและอย่างที่คนเป็นผู้ใหญ่เขาพูดกัน ไม่ได้กะให้ตัวเองดูดีหรอก ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ

 

ที่บอกว่าควรพูดแต่ความจริงถึงมันจะเป็นเรื่องยากคุณหมายถึง ...

ผมไม่อยากให้คนมองว่าผม “แหล” สมมติว่าถ้ามีคนอยู่รอบข้างคุณแล้วคุณรักพวกเขาจริงๆ คุณก็ควรพูดแต่ความจริงต่อให้มันจะพูดยาก ของแบบนี้มันอยู่ที่วิธีที่คุณจะสื่อสาร ซึ่งผมมองว่าคือสิ่งสำคัญสุดที่ผมได้จากการเกณฑ์ทหาร มันไม่ง่ายที่จะสื่อสารกับคนนับร้อยนับพันที่มาจากสภาพแวดล้อมต่างกัน จากโลกที่ต่างกัน และเมื่อต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนานๆ ผมเลยค่อยๆ เรียนรู้ว่าถ้าอยากให้คนมาเข้าใจเราอันดับแรกคุณต้องแสดงความจริงใจกับเขาก่อน วิธีที่ได้ผลสุดคือสื่อสารออกไปตรงๆ ในระดับที่คนสามารถรับรู้และเข้าใจได้ แบบเดียวกับการร้องเพลงที่ต้องสื่อสารและเข้าถึงคนฟัง

 

 

สำหรับเพื่อนทหารเกณฑ์คนอื่นแล้วคุณคือคนที่มาจากโลกที่แตกต่าง

จริงครับ แรกๆ พวกเขาก็รู้สึกแปลกๆ กับผมนะ เด็กพวกนี้อายุอ่อนกว่าผมเป็นสิบปีแล้วก็โตมากับเพลงของเรา ตอนออกอัลบัมแรกพวกเขายังอยู่ป.ห้าป.หกกันอยู่เลย ความที่เด็กพวกนี้โตมากับโลกของความบันเทิง มันเลยทำให้พวกเราสนิทแล้วก็เข้ากันได้ดีแบบไม่มีระยะห่าง แชร์ทุกข์สุขร่วมกันแล้วก็ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ (จากการฝึก) เหมือนทหารเกณฑ์ทั่วไป ไม่มีความรู้สึกแปลกแยกหรือว่าขัดเขิน

 

ฝึกหนักแบบนี้ได้มีวันพักกับเขาบ้างมั้ย

กว่าจะได้ก็เล่นเอาเหนื่อยละครับ (หัวเราะ) ผมเป็นพลปืนครับถ้าฝึกภารกิจพื้นฐานสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีอุบัติเหตุเขาจะให้เราลาพัก ถึงจะลาไม่ได้บ่อยแต่หน่วยที่ผมอยู่เขาก็ใจดีคงเพราะเห็นว่าพวกเราตั้งใจฝึกกันจริงๆ

 

 

เห็นคุณเล่าไปยิ้มไปแบบนี้เชื่อแล้วล่ะว่าคุณแฮปปี้กับชีวิตทหารเกณฑ์จริงๆ

เนอะ (หัวเราะ) เวลาคุณตั้งใจทำอะไรบางอย่างที่ในชีวิตจริงคุณไม่มีโอกาสได้ทำจนสำเร็จมันรู้สึกดีนะ

 

คุณบอกว่าคุณได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการรับใช้ชาติและมีความสุขที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบรรดาเพื่อนทหารแต่ผมมองว่านั่นเป็นเพราะคุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ถึงผมจะไม่เคยเกณฑ์ทหารแต่ผมก็ไม่คิดว่าในนั้นอะไรๆ มันจะราบรื่นหรือลงตัวไปเสียหมดหรอก ต่อให้คุณจะพยายามแค่ไหนหรือแค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปมันก็ยังต้องใช้เวลาอยู่ดี

สิ่งนึงที่ผมได้จากชีวิตในกองทัพคือผมรู้สึกว่าผมมีอิสระ แล้วมันก็ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าผมสามารถมีอิสระได้ในทุกๆ ที่ ถ้าขนาดในค่ายทหารผมยังรู้สึกเป็นอิสระได้ที่ไหนๆ ผมคงรู้สึกได้ทั้งนั้น

 

 

เมษาฯ นี้เทศกาลดนตรี Coachella Festival ที่อเมริกาเราคงได้เห็นกัน

ครับ มันคือคอนเสิร์ตแรกหลังออกจากเกณฑ์ทหารและบางทีอาจเป็นโอกาสที่ผมจะได้เผยตัวตนในอีกหลายๆ ด้านที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้เผยมันมาก่อน ผมเลยตั้งตารอแล้วก็เตรียมความพร้อมสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้สุดๆ ซึ่งคงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีนั่นล่ะเพียงแต่ลำพังผมคนเดียวคงทำไม่ได้ ที่แน่ๆ นี่ถือเป็นโอกาส ถ้าผมทำผลงานได้ดีและการแสดงไปได้สวยมันจะเป็นอะไรที่มีความหมายมากๆ

 

วงเฮดไลเนอร์ Coachella ปีนี้มีแต่ระดับบิ๊กเนมทั้งนั้น

ใช่ๆ หนึ่งในนั้นคือวงแร๊พเมทัลระดับตำนาน RATM (Rage Against the Machine) ที่กลับมารวมตัวกันครั้งแรกในรอบสิบปีเพื่อคอนเสิร์ตนี้โดยเฉพาะ วงเราก็จะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

 

 

ตอนที่ทางโน้นส่งเทียบเชิญมา ทางวงได้มีคุยกันมั้ยว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธดี

คุยกันหนักมากครับ แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนมันก็ไม่ง่ายทั้งนั้น เพราะเราไม่รู้ว่าไปแล้วผลตอบรับจะเป็นยังไง เราคุยกันมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่ทาง Coachella จะติดต่อมาด้วยซ้ำ คิดแล้วคิดอีกแต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปสักที จนสุดท้ายก็เห็นร่วมกันว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วลองดูสักตั้งคงไม่เสียหลาย

 

แล้วเตรียมความพร้อมกันไปถึงไหนแล้ว

ก็ตั้งแต่พ้นเกณฑ์กันออกมาเราทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมกันตลอด ถึงตอนนี้ผมว่าทุกอย่างน่าจะเริ่มเข้ารูปเข้ารอยและพร้อมขึ้นเวทีกันแล้วละครับ

 

 

ไม่แน่ใจว่าพวกคุณรู้กันรึยังแต่นิตยสาร Billboard ตีข่าวเป็นทำนองว่าวง Big Bang เตรียมกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังผ่านมรสุมนับตั้งแต่ออกอัลบัมในปี 2016” ส่วนสื่อเกาหลีก็มองว่ามันยังเร็วเกินไป

หวังว่าเราจะทำผลงานที่ Coachella ได้ดี

 

บอกตรงๆ ถ้าผมเป็นคุณผมคงรู้สึกว่าข่าวพวกนี้มันไม่แฟร์ ไม่คิดจะออกมาโต้หรือชี้แจงอะไรบ้างเหรอ

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ผมว่าผมควรต้องใช้สติให้มากๆ กับมองทุกอย่างตามความเป็นจริง ผมใช้เวลากว่าค่อนชีวิตในฐานะคนที่ชื่อแทยังแห่งวง Big Bang สร้างสัมพันธ์กับผู้คนผ่านวงดนตรีวงๆ นี้ และที่สำคัญสุดแฟนเพลงรักผมจากผลงานที่ผมทำในฐานะสมาชิกวง Big Bang เพราะงั้นการจะทำอะไรลงไปผมเลยมองว่าผมต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย ด้วยการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดแล้วก็ผ่านทุกอย่างไปพร้อมกัน

 

 

หนึ่งในนั้นคือการปรับปรุงตัวคุณเอง

ผมว่าก็ด้วย ดีๆ ชั่วๆ ผมก็ไม่คิดว่าผมคือตัวก่อปัญหา ผมถึงเคยพูดไว้ไงครับว่าผมไม่เหมาะที่จะให้ใครมาเรียกผมว่า “เซเล็บ” ไม่ว่าจะในแง่ดีหรือร้าย ผมไม่ชอบการเป็นที่ถูกพูดถึง ผมขอมีความสุขอยู่กับการได้ทำเพลงและสร้างสรรค์ผลงานเท่านั้นพอ ขอเป็นตัวผมในแบบของผมอย่างนี้แหละ แล้วผมก็ได้ค้นพบอะไรหลายอย่างในตัวเองก็ช่วงที่เกณฑ์ทหารนี่ล่ะ

 

มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ขึ้นเวทีร้องเพลงให้ทหารฟังของคุณเลย กลับมาสู่พื้นฐานความเรียบง่าย บางเรื่องที่คุณอาจหลงลืมไป

ใช่เลยครับ ไอ้ความเป็น “ตัวผม” นี่มันมีทั้งแง่ดีแล้วก็ไม่ดีนะซึ่งแต่ก่อนผมอาจจะแยกแยะไม่ค่อยได้ แต่ด้วยวัยบวกกับการได้ใช้ชีวิตในกองทัพมันเลยทำให้ผมได้รู้จักตัวเองในหลายๆ ด้าน ทำให้ผมคิดได้ว่าผมควรเติมเต็มส่วนดีๆ ให้กับตัวเองมากขึ้นถึงตอนนี้ผมจะยังทำได้ไม่ดีพอก็เถอะ

 

 
 
 
View this post on Instagram

Esquire Thailand Double Issue เดือนเมษายน-พฤษภาคม เราทำการสำรวจถึง “ความสุข” ของคนกรุงฯ ว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาทั้งโรคระบาดและเงินจากกระเป๋า มันทำให้จิตใจยังไหวอยู่หรือเปล่า แล้วมาเยียวยาหัวใจคุณสาวๆ กับบทสัมภาษณ์พร้อมแฟชั่นเซ็ตจากพ่อหนุ่มพลังโซล่าร์ Tae Yang แห่ง Big Bang วางแผงแล้ววันนี้ และฉบับดิจิทัลทางแอปพลิเคชั่น OOKBEE รองรับทั้ง iOS และ Android แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ Inbox มาสั่งซื้อกับเราใน Facebook Esquire Thailand ได้เลย! #EsquireThailand #TaeYang #YoungBae #동영배 #Fendi

A post shared by Esquire Thailand (@esquirethai) on

 

ที่ว่าแง่ไม่ดีมีอะไรบ้าง

เพียบครับ ถึงบอกไงว่าผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง แต่เอาเป็นว่าผมยังไม่ดีพอในแง่ของการสัมผัสและเข้าถึงผู้คน ซึ่งสำคัญนะ ผมรู้ว่าผมยังทำได้ไม่ค่อยดีจนบางครั้งดูแย่ไปเลย ก็หวังว่าจะทำมันได้ดีขึ้น ผมอยากเปิดใจรับผู้คนได้แบบที่ตัวเองไม่รู้สึกฝืน พูดไปเดี๋ยวก็วกเข้าเรื่องกองทัพอีกจนได้…

 

แหม่ก็มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคุณนี่ การเป็นทหารทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

มากสุดคือให้ผมได้รู้จักตัวเอง


Fashion Editor: KO DONGHUI

Features Editor: KIM EUNHEE
ช่างภาพ: KIM HEEJUN with FENDI
เสื้อผ้าทั้งหมดจาก FENDI