THEY ARE MILLENNIALS, LISTEN TO THEM.

บทสรุปว่าด้วยมิลเลนเนียลโลก และโลกของมิลเลนเนียล

 

เบื่อไหมครับ เวลาได้ยินคนคุยกันหรือหลายครั้งก็เสือกถามโพล่งๆ ว่า "คุณครับ คุณนี่เจ็นฯอะไร เบบี้ บูมเมอร์ (ดูหน้ากูด้วย) เจ็นฯเอ็กซ์ หรือมิลเลนเนียล (ค่อยคุยกันได้) ?" เป็นคำถามที่ไม่อยากได้ยินและมึงรู้จะรู้ไปทำไม แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าโลกของเรากำลังขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนยุคใหม่ (มิลเลนเนียล) ที่ถ้าพอมีอินฟอร์เมชั่นประดับหัวเอาไว้ จะได้มีอะไรไปเถียงมัน

 

ตามความหมายจาก Wikipedia มิลเลนเนียล (Millennial) หรืออีกชื่อหนึ่งของเจ็นฯวาย (Gen Y) คือกลุ่มคนที่เกิดช่วงระหว่างต้นปี ค.ศ.1980s ถึง ต้นปี ค.ศ. 2000s อายุโดยประมาณ 18-35 ปี บางครั้งถูกเรียกว่า เอ็คโค่ บูมเมอร์ (Echo Bommer) เนื่องจากมิลเลนเนียลส่วนใหญ่เกิดมาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นเหล่าเบบี้ บูมเมอร์ (Baby Boommer) นั่นเอง

 

ขณะเดียวกัน United States Census Bureau หรือหน่วยงานที่ให้ข้อมูลและตัวเลขของประชากรอเมริกันระบุว่า มิลเลนเนียลคือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1982 - 2000 ซึ่งใกล้เคียงกับ Pew Research Center ที่บอกว่า 20-36 ปี คืออายุของกลุ่มมิลเลนเนียลเมื่อนับถึงปี ค.ศ. 2017

 

แล้วทำไมเราควรสนใจมิลเลนเนียล คนเจ็นฯนี้มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของเราอย่างไร ?

 

ไม่แปลกใจครับ เมื่อค้นในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มิลเลนเนียลจะโดนด่ายับจากเว็บใหญ่ ตั้งแต่ที่ว่าคนรุ่นนี้เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ติด Snap Chat จนถึงขอหลับในที่ทำงาน แต่นั่นยิ่งทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมของมิลเลนเนียลจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับโลกเราได้บ้าง

 

ก็ไปเจอบทความจาก Forbes ที่พอชื่นชมมิลเลนเนียลอยู่บ้าง โดยยกตัวอย่างจากคนเจ็นฯนี้ที่น่าสนใจ 

 

แอรอน เลวี (Aaron Levy) หนึ่งในสาวมิลเลนเนียลผู้ก่อตั้ง Raise The Bar Consulting บริษัทให้คำปรึกษาด้านการรักษาพนักงานมิลเลนเนียลเจ็นฯ (เจ๋งไหมล่ะ) มักถูกถามบ่อยๆ ว่า "เจ็นฯพวกคุณต่างจากเจ็นฯอื่นๆ จริงไหม ?" เธอครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะร่ายออกมาเป็นบทความเคลียร์ๆ ว่า

 

1. เราต่าง

มิลเลนเนียลคือกลุ่มคนอายุระหว่าง 18-35 ปี เกิดและโตพร้อมการการพัฒนาทางเทคโนโลยี เหตุการณ์ 9/11 รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เราเติบโตเป็นประชากรของประเทศอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 

ขณะที่เบบี้ บูมเมอร์ภักดีต่อคอมพานี เจ็นฯเอ็กซ์ก็ซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่ มิลเลนเนียลกลับเต็มที่กับคอมมูนิตี้ที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง เราคือกลุ่มคนที่ทำงานเป็นทีม ยืนหยัดและมองหาการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและโลกใบนี้

 

2. สร้างโมเดลการทำงานใหม่

เมื่อเทคโนโลยีทำให้หลายอย่างเป็นเรื่องง่าย รูปแบบการทำงานของเราจึงเปลี่ยนไป มิลเลนเนียลเคลื่อนย้ายจากวิธีการทำงานจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) สู่รูปแบบเศรษฐกิจแห่งความรู้ (Knowledge Economy) ที่ซึ่งพนักงานพร้อมจะนำเสนอไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ในการมองภาพใหญ่ วางแผน ต่อยอด และแก้ปัญหาในการทำงาน

 

เรื่องเวลาและสถานที่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มิลเลนเนียลตั้งคำถามและทำให้ต่างจากเจ็นฯก่อนหน้า เราไม่ได้ใช้ชั่วโมงการทำงานหรือการเข้าออฟฟิศเป็นตัวชี้วัด มิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าจำนวนเวลาที่ทำ

 

3. ความต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วหรือทันทียิ่งดี

มิลเลนเนียลเติบโตกับช่วงเวลาที่ทุกอย่างสั่งได้ด้วยปลายนิ้ว ตื่นเช้ามาถ้าเราหิว เปิดตู้เย็นแล้วพบว่านมและไข่หมด เราสั่งทิ้งไว้ผ่านมือถือ ออกไปเข้ายิมซักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วกลับมาพบว่านมและไข่ถูกวางไว้หน้าบ้าน เรากินอาหารเช้า อาบน้ำก่อนเรียกรถผ่านแอปป์เพื่อตรงไปออฟฟิศ เมื่อเข้างาน เราเช็คเมล ส่งรีพอร์ต ก่อนดูซิว่าใครทำอะไรบ้างผ่าน Facebook หรือแม้กระทั่งหางานใหม่บน LinkedIn

 

เราอยู่ในโลกที่ในเสี้ยววินาทีทุกอย่างเป็นไปได้บนฝ่ามือ ความต้องการการตอบสนองความพอใจที่รวดเร็วเพิ่มขึ้นทวีคูณ รอคืออะไร ? เราเริ่มไม่เข้าใจ

 

ขณะเดียวกัน เราใช้โซเชียลมีเดีย แต่ไม่ใช่ที่ที่ไว้หาเพื่อนใหม่ แต่เป็นที่ที่บอกให้โลกรู้ว่าเราเป็นใคร เราดื่มกับใคร เราแต่งตัวยังไง เราเที่ยวที่ไหน ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ เพราะเราอยู่ในโลกที่หญ้าเสมือนเขียวกว่าหญ้าจริงเสมอ

 

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการแข่งขัน เกิดการเปรียบเทียบ เราต้องการทำอะไรเร็วขึ้น ดูดีขึ้น ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เทคโนโลยีเร่งให้เราทำอะไรหลายอย่างขณะที่ไทม์ไลน์ของเราค่อยๆ สั้นลง

 

4. Mid-life crises มาเร็วกว่าแต่ก่อน

แน่นอน เมื่ออะไรหลายอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว  mid-life crises ก็มาเร็วเคลมเร็วไม่แพ้กัน

 

แรกเริ่ม ชีวิตวัยรุ่นของมิลเลนเนียลคนหนึ่งไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป เข้าโรงเรียน ต่อมหา’ลัยตามความคาดหวังของที่บ้าน คนรอบข้าง จบมาก็หางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ตามค่านิยมของสังคม

 

20 ปีผ่านไป มิลเลนเนียลคนนั้นตื่นขึ้นมาแล้วเกิดคำถามกับตัวเองว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่? ฉันเกิดมาทำไมบนโลกใบนี้? เป้าหมายชีวิตคืออะไร? ฉันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้โลกใบนี้ได้บ้าง?"

 

มิลเลนเนียลคนนี้กำลังเจอ mid-life crisis จุดที่ชีวิตเริ่มทบทวนสิ่งที่ผ่านมาและสิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้น เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่มีใครมาบอกว่าเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงควรเป็นยังไง ถึงเวลาที่มิลเลนเนียลต้องชนกับมัน ต้องตะกุยหาทางเดินที่(คิดว่า)ใช่ต่อไปด้วยตัวเอง

 

ก็เพราะอย่างว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่มาพร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วของเทคโนโลยี จึงไม่แปลกที่  mid-life crisis จะขยับมาเร็วขึ้น 20 ปี ซึ่งถ้าจะเร็วขนาดนี้ เราควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น quartier-life crisis เสียด้วยซ้ำ

 

ในเมื่อเราถูกเร่งถามซ้ำๆ ว่า "ชีวิตฉันต้องการอะไร?" ทำให้มิลเลนเนียลไม่ใช่แค่ทะเยอทะยานค้นหาความหมายในชีวิต แต่รวมถึงค้นหาความสุขจากการทำงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงการพัฒนาในทุกด้านของตนเอง

 

เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนมาถามฉันอีกครั้งว่า "เจ็นฯพวกคุณต่างจากเจ็นฯอื่นๆ จริงไหม?" "ใช่" คือคำตอบเดียวที่ฉันมี

 

แอรอนพูดในฐานะที่ปรึกษา แล้วสำหรับมิลเลนเนียลผู้โด่งดังบนโลกออนไลน์ล่ะ?

 

มนู กอสวามิ (Manu Goswami) นักลงทุน อินโนเวเตอร์ มิลเลนเนียลผู้ร่วมก่อตั้งแอคเคาท์อินสตาแกรมเกี่ยวกับบาสเก็ตบอลชื่อ @dunk ที่มีผู้ติดตามเกินสองล้านคน และทำงานร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nike, EA Sport, Warner Music ด้วยวัยเพียง 20 ปี ไหนมาดูซิว่าในหัวไอ้หมอนี่มันคิดอะไร

 

1.ผมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม

มนูสัญญากับตัวเองว่าจะสร้างพฤติกรรมประจำวันและทุกวันเพื่อให้สภาพจิตอยู่ในเส้นทางที่ดี อย่างแรกเลยคือ เมื่อตื่น ให้รางวัลด้วยการขอบคุณและซาบซึ้งในตัวเอง (พระเจ้า) แทนที่จะหยิบมือถือเหมือน 46% ของชาวอเมริกัน เริ่มวันใหม่ด้วยความคิดที่ดี เสริมด้วยการหาเวลาเล่นโยคะที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเครียด จิตสงบ และสมองทำงานครบอย่างราบรื่น (ให้ตายเถอะ)

 

2. มิลเลนเนียลเชื่อมต่อกับเหล่ามิลเลนเนียลโดยอัตโนมัติ

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งสำหรับมิลเลนเนียลคือ เราไม่ต้องเดาว่าเหล่ามิลเลนเนียลคนอื่นๆ กำลังคิด ทำ หรือสนใจอะไร ในขณะที่บริษัทรีเสิร์ชหรือองค์กรใหญ่ๆ พยายามจับเทรนด์ ขุดค้นความต้องการของมิลเลนเนียล ซึ่งบ่อยครั้งก็พลาด แต่พวกเราไม่ เพราะมันคือตัวเราแถมมีคอนเนคชั่นที่เชื่อมโยงถึงกัน

 

3. เรามีเครือข่ายที่พร้อม

เราสามารถเจอกลุ่มมิลเลนเนียลมากความสามารถโดยไม่ต้องลงทุน สถานที่ที่ผมจะแนะนำคือมหาวิทยาลัย ถึงแม้คุณไม่ได้เรียนที่นั่นคุณก็จอยน์ได้ เหมือนผมที่เจอเพื่อนร่วมทีมที่มหาวิทยาลัยตัวเองแม้เขาจะไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยผมก็ตาม สิ่งสำคัญคือ มองหาคนที่มีความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ และไม่ใช่ในระยะสั้น แต่เป็นทีมที่พร้อมจะลุยกับคุณในระยะยาว

 

4.เราอยู่ในช่วงเวลาที่การส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นเป็นเรื่องง่าย

เราไม่ได้รับเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันมิลเลนเนียลเป็นผู้ให้ อย่างใครมาแชร์อะไรที่เป็นประโยชน์กับผมหรือผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น ผมเสนอที่จะแชร์โพรไฟล์และข้อมูลของคนๆ นั้นให้เหล่ามิลเลนเนียลด้วยกันหรือกลุ่มคนที่สนใจ ซึ่งหลายคนก็ยินดีที่จะได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ แล้วผมบอกได้เลยว่าหากทุกการแลกเปลี่ยนบนเส้นทางของคุณสามารถสร้างคุณค่าได้มากพอ คุณและทีมจะไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

ไอ้มนูนี่ชีวิตฟังดูน่าเบื่อโคตร (สำหรับเรา) แต่ในยุคที่ทุกอย่างวัดด้วยตัวเลข และ results ถ้าไม่นัดชนเหล้า จะเอาอะไรไปเถียงมัน?

 

ฟัง เคารพ และยอมรับเถอะครับ โลกของเราฝากไว้ในมือมิลเลนเนียลเหล่านี้ ที่จะทำให้ชีวิตคุณและผม ไม่ดีขึ้น..ก็เลวลงทางใดทางหนึ่ง

 

Peace!

 

Source from forbes.com

Text & Translation by Paron S.


YOU MIGHT LIKE !



THEY ARE MILLENNIALS, LISTEN TO THEM.

บทสรุปว่าด้วยมิลเลนเนียลโลก และโลกของมิลเลนเนียล

 

เบื่อไหมครับ เวลาได้ยินคนคุยกันหรือหลายครั้งก็เสือกถามโพล่งๆ ว่า "คุณครับ คุณนี่เจ็นฯอะไร เบบี้ บูมเมอร์ (ดูหน้ากูด้วย) เจ็นฯเอ็กซ์ หรือมิลเลนเนียล (ค่อยคุยกันได้) ?" เป็นคำถามที่ไม่อยากได้ยินและมึงรู้จะรู้ไปทำไม แต่ก็เถียงไม่ได้ว่าโลกของเรากำลังขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนยุคใหม่ (มิลเลนเนียล) ที่ถ้าพอมีอินฟอร์เมชั่นประดับหัวเอาไว้ จะได้มีอะไรไปเถียงมัน

 

ตามความหมายจาก Wikipedia มิลเลนเนียล (Millennial) หรืออีกชื่อหนึ่งของเจ็นฯวาย (Gen Y) คือกลุ่มคนที่เกิดช่วงระหว่างต้นปี ค.ศ.1980s ถึง ต้นปี ค.ศ. 2000s อายุโดยประมาณ 18-35 ปี บางครั้งถูกเรียกว่า เอ็คโค่ บูมเมอร์ (Echo Bommer) เนื่องจากมิลเลนเนียลส่วนใหญ่เกิดมาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นเหล่าเบบี้ บูมเมอร์ (Baby Boommer) นั่นเอง

 

ขณะเดียวกัน United States Census Bureau หรือหน่วยงานที่ให้ข้อมูลและตัวเลขของประชากรอเมริกันระบุว่า มิลเลนเนียลคือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1982 - 2000 ซึ่งใกล้เคียงกับ Pew Research Center ที่บอกว่า 20-36 ปี คืออายุของกลุ่มมิลเลนเนียลเมื่อนับถึงปี ค.ศ. 2017

 

แล้วทำไมเราควรสนใจมิลเลนเนียล คนเจ็นฯนี้มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของเราอย่างไร ?

 

ไม่แปลกใจครับ เมื่อค้นในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มิลเลนเนียลจะโดนด่ายับจากเว็บใหญ่ ตั้งแต่ที่ว่าคนรุ่นนี้เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ติด Snap Chat จนถึงขอหลับในที่ทำงาน แต่นั่นยิ่งทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมของมิลเลนเนียลจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับโลกเราได้บ้าง

 

ก็ไปเจอบทความจาก Forbes ที่พอชื่นชมมิลเลนเนียลอยู่บ้าง โดยยกตัวอย่างจากคนเจ็นฯนี้ที่น่าสนใจ 

 

แอรอน เลวี (Aaron Levy) หนึ่งในสาวมิลเลนเนียลผู้ก่อตั้ง Raise The Bar Consulting บริษัทให้คำปรึกษาด้านการรักษาพนักงานมิลเลนเนียลเจ็นฯ (เจ๋งไหมล่ะ) มักถูกถามบ่อยๆ ว่า "เจ็นฯพวกคุณต่างจากเจ็นฯอื่นๆ จริงไหม ?" เธอครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะร่ายออกมาเป็นบทความเคลียร์ๆ ว่า

 

1. เราต่าง

มิลเลนเนียลคือกลุ่มคนอายุระหว่าง 18-35 ปี เกิดและโตพร้อมการการพัฒนาทางเทคโนโลยี เหตุการณ์ 9/11 รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เราเติบโตเป็นประชากรของประเทศอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 

ขณะที่เบบี้ บูมเมอร์ภักดีต่อคอมพานี เจ็นฯเอ็กซ์ก็ซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่ มิลเลนเนียลกลับเต็มที่กับคอมมูนิตี้ที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง เราคือกลุ่มคนที่ทำงานเป็นทีม ยืนหยัดและมองหาการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและโลกใบนี้

 

2. สร้างโมเดลการทำงานใหม่

เมื่อเทคโนโลยีทำให้หลายอย่างเป็นเรื่องง่าย รูปแบบการทำงานของเราจึงเปลี่ยนไป มิลเลนเนียลเคลื่อนย้ายจากวิธีการทำงานจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) สู่รูปแบบเศรษฐกิจแห่งความรู้ (Knowledge Economy) ที่ซึ่งพนักงานพร้อมจะนำเสนอไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ในการมองภาพใหญ่ วางแผน ต่อยอด และแก้ปัญหาในการทำงาน

 

เรื่องเวลาและสถานที่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มิลเลนเนียลตั้งคำถามและทำให้ต่างจากเจ็นฯก่อนหน้า เราไม่ได้ใช้ชั่วโมงการทำงานหรือการเข้าออฟฟิศเป็นตัวชี้วัด มิลเลนเนียลให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าจำนวนเวลาที่ทำ

 

3. ความต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วหรือทันทียิ่งดี

มิลเลนเนียลเติบโตกับช่วงเวลาที่ทุกอย่างสั่งได้ด้วยปลายนิ้ว ตื่นเช้ามาถ้าเราหิว เปิดตู้เย็นแล้วพบว่านมและไข่หมด เราสั่งทิ้งไว้ผ่านมือถือ ออกไปเข้ายิมซักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วกลับมาพบว่านมและไข่ถูกวางไว้หน้าบ้าน เรากินอาหารเช้า อาบน้ำก่อนเรียกรถผ่านแอปป์เพื่อตรงไปออฟฟิศ เมื่อเข้างาน เราเช็คเมล ส่งรีพอร์ต ก่อนดูซิว่าใครทำอะไรบ้างผ่าน Facebook หรือแม้กระทั่งหางานใหม่บน LinkedIn

 

เราอยู่ในโลกที่ในเสี้ยววินาทีทุกอย่างเป็นไปได้บนฝ่ามือ ความต้องการการตอบสนองความพอใจที่รวดเร็วเพิ่มขึ้นทวีคูณ รอคืออะไร ? เราเริ่มไม่เข้าใจ

 

ขณะเดียวกัน เราใช้โซเชียลมีเดีย แต่ไม่ใช่ที่ที่ไว้หาเพื่อนใหม่ แต่เป็นที่ที่บอกให้โลกรู้ว่าเราเป็นใคร เราดื่มกับใคร เราแต่งตัวยังไง เราเที่ยวที่ไหน ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ เพราะเราอยู่ในโลกที่หญ้าเสมือนเขียวกว่าหญ้าจริงเสมอ

 

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการแข่งขัน เกิดการเปรียบเทียบ เราต้องการทำอะไรเร็วขึ้น ดูดีขึ้น ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เทคโนโลยีเร่งให้เราทำอะไรหลายอย่างขณะที่ไทม์ไลน์ของเราค่อยๆ สั้นลง

 

4. Mid-life crises มาเร็วกว่าแต่ก่อน

แน่นอน เมื่ออะไรหลายอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว  mid-life crises ก็มาเร็วเคลมเร็วไม่แพ้กัน

 

แรกเริ่ม ชีวิตวัยรุ่นของมิลเลนเนียลคนหนึ่งไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป เข้าโรงเรียน ต่อมหา’ลัยตามความคาดหวังของที่บ้าน คนรอบข้าง จบมาก็หางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ตามค่านิยมของสังคม

 

20 ปีผ่านไป มิลเลนเนียลคนนั้นตื่นขึ้นมาแล้วเกิดคำถามกับตัวเองว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่? ฉันเกิดมาทำไมบนโลกใบนี้? เป้าหมายชีวิตคืออะไร? ฉันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้โลกใบนี้ได้บ้าง?"

 

มิลเลนเนียลคนนี้กำลังเจอ mid-life crisis จุดที่ชีวิตเริ่มทบทวนสิ่งที่ผ่านมาและสิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้น เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่มีใครมาบอกว่าเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงควรเป็นยังไง ถึงเวลาที่มิลเลนเนียลต้องชนกับมัน ต้องตะกุยหาทางเดินที่(คิดว่า)ใช่ต่อไปด้วยตัวเอง

 

ก็เพราะอย่างว่า การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่มาพร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วของเทคโนโลยี จึงไม่แปลกที่  mid-life crisis จะขยับมาเร็วขึ้น 20 ปี ซึ่งถ้าจะเร็วขนาดนี้ เราควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น quartier-life crisis เสียด้วยซ้ำ

 

ในเมื่อเราถูกเร่งถามซ้ำๆ ว่า "ชีวิตฉันต้องการอะไร?" ทำให้มิลเลนเนียลไม่ใช่แค่ทะเยอทะยานค้นหาความหมายในชีวิต แต่รวมถึงค้นหาความสุขจากการทำงาน การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงการพัฒนาในทุกด้านของตนเอง

 

เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนมาถามฉันอีกครั้งว่า "เจ็นฯพวกคุณต่างจากเจ็นฯอื่นๆ จริงไหม?" "ใช่" คือคำตอบเดียวที่ฉันมี

 

แอรอนพูดในฐานะที่ปรึกษา แล้วสำหรับมิลเลนเนียลผู้โด่งดังบนโลกออนไลน์ล่ะ?

 

มนู กอสวามิ (Manu Goswami) นักลงทุน อินโนเวเตอร์ มิลเลนเนียลผู้ร่วมก่อตั้งแอคเคาท์อินสตาแกรมเกี่ยวกับบาสเก็ตบอลชื่อ @dunk ที่มีผู้ติดตามเกินสองล้านคน และทำงานร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nike, EA Sport, Warner Music ด้วยวัยเพียง 20 ปี ไหนมาดูซิว่าในหัวไอ้หมอนี่มันคิดอะไร

 

1.ผมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม

มนูสัญญากับตัวเองว่าจะสร้างพฤติกรรมประจำวันและทุกวันเพื่อให้สภาพจิตอยู่ในเส้นทางที่ดี อย่างแรกเลยคือ เมื่อตื่น ให้รางวัลด้วยการขอบคุณและซาบซึ้งในตัวเอง (พระเจ้า) แทนที่จะหยิบมือถือเหมือน 46% ของชาวอเมริกัน เริ่มวันใหม่ด้วยความคิดที่ดี เสริมด้วยการหาเวลาเล่นโยคะที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเครียด จิตสงบ และสมองทำงานครบอย่างราบรื่น (ให้ตายเถอะ)

 

2. มิลเลนเนียลเชื่อมต่อกับเหล่ามิลเลนเนียลโดยอัตโนมัติ

ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งสำหรับมิลเลนเนียลคือ เราไม่ต้องเดาว่าเหล่ามิลเลนเนียลคนอื่นๆ กำลังคิด ทำ หรือสนใจอะไร ในขณะที่บริษัทรีเสิร์ชหรือองค์กรใหญ่ๆ พยายามจับเทรนด์ ขุดค้นความต้องการของมิลเลนเนียล ซึ่งบ่อยครั้งก็พลาด แต่พวกเราไม่ เพราะมันคือตัวเราแถมมีคอนเนคชั่นที่เชื่อมโยงถึงกัน

 

3. เรามีเครือข่ายที่พร้อม

เราสามารถเจอกลุ่มมิลเลนเนียลมากความสามารถโดยไม่ต้องลงทุน สถานที่ที่ผมจะแนะนำคือมหาวิทยาลัย ถึงแม้คุณไม่ได้เรียนที่นั่นคุณก็จอยน์ได้ เหมือนผมที่เจอเพื่อนร่วมทีมที่มหาวิทยาลัยตัวเองแม้เขาจะไม่ได้อยู่มหาวิทยาลัยผมก็ตาม สิ่งสำคัญคือ มองหาคนที่มีความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ และไม่ใช่ในระยะสั้น แต่เป็นทีมที่พร้อมจะลุยกับคุณในระยะยาว

 

4.เราอยู่ในช่วงเวลาที่การส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นเป็นเรื่องง่าย

เราไม่ได้รับเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันมิลเลนเนียลเป็นผู้ให้ อย่างใครมาแชร์อะไรที่เป็นประโยชน์กับผมหรือผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น ผมเสนอที่จะแชร์โพรไฟล์และข้อมูลของคนๆ นั้นให้เหล่ามิลเลนเนียลด้วยกันหรือกลุ่มคนที่สนใจ ซึ่งหลายคนก็ยินดีที่จะได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ แล้วผมบอกได้เลยว่าหากทุกการแลกเปลี่ยนบนเส้นทางของคุณสามารถสร้างคุณค่าได้มากพอ คุณและทีมจะไปได้ไกลกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

ไอ้มนูนี่ชีวิตฟังดูน่าเบื่อโคตร (สำหรับเรา) แต่ในยุคที่ทุกอย่างวัดด้วยตัวเลข และ results ถ้าไม่นัดชนเหล้า จะเอาอะไรไปเถียงมัน?

 

ฟัง เคารพ และยอมรับเถอะครับ โลกของเราฝากไว้ในมือมิลเลนเนียลเหล่านี้ ที่จะทำให้ชีวิตคุณและผม ไม่ดีขึ้น..ก็เลวลงทางใดทางหนึ่ง

 

Peace!

 

Source from forbes.com

Text & Translation by Paron S.


FOOD & DRINK


LAST UPDATE