Three Kings of Hollywood

แบรด พิตต์, ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเควนติน ตารันติโน่ ต่างก็แจ้งเกิดมาจากช่วงต้นยุคเก้าศูนย์ นั่นหมายถึงทั้งสามคนยืนหยัดอยู่บนแถวหน้าของวงการมากว่ายี่สิบห้าปี เอสไควร์อาศัยช่วงที่เควนตินเตรียมเปิดตัวผลงานภาพยนตร์ลำดับที่เก้า Once Upon a Time... in Hollywood กับเรื่องราวของยุครุ่งโรจน์ในปี 1969 ถือโอกาสเชิญตัวผู้กำกับและสองดารานำมานั่งจับเข่าเม้าท์เรื่องไอเดียสร้างสรรค์ มิตรภาพ ความสำเร็จ ล้มเหลว วัย และวิธีที่จะอยู่ในวงการฮอลลีวูดซึ่งทำท่าว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งให้ยืด เริ่มกันเลย

 

เราอยู่กันที่นอกชานบ้านหลังหนึ่งในฮอลลีวูด ฮิลส์ ซึ่งผมใช้เวลาก่อนหน้านี้แอบดูเควนติน แบรด พิตต์กับลีโอนาร์โด ดิคาปริโอยืนเก๊กท่าอยู่ริมสระน้ำโดยมีวิวของมหานครลอส แองเจลิสเป็นฉากหลัง พลางนึกพูดกับตัวเองในใจ... โห ภาพหาดูยากเชียวนะเว้ยเฮ้ย



ดิคาปริโอ: สูท Dior Men เชิ้ตโปโล Salvatore Ferragamo พิตต์: เชิ้ตโปโล Tom Ford กางเกง Prada นาฬิกาข้อมือ Breitling ของเจ้าตัวใส่ติดตัวตลอด ตารันติโน่: แจ๊คเก็ต เชิ้ต และกางเกง Dolce & Gabbana ผ้าพันคอลายวินเทจของเจ้าตัว

 

ผมอดทนรอจนกระทั่งพวกเขาถ่ายรูปเสร็จเพื่อเราจะได้มีเวลาพูดคุยถึงเรื่องหนังใหม่ Once Upon a Time... in Hollywood แบบเต็มๆ โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่าทำไมทั้งสามคนถึงมารวมตัวกันได้ และสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ นับแต่ที่หนังปิดกล้องไปเมื่อพฤศจิกายนวันนี้จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสามจะได้มานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน

 

ตอนคุยกันทางโทรศัพท์เควนตินบอกผมว่า “หนังเรื่องนี้ใกล้เคียงสิ่งที่ผมทำกับ Pulp Fiction มากสุด” ในแง่โทนกับฟีลหนังผมคงบอกไม่ได้ แต่ในแง่โครงสร้างมันเป็นแบบนี้ ลองคิดถึงตัวละครหลายตัว (บ้างก็มีตัวตนอยู่จริง บ้างก็มีอยู่แต่ในจินตนาการ) เส้นเรื่องที่ดูเหมือนไม่น่ามาเกี่ยวกันได้... จนเหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน กระทั่งพวกมันเดินทางมาตัดและสานเข้าด้วยกันแบบอึ้งๆ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้ “น่าจะมีความเป็นตัวผมมากสุดด้วย ผมมองมันเป็นเหมือนเศษเสี้ยวความทรงจำของตัวเอง อัลฟองโซ่ [กัวรอง] มีหนังเรื่อง Roma กับเม็กซิโก ซิตี้ตอนปี 1970 ส่วนผมมีแอล.เอ.ตอนปี ’69 นี่คือผม คือปีที่สร้างตัวผมให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ตอนนั้นผมอายุหกขวบ นี่คือโลกของผมและนี่คือจดหมายรักที่ผมเขียนถึงแอล.เอ.”

 

สรุปสั้นๆ แบบไม่เวิ่นเว้อจนเกินไปก็คือมันคือปี 1969 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่บนท้องถนนอเมริกาหากแต่ลามไปถึงรูปแบบการถ่ายทำกลางแจ้งของฮอลลีวูด ยุคโกลเด็น เอจกำลังเดินมาถึงบทอวสาน ระบบสตูดิโอแบบเดิมซึ่งคงสถานะและโครงสร้างมากว่าห้าสิบปีกำลังจะถึงคราวล่มสลาย เมื่อกระแสของคนอายุต่ำกว่าสามสิบเริ่มปฏิเสธพล็อตเรื่องและดารานำแบบเก่าๆ มันคือปีที่มีหนังอย่าง Easy Rider, Midnight Cowboy และ The Wild Bunch ออกฉายและประสบความสำเร็จ 

 

 

พิตต์: เชิ้ตโปโลกับกางเกง Prada ตารันติโน่: แจ๊คเก็ต Saint Laurent by Anthony Vaccarello เชิ้ต Prada กางเกง Dior Men

 

หนังที่มาพร้อมภาพดารานำร้ายๆ พลิกรูปลักษณ์จากหนุ่มหล่อสาวกรี๊ดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า นักแสดงนำในแบบที่เราเห็นผ่านตัวละครชื่อ ริค ดัลตัน (รับบทโดยดิคาปริโอ) ดาราโทรทัศน์ยุคขาว-ดำที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง ชายผู้จมไม่ลงแต่มักตัดสินใจผิดพลาดอยู่เรื่อยจนเป็นเหตุให้ตัวเองหมดโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปทาบชั้นดาวดังอย่าง สตีฟ แม็คควีน (เดเมียน ลูวิส) สิ่งเดียวที่เขาพอจะวางใจได้คือมิตรภาพจากคนชื่อ คลิฟ บูธ (พิตต์) ตัวแสดงแทนที่ทำงานร่วมกับเขามานานจนกลายเป็นเหมือนเพื่อน (ขณะที่เอเย่นต์ส่วนตัวของริค ซึ่งรับบทโดยอัล ปาชิโน่ ก็ปล้ำแต่จะให้ริคเล่นหนังคาวบอยทุนต่ำกำกับโดยพวกไอ้เลี่ยนอยู่นั่น) 

 

กระทั่งอยู่มาคืนหนึ่งริคก็ปิ๊งไอเดียขึ้นว่าบางทีเขาน่าจะไปจอยงานปาร์ตี้ริมสระเพื่อนบ้านดูเผื่อว่าจะสบช่องโอกาสในการพลิกอาชีพตัวเอง ซึ่งเพื่อนบ้าน (รายใหม่) ที่ว่านั้นดันคือ ชารอน เทต (รับบทโดยมาร์ก็อต ร็อบบี้) ดาราสาวสุดร้อนแรงแห่งยุคกับสามีของเธอ โรมัน โพลันสกี้ (ราฟาล ซาเวียรูชา) ซึ่งก็กำลังเป็นผู้กำกับคิวทองจากผลงานหนังดังเรื่อง Rosemary’s Baby

 

เรื่องราวระหว่างริค คลิฟ และเทตจะใช้วลาสามวัน อย่างที่ตารันติโนบอก ในสามองก์ก่อนทุกอย่างจะมาเฉลย 8, 9 กุมภาพันธ์และ 8 สิงหาคม คืนที่ชาร์ลส์ แมนสัน (เดม่อน เฮอร์ริแมน) ยกพลสี่สมาชิกใน “แฟมิลี่” ของเขาขึ้นบ้านหลังถัดจากริคในซีโล ไดรฟ์ เบเวอร์ลี ฮิลส์ จนไปจ๊ะเอ๋กับเทต ช่างผมเจย์ เซบริงก์ (เอมีล เฮิร์ช) และเหยื่ออีกสามราย คืนที่โจแอน ดีเดี้ยน (นักเขียนและคอลัมนิสต์) บอกว่า “ยุคหกศูนย์ปิดฉากอย่างฉับพลัน... ความบีบคั้นแตกออกเป็นเสี่ยง... ความหวาดหวั่นถูกเติมเต็ม” Once Upon a Time... in Hollywood เป็นภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยพลัง นักแสดงทุกคนต่างปล่อยบทบาทกันแบบสุดความสามารถผ่านการเดินเรื่องชั้นครู

 

ดิคาปริโอ: เสื้อยืด Jungmaven ยีนส์ Outland Denim ตารันติโน่: แจ็คเกตและเชิ้ต John Varvatos กางเกง Dior Men

 

มันยังเป็นหนังที่แทบไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยเพราะตารันติโน่ต้องใช้อยู่เวลาถึงห้าปีกว่าจะตกผลึกมันออกมาในรูปของนวนิยาย “ผมปล่อยมันให้เป็นไปตามที่มันอยากเป็น” เจ้าตัวบอก “จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะเปิดใจยอมรับ”

 

เอสไควร์: อะไรดลใจให้คุณสองคนยอมร่วมโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้

 

ลีโอนาร์โด: อย่างแรกคือโอกาสที่จะได้ทำงานกับตารันติโน่ สองคือจังหวะเวลามันได้พอดี เหมือนเป็นการแสดงความเคารพต่อฮอลลีวูด ผมไม่คิดว่ามันจะเคยมีหนังฮอลลีวูดแบบนี้ ประเภทถ่ายในฮอลลีวูดแล้วก็พูดเรื่องฮอลลีวูด ตีแผ่ภาพความจริง วิถีของคนเป็นนักแสดงกับคนเป็นสตันท์ 1969 คือปีพีคสุดของประวัติศาสตร์วงการหนังพอๆ กับของโลก ริคกับคลิฟอาจเป็นผลผลิตของฮอลลีวูดยุคเก่าก็จริง 

 

แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่พยายามปรับตัวเข้าหาโลกใหม่ในยุคฮิปปี้เสรีชน ผมชอบไอเดียการนำเสนอชีวิตนักแสดงตกอับที่พยายามจะกลับมามีที่ยืนใหม่อีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนของเขาที่ฝ่าฟันอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกัน เควนตินเขาเก่งมากในการจับเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (ทั้งในฮอลลีวูดและอเมริกา) แล้วถ่ายทอดมันออกมาผ่านสายตาของตัวละคร มันโดนใจผมตั้งแต่อ่านบทครั้งแรกแล้วครับ ตัวละครมีพื้นภูมิเรื่องประวัติศาสตร์หนังมากพอๆ กับตัวของเควนติน รู้รายละเอียดแล้วคุณขนลุกละกัน มันจริงซะยิ่งกว่าจริงอีกจะบอกให้ [หัวเราะ]

 

เควนติน: จริงๆ ผมก็เพิ่งมาเริ่มลองทำนี่ล่ะ

 

แบรด: แล้วมันก็ให้ความรู้สึกดีมากๆ

 

ลีโอนาร์โด: จริง

 

แบรด: ยิ่งได้ทำกับลีโอด้วยยิ่งดีเข้าไปอีกแล้วก็ไม่ใช่จะหาโอกาสได้ง่ายๆ ด้วย เพราะเราต่างก็โตมากับเรื่องราวของนักแสดงนำกับคนเป็นสตันท์ สัมพันธภาพกับฝีไม้ลายมือ เรื่องราวเจ๋งๆ ของสองยอดคู่หู เบิร์ต เรย์โนลด์สมีฮัล นีดแฮม สตีฟ แม็คควีนมีบัด เอคินส์ เคิร์ต รัสเซลล์ก็มีคู่หูของเขา แฮร์ริสัน ฟอร์ดก็มี คนพวกนี้ ร่วมหัวจมท้ายกันมาเป็นสิบๆ ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดแผกไปจากคนรุ่นเราที่สิ่งต่างๆ เริ่มขยับเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

 

ลีโอนาร์โด: มันยังเป็นความจริงของฮอลลีวูดในแง่ที่ตัวละครของเราคือผู้ที่คอยเฝ้าดูความยิ่งใหญ่และตื่นตาของฮอลลีวูด เราคือคนนอก คนสองคนที่ดิ้นรนหางานอยู่ ในนั้น วันแล้ววันเล่า แบรดกับผมกำลังดูฮอลลีวูดเปลี่ยนแปลงแต่เราก็ยังต้องดิ้นรน โดยมีมิตรภาพเป็นเครื่องค้ำจุน ไม่ว่าอุปสรรคจะสาหัสสักแค่ไหน นั่นคือมุมมองที่เควนตินหยิบมานำเสนอ แถมตัวละครพวกนี้ดูแล้วน่าจะมีอยู่จริงด้วย แล้วจากนั้นจู่ๆ เรื่องแมนสันก็โผล่ขึ้นมา เรื่องราวของโพลันสกี-เทต

 

เอสไควร์: แบรด การร่วมงานกับเควนตินในหนังเรื่องนี้มันต่างกับตอนเล่น Inglourious Basterds ยังไง

 

แบรด: แทบไม่ต่างกันเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการทำงานหรือความคุ้นเคย การพูดคุยกันแบบฉันท์มิตร ก็อย่างว่านะ พวกเรามันก็รุ่นๆ เดียวกันทั้งนั้นเข้าวงการโตมาพร้อมกัน

 

ลีโอนาร์โด: พวกเราเป็นเด็กยุคเก้าศูนย์

 

แบรด: พูดจาภาษาเดียวกัน พบเจอเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงใหญ่น้อยในวงการมาเหมือนกัน [หันไปทางดิคาปริโอ] จ๊อบแรกๆ ของฉันก็ไปเป็นเกสต์ในหนังทีวีที่นายเล่นนั่นแหละ

 

ลีโอนาร์โด: Growing Pains?

 

แบรด: นายเองก็ใหม่

 

เอสไควร์: ที่เหลือเชื่อคือพวกคุณยังดังคลานตามกันมาอีกด้วย เควนติน คุณดังมาจาก Reservoir Dogs ในปี ’92 กับ Pulp Fiction ปี ’94 แบรด ของคุณจากเรื่อง Thelma & Louise, A River Runs Through It แล้วก็ Interview with the Vampire ในปี ’91, ’92 แล้วก็ ’94 ส่วนคุณ ลีโอ ก็ What’s Eating Gilbert Grape ในปี ’93 แต่ละคนเกาะอยู่แถวหน้าวงการฮอลลีวูดมาร่วมยี่สิบห้าปี

 

เควนติน: แบรดเคยเล่นเรื่อง True Romance ในปี 1993 บทแรกที่ผมเขียน! แถมเกือบจะขโมยซีนช่วงแอ็กต์สามไปคนเดียวด้วย [หัวเราะชอบใจกันสามคน]

 

ลีโอนาร์โด: “อย่ามาทำเป็นเหนียม” [ดิคาปริโอหันไปยิ้มกับพิตต์] ผมชอบไลน์นั่น

 

 

แบรด: บทพูดของเควนตินมันเข้าถึงง่าย เพราะงี้ไงถึงมีแต่คนอยากร่วมงานกับเขา รู้มั้ยว่ามีกี่คนรอต่อคิวขอเล่นหนังเรื่องนี้ เสนอตัวเพื่อให้ได้เป็นส่วนนึงของมัน ได้เข้าฉากแค่วันเดียวก็ยอม

 

เอสไควร์: เควนติน เท่าที่ได้คุยมันมีแต่คนบอกว่าเล่นหนังคุณแล้วไม่เครียด ถ้าขอถ่ายอีกเทคคุณจะพูดว่า “ขออีกเทค! เพื่อ?” แล้วจากนั้นทั้งกองก็จะร้องเฮ...

 

ทั้งเควนติน แบรด และลีโอนาร์โด: “... เพราะพวกเราต่างก็รักการทำหนัง!”

 

แบรด: เพราะบทมันดี อันนี้จริง

 

ลีโอนาร์โด: กองของเขาเหมือนมีแม่เหล็กที่ดึงดูดให้คุณเดินเข้าหา ซึ่งหายากแล้วสมัยนี้ ทุกคนต่างให้ความเคารพในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นการทำหนังที่เหมือนการพบปะสังสรรค์ที่นับวันจะเริ่มกลายเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึไปแล้วสำหรับวงการนี้ เควนตินต้องใช้ความคิดอย่างมากในการทำให้ตัวละครเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมา ดึงความสมจริงออกมาจากช่วงสมัย ไม่นับความเป็นอิสระ พลัง ที่เรารับรู้ได้จากในกองของเขา ซึ่งเป็นอะไรที่หาได้ยากแล้ว ซึ่งที่ถูกมันต้องแบบนี้

 

แบรด: และถ้ามันถูกแล้วต้องรู้ด้วย

 

ความสำเร็จ ตัวตน ลูกผู้ชาย Success. Identity. Manhood.

 

เอสไควร์: คุณพูดแตะไปถึงหัวใจของเรื่อง ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นหนังที่พูดถึงนักแสดงในปี 1969 ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของวงการ แต่โดยแก่นแท้แล้วมันคือเรื่องของชายสองคนที่กำลังสู้อยู่กับพลังที่ผู้ชายสมัยนี้หลายคนกำลังเผชิญ เหมือนสิ่งที่เกิดกับผมในช่วงกลางของอาชีพ ช่วงกลางของชีวิต เมื่อวงการที่ผมอยู่ไม่ต้องการผม อาชีพที่สู้ทำมาเป็นสิบๆ ปี มันกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนหรือตายกันแน่ ผมจะฟื้นกลับมาได้มั้ย มีผู้ชายหลายคนที่กำลังเจอเรื่องแบบนี้

 

เชิ้ต Emporio Armani กางเกง Prada รองเท้าหนังลายวินเทจ Palace Costume & Prop Co., Los Angeles ถุงเท้า Gold Toe

 

ลีโอนาร์โด: ผมว่าคุณพูดได้ตรงจุดทีเดียว

 

แบรด: ใช่ เราเป็นใคร? คุณค่าของเราอยู่ที่ไหน?

 

เอสไควร์: เพราะสำหรับผู้ชาย ตัวตนมาจากงาน แล้วพวกคุณก็รับบทเป็นชายสองคนที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร ยังเหลืออะไร จุดมุ่งหมายคืออะไรกันแน่ ถ้าเกิดสูญเสียตัวตนไปพวกเขาจะสร้างมันกลับมาใหม่และตั้งเป้าหมายในอนาคตได้มั้ย

 

เควนติน: ริคเข้าวงการตอนปี ’55 ในฐานะเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มาพร้อมกับความคิด เฮ้ ฉันอยู่มิสซูรี ขอย้ายก้นจากที่นี่ไปอยู่ในที่ที่หน้าตาทำเงินได้ดีกว่า ฮอลลีวูด ฉันจะนุ่งยีนส์ฟิตๆ ไปเตร่อยู่แถวร้าน Schwab’s Pharmacy (ร้านขายยา ไอศกรีม และอาหารทานเล่นย่านซันเซ็ท บูเลอวาร์ดที่ยุคนั้นพวกดาราเจ้าของหนังชอบไปนั่งเล่น)

 

แบรด: เหมือนผมตอนปี ’86 เป๊ะ [พูดยิ้มๆ]

 

เชิ้ตโปโล Prada

 

เควนติน: เฮ้ย ก็โอนะ ไม่เลว!

 

เอสไควร์: เว้นแต่มันไม่ใช่ร้าน Schwab’s น่ะสิ ที่ไหนนะ

 

แบรด: ร้าน Taco Bell เอ๊ะ เดี๋ยวนะ โทษ โทษ Shakey’s Pizza ต่างหาก

 

เอสไควร์: แถวไหน

 

แบรด: [ยิ้ม] ถามได้ดี จริงๆ มีอยู่สองร้าน ตอนแรกผมไปร้านแถวนอร์ธ ฮอลลีวูด พอเริ่มมีตังค์หน่อยก็ขยับไปเป็นร้าน ใน ฮอลลีวูด แถวซันเซ็ท บูเลอวาร์ด มีไม่ถึงร้อยก็อิ่มได้ กินได้เท่าไหร่กินไปเลย กินให้อิ่มไปถึงพรุ่งนี้ยังได้

 

เควนติน: มันฝรั่งโมโจ้! พนันได้ว่าสมัยนั้นคุณต้องเคยไปแทงพูลที่ Barney’s Beanery

 

แบรด: ใช่ แหงอยู่แล้ว

 

เควนติน: แต่เรื่องของเรื่องคือริคขายของที่ทุกคนก็ขายกัน นักแสดงหนุ่มหล่อ ล่ำ มาดแมน เซ็กซี่

 

เอสไควร์: ในยุคของเขา นั่นถือเป็นคำจำกัดความของลูกผู้ชาย เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ

 

เควนติน: ถูกเผง นั่นล่ะยุคนั้นล่ะคุณถึงได้ชอบดูหนังคาวบอยตะวันตกไง

 

เชิ้ตกับกางเกง Dolce & Gabbana เนคไท Saint Laurent by Anthony Vaccarello

 

แบรด: แล้วทุกคนก็มาจากจุดนั้น เบิร์ต เรย์โนลด์ส คลินต์ อีสต์วูด

 

เควนติน: ทุกคนเลย ทีนี้พอมาปี 1969 ดารานำรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง ผอมขี้ก้าง ผมกระเซิง เอาไม่เลือก ลูกหลานฮิปปี้ของพวกคนดังอย่างปีเตอร์ ฟอนด้า, ไมเคิล ดักลาส, อาร์โล กัธรี่, ไมเคิล ซาร์ราซิน

 

เอสไควร์: ที่แปลกคือมันมีทั้งดารานำหน้าหล่อแบบเทพบุตรกับดูยังไงก็ไม่น่าเป็นพระเอกได้โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด แล้วก็เป็นปี 1969 อีกตามเคย ดัสติน ฮอฟฟ์แมนเล่นเป็นรัทโซ่ ริซโซ่ในหนังเวสเทิร์นสุดฉาวเรื่อง Midnight Cowboy แล้วจากนั้น ใครล่ะที่มารับบทพระเอกร้ายๆ รายใหม่ ก็ชาร์ลส์ แมนสันไง! ไอ้หนุ่มผมยาวพราวเสน่ห์ แถมหญิงตรึม มาทีหลังแต่ดังกว่า กินนอนอยู่ในโรงถ่ายหนังเก่า พี่แกเหมาเรียบ! แม้แต่บนพาดหัวข่าว ดังกว่าใครทุกคน

 

แบรด: เห็นด้วย! พูดอีกก็ถูกอีก

 

เควนติน: มันมีอยู่ฉากนึงในหนังที่ไปถ่ายกันที่ไร่ Spahn Ranch ทั้งเรื่องเราได้เข้าไปใช้ซาวด์สเตจที่เคยใช้ถ่ายหนังคาวบอยจริงๆ จำลองฉากถ่ายบู๊กันสนั่น จากนั้นก็ไปปิดกล้องที่ Spahn Ranch บนฉากกลางแจ้งเก่าบู๊กันสนั่นอีกรอบแต่เที่ยวนี้เป็นฉากในโลกความเป็นจริง ไม่มีแอ๊คติ้ง

 

เอสไควร์: แบรด มันมีฉากเด็ดในหนังที่ทำให้คลิฟดูเด่นขึ้นมาทันตา ถ้าริคปิดตัวเอง คุณคงเป็นคนที่เห็นโลกกว้างกว่า อย่างตอนที่คุณจอดติดไฟแดงแล้วเด็กผู้หญิงฮิปปี้ของแมนสันเดินผ่านหน้ารถคุณไป คุณทำให้เราได้เห็นฉากเจ๋งๆ ผ่านสายตาของคุณ ชายคนนึงกำลังตระหนักจริงๆ ว่าเขากำลังเห็นผู้เล่นหน้าใหม่ๆ บนเวที บางทีผมอาจจะคิดมากไป...

 

เควนติน: ไม่หรอก คุณน่ะคิดถูกแล้ว

 

เอสไควร์: คุณมองคลิฟเป็นแบบไหน

 

แบรด: เขาพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ถึงจะลำบากบ้างอะไรบ้างก็ไม่คิดไขว่คว้าขวนขวาย มีความสุขตามอัตภาพ ผมว่าคนแบบนี้อยู่ไหนก็ไม่ลำบาก เอาตัวรอดได้สบาย เป็นคนไม่อะไรมากมายกับชีวิต เพราะงั้นพอเห็นเด็กผู้หญิงเขาถึงรู้เลยว่าสิ่งใหม่และน่าตื่นเต้นกว่ากำลังมา นี่ไม่ใช่ผู้หญิงแบบร้าน Denny’s

 

ลีโอนาร์โด: มาคิดๆ นะ ผมเองก็เคยมีความสัมพันธ์แบบนี้ในวงการเหมือนกัน คุณจำเป็นต้องมีระบบซัพพอร์ตของตัวเอง คุณต้องมีคนแบบที่คุณสามารถนั่งดูทีวีด้วยโดยไม่คุยกันสักคำได้เป็นชั่วโมงๆ คุณต้องรู้ว่ามันยังมีใครบางคนอยู่ ที่นั่น เวลาเราเล่นหนังความสัมพันธ์ของผมกับแบรดจะคลิ๊กกันลงตัว ตั้งแต่แรกที่เขาเริ่มอิมโพรไวส์บทแล้วเปลี่ยนมันทุกอย่าง อย่างซีนนึง บทเขียนไว้งี้ ผมเดินเข้าฉากพร้อมกับอาการแฮงก์แล้วผมก็เริ่มรู้ชะตากรรมตัวเอง เริ่มรู้ว่าอนาคตผมในวงการนี้จะเป็นไง แล้วผมก็รู้สึกแย่ แล้วในซีนนั้น แบรดก็จัดแอ็ด-ลิบส์ซะ เขามาเลยมองหน้าผมแล้วก็พูดว่า เฮ้ นายคือริค ฟัคกลิ้ง ดัลตัน อย่าลืมซะล่ะ

 

สูท Dior Men เชิ้ตโปโล Salvatore Ferragamo รองเท้า Paul Stuart ถุงเท้า Falke

 

เควนติน: นั่นคือที่แบรดพูดแล้วมันก็กลายเป็น ประโยคเด็ด

 

เอสไควร์: ไปเอามาจากไหน เหอ แบรด

 

แบรด: จากเรื่องจริงครับ น่าจะราวๆ ต้นยุคเก้าศูนย์ ผมอยู่ในกองกำลังบ่นตีโพยตีพายเรื่องโน่นนี่นั่น รู้สึกแย่มาก แล้วผู้ชายคนนี้ก็พูดกับผมว่า เงยหน้าขึ้น เชิดไว้ หยุดงอแงได้แล้ว นายคือแบรด ฟัคกลิ้ง พิตต์ ขนาด ฉัน ยังอยากเป็นแบรด พิตต์เลย มันช่วยผมไว้ ผมอยากได้ยินอะไรแบบนี้ วันนั้นผมฉุกนึกถึงมันขึ้นมา บรรยากาศในซีนก็ดันได้ มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดนั้น

 

มองการไกล THE LONG VIEW

 

เอสไควร์: แบรด ลีโอ คุณเล่นเป็นคนสองคนที่กำลังอยู่ในช่วงกลางของอาชีพ พวกคุณเองก็กำลังอยู่ในช่วงนั้น แล้วพวกคุณก็ยังอยู่ได้

 

แบรด: กลางอาชีพ คุณนี่น่ารักชะมัด [หัวเราะ]

 

เอสไควร์: ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงที่พวกคุณเข้าวงการใหม่ๆ คิดว่ามันต่างกันมากไหมกับตอนนี้

 

ลีโอนาร์โด: ช่วงปีแรกๆ สำคัญนะ มันเป็นเรื่องของโอกาส และที่ประหลาดคือผมยังมองเห็นตัวเองเป็นเด็กหนุ่มที่พยายามหาทางเข้าวงการ การที่โตมาในแอล.เอ. ในซิลเวอร์ เลคคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมกลายมาเป็นนักแสดง ถ้าอยู่ที่อื่นผมคง [หัวเราะ] ไปเป็นอย่างอื่นแล้ว แต่พอตั้งหลักนับหนึ่งได้ผมก็บอกกับตัวเองว่า “ฉันได้เล่นหนังแล้ว ฉันกำลังจะได้ออกทีวี โอกาสมาแล้ว” เวลาได้คุยกับพวกนักแสดงรุ่นใหม่ผมจะบอกพวกเขาเสมอว่า “สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือเรียนรู้ประวัติศาสตร์วงการนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” ถ้าคิดจะเล่นหนังคุณก็ต้องรู้จักหนังเสียก่อน เพราะมันมีบางการแสดงในหนังที่ต่อให้เล่นใหม่กี่ครั้งก็ไม่มีวันทำได้เหมือน

 

ดิคาปริโอ: สูท Dior Men เชิ้ตโปโล Salvatore Ferragamo พิตต์: เชิ้ตโปโล Tom Ford กางเกง Prada นาฬิกาข้อมือ Breitling ของเจ้าตัวใส่ติดตัวตลอด ตารันติโน่: แจ๊คเก็ต เชิ้ต และกางเกง Dolce & Gabbana ผ้าพันคอลายวินเทจของเจ้าตัว

 

เอสไควร์: ไม่ก็ขโมยเอามาเป็นของตัวเองซะเลย

 

ลีโอนาร์โด: ความคิดของผมเหมือนเดิมมาตั้งแต่แรก ตอนที่ผมได้คุยกับสองเฮียนี่มันเหมือนเรา รู้ ว่าเราได้รับโอกาสแล้วเราก็ไม่อยากทิ้งโอกาสนั้น คือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงพยายามกันสุดๆ ที่จะทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ดีที่สุด เพราะเรารู้ว่ามัน อะไรอะไรมันไม่แน่นอน รสนิยมเปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน แล้วผมก็ภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะงั้นไงผมถึงได้รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กอายุสิบห้าที่ได้เล่นหนังเรื่องแรกเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

 

แบรด: เหมือนกัน มันยังเป็นเรื่องของคุณภาพ แรกๆ มันจะกระตือรือร้น แล้วก็เริ่มผ่อน แล้วก็สนุก คุณวิ่งไล่ วิ่งไล่ วิ่งไล่ มองหาโอกาส และแน่ล่ะว่าคุณจะเจอประตูหลายบานที่ปิด แต่มันจะทำให้คุณเก่งขึ้น เวลาผมนึกถึงตัวเองเมื่อก่อนกับตอนนี้ ก็อย่างที่บอก ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของการเก็บเกี่ยวชั่วโมงบิน ผ่านไปสิบยี่สิบปีคุณจะช่ำชองไปเองทั้งหมด 

 

เป็นเรื่องของการรับใช้เรื่องราว และตลอดทางคุณจะสั่งสมปัญญาและความรู้มากขึ้น ยิ่งกับแนวทางของคนเป็นนักแสดงที่เน้นเปิดรับสิ่งที่คุณได้ค้นพบจากการแสดงด้วยคุณจะยิ่งไปถึงจุดนั้นเร็วขึ้น ช่วงเล่นหนังปีแรกๆ จะเป็นเรื่องของความพยายามปิดกั้นคนสี่สิบห้าสิบคนที่อยู่รอบข้าง เรื่องแสง เรื่องสายไฟ แล้วก็กล้องความที่ไม่คุ้นเคย แต่นานเข้ามันจะกลายเป็นเหมือนบ้าน และเหมือนถิ่นของคุณ


 

 

 
 
 
View this post on Instagram

Esquire Thailand ฉบับ July-August เราหยิบเรื่อง Sex (And Gender) ที่ถูกซ่อนอยู่ในซอกหลืบสังคมไทยมาพูดคุยกันจริงๆ จังๆ พร้อม Bangkok Sex Poll ที่คุณอาจตกใจเพราะผู้หญิงกรุงเทพเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ไม่เคยถึงจุดสุดยอดจากการมีเซ็กส์! ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศมาดูแฟชั่นเซ็ตและบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกของสองซูเปอร์สตาร์แห่งฮอลลีวูด Brad Pitt และ Leonardo DiCaprio ที่มาพร้อมกับผู้กำกับจอมกวน Quentin Tarantino ในหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของพวกเขา Once Upon A Time In Hollywood ทั้งหมดนี่ใน Esquire Thailand ฉบับ July-August วางแผงแล้ววันนี้! #EsquireThailand

A post shared by Esquire Thailand (@esquirethai) on

 

ติดตามบทสัมภาษณ์และแฟชั่นเซ็ตทั้งหมดได้ในนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับ July-August เรื่อง Sex and Gender Issue วางแผงแล้ววันนี้


Styling by Matthew Marden

Casting by Emily Poenisch

 

 




Three Kings of Hollywood

แบรด พิตต์, ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และเควนติน ตารันติโน่ ต่างก็แจ้งเกิดมาจากช่วงต้นยุคเก้าศูนย์ นั่นหมายถึงทั้งสามคนยืนหยัดอยู่บนแถวหน้าของวงการมากว่ายี่สิบห้าปี เอสไควร์อาศัยช่วงที่เควนตินเตรียมเปิดตัวผลงานภาพยนตร์ลำดับที่เก้า Once Upon a Time... in Hollywood กับเรื่องราวของยุครุ่งโรจน์ในปี 1969 ถือโอกาสเชิญตัวผู้กำกับและสองดารานำมานั่งจับเข่าเม้าท์เรื่องไอเดียสร้างสรรค์ มิตรภาพ ความสำเร็จ ล้มเหลว วัย และวิธีที่จะอยู่ในวงการฮอลลีวูดซึ่งทำท่าว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งให้ยืด เริ่มกันเลย

 

เราอยู่กันที่นอกชานบ้านหลังหนึ่งในฮอลลีวูด ฮิลส์ ซึ่งผมใช้เวลาก่อนหน้านี้แอบดูเควนติน แบรด พิตต์กับลีโอนาร์โด ดิคาปริโอยืนเก๊กท่าอยู่ริมสระน้ำโดยมีวิวของมหานครลอส แองเจลิสเป็นฉากหลัง พลางนึกพูดกับตัวเองในใจ... โห ภาพหาดูยากเชียวนะเว้ยเฮ้ย



ดิคาปริโอ: สูท Dior Men เชิ้ตโปโล Salvatore Ferragamo พิตต์: เชิ้ตโปโล Tom Ford กางเกง Prada นาฬิกาข้อมือ Breitling ของเจ้าตัวใส่ติดตัวตลอด ตารันติโน่: แจ๊คเก็ต เชิ้ต และกางเกง Dolce & Gabbana ผ้าพันคอลายวินเทจของเจ้าตัว

 

ผมอดทนรอจนกระทั่งพวกเขาถ่ายรูปเสร็จเพื่อเราจะได้มีเวลาพูดคุยถึงเรื่องหนังใหม่ Once Upon a Time... in Hollywood แบบเต็มๆ โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่าทำไมทั้งสามคนถึงมารวมตัวกันได้ และสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ นับแต่ที่หนังปิดกล้องไปเมื่อพฤศจิกายนวันนี้จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสามจะได้มานั่งอยู่ในห้องเดียวกัน

 

ตอนคุยกันทางโทรศัพท์เควนตินบอกผมว่า “หนังเรื่องนี้ใกล้เคียงสิ่งที่ผมทำกับ Pulp Fiction มากสุด” ในแง่โทนกับฟีลหนังผมคงบอกไม่ได้ แต่ในแง่โครงสร้างมันเป็นแบบนี้ ลองคิดถึงตัวละครหลายตัว (บ้างก็มีตัวตนอยู่จริง บ้างก็มีอยู่แต่ในจินตนาการ) เส้นเรื่องที่ดูเหมือนไม่น่ามาเกี่ยวกันได้... จนเหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน กระทั่งพวกมันเดินทางมาตัดและสานเข้าด้วยกันแบบอึ้งๆ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้ “น่าจะมีความเป็นตัวผมมากสุดด้วย ผมมองมันเป็นเหมือนเศษเสี้ยวความทรงจำของตัวเอง อัลฟองโซ่ [กัวรอง] มีหนังเรื่อง Roma กับเม็กซิโก ซิตี้ตอนปี 1970 ส่วนผมมีแอล.เอ.ตอนปี ’69 นี่คือผม คือปีที่สร้างตัวผมให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ตอนนั้นผมอายุหกขวบ นี่คือโลกของผมและนี่คือจดหมายรักที่ผมเขียนถึงแอล.เอ.”

 

สรุปสั้นๆ แบบไม่เวิ่นเว้อจนเกินไปก็คือมันคือปี 1969 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่บนท้องถนนอเมริกาหากแต่ลามไปถึงรูปแบบการถ่ายทำกลางแจ้งของฮอลลีวูด ยุคโกลเด็น เอจกำลังเดินมาถึงบทอวสาน ระบบสตูดิโอแบบเดิมซึ่งคงสถานะและโครงสร้างมากว่าห้าสิบปีกำลังจะถึงคราวล่มสลาย เมื่อกระแสของคนอายุต่ำกว่าสามสิบเริ่มปฏิเสธพล็อตเรื่องและดารานำแบบเก่าๆ มันคือปีที่มีหนังอย่าง Easy Rider, Midnight Cowboy และ The Wild Bunch ออกฉายและประสบความสำเร็จ 

 

 

พิตต์: เชิ้ตโปโลกับกางเกง Prada ตารันติโน่: แจ๊คเก็ต Saint Laurent by Anthony Vaccarello เชิ้ต Prada กางเกง Dior Men

 

หนังที่มาพร้อมภาพดารานำร้ายๆ พลิกรูปลักษณ์จากหนุ่มหล่อสาวกรี๊ดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า นักแสดงนำในแบบที่เราเห็นผ่านตัวละครชื่อ ริค ดัลตัน (รับบทโดยดิคาปริโอ) ดาราโทรทัศน์ยุคขาว-ดำที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง ชายผู้จมไม่ลงแต่มักตัดสินใจผิดพลาดอยู่เรื่อยจนเป็นเหตุให้ตัวเองหมดโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปทาบชั้นดาวดังอย่าง สตีฟ แม็คควีน (เดเมียน ลูวิส) สิ่งเดียวที่เขาพอจะวางใจได้คือมิตรภาพจากคนชื่อ คลิฟ บูธ (พิตต์) ตัวแสดงแทนที่ทำงานร่วมกับเขามานานจนกลายเป็นเหมือนเพื่อน (ขณะที่เอเย่นต์ส่วนตัวของริค ซึ่งรับบทโดยอัล ปาชิโน่ ก็ปล้ำแต่จะให้ริคเล่นหนังคาวบอยทุนต่ำกำกับโดยพวกไอ้เลี่ยนอยู่นั่น) 

 

กระทั่งอยู่มาคืนหนึ่งริคก็ปิ๊งไอเดียขึ้นว่าบางทีเขาน่าจะไปจอยงานปาร์ตี้ริมสระเพื่อนบ้านดูเผื่อว่าจะสบช่องโอกาสในการพลิกอาชีพตัวเอง ซึ่งเพื่อนบ้าน (รายใหม่) ที่ว่านั้นดันคือ ชารอน เทต (รับบทโดยมาร์ก็อต ร็อบบี้) ดาราสาวสุดร้อนแรงแห่งยุคกับสามีของเธอ โรมัน โพลันสกี้ (ราฟาล ซาเวียรูชา) ซึ่งก็กำลังเป็นผู้กำกับคิวทองจากผลงานหนังดังเรื่อง Rosemary’s Baby

 

เรื่องราวระหว่างริค คลิฟ และเทตจะใช้วลาสามวัน อย่างที่ตารันติโนบอก ในสามองก์ก่อนทุกอย่างจะมาเฉลย 8, 9 กุมภาพันธ์และ 8 สิงหาคม คืนที่ชาร์ลส์ แมนสัน (เดม่อน เฮอร์ริแมน) ยกพลสี่สมาชิกใน “แฟมิลี่” ของเขาขึ้นบ้านหลังถัดจากริคในซีโล ไดรฟ์ เบเวอร์ลี ฮิลส์ จนไปจ๊ะเอ๋กับเทต ช่างผมเจย์ เซบริงก์ (เอมีล เฮิร์ช) และเหยื่ออีกสามราย คืนที่โจแอน ดีเดี้ยน (นักเขียนและคอลัมนิสต์) บอกว่า “ยุคหกศูนย์ปิดฉากอย่างฉับพลัน... ความบีบคั้นแตกออกเป็นเสี่ยง... ความหวาดหวั่นถูกเติมเต็ม” Once Upon a Time... in Hollywood เป็นภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยพลัง นักแสดงทุกคนต่างปล่อยบทบาทกันแบบสุดความสามารถผ่านการเดินเรื่องชั้นครู

 

ดิคาปริโอ: เสื้อยืด Jungmaven ยีนส์ Outland Denim ตารันติโน่: แจ็คเกตและเชิ้ต John Varvatos กางเกง Dior Men

 

มันยังเป็นหนังที่แทบไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยเพราะตารันติโน่ต้องใช้อยู่เวลาถึงห้าปีกว่าจะตกผลึกมันออกมาในรูปของนวนิยาย “ผมปล่อยมันให้เป็นไปตามที่มันอยากเป็น” เจ้าตัวบอก “จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะเปิดใจยอมรับ”

 

เอสไควร์: อะไรดลใจให้คุณสองคนยอมร่วมโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้

 

ลีโอนาร์โด: อย่างแรกคือโอกาสที่จะได้ทำงานกับตารันติโน่ สองคือจังหวะเวลามันได้พอดี เหมือนเป็นการแสดงความเคารพต่อฮอลลีวูด ผมไม่คิดว่ามันจะเคยมีหนังฮอลลีวูดแบบนี้ ประเภทถ่ายในฮอลลีวูดแล้วก็พูดเรื่องฮอลลีวูด ตีแผ่ภาพความจริง วิถีของคนเป็นนักแสดงกับคนเป็นสตันท์ 1969 คือปีพีคสุดของประวัติศาสตร์วงการหนังพอๆ กับของโลก ริคกับคลิฟอาจเป็นผลผลิตของฮอลลีวูดยุคเก่าก็จริง 

 

แต่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่พยายามปรับตัวเข้าหาโลกใหม่ในยุคฮิปปี้เสรีชน ผมชอบไอเดียการนำเสนอชีวิตนักแสดงตกอับที่พยายามจะกลับมามีที่ยืนใหม่อีกครั้ง พร้อมกับเพื่อนของเขาที่ฝ่าฟันอะไรต่อมิอะไรมาด้วยกัน เควนตินเขาเก่งมากในการจับเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (ทั้งในฮอลลีวูดและอเมริกา) แล้วถ่ายทอดมันออกมาผ่านสายตาของตัวละคร มันโดนใจผมตั้งแต่อ่านบทครั้งแรกแล้วครับ ตัวละครมีพื้นภูมิเรื่องประวัติศาสตร์หนังมากพอๆ กับตัวของเควนติน รู้รายละเอียดแล้วคุณขนลุกละกัน มันจริงซะยิ่งกว่าจริงอีกจะบอกให้ [หัวเราะ]

 

เควนติน: จริงๆ ผมก็เพิ่งมาเริ่มลองทำนี่ล่ะ

 

แบรด: แล้วมันก็ให้ความรู้สึกดีมากๆ

 

ลีโอนาร์โด: จริง

 

แบรด: ยิ่งได้ทำกับลีโอด้วยยิ่งดีเข้าไปอีกแล้วก็ไม่ใช่จะหาโอกาสได้ง่ายๆ ด้วย เพราะเราต่างก็โตมากับเรื่องราวของนักแสดงนำกับคนเป็นสตันท์ สัมพันธภาพกับฝีไม้ลายมือ เรื่องราวเจ๋งๆ ของสองยอดคู่หู เบิร์ต เรย์โนลด์สมีฮัล นีดแฮม สตีฟ แม็คควีนมีบัด เอคินส์ เคิร์ต รัสเซลล์ก็มีคู่หูของเขา แฮร์ริสัน ฟอร์ดก็มี คนพวกนี้ ร่วมหัวจมท้ายกันมาเป็นสิบๆ ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดแผกไปจากคนรุ่นเราที่สิ่งต่างๆ เริ่มขยับเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

 

ลีโอนาร์โด: มันยังเป็นความจริงของฮอลลีวูดในแง่ที่ตัวละครของเราคือผู้ที่คอยเฝ้าดูความยิ่งใหญ่และตื่นตาของฮอลลีวูด เราคือคนนอก คนสองคนที่ดิ้นรนหางานอยู่ ในนั้น วันแล้ววันเล่า แบรดกับผมกำลังดูฮอลลีวูดเปลี่ยนแปลงแต่เราก็ยังต้องดิ้นรน โดยมีมิตรภาพเป็นเครื่องค้ำจุน ไม่ว่าอุปสรรคจะสาหัสสักแค่ไหน นั่นคือมุมมองที่เควนตินหยิบมานำเสนอ แถมตัวละครพวกนี้ดูแล้วน่าจะมีอยู่จริงด้วย แล้วจากนั้นจู่ๆ เรื่องแมนสันก็โผล่ขึ้นมา เรื่องราวของโพลันสกี-เทต

 

เอสไควร์: แบรด การร่วมงานกับเควนตินในหนังเรื่องนี้มันต่างกับตอนเล่น Inglourious Basterds ยังไง

 

แบรด: แทบไม่ต่างกันเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการทำงานหรือความคุ้นเคย การพูดคุยกันแบบฉันท์มิตร ก็อย่างว่านะ พวกเรามันก็รุ่นๆ เดียวกันทั้งนั้นเข้าวงการโตมาพร้อมกัน

 

ลีโอนาร์โด: พวกเราเป็นเด็กยุคเก้าศูนย์

 

แบรด: พูดจาภาษาเดียวกัน พบเจอเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงใหญ่น้อยในวงการมาเหมือนกัน [หันไปทางดิคาปริโอ] จ๊อบแรกๆ ของฉันก็ไปเป็นเกสต์ในหนังทีวีที่นายเล่นนั่นแหละ

 

ลีโอนาร์โด: Growing Pains?

 

แบรด: นายเองก็ใหม่

 

เอสไควร์: ที่เหลือเชื่อคือพวกคุณยังดังคลานตามกันมาอีกด้วย เควนติน คุณดังมาจาก Reservoir Dogs ในปี ’92 กับ Pulp Fiction ปี ’94 แบรด ของคุณจากเรื่อง Thelma & Louise, A River Runs Through It แล้วก็ Interview with the Vampire ในปี ’91, ’92 แล้วก็ ’94 ส่วนคุณ ลีโอ ก็ What’s Eating Gilbert Grape ในปี ’93 แต่ละคนเกาะอยู่แถวหน้าวงการฮอลลีวูดมาร่วมยี่สิบห้าปี

 

เควนติน: แบรดเคยเล่นเรื่อง True Romance ในปี 1993 บทแรกที่ผมเขียน! แถมเกือบจะขโมยซีนช่วงแอ็กต์สามไปคนเดียวด้วย [หัวเราะชอบใจกันสามคน]

 

ลีโอนาร์โด: “อย่ามาทำเป็นเหนียม” [ดิคาปริโอหันไปยิ้มกับพิตต์] ผมชอบไลน์นั่น

 

 

แบรด: บทพูดของเควนตินมันเข้าถึงง่าย เพราะงี้ไงถึงมีแต่คนอยากร่วมงานกับเขา รู้มั้ยว่ามีกี่คนรอต่อคิวขอเล่นหนังเรื่องนี้ เสนอตัวเพื่อให้ได้เป็นส่วนนึงของมัน ได้เข้าฉากแค่วันเดียวก็ยอม

 

เอสไควร์: เควนติน เท่าที่ได้คุยมันมีแต่คนบอกว่าเล่นหนังคุณแล้วไม่เครียด ถ้าขอถ่ายอีกเทคคุณจะพูดว่า “ขออีกเทค! เพื่อ?” แล้วจากนั้นทั้งกองก็จะร้องเฮ...

 

ทั้งเควนติน แบรด และลีโอนาร์โด: “... เพราะพวกเราต่างก็รักการทำหนัง!”

 

แบรด: เพราะบทมันดี อันนี้จริง

 

ลีโอนาร์โด: กองของเขาเหมือนมีแม่เหล็กที่ดึงดูดให้คุณเดินเข้าหา ซึ่งหายากแล้วสมัยนี้ ทุกคนต่างให้ความเคารพในสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นการทำหนังที่เหมือนการพบปะสังสรรค์ที่นับวันจะเริ่มกลายเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึไปแล้วสำหรับวงการนี้ เควนตินต้องใช้ความคิดอย่างมากในการทำให้ตัวละครเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมา ดึงความสมจริงออกมาจากช่วงสมัย ไม่นับความเป็นอิสระ พลัง ที่เรารับรู้ได้จากในกองของเขา ซึ่งเป็นอะไรที่หาได้ยากแล้ว ซึ่งที่ถูกมันต้องแบบนี้

 

แบรด: และถ้ามันถูกแล้วต้องรู้ด้วย

 

ความสำเร็จ ตัวตน ลูกผู้ชาย Success. Identity. Manhood.

 

เอสไควร์: คุณพูดแตะไปถึงหัวใจของเรื่อง ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นหนังที่พูดถึงนักแสดงในปี 1969 ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของวงการ แต่โดยแก่นแท้แล้วมันคือเรื่องของชายสองคนที่กำลังสู้อยู่กับพลังที่ผู้ชายสมัยนี้หลายคนกำลังเผชิญ เหมือนสิ่งที่เกิดกับผมในช่วงกลางของอาชีพ ช่วงกลางของชีวิต เมื่อวงการที่ผมอยู่ไม่ต้องการผม อาชีพที่สู้ทำมาเป็นสิบๆ ปี มันกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนหรือตายกันแน่ ผมจะฟื้นกลับมาได้มั้ย มีผู้ชายหลายคนที่กำลังเจอเรื่องแบบนี้

 

เชิ้ต Emporio Armani กางเกง Prada รองเท้าหนังลายวินเทจ Palace Costume & Prop Co., Los Angeles ถุงเท้า Gold Toe

 

ลีโอนาร์โด: ผมว่าคุณพูดได้ตรงจุดทีเดียว

 

แบรด: ใช่ เราเป็นใคร? คุณค่าของเราอยู่ที่ไหน?

 

เอสไควร์: เพราะสำหรับผู้ชาย ตัวตนมาจากงาน แล้วพวกคุณก็รับบทเป็นชายสองคนที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร ยังเหลืออะไร จุดมุ่งหมายคืออะไรกันแน่ ถ้าเกิดสูญเสียตัวตนไปพวกเขาจะสร้างมันกลับมาใหม่และตั้งเป้าหมายในอนาคตได้มั้ย

 

เควนติน: ริคเข้าวงการตอนปี ’55 ในฐานะเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มาพร้อมกับความคิด เฮ้ ฉันอยู่มิสซูรี ขอย้ายก้นจากที่นี่ไปอยู่ในที่ที่หน้าตาทำเงินได้ดีกว่า ฮอลลีวูด ฉันจะนุ่งยีนส์ฟิตๆ ไปเตร่อยู่แถวร้าน Schwab’s Pharmacy (ร้านขายยา ไอศกรีม และอาหารทานเล่นย่านซันเซ็ท บูเลอวาร์ดที่ยุคนั้นพวกดาราเจ้าของหนังชอบไปนั่งเล่น)

 

แบรด: เหมือนผมตอนปี ’86 เป๊ะ [พูดยิ้มๆ]

 

เชิ้ตโปโล Prada

 

เควนติน: เฮ้ย ก็โอนะ ไม่เลว!

 

เอสไควร์: เว้นแต่มันไม่ใช่ร้าน Schwab’s น่ะสิ ที่ไหนนะ

 

แบรด: ร้าน Taco Bell เอ๊ะ เดี๋ยวนะ โทษ โทษ Shakey’s Pizza ต่างหาก

 

เอสไควร์: แถวไหน

 

แบรด: [ยิ้ม] ถามได้ดี จริงๆ มีอยู่สองร้าน ตอนแรกผมไปร้านแถวนอร์ธ ฮอลลีวูด พอเริ่มมีตังค์หน่อยก็ขยับไปเป็นร้าน ใน ฮอลลีวูด แถวซันเซ็ท บูเลอวาร์ด มีไม่ถึงร้อยก็อิ่มได้ กินได้เท่าไหร่กินไปเลย กินให้อิ่มไปถึงพรุ่งนี้ยังได้

 

เควนติน: มันฝรั่งโมโจ้! พนันได้ว่าสมัยนั้นคุณต้องเคยไปแทงพูลที่ Barney’s Beanery

 

แบรด: ใช่ แหงอยู่แล้ว

 

เควนติน: แต่เรื่องของเรื่องคือริคขายของที่ทุกคนก็ขายกัน นักแสดงหนุ่มหล่อ ล่ำ มาดแมน เซ็กซี่

 

เอสไควร์: ในยุคของเขา นั่นถือเป็นคำจำกัดความของลูกผู้ชาย เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ

 

เควนติน: ถูกเผง นั่นล่ะยุคนั้นล่ะคุณถึงได้ชอบดูหนังคาวบอยตะวันตกไง

 

เชิ้ตกับกางเกง Dolce & Gabbana เนคไท Saint Laurent by Anthony Vaccarello

 

แบรด: แล้วทุกคนก็มาจากจุดนั้น เบิร์ต เรย์โนลด์ส คลินต์ อีสต์วูด

 

เควนติน: ทุกคนเลย ทีนี้พอมาปี 1969 ดารานำรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง ผอมขี้ก้าง ผมกระเซิง เอาไม่เลือก ลูกหลานฮิปปี้ของพวกคนดังอย่างปีเตอร์ ฟอนด้า, ไมเคิล ดักลาส, อาร์โล กัธรี่, ไมเคิล ซาร์ราซิน

 

เอสไควร์: ที่แปลกคือมันมีทั้งดารานำหน้าหล่อแบบเทพบุตรกับดูยังไงก็ไม่น่าเป็นพระเอกได้โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด แล้วก็เป็นปี 1969 อีกตามเคย ดัสติน ฮอฟฟ์แมนเล่นเป็นรัทโซ่ ริซโซ่ในหนังเวสเทิร์นสุดฉาวเรื่อง Midnight Cowboy แล้วจากนั้น ใครล่ะที่มารับบทพระเอกร้ายๆ รายใหม่ ก็ชาร์ลส์ แมนสันไง! ไอ้หนุ่มผมยาวพราวเสน่ห์ แถมหญิงตรึม มาทีหลังแต่ดังกว่า กินนอนอยู่ในโรงถ่ายหนังเก่า พี่แกเหมาเรียบ! แม้แต่บนพาดหัวข่าว ดังกว่าใครทุกคน

 

แบรด: เห็นด้วย! พูดอีกก็ถูกอีก

 

เควนติน: มันมีอยู่ฉากนึงในหนังที่ไปถ่ายกันที่ไร่ Spahn Ranch ทั้งเรื่องเราได้เข้าไปใช้ซาวด์สเตจที่เคยใช้ถ่ายหนังคาวบอยจริงๆ จำลองฉากถ่ายบู๊กันสนั่น จากนั้นก็ไปปิดกล้องที่ Spahn Ranch บนฉากกลางแจ้งเก่าบู๊กันสนั่นอีกรอบแต่เที่ยวนี้เป็นฉากในโลกความเป็นจริง ไม่มีแอ๊คติ้ง

 

เอสไควร์: แบรด มันมีฉากเด็ดในหนังที่ทำให้คลิฟดูเด่นขึ้นมาทันตา ถ้าริคปิดตัวเอง คุณคงเป็นคนที่เห็นโลกกว้างกว่า อย่างตอนที่คุณจอดติดไฟแดงแล้วเด็กผู้หญิงฮิปปี้ของแมนสันเดินผ่านหน้ารถคุณไป คุณทำให้เราได้เห็นฉากเจ๋งๆ ผ่านสายตาของคุณ ชายคนนึงกำลังตระหนักจริงๆ ว่าเขากำลังเห็นผู้เล่นหน้าใหม่ๆ บนเวที บางทีผมอาจจะคิดมากไป...

 

เควนติน: ไม่หรอก คุณน่ะคิดถูกแล้ว

 

เอสไควร์: คุณมองคลิฟเป็นแบบไหน

 

แบรด: เขาพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ถึงจะลำบากบ้างอะไรบ้างก็ไม่คิดไขว่คว้าขวนขวาย มีความสุขตามอัตภาพ ผมว่าคนแบบนี้อยู่ไหนก็ไม่ลำบาก เอาตัวรอดได้สบาย เป็นคนไม่อะไรมากมายกับชีวิต เพราะงั้นพอเห็นเด็กผู้หญิงเขาถึงรู้เลยว่าสิ่งใหม่และน่าตื่นเต้นกว่ากำลังมา นี่ไม่ใช่ผู้หญิงแบบร้าน Denny’s

 

ลีโอนาร์โด: มาคิดๆ นะ ผมเองก็เคยมีความสัมพันธ์แบบนี้ในวงการเหมือนกัน คุณจำเป็นต้องมีระบบซัพพอร์ตของตัวเอง คุณต้องมีคนแบบที่คุณสามารถนั่งดูทีวีด้วยโดยไม่คุยกันสักคำได้เป็นชั่วโมงๆ คุณต้องรู้ว่ามันยังมีใครบางคนอยู่ ที่นั่น เวลาเราเล่นหนังความสัมพันธ์ของผมกับแบรดจะคลิ๊กกันลงตัว ตั้งแต่แรกที่เขาเริ่มอิมโพรไวส์บทแล้วเปลี่ยนมันทุกอย่าง อย่างซีนนึง บทเขียนไว้งี้ ผมเดินเข้าฉากพร้อมกับอาการแฮงก์แล้วผมก็เริ่มรู้ชะตากรรมตัวเอง เริ่มรู้ว่าอนาคตผมในวงการนี้จะเป็นไง แล้วผมก็รู้สึกแย่ แล้วในซีนนั้น แบรดก็จัดแอ็ด-ลิบส์ซะ เขามาเลยมองหน้าผมแล้วก็พูดว่า เฮ้ นายคือริค ฟัคกลิ้ง ดัลตัน อย่าลืมซะล่ะ

 

สูท Dior Men เชิ้ตโปโล Salvatore Ferragamo รองเท้า Paul Stuart ถุงเท้า Falke

 

เควนติน: นั่นคือที่แบรดพูดแล้วมันก็กลายเป็น ประโยคเด็ด

 

เอสไควร์: ไปเอามาจากไหน เหอ แบรด

 

แบรด: จากเรื่องจริงครับ น่าจะราวๆ ต้นยุคเก้าศูนย์ ผมอยู่ในกองกำลังบ่นตีโพยตีพายเรื่องโน่นนี่นั่น รู้สึกแย่มาก แล้วผู้ชายคนนี้ก็พูดกับผมว่า เงยหน้าขึ้น เชิดไว้ หยุดงอแงได้แล้ว นายคือแบรด ฟัคกลิ้ง พิตต์ ขนาด ฉัน ยังอยากเป็นแบรด พิตต์เลย มันช่วยผมไว้ ผมอยากได้ยินอะไรแบบนี้ วันนั้นผมฉุกนึกถึงมันขึ้นมา บรรยากาศในซีนก็ดันได้ มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดนั้น

 

มองการไกล THE LONG VIEW

 

เอสไควร์: แบรด ลีโอ คุณเล่นเป็นคนสองคนที่กำลังอยู่ในช่วงกลางของอาชีพ พวกคุณเองก็กำลังอยู่ในช่วงนั้น แล้วพวกคุณก็ยังอยู่ได้

 

แบรด: กลางอาชีพ คุณนี่น่ารักชะมัด [หัวเราะ]

 

เอสไควร์: ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงที่พวกคุณเข้าวงการใหม่ๆ คิดว่ามันต่างกันมากไหมกับตอนนี้

 

ลีโอนาร์โด: ช่วงปีแรกๆ สำคัญนะ มันเป็นเรื่องของโอกาส และที่ประหลาดคือผมยังมองเห็นตัวเองเป็นเด็กหนุ่มที่พยายามหาทางเข้าวงการ การที่โตมาในแอล.เอ. ในซิลเวอร์ เลคคือเหตุผลเดียวที่ทำให้ผมกลายมาเป็นนักแสดง ถ้าอยู่ที่อื่นผมคง [หัวเราะ] ไปเป็นอย่างอื่นแล้ว แต่พอตั้งหลักนับหนึ่งได้ผมก็บอกกับตัวเองว่า “ฉันได้เล่นหนังแล้ว ฉันกำลังจะได้ออกทีวี โอกาสมาแล้ว” เวลาได้คุยกับพวกนักแสดงรุ่นใหม่ผมจะบอกพวกเขาเสมอว่า “สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือเรียนรู้ประวัติศาสตร์วงการนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” ถ้าคิดจะเล่นหนังคุณก็ต้องรู้จักหนังเสียก่อน เพราะมันมีบางการแสดงในหนังที่ต่อให้เล่นใหม่กี่ครั้งก็ไม่มีวันทำได้เหมือน

 

ดิคาปริโอ: สูท Dior Men เชิ้ตโปโล Salvatore Ferragamo พิตต์: เชิ้ตโปโล Tom Ford กางเกง Prada นาฬิกาข้อมือ Breitling ของเจ้าตัวใส่ติดตัวตลอด ตารันติโน่: แจ๊คเก็ต เชิ้ต และกางเกง Dolce & Gabbana ผ้าพันคอลายวินเทจของเจ้าตัว

 

เอสไควร์: ไม่ก็ขโมยเอามาเป็นของตัวเองซะเลย

 

ลีโอนาร์โด: ความคิดของผมเหมือนเดิมมาตั้งแต่แรก ตอนที่ผมได้คุยกับสองเฮียนี่มันเหมือนเรา รู้ ว่าเราได้รับโอกาสแล้วเราก็ไม่อยากทิ้งโอกาสนั้น คือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงพยายามกันสุดๆ ที่จะทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ดีที่สุด เพราะเรารู้ว่ามัน อะไรอะไรมันไม่แน่นอน รสนิยมเปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน แล้วผมก็ภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะงั้นไงผมถึงได้รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กอายุสิบห้าที่ได้เล่นหนังเรื่องแรกเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

 

แบรด: เหมือนกัน มันยังเป็นเรื่องของคุณภาพ แรกๆ มันจะกระตือรือร้น แล้วก็เริ่มผ่อน แล้วก็สนุก คุณวิ่งไล่ วิ่งไล่ วิ่งไล่ มองหาโอกาส และแน่ล่ะว่าคุณจะเจอประตูหลายบานที่ปิด แต่มันจะทำให้คุณเก่งขึ้น เวลาผมนึกถึงตัวเองเมื่อก่อนกับตอนนี้ ก็อย่างที่บอก ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของการเก็บเกี่ยวชั่วโมงบิน ผ่านไปสิบยี่สิบปีคุณจะช่ำชองไปเองทั้งหมด 

 

เป็นเรื่องของการรับใช้เรื่องราว และตลอดทางคุณจะสั่งสมปัญญาและความรู้มากขึ้น ยิ่งกับแนวทางของคนเป็นนักแสดงที่เน้นเปิดรับสิ่งที่คุณได้ค้นพบจากการแสดงด้วยคุณจะยิ่งไปถึงจุดนั้นเร็วขึ้น ช่วงเล่นหนังปีแรกๆ จะเป็นเรื่องของความพยายามปิดกั้นคนสี่สิบห้าสิบคนที่อยู่รอบข้าง เรื่องแสง เรื่องสายไฟ แล้วก็กล้องความที่ไม่คุ้นเคย แต่นานเข้ามันจะกลายเป็นเหมือนบ้าน และเหมือนถิ่นของคุณ


 

 

 
 
 
View this post on Instagram

Esquire Thailand ฉบับ July-August เราหยิบเรื่อง Sex (And Gender) ที่ถูกซ่อนอยู่ในซอกหลืบสังคมไทยมาพูดคุยกันจริงๆ จังๆ พร้อม Bangkok Sex Poll ที่คุณอาจตกใจเพราะผู้หญิงกรุงเทพเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ไม่เคยถึงจุดสุดยอดจากการมีเซ็กส์! ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศมาดูแฟชั่นเซ็ตและบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกของสองซูเปอร์สตาร์แห่งฮอลลีวูด Brad Pitt และ Leonardo DiCaprio ที่มาพร้อมกับผู้กำกับจอมกวน Quentin Tarantino ในหนังเรื่องใหม่ล่าสุดของพวกเขา Once Upon A Time In Hollywood ทั้งหมดนี่ใน Esquire Thailand ฉบับ July-August วางแผงแล้ววันนี้! #EsquireThailand

A post shared by Esquire Thailand (@esquirethai) on

 

ติดตามบทสัมภาษณ์และแฟชั่นเซ็ตทั้งหมดได้ในนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับ July-August เรื่อง Sex and Gender Issue วางแผงแล้ววันนี้


Styling by Matthew Marden

Casting by Emily Poenisch