The World According To Woody Harrelson

วู้ดดี้ แฮร์เรลสันนัดเราไปคุยสัมภาษณ์เรื่องหนัง Zombieland 2 ที่ร้านอาหารมังฯสุดโปรดของเจ้าตัว เรื่องราวการโลดแล่นผจญภัย ‘ไฟ้ว’ ซอมบี้ พี้กัญชาครั้งใหม่ที่น่าจะทั้งดีดมันและสาดความฮาแบบรัวๆ

 

มันเป็นวันเสาร์ เดือนมิถุนายน ฉันกำลังรีบไปให้ทันนัดกับวู้ดดี้ แฮร์เรลสัน แต่รถไฟใต้ดินเจ้ากรรมดันเลท เลี้ยวซอยผิด หนำซ้ำยังไปเจอะคุณแม่ลูกสองเข็นรถเข็นเด็กแฝดเกะกะขวางทางเพิ่มความกดดันเข้าให้อีก ใจอยากจะตะโกนไล่แต่ก็ดันไม่มีเสียง ไม่อยากพูดมาก... เจ็บคอ (เจ็บจริงค่ะ ต่อมทอนซิลอักเสบอยู่) พอดั้งด้นจนผ่านพ้นประตูทางเข้า ฉันก็มาถึงบริเวณล็อบบี้ของคอนโดหรูแห่งหนึ่งย่านตะวันตกเฉียงใต้ของเซ็นทรัล ปาร์ค เดินตรงไปกดปุ่มลิฟต์พลางหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา สายไปสองนาที ก้นร้อนสิคะคราวนี้ ว่าแล้วก็ ติ๊ง ประตูลิฟต์เปิดออก ฉันรีบแจ้นขึ้นลิฟต์ พยายามรวบรวมสติด้วยการล้วงหยิบปึ๊งคลิปปิ้งข่าวของวู้ดดี้จากกระเป๋า ซึ่งส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นข่าวเรื่องที่ว่าเขาปุ๊นกัญชามากไปจนเพี้ยนก่อนจะตัดสินใจเลิกขาดเมื่อสามปีก่อน

 

แต่พอก้าวขาออกจากลิฟต์ฉันก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่น ถ้าเดาไม่ผิด (ซึ่งไม่ผิดแน่ กลิ่นฉุยซะขนาดนี้) กัญชา ฉันเดินจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องๆ หนึ่งซึ่งไม่ใช่ของวู้ดดี้ เขาอยู่กับลอร่าศรีภรรยาและลูกสาวอีกสามคนของเขา (เดนี่ อายุ 26, โซอี้ 22 และมาคานี่ 13) ที่เกาะมาอูอิ แต่เป็นของเพื่อนคนหนึ่ง กระทั่งยกมือขึ้นเคาะถึงรู้ว่าประตูไม่ได้ล็อคความที่มันแง้มไปตามแรงโขกก๊อกๆ ฉันเลยถือวิสาสะเดินเข้าไป คราวนี้เจ้ากลิ่นที่ว่านี่ฉุนกึกจนขมคอ ค่อยๆ ย่องเข้าไปจนจ๊ะเอ๋กับวู้ดดี้ที่กลางห้องนั่งเล่น

 

และภาพที่ฉันเห็นก็คือชายรูปร่างสันทัด หุ่นฟิตกำลังดี ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ผมเพ้าถ้าไม่หงอกก็ร่วงเกือบหมดจนต้องแก้ปัญหาด้วยการไถสั้น เนื้อตัวไม่ถึงขนาดประกวดชายงามแต่ก็จัดว่าล่ำบึก เจ้าของนัยน์ตาฟ้าใส ออกเผือดๆ จนเกือบจะเป็นสีชมพูเรื่อ และที่ 58 เขาไม่ใช่แค่ดูหนุ่มกว่าวัยแต่ถ้าบอกว่ายังสี่สิบต้นๆ ฉันก็เชื่อ

 

ที่ด้านหลังของเขามีโต๊ะไม้ยาวอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งด้านบนเห็นวางน้ำแร่อยู่ขวด ซองเอกสารตีตรา CAA (บริษัทนายหน้าดาราชื่อดัง) นิตยสาร Rolling Stone เล่มล่าสุด ฉบับ The Weed Issue ที่ได้ราชาสายเขียวอย่างวิลลี่ เนลสันมาขึ้นปก ถุงซิปล็อคใส่กัญชาสองห่อ บ้องสูบยี่ห้อ Willie’s Reserve กระดาษมวน กับถุงเท้าอีกหนึ่งข้าง

 

ทันทีที่บรรยากาศความนิ่งงันชักเริ่มบานปลายกลายเป็นความอึดอัด ฉันเลยตัดบทเซย์ “ไฮ” ออกไปด้วยน้ำเสียงแบบคนเป็นโรคหลอดลมอักเสบ พอวู้ดดี้ได้ยินเท่านั้นเขาเลิกตา ฉีกยิ้ม (ยิงเห็นฟันห่างถ่างถึงหู) ตามด้วยเสียงหัวเราะ (ออกต๊องเหมือนบ้าแต่ว่าน่ารัก) กับเสียงพูดแบบที่คุณคุ้นในหนัง (เสียงอ้อแอ้เหมือนคนเมาแต่เซ็กซี่พิลึก) ว่า “เฮ้ย? ตลกอ่ะ” ใช่ ฉันพยักหน้ารับ เสียงฉัน มัน ตลก... ตลกตายล่ะ

 

วู้ดดี้เอื้อมไปหยิบบ้องสูบ ถามฉันว่าสนมั้ย ฉันเลยตอบไปว่าฉันสูบไม่เป็นกับว่าฉันนึกว่าเขาเลิกปุ๊นแล้วซะอีก

 

 

เขาหยิบบ้องขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า “ใช่ ผมเลิก” พลางถอนหายใจ “มาได้เกือบสองปี เลิกสนิท จนมาเจอ ตานี่” หันไปยักหน้าใส่ลุงวิลลี่บนปก Rolling Stone “เพราะงั้นไง แบบว่า ทุกคนเห็นเขาเป็นเหมือนผู้นำทางความคิด เป็นคนดี ซึ่งเขาก็เป็นจริงๆ แต่ก็ร้ายลึกด้วยนะขอบอก ร้าย-กาจ เขาทนเห็นผมเลิกไม่ได้เลยหาทางยั่วให้ผมกลับมาปุ๊นอีก อย่างเวลาที่เล่นโป๊กเกอร์กันเขาก็จะทำเป็นยื่นบ้องมาให้ ผมก็บอกว่า ‘นี่ลุง ผมเลิกแล้ว’ แล้วเขาก็จะทำหน้าตกใจเหมือนไม่รู้มาก่อน ทุกครั้ง ตกใจสุดฤทธิ์ จนวันที่เราไปมาอูอินั่นแหละถึงรู้ว่าเหตุผลที่ผมย้ายไปอยู่นั่นก็เพราะวิลลี่ ผมไปดูเขาเล่นคอนเสิร์ตที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน ผมอยากเจอเขา พอคอนเสิร์ตเลิกผมเลยแวะไปหาที่รถบัส เคาะประตู พอประตูเปิดปุ๊บ ควันนี่ลอยโขมงออกมาเลย พอผมเพ่งตามองเข้าไปก็เห็นตาลุงผมยาวนี่กำลังคีบกัญชาดุ้นเท่าแขน แล้วเขาก็พูดว่า ‘มามะมาปุ๊นกัน’ ได้ยินแค่นั้นผมก็รู้แล้วว่างานนี้คบกันยาวแน่ เขาบอกว่าเขามีบ้านที่มาอูอินั่นคือเหตุผลที่ผมไปลงเอยอยู่ที่นั่น แต่เอาเป็นว่า วิลลี่ยื่นบ้องมาให้ อารมณ์ผมก็กำลังได้อยู่พอดี เลยคว้ามาแล้วก็ดูดซื้ดแบบเน้นๆ ยาวๆ วิลลี่ยิ้มแล้วก็พูดกับผมว่า ‘ขอต้อนรับกลับบ้าน ไอ้ลูกชาย’”

 

เราสองคนหันออกไปมองนอกหน้าต่าง สูงจากพื้นจดเพดาน เอ้อระเหยกับวิวระดับพานอราม่า

 

“แล้วคุณมาทำอะไรในเมือง” ฉันถาม

 

“ผมมาดูละครเวที เมื่อคืน เรื่อง Happy Talk”

 

“ดีมั้ย”

 

“เจสซี่ ไอเซนเบิร์กเป็นคนแต่ง หมอนั่นเข้าขั้นจีเนียส”

 

“แถมแสดงก็เก่ง เขาเล่น Zombieland กับคุณ” หนังซอมบี้ (ภาคแรก) ที่ออกฉายเมื่อปี 2009 กำกับโดยรูเบ็น เฟรเชอร์

 

“ใช่” วู้ดดี้บอก

 

“Zombieland ภาคสองเขาก็เล่น” ชื่อเต็มๆ คือ Zombieland 2: Double Tap กำกับโดยรูเบ็น เฟรเชอร์เจ้าเก่า

 

“แม่นแล้ว”

 

“แล้ววันนี้เราก็จะมาคุยเรื่องหนัง Zombieland ภาคสอง”

 

จังหวะเดียวกับที่ก้อนเมฆเคลื่อนผ่านหน้าอันสดใสของวู้ดดี้ “ใช่ วันนี้เราจะมาคุยกัน (เรื่องหนัง) แต่ผมโดนสั่งห้ามไม่ให้พูดนี่สิ”

 

“ห้ามเหรอ” 

 

“ช่างเหอะ ผมจะคุยซะอย่าง คุยไปเลย แค่คนที่สตูฯเขาไม่อยากให้ผมหลุดอะไรออกมาน่ะ”

 

“อ๋อ คือไม่อยากให้สปอยล์หนังว่างั้น”

 

“ผมจะบอกอะไรคุณอย่างนะ ลิลี่ คือคุณจะต้องชอบหนังเรื่องนี้ ผมไม่กล้าไปยืนยันกับใคร แต่ผมกล้ายืนยันกับคุณ”

 

ตามนั้นค่ะ วู้ดดี้เอามือตบท้อง “ผมหิวแล้ว กินไรมายัง? เดินตัดสวนไปหาอะไรหม่ำที่ Candle 79 กันดีกว่า? ร้านมังฯสุดโปรดของผมเลยล่ะ สั่งน้ำมะพร้าวมาดื่มกลั้วคอซะหน่อยเสียงคุณจะได้ดีขึ้น”

 

“เดินไกลหน่อยนะ แถวถนนสายเจ็ดสิบเก้าตัดกับเล็ก (ซิงก์ตัน)”

 

“ระยะทางไม่ใช่ปัญหา”

ห่วงก็แต่ส้นสูงที่ฉันใส่นี่ล่ะ

 

“ไหวนะ?”

ปากบอกไหวแต่ในใจฉันก็ไม่รู้ เขายักไหล่พร้อมกับปรบมือเป็นทำนองปลุกใจ “เอาน่ะ สู้ๆ แป๊บนะเดี๋ยวผมมา”

 

ฉันเห็นเขาหายขึ้นไปชั้นบน เลยเดินไปลากเก้าอี้ออกจากโต๊ะ กะว่าจะนั่งรอ ถึงสังเกตเห็นว่ามันมีหนังสือวางกางเหมือนอ่านค้างอยู่เล่มหนึ่ง American Spy โดยอี. ฮาเวิร์ด ฮันท์ วู้ดดี้คงนั่งอ่านมันตอนฉันเดินเข้ามา

 

 

ทันใดนั้น ฉันรู้สึกเหมือนธาตุไฟแตกประหนึ่งอยู่กลางฉากหนังจารชนไล่ล่า ไม่ใช่อาการหลอนเพราะฤทธิ์กัญชาแน่ ฮันท์เคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอในยุคนิกซันที่มีส่วนทำให้เกิดคดีวอเตอร์เกท แถมยังลือกันอีกว่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ นักทฤษฎีคบคิดหลายรายเชื่อว่าเขาคือคนแก่สุดในรูป “the three tramps” ชายสามคนที่ถูกจับข้อหาเร่ร่อนบริเวณชุมทางรถไฟใกล้ตึก Texas School Book Depository ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 (วันเดียวกับที่เจเอฟเคถูกลอบสังหาร) ส่วนคนตัวสูงสุดพวกนักทฤษฎีเหล่านั้นเชื่อว่าคือชาร์ลส์ แฮร์เรลสัน พ่อแท้ๆ ของวู้ดดี้นั่นเอง นักฆ่ามือพระกาฬและอาชญากรตัวเอ้ซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำระหว่างรับโทษ (จำคุกตลอดชีวิต) จากคดียิงผู้พิพากษาส่วนกลางและ (ขณะถูกตำรวจรวบ เมาโคเคน และถือปืนอยู่ในมือ) รับสารภาพว่ายิงปธน.เคนเนดี้ (แหม่ ก็นะ ฉันคงเชื่อหรอกว่าคณะกรรมการวอร์เรนจะนำเสนออะไรตรงไปตรงมากับสาธารณชน และคงเชื่อหรอกว่าลี ฮาร์วี่ ออสวัลด์ทำคนเดียว เชื่อก็บ้าแล้ว) ฉันต้องข่มใจทำหน้านิ่งแทบตายตอนที่วู้ดดี้เดินกลับลงมา

 

เขายังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือเกือกแตะ (ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติแบบที่ได้มาโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร) กับหมวกเบสบอลมีคำว่ายากับไวน์เย็บติดอยู่ตรงปีก บอกไปใครจะเชื่อว่านี่คือลูกชายอดีตอาชญากรระดับชาติ แต่ยังไม่ทันจะเดินพ้นประตูห้องอยู่ๆ เขาก็เอามือตีหัวตัวเองพร้อมกับพูดว่า “กระเป๋าตังค์ กุญแจ!” เสร็จก็เดินย้อนกลับเข้าไปข้างใน

 

เราเดินออกจาก คอนโดข้ามถนนไปเซ็นทรัล ปาร์ค รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกันที่ต้องออกมาข้างนอกกับเขาแบบนี้ ไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาคือคนดังแต่ดังมานานโข ดังมาตั้งแต่ปี 1985 เมื่อแรกเล่นซีรีส์เรื่อง Cheers ในบทวู้ดดี้ บอยด์หนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่ใครก็อยากนั่งดริ๊งก์ด้วย วู้ดดี้ (ตัวละคร) เป็นเด็กบ้านนอกจอมซื่อกับชอบโชว์โง่ ส่วนวู้ดดี้ (ตัวจริง) เป็นคนเข้าถึงง่ายและเปิดเผย ไม่ใช่คนติดเหนียมหรือขี้อาย แบบที่ใครต่อใครชอบมองว่าวู้ดดี้ (ตัวจริง) นิสัยเหมือนตัวละครที่เขาเล่น

 

ตรงกันข้าม เขาพิสูจน์ให้เราเห็นถึงความหลักแหลมด้วยการถีบตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในดาราชั้นนำยุคเก้าศูนย์ ผ่านความสามารถทางการแสดงที่หลากหลาย จากบทนักบาสปากต่อยหอยใน White Men Can’t Jump (1992) ถึงหนังรักๆ ใคร่ๆ อย่าง Indecent Proposal (1993) รวมถึงตบหน้าพวกที่ชอบสบประมาทดูแคลนเขาด้วยการเสี่ยงรับบทมิคกี้ น็อกซ์ฆาตกรโรคจิตที่เที่ยวไล่ฆ่าคนเป็นผักปลาในหนัง Natural Born Killers (1994) ต่อด้วยบทราชาหนังโป๊แลร์รี่ ฟลินท์ผู้ไม่ยำเกรงต่อบาปใน The People vs. Larry Flynt (1996)

 

มาระยะหลังวู้ดดี้เริ่มหันมารับบทสมทบในหนังคว้ากล่องอย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017) รวมถึง True Detective (2014) ซีรีส์เจ้าของรางวัลเอมมี่ เช่นเดียวกับหนังแฟรนไชส์ทำเงินอย่าง The Hunger Games และ Star Wars กระนั้นก็มักจะไปฉายแววข่มคนเป็นสตาร์นำอยู่เกือบตลอด ไม่ใช่ด้วยการเล่นใหญ่หรือทำตัวเด่นเกินหน้า (เขาไม่ใช่พวกชอบขโมยซีนใคร) แต่ด้วยบุคลิกการแสดงที่กวนเกรียนเนียนเป็นธรรมชาติ วู้ดดี้จัดเป็นนักแสดงประเภทม้านอกสายตาที่ง่ายต่อการโดนคนมองข้ามหรือไม่ให้ค่าให้ราคา ด้วยเพราะฝีไม้ลายมือของเขาไปไกลกว่าคำว่าการแสดง

 

พอถึงสวน เรื่องที่เกรงว่าจะมีเอฟซีมารุมทึ้งวู้ดดี้ก็เป็นอันตัดทิ้งไปได้ เล่นสวมทั้งแว่นกันแดด หมวกแก๊ปแบบนี้ ใครจำเขาได้ก็เก่งเกินไปหน่อยล่ะ เราค่อยๆ เดิน (ในโหมดทอดน่อง) ชมนกชมไม้กันไป เพิ่งสังเกตว่าวันนี้อากาศดีมาก แดดไม่ร้อน มีแค่หมอกจางๆ และควันที่ฉาบท่ามกลางภาพคนถีบจักรยาน รถเข็นขายไอศกรีม นกเลิฟเบิร์ด หนุ่มสาวนอนเอนกายบนสนามหญ้า ครอบครัวนั่งปูเสื่อปิกนิก เตะบอล เล่นจานร่อน นี่ถ้าไม่ติดว่าวู้ดดี้หิวข้าวล่ะก็ฉันคงขอตัวหาที่หย่อนก้นผ่อนกายสบายใจไปแล้ว

 

แต่พอเข้าเขตชุมชนเท่านั้นก็มีเรื่องตื่นเต้นหวาดเสียวเกิดขึ้นทันที ช่วงที่เรากำลังเดินไล่ขึ้นไปตามถนนสาย 79th วู้ดดี้ทำท่าจะข้ามถนนทั้งที่สัญญาณไฟยังห้ามจนฉันต้องรีบรั้งตัวเขาไว้ ขืนช้ากว่านี้นิดเดียวมีหวังเขาโดนรถ Cadillac Escalade ทับแบนแน่ๆ แล้วก็อีก... แถวเซ็นเตอร์ ไดรฟ์ ไม่มีรถ ซึ่งก็น่าจะไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ที่ไหนได้พี่แกดันทะลึ่งลงไปเดินบนเลนจักรยาน แล้วก็มีรถสามล้อถีบวิ่งเฉี่ยวตัวไปจนฉันต้องรีบคว้าตัวเขาไว้เป็นคำรบสอง (หาไม่คงได้เห็นวู้ดดี้ แฮร์เรลสันลงไปนอนจมกองไส้ตัวเองกลางถนนไปแล้ว ส่วนฉันก็คงต้องบากหน้าโทรไปอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ผู้จัดการส่วนตัวเขาฟัง) แล้วก็อีก... คราวนี้เป็นตำรวจขี่ม้าขาวเฉี่ยวมาทางซ้ายมือเขา แต่ขนาดนั้นพ่อเจ้าประคุณรุนช่องยังมีหน้าหันมาทำเป็นหัวเราะ ช่างไม่สลดเอาเสียบ้างเลย

 

เราหยุดดูเหตุการณ์ที่คุณตำรวจหญิงเรียกคนขับรถสามล้อถีบ คนขับพยายามเจรจาขอไม่ให้เธอเขียนใบสั่ง แต่ไม่เป็นผล วู้ดดี้ยิ้มชอบใจ “โห ยังกะในหนัง”

 

ถึงตรงนี้ฉันว่าคงถึงเวลาเหมาะที่จะถามเรื่องชีวิตในวัยเด็กของเขา (ปกติฉันไม่ใช่สายเผือกแต่ขอเผือกเรื่องเขาหน่อย) ตามข้อมูล: เขาเกิดที่มิดแลนด์ เท็กซัส ปี 1961 พออายุเจ็ดขวบพ่อก็ทิ้งเขาไป เป็นช่วงที่เขาเริ่มหัดเล่นละครที่โรงเรียน พออายุได้สิบสองแม่ของเขา ไดแอน นามสกุลเดิมคือออสวัลด์ (ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับลี ฮาร์วี่ แต่ก็อดคิดไปทางนั้นไม่ได้) เลขานุการด้านกฎหมายผู้เคร่งศาสนา ก็พาเขากับน้องชายอีกสองคนย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดของเธอที่เมืองเลบานอน รัฐโอไฮโอ

 

เริ่มเลยนะ ฉันบอก “ตอนเด็กๆ คุณเกเรมั้ย”

 

“มาก ถึงผมจะเป็นลูกแหง่ติดแม่ก็เหอะ”

 

เราออกเดินกันต่อ แล้วฉันก็นึกวิธีอัดเสียงสัมภาษณ์แบบไหนที่ดีกว่านี้ไม่ออกนอกจากจ่อมือถือไว้ใต้คางเขา

 

“ผมมีแต่ความโกรธ เกลียด โดนไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาล คุณคิดเอาเองละกัน พอขึ้นประถมก็ถูกไล่ออกอีก พวกเขาหาว่าผมไปขโมยกระเป๋าสตางค์คนอื่น แต่ผมเปล่า แล้วครูก็ทำโทษผมทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำ ผมเลยเที่ยวเอากำปั้นไปทุบกระจกแตกทั่วโรงเรียน หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปเรียนที่ไบรอาร์วู้ด” โรงเรียนเอกชนในฮูสตันที่รองรับเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ (พูดง่ายๆ คือเหลือขอ) “ให้ความรู้และความรักไปพร้อมกัน ฟังดูเฟค แต่ดันเวิร์ค ต่อให้ผมจะทำผิดหรือก่อเรื่องร้ายแรงมาพวกเขาก็ยังปฏิบัติกับผมด้วยความรัก”

 

“การต้องย้ายไปอยู่มิดเวสต์เป็นเรื่องยากสำหรับคุณรึเปล่า” ฉันถาม

 

“ไม่นะ ดีด้วยซ้ำ ผมเลิกทำตัวเกกมะเหรก จำได้ว่าแม่ผมพูดว่า ‘ครูลูกบอกแม่ว่าลูกกลายเป็นคนดังประจำโรงเรียน’ ผมไม่รู้ว่ามันหมายความว่าไง แต่ผมรู้ว่าแม่ภูมิใจในตัวผม”

 

“แล้วมาเริ่มสนใจการแสดงเอาตอนไหน”

 

“ผมได้เล่นละครครั้งแรกตอนเข้าไฮสกูล ก่อนหน้านั้นที่ใกล้เคียง (การแสดง) สุดคงเป็นเลียนแบบเอลวิสให้พวกเพื่อนๆ ทีมฟุตบอลดู เพลง ‘All Shook Up’ เป็นละครที่ผมเล่นให้กับทางโบสถ์ จริงๆ ก็ไม่เชิงละครเวทีหรอก คุณเรียกช่วงเวลานั้นในเบธเลเฮมว่าไงนะ เหตุเกิดบนรางหญ้านั่นน่ะ”

 

“อ๋อ ฉากประสูติน่ะเหรอ”

 

“ใช่ แต่จี้ตรงผมเล่นเป็นคนเมา ผมเดินเข้าฉากมาจากทางด้านหลังแล้วเกิดไปสะดุดม้านั่งจนล้มใส่ยายทวดพอลลี่”

 

เขากำลังเล่าถึงอาการของยายทวดพอดีตอนที่ฉันสังเกตเห็นทางแยก “ฉันว่าทางนี้น่าจะไปออกเส้นยี่สิบสองกับห้า” ฉันออกความเห็น “เลี้ยวทางนี้แหละ”

 

“ไม่ ไม่ ต้องเดินไปอีก”

 

“แน่ใจ๋ เพราะร้านหมอของฉันอยู่ตรงเส้นเจ็ดสิบห้ากับห้า แล้วแท็กซี่ก็ชอบ”

 

“ไม่ เราต้องเดินไปอีกหน่อย”

 

ฉันยักไหล่ หน่อยก็หน่อย “มาคุยเรื่องชีวิตในรั้วมหา’ลัยมั่ง” ฉันบอกเขา “คุณไปเรียนต่อที่ฮาโนเวอร์ คอลเลจในอินเดียน่า”

 

“ได้ทุนเพรสไบทีเรียน ผมเอกภาษาอังกฤษกับการละคร เกือบจะโทศาสนศาสตร์เพราะกะจะไปทำงานกระทรวง”

 

“แล้ว ขอเดานะ คุณเกิดเปลี่ยนใจ”

 

“ครับ” เขาหัวเราะฮึ “ไมค์ เพนซ์ (รองปธน.สหรัฐฯคนปัจจุบัน) ก็เรียนที่นั่นนะ”

 

“พูดเป็นเล่น” มือถือฉันแทบหล่น

 

“ตอนเป็นเฟรชชี่ผมได้ไปเทศน์ให้กลุ่มยูธกรุ๊ปฟัง ไมค์เป็นตัวตั้งตัวตี เขาอยู่ปีสามมั้งถ้าจำไม่ผิด”

 

“เขาเป็นคนยังไง”

 

“ในสายตาผมเขาเป็นคนดีคนนึง จริงใจโคตร ตอนนี้ไม่รู้ แต่ตอนนั้นเราโอเคกันดี”

 

ฉันลงทุนเอาเวลาไปค้นข้อมูลของไมค์ เพนซ์เพิ่ม ความที่มองว่ามันน่าสนใจ โลกสองด้านของชายอเมริกัน เจ้าสำราญ-เคร่งศาสนา ปฏิเสธ-รับพระเจ้า ลูกหลานคนดังฮอลลีวูด กินดิบ-อีโค่จ๋า ต่อต้านสงครามอิรัก-สู้เพื่อเสรีภาพกัญชา มาบรรจบกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯตัวจริงตั้งแต่หัวจดเท้า ผู้ชายที่เรียกเมียตัวเองว่าแม่กับดังมาจากการจุดประเด็นเรื่องหนังการ์ตูนดิสนี่ย์ปี 1998 เรื่อง Mulan จะมาหักมุมหน่อยก็ตรงเรียนมหา’ลัยเล็กๆ ในเมืองเงียบๆ ในรัฐตอนกลางของประเทศนี่ล่ะ จัดเป็นเรื่องบังเอิญทางภูมิและประวัติศาสตร์ที่บ้าบอสุดๆ เรื่องหนึ่ง เพียงพอทำให้คุณเชื่อในไม่ใช่แค่อำนาจเบื้องบนแต่เป็นอำนาจเบื้องบนที่มาพร้อมเซนส์อารมณ์เสียดสี

 

 

ฉันแหงนหน้าขึ้นมองผ่านใบไม้ ป้ายถนน ชี้นิ้วให้วู้ดดี้ดู “ถนนสายแปดสิบแปด” เขาอ่านป้าย ถอดหมวกพร้อมกับปาดเหงื่อ “เลยแล้วนี่หว่า”

 

“กว่าจะพ้นคงต้องเดินไปอีกไกล ฉันว่าวกกลับไปทางเดิมน่าจะดีกว่า”

 

“ไม่ต้อง ผมมีทาง” ว่าแล้วก็เบี่ยงตัวเดินเลาะผ่านแนวละเมาะเลียบไปตามแนวกำแพงที่คั่นกลางระหว่างเซ็นทรัล ปาร์คกับเขตเมือง จากนั้นก็พาฉันปีนข้ามกำแพงสูงระดับเอว “เราแค่ต้องปีนไอ้เจ้านี่” เขาตะโกนก่อนจะปีนหายไปอีกฟาก

 

ฉันตามหลังเขาไปติดๆ เอี้ยวหลบรากกับพุ่มไม้ พอปีนกำแพงแล้วมองลงมาฉันก็เห็นเขายืนลุ้นฉันอยู่จากตรงทางเท้า “เอ่อ” ฉันเปรย “ฉันว่าฉันชักไม่แน่ใจ”

 

“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”

 

ขาขึ้นสูงแค่เอวแต่ขาลงมันสูงตั้งแปดฟุต เป็นอย่างน้อยนะ ฉันพยายามรวบรวมสติแล้วก็พูดออกไปว่า “ฉันว่าคุณคงลืมไปว่าฉันใส่ส้นสูง”

 

“ก็ถอดออกซี่”

 

เกรงว่าฉันคงทำไม่ได้ ต่อให้ทำได้ก็ไม่ทำ ฉันทนเดินเท้าพองมาเกือบยี่สิบนาที เดินจนไอ้ที่พองมันแตก จนตอนนี้เท้ากับเกือกมันติดกันเป็นเนื้อเดียว ขืนถอดมีหวังเลือดไหลสิคะ ท่าทางจะไหลเยอะด้วย

 

“เอาน่า” เขาเร่ง “ง่ายจะตายไป”

 

พอลองมาคำนวณดู สมมติว่าถ้าฉันปีนกลับ พยายามหาทางออกแล้วเดินย้อนมาตรงจุดนี้มันคงใช้เวลาร่วมๆ สิบห้านาที ระหว่างนั้นมันมีสิทธิที่วู้ดดี้จะเดินหลงหายหรือพาตัวเองไปให้รถชนตายได้ (รถแถวฟิฟธ์ อะเวนิวขับกันเร็วด้วย) ที่สำคัญการสัมภาษณ์ของเราคงจะขาดช่วงขาดตอนไป สถานการณ์ที่ช่างไปพ้องกับคำพูดของทัลลาฮาสซี่ตัวละครที่วู้ดดี้เล่นใน Zombieland ว่า “nut up or shut up” (ไม่กล้าก็หุบปากไป) ฉันตัดสินใจโดด ยกขาสองข้างพาดข้ามกำแพง ห้อยแบบนั้นอยู่พักใหญ่ ดีที่กระโปรงที่ฉันใส่มันเข้ารูป เรื่องที่กลัวว่าจะหล่นลงมาโชว์หวอให้อายคนทั้งอัพเพอร์ อีสต์ ไซด์เลยตัดไปได้ ฉันหลับตา กลั้นหายใจ แล้วก็ฟึบ

 

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ฉันลงมายืนสองเท้าอย่างสวยชนิดวู้ดดี้ยังต้องปรบมือ

 

เราพาตัวไปถึงที่ร้านแบบครบสามสิบสอง โดยเฉพาะขานั้นที่หวิดดับได้กลับบ้านเก่าหลายหน (โดนรถ Mercedes คันหนึ่งบีบแตรด่าหลังทะเล่อทะล่าข้ามทางม้าลายแถวปาร์ค อะเวนิวแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ แถมมีหน้าหันมาบ่นกับฉันอีกว่า “ไรเนี่ย ทำไมซีเรียสกันจัง”) แต่พอมาถึงช่วงถนนสายแปดสิบสี่ตัดกับสิบแปด ฉันถึงได้เข้าใจว่าในสถานการณ์แบบนี้ฉันควรอยู่เฉยๆ เป็นดีที่สุดเพราะคนแบบเขาไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วยระวังหลัง วู้ดดี้กับเรื่องเสี่ยงๆ คือของที่เกิดมาคู่กันเหมือนไวลี อี. ไคโยตี้กับแรงดึงดูดของโลก ถ้าไวลี อี.วิ่งเลยหน้าผาเขาจะยังลอยอยู่บนอากาศแบบนั้นไปจนกว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองวิ่งเลยหน้าผามาแล้ว ถึงตอนนั้นเขาถึงจะตก แต่วู้ดดี้จะเหนือกว่าไวลี อี. ตรงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำตัวว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายเพราะงั้นเขาถึงไม่เคยได้รับอันตราย อันตรายทำอะไรเขาไม่ได้

 

ระหว่างที่นั่งกินเบอร์เกอร์ถั่วดำ-เมล็ดฟักทองกับกำหล่ำดอกชุบแป้งขนมปังทอด วู้ดดี้เล่าให้ฉันฟังถึงเรื่องความผิดพลาดทางอาชีพ (“ผมได้ข้อเสนอให้เล่น Jerry Maguire? มีคนชวนให้เล่น Jerry Maguire ผมปฏิเสธจิม [เจมส์ แอล. บรูคส์หนึ่งในทีมผู้สร้าง] ไปว่า ‘ไม่มีใครสนเรื่องของเอเย่นต์หรอก’”) เรื่องที่มาของหนัง Zombieland (“เอเย่นต์ส่งสคริปต์มาให้แล้วผมก็พูดว่า ‘หนังซอมบี้? จริงดิ? มาถึงจุดนี้ได้ไง?’ แล้วเขาก็พูดว่า ‘ช่วยลองอ่านดูก่อนได้มั้ย?’ ลงท้ายผมตกลงเล่นเพราะ ‘แม่ง เนื้อเรื่องเขาดีจริง”) รวมถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่จะย้ายกลับมาบ้าน (“ผมอยากย้ายกลับเท็กซัสเหมือนกัน อาจเป็นที่ออสติน แต่คงต้องดูแมทธิว [แม็คคอนาเฮย์] หรือวิลลี่อีกที”)

 

หลังจากบ๋อยเคลียร์จานของหวาน (ขนมช็อกโกแลตพีนัทบัตเตอร์ สั่งเบิ้ล) เสร็จ วู้ดดี้ก็หยิบถุงซิปล็อคกับกระดาษมวนขึ้นมายำเนื้อ แต่พอจะจุดจู่ๆ ก็มีผู้หญิงตัวเล็กผมดำเดินตรงมาที่โต๊ะ ฉันกะว่าหล่อนต้องมาวีนแหงๆ ที่ไหนได้เธอปรี่เข้ามาดึงเขาเข้าไปกอด เธอคือจอย เพียร์สันหนึ่งในเจ้าของร้าน Candle 79 ที่เรามานั่งทานข้าว ฉันถือโอกาสแอบฟังสองคนนั่นเม้าท์เรื่องซุบซิบนินทาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้านก่อนมาสะดุดตรงคนชื่อทรัมป์ โดยเฉพาะเรื่องที่วู้ดดี้เคยไปดินเนอร์กับเขา ฉันถึงกับหูผึ่ง พอเธอเดินกลับไปหลังร้านฉันก็ไม่รีรอที่จะขอคำอธิบาย (ถึงเรื่องนี้) จากเขา

 

“คุณอยากรู้เรื่องดินเนอร์นั่นเหรอ ได้ ผมจะเล่าให้คุณฟัง เจสซี่ เวนทูร่า [อดีตนักมวยปล้ำและอดีตผู้ว่าการรัฐมินเนโซต้า] กับผมสนิทกันแล้วเขาก็โทรหาผม เรื่องมันเกิดเมื่อปี 2002 บอกว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์อยากให้ฉันไปช่วยเขาหาเสียงลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคเดโมแครตปี 2004 นายไปเป็นคู่ดินเนอร์กับฉันหน่อยสิ’ ผมก็ตอบว่า ‘ได้สิเพื่อน’ แล้วเราก็ไปที่ตึกทรัมป์ทาวเวอร์ เมลเนียก็อยู่ด้วย ตอนนั้นเธอยังไม่ได้เป็นเมียทรัมป์ จะบอกอะไรให้มันเป็นงานเลี้ยงดินเนอร์ที่ห่วยแตก สองชั่วโมงครึ่ง ส่วนที่สนุกคือดูเจสซี่เดินเกม แรกๆ เหมือนทรัมป์จะกดเขาอยู่ บีบให้เขาเซย์เยส แต่เจสซี่ก็พลิกดิ้นหลุดทันก่อนโดนนับสาม ทีนี้ บนโต๊ะที่นั่งกันสี่คน ถ้าเอากันแบบแฟร์ๆ แต่ละคนก็น่าจะได้สิทธิคุยคนละ 25 เปอร์เซ็นต์ถูกมั้ย ผมบอกเลยว่าวันนั้นเมลาเนียได้ไป 0.1 ผมราวๆ 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนท่านผู้ว่าเจสซี่ของเราได้ไป 3 นอกนั้นทรัมป์เหมาหมด มันแย่ถึงขนาดผมต้องขอตัวออกไปปุ๊นก่อนจะกลับมาฟังเขาจ้อต่อ ฟังนะ ผมผ่านอะไรในฮอลลีวูดมาเยอะ เห็นคนหลงตัวเองมาก็มาก แต่หมอนี่ยิ่งกว่า ผมนี่อึ้งไปเลย แต่เขาพูดได้น่าสนใจอยู่อย่าง เขาบอกว่า ‘รู้อะไรมั้ย ผมรวยสี่พันล้าน’ อาจจะบอกว่าห้าพันล้านรึเปล่าผมก็จำไม่ได้แม่น เอาเป็นว่าเขาพูดว่า ‘ผมรวยเป็นพันๆ ล้าน แต่ตอนผมตาย ไม่ว่ามันจะมีมากแค่ไหน ผมรู้ว่าลูกๆ ผมจะต้องตีกันเพื่อมัน’ นั่นคือคำพูดเดียวในคืนนั้นที่ทำให้ผมคิดว่า เออ แบบนี้สิ ค่อยเจ๋งหน่อย”

 

มื้อเที่ยงของเรามาจบเอาราวๆ ช่วงดินเนอร์ วู้ดดี้กับฉันเดินออกจากร้าน เสียงรถราดังหึ่ง (เหมือนฝูงผึ้ง) อยู่ลิบๆ กับโชยกลิ่นดีเซลชวนง่วงหาว วู้ดดี้แนะให้เรากลับทางเดิม เดินผ่านสวน แต่เท้าฉันคงไม่ไหว เขาหัวเราะแล้วก็เปลี่ยนไปโบกแท็กซี่แทน

 

 

ฉันมาส่งเขาลงแถวโคลัมบัส เซอร์เคิลส่วนฉันนั่งต่อไปดาวน์ทาวน์ และค่ะ ระหว่างขับพี่แท็กซี่แกดันปุ๊นบ้อง Willie’s Reserve ไปด้วย แถมกระจกก็ดันเปิดไม่ได้ และนั่นก็แปลว่าฉันต้องทนนั่งรมควันกัญชามือสองไปตลอดทาง แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายจนแทบเคลิ้ม ฮึ เป็นปุ๊นแรกของวู้ดดี้ (ที่เขาพ่นออกมา) ต่างหากที่ทำให้ฉันนั่งฟินเวอร์ได้ขนาดนี้




The World According To Woody Harrelson

วู้ดดี้ แฮร์เรลสันนัดเราไปคุยสัมภาษณ์เรื่องหนัง Zombieland 2 ที่ร้านอาหารมังฯสุดโปรดของเจ้าตัว เรื่องราวการโลดแล่นผจญภัย ‘ไฟ้ว’ ซอมบี้ พี้กัญชาครั้งใหม่ที่น่าจะทั้งดีดมันและสาดความฮาแบบรัวๆ

 

มันเป็นวันเสาร์ เดือนมิถุนายน ฉันกำลังรีบไปให้ทันนัดกับวู้ดดี้ แฮร์เรลสัน แต่รถไฟใต้ดินเจ้ากรรมดันเลท เลี้ยวซอยผิด หนำซ้ำยังไปเจอะคุณแม่ลูกสองเข็นรถเข็นเด็กแฝดเกะกะขวางทางเพิ่มความกดดันเข้าให้อีก ใจอยากจะตะโกนไล่แต่ก็ดันไม่มีเสียง ไม่อยากพูดมาก... เจ็บคอ (เจ็บจริงค่ะ ต่อมทอนซิลอักเสบอยู่) พอดั้งด้นจนผ่านพ้นประตูทางเข้า ฉันก็มาถึงบริเวณล็อบบี้ของคอนโดหรูแห่งหนึ่งย่านตะวันตกเฉียงใต้ของเซ็นทรัล ปาร์ค เดินตรงไปกดปุ่มลิฟต์พลางหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา สายไปสองนาที ก้นร้อนสิคะคราวนี้ ว่าแล้วก็ ติ๊ง ประตูลิฟต์เปิดออก ฉันรีบแจ้นขึ้นลิฟต์ พยายามรวบรวมสติด้วยการล้วงหยิบปึ๊งคลิปปิ้งข่าวของวู้ดดี้จากกระเป๋า ซึ่งส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นข่าวเรื่องที่ว่าเขาปุ๊นกัญชามากไปจนเพี้ยนก่อนจะตัดสินใจเลิกขาดเมื่อสามปีก่อน

 

แต่พอก้าวขาออกจากลิฟต์ฉันก็รู้สึกเหมือนได้กลิ่น ถ้าเดาไม่ผิด (ซึ่งไม่ผิดแน่ กลิ่นฉุยซะขนาดนี้) กัญชา ฉันเดินจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องๆ หนึ่งซึ่งไม่ใช่ของวู้ดดี้ เขาอยู่กับลอร่าศรีภรรยาและลูกสาวอีกสามคนของเขา (เดนี่ อายุ 26, โซอี้ 22 และมาคานี่ 13) ที่เกาะมาอูอิ แต่เป็นของเพื่อนคนหนึ่ง กระทั่งยกมือขึ้นเคาะถึงรู้ว่าประตูไม่ได้ล็อคความที่มันแง้มไปตามแรงโขกก๊อกๆ ฉันเลยถือวิสาสะเดินเข้าไป คราวนี้เจ้ากลิ่นที่ว่านี่ฉุนกึกจนขมคอ ค่อยๆ ย่องเข้าไปจนจ๊ะเอ๋กับวู้ดดี้ที่กลางห้องนั่งเล่น

 

และภาพที่ฉันเห็นก็คือชายรูปร่างสันทัด หุ่นฟิตกำลังดี ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ผมเพ้าถ้าไม่หงอกก็ร่วงเกือบหมดจนต้องแก้ปัญหาด้วยการไถสั้น เนื้อตัวไม่ถึงขนาดประกวดชายงามแต่ก็จัดว่าล่ำบึก เจ้าของนัยน์ตาฟ้าใส ออกเผือดๆ จนเกือบจะเป็นสีชมพูเรื่อ และที่ 58 เขาไม่ใช่แค่ดูหนุ่มกว่าวัยแต่ถ้าบอกว่ายังสี่สิบต้นๆ ฉันก็เชื่อ

 

ที่ด้านหลังของเขามีโต๊ะไม้ยาวอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งด้านบนเห็นวางน้ำแร่อยู่ขวด ซองเอกสารตีตรา CAA (บริษัทนายหน้าดาราชื่อดัง) นิตยสาร Rolling Stone เล่มล่าสุด ฉบับ The Weed Issue ที่ได้ราชาสายเขียวอย่างวิลลี่ เนลสันมาขึ้นปก ถุงซิปล็อคใส่กัญชาสองห่อ บ้องสูบยี่ห้อ Willie’s Reserve กระดาษมวน กับถุงเท้าอีกหนึ่งข้าง

 

ทันทีที่บรรยากาศความนิ่งงันชักเริ่มบานปลายกลายเป็นความอึดอัด ฉันเลยตัดบทเซย์ “ไฮ” ออกไปด้วยน้ำเสียงแบบคนเป็นโรคหลอดลมอักเสบ พอวู้ดดี้ได้ยินเท่านั้นเขาเลิกตา ฉีกยิ้ม (ยิงเห็นฟันห่างถ่างถึงหู) ตามด้วยเสียงหัวเราะ (ออกต๊องเหมือนบ้าแต่ว่าน่ารัก) กับเสียงพูดแบบที่คุณคุ้นในหนัง (เสียงอ้อแอ้เหมือนคนเมาแต่เซ็กซี่พิลึก) ว่า “เฮ้ย? ตลกอ่ะ” ใช่ ฉันพยักหน้ารับ เสียงฉัน มัน ตลก... ตลกตายล่ะ

 

วู้ดดี้เอื้อมไปหยิบบ้องสูบ ถามฉันว่าสนมั้ย ฉันเลยตอบไปว่าฉันสูบไม่เป็นกับว่าฉันนึกว่าเขาเลิกปุ๊นแล้วซะอีก

 

 

เขาหยิบบ้องขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า “ใช่ ผมเลิก” พลางถอนหายใจ “มาได้เกือบสองปี เลิกสนิท จนมาเจอ ตานี่” หันไปยักหน้าใส่ลุงวิลลี่บนปก Rolling Stone “เพราะงั้นไง แบบว่า ทุกคนเห็นเขาเป็นเหมือนผู้นำทางความคิด เป็นคนดี ซึ่งเขาก็เป็นจริงๆ แต่ก็ร้ายลึกด้วยนะขอบอก ร้าย-กาจ เขาทนเห็นผมเลิกไม่ได้เลยหาทางยั่วให้ผมกลับมาปุ๊นอีก อย่างเวลาที่เล่นโป๊กเกอร์กันเขาก็จะทำเป็นยื่นบ้องมาให้ ผมก็บอกว่า ‘นี่ลุง ผมเลิกแล้ว’ แล้วเขาก็จะทำหน้าตกใจเหมือนไม่รู้มาก่อน ทุกครั้ง ตกใจสุดฤทธิ์ จนวันที่เราไปมาอูอินั่นแหละถึงรู้ว่าเหตุผลที่ผมย้ายไปอยู่นั่นก็เพราะวิลลี่ ผมไปดูเขาเล่นคอนเสิร์ตที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน ผมอยากเจอเขา พอคอนเสิร์ตเลิกผมเลยแวะไปหาที่รถบัส เคาะประตู พอประตูเปิดปุ๊บ ควันนี่ลอยโขมงออกมาเลย พอผมเพ่งตามองเข้าไปก็เห็นตาลุงผมยาวนี่กำลังคีบกัญชาดุ้นเท่าแขน แล้วเขาก็พูดว่า ‘มามะมาปุ๊นกัน’ ได้ยินแค่นั้นผมก็รู้แล้วว่างานนี้คบกันยาวแน่ เขาบอกว่าเขามีบ้านที่มาอูอินั่นคือเหตุผลที่ผมไปลงเอยอยู่ที่นั่น แต่เอาเป็นว่า วิลลี่ยื่นบ้องมาให้ อารมณ์ผมก็กำลังได้อยู่พอดี เลยคว้ามาแล้วก็ดูดซื้ดแบบเน้นๆ ยาวๆ วิลลี่ยิ้มแล้วก็พูดกับผมว่า ‘ขอต้อนรับกลับบ้าน ไอ้ลูกชาย’”

 

เราสองคนหันออกไปมองนอกหน้าต่าง สูงจากพื้นจดเพดาน เอ้อระเหยกับวิวระดับพานอราม่า

 

“แล้วคุณมาทำอะไรในเมือง” ฉันถาม

 

“ผมมาดูละครเวที เมื่อคืน เรื่อง Happy Talk”

 

“ดีมั้ย”

 

“เจสซี่ ไอเซนเบิร์กเป็นคนแต่ง หมอนั่นเข้าขั้นจีเนียส”

 

“แถมแสดงก็เก่ง เขาเล่น Zombieland กับคุณ” หนังซอมบี้ (ภาคแรก) ที่ออกฉายเมื่อปี 2009 กำกับโดยรูเบ็น เฟรเชอร์

 

“ใช่” วู้ดดี้บอก

 

“Zombieland ภาคสองเขาก็เล่น” ชื่อเต็มๆ คือ Zombieland 2: Double Tap กำกับโดยรูเบ็น เฟรเชอร์เจ้าเก่า

 

“แม่นแล้ว”

 

“แล้ววันนี้เราก็จะมาคุยเรื่องหนัง Zombieland ภาคสอง”

 

จังหวะเดียวกับที่ก้อนเมฆเคลื่อนผ่านหน้าอันสดใสของวู้ดดี้ “ใช่ วันนี้เราจะมาคุยกัน (เรื่องหนัง) แต่ผมโดนสั่งห้ามไม่ให้พูดนี่สิ”

 

“ห้ามเหรอ” 

 

“ช่างเหอะ ผมจะคุยซะอย่าง คุยไปเลย แค่คนที่สตูฯเขาไม่อยากให้ผมหลุดอะไรออกมาน่ะ”

 

“อ๋อ คือไม่อยากให้สปอยล์หนังว่างั้น”

 

“ผมจะบอกอะไรคุณอย่างนะ ลิลี่ คือคุณจะต้องชอบหนังเรื่องนี้ ผมไม่กล้าไปยืนยันกับใคร แต่ผมกล้ายืนยันกับคุณ”

 

ตามนั้นค่ะ วู้ดดี้เอามือตบท้อง “ผมหิวแล้ว กินไรมายัง? เดินตัดสวนไปหาอะไรหม่ำที่ Candle 79 กันดีกว่า? ร้านมังฯสุดโปรดของผมเลยล่ะ สั่งน้ำมะพร้าวมาดื่มกลั้วคอซะหน่อยเสียงคุณจะได้ดีขึ้น”

 

“เดินไกลหน่อยนะ แถวถนนสายเจ็ดสิบเก้าตัดกับเล็ก (ซิงก์ตัน)”

 

“ระยะทางไม่ใช่ปัญหา”

ห่วงก็แต่ส้นสูงที่ฉันใส่นี่ล่ะ

 

“ไหวนะ?”

ปากบอกไหวแต่ในใจฉันก็ไม่รู้ เขายักไหล่พร้อมกับปรบมือเป็นทำนองปลุกใจ “เอาน่ะ สู้ๆ แป๊บนะเดี๋ยวผมมา”

 

ฉันเห็นเขาหายขึ้นไปชั้นบน เลยเดินไปลากเก้าอี้ออกจากโต๊ะ กะว่าจะนั่งรอ ถึงสังเกตเห็นว่ามันมีหนังสือวางกางเหมือนอ่านค้างอยู่เล่มหนึ่ง American Spy โดยอี. ฮาเวิร์ด ฮันท์ วู้ดดี้คงนั่งอ่านมันตอนฉันเดินเข้ามา

 

 

ทันใดนั้น ฉันรู้สึกเหมือนธาตุไฟแตกประหนึ่งอยู่กลางฉากหนังจารชนไล่ล่า ไม่ใช่อาการหลอนเพราะฤทธิ์กัญชาแน่ ฮันท์เคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอในยุคนิกซันที่มีส่วนทำให้เกิดคดีวอเตอร์เกท แถมยังลือกันอีกว่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ นักทฤษฎีคบคิดหลายรายเชื่อว่าเขาคือคนแก่สุดในรูป “the three tramps” ชายสามคนที่ถูกจับข้อหาเร่ร่อนบริเวณชุมทางรถไฟใกล้ตึก Texas School Book Depository ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 (วันเดียวกับที่เจเอฟเคถูกลอบสังหาร) ส่วนคนตัวสูงสุดพวกนักทฤษฎีเหล่านั้นเชื่อว่าคือชาร์ลส์ แฮร์เรลสัน พ่อแท้ๆ ของวู้ดดี้นั่นเอง นักฆ่ามือพระกาฬและอาชญากรตัวเอ้ซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำระหว่างรับโทษ (จำคุกตลอดชีวิต) จากคดียิงผู้พิพากษาส่วนกลางและ (ขณะถูกตำรวจรวบ เมาโคเคน และถือปืนอยู่ในมือ) รับสารภาพว่ายิงปธน.เคนเนดี้ (แหม่ ก็นะ ฉันคงเชื่อหรอกว่าคณะกรรมการวอร์เรนจะนำเสนออะไรตรงไปตรงมากับสาธารณชน และคงเชื่อหรอกว่าลี ฮาร์วี่ ออสวัลด์ทำคนเดียว เชื่อก็บ้าแล้ว) ฉันต้องข่มใจทำหน้านิ่งแทบตายตอนที่วู้ดดี้เดินกลับลงมา

 

เขายังอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือเกือกแตะ (ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติแบบที่ได้มาโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร) กับหมวกเบสบอลมีคำว่ายากับไวน์เย็บติดอยู่ตรงปีก บอกไปใครจะเชื่อว่านี่คือลูกชายอดีตอาชญากรระดับชาติ แต่ยังไม่ทันจะเดินพ้นประตูห้องอยู่ๆ เขาก็เอามือตีหัวตัวเองพร้อมกับพูดว่า “กระเป๋าตังค์ กุญแจ!” เสร็จก็เดินย้อนกลับเข้าไปข้างใน

 

เราเดินออกจาก คอนโดข้ามถนนไปเซ็นทรัล ปาร์ค รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกันที่ต้องออกมาข้างนอกกับเขาแบบนี้ ไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาคือคนดังแต่ดังมานานโข ดังมาตั้งแต่ปี 1985 เมื่อแรกเล่นซีรีส์เรื่อง Cheers ในบทวู้ดดี้ บอยด์หนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่ใครก็อยากนั่งดริ๊งก์ด้วย วู้ดดี้ (ตัวละคร) เป็นเด็กบ้านนอกจอมซื่อกับชอบโชว์โง่ ส่วนวู้ดดี้ (ตัวจริง) เป็นคนเข้าถึงง่ายและเปิดเผย ไม่ใช่คนติดเหนียมหรือขี้อาย แบบที่ใครต่อใครชอบมองว่าวู้ดดี้ (ตัวจริง) นิสัยเหมือนตัวละครที่เขาเล่น

 

ตรงกันข้าม เขาพิสูจน์ให้เราเห็นถึงความหลักแหลมด้วยการถีบตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในดาราชั้นนำยุคเก้าศูนย์ ผ่านความสามารถทางการแสดงที่หลากหลาย จากบทนักบาสปากต่อยหอยใน White Men Can’t Jump (1992) ถึงหนังรักๆ ใคร่ๆ อย่าง Indecent Proposal (1993) รวมถึงตบหน้าพวกที่ชอบสบประมาทดูแคลนเขาด้วยการเสี่ยงรับบทมิคกี้ น็อกซ์ฆาตกรโรคจิตที่เที่ยวไล่ฆ่าคนเป็นผักปลาในหนัง Natural Born Killers (1994) ต่อด้วยบทราชาหนังโป๊แลร์รี่ ฟลินท์ผู้ไม่ยำเกรงต่อบาปใน The People vs. Larry Flynt (1996)

 

มาระยะหลังวู้ดดี้เริ่มหันมารับบทสมทบในหนังคว้ากล่องอย่าง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017) รวมถึง True Detective (2014) ซีรีส์เจ้าของรางวัลเอมมี่ เช่นเดียวกับหนังแฟรนไชส์ทำเงินอย่าง The Hunger Games และ Star Wars กระนั้นก็มักจะไปฉายแววข่มคนเป็นสตาร์นำอยู่เกือบตลอด ไม่ใช่ด้วยการเล่นใหญ่หรือทำตัวเด่นเกินหน้า (เขาไม่ใช่พวกชอบขโมยซีนใคร) แต่ด้วยบุคลิกการแสดงที่กวนเกรียนเนียนเป็นธรรมชาติ วู้ดดี้จัดเป็นนักแสดงประเภทม้านอกสายตาที่ง่ายต่อการโดนคนมองข้ามหรือไม่ให้ค่าให้ราคา ด้วยเพราะฝีไม้ลายมือของเขาไปไกลกว่าคำว่าการแสดง

 

พอถึงสวน เรื่องที่เกรงว่าจะมีเอฟซีมารุมทึ้งวู้ดดี้ก็เป็นอันตัดทิ้งไปได้ เล่นสวมทั้งแว่นกันแดด หมวกแก๊ปแบบนี้ ใครจำเขาได้ก็เก่งเกินไปหน่อยล่ะ เราค่อยๆ เดิน (ในโหมดทอดน่อง) ชมนกชมไม้กันไป เพิ่งสังเกตว่าวันนี้อากาศดีมาก แดดไม่ร้อน มีแค่หมอกจางๆ และควันที่ฉาบท่ามกลางภาพคนถีบจักรยาน รถเข็นขายไอศกรีม นกเลิฟเบิร์ด หนุ่มสาวนอนเอนกายบนสนามหญ้า ครอบครัวนั่งปูเสื่อปิกนิก เตะบอล เล่นจานร่อน นี่ถ้าไม่ติดว่าวู้ดดี้หิวข้าวล่ะก็ฉันคงขอตัวหาที่หย่อนก้นผ่อนกายสบายใจไปแล้ว

 

แต่พอเข้าเขตชุมชนเท่านั้นก็มีเรื่องตื่นเต้นหวาดเสียวเกิดขึ้นทันที ช่วงที่เรากำลังเดินไล่ขึ้นไปตามถนนสาย 79th วู้ดดี้ทำท่าจะข้ามถนนทั้งที่สัญญาณไฟยังห้ามจนฉันต้องรีบรั้งตัวเขาไว้ ขืนช้ากว่านี้นิดเดียวมีหวังเขาโดนรถ Cadillac Escalade ทับแบนแน่ๆ แล้วก็อีก... แถวเซ็นเตอร์ ไดรฟ์ ไม่มีรถ ซึ่งก็น่าจะไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ที่ไหนได้พี่แกดันทะลึ่งลงไปเดินบนเลนจักรยาน แล้วก็มีรถสามล้อถีบวิ่งเฉี่ยวตัวไปจนฉันต้องรีบคว้าตัวเขาไว้เป็นคำรบสอง (หาไม่คงได้เห็นวู้ดดี้ แฮร์เรลสันลงไปนอนจมกองไส้ตัวเองกลางถนนไปแล้ว ส่วนฉันก็คงต้องบากหน้าโทรไปอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ผู้จัดการส่วนตัวเขาฟัง) แล้วก็อีก... คราวนี้เป็นตำรวจขี่ม้าขาวเฉี่ยวมาทางซ้ายมือเขา แต่ขนาดนั้นพ่อเจ้าประคุณรุนช่องยังมีหน้าหันมาทำเป็นหัวเราะ ช่างไม่สลดเอาเสียบ้างเลย

 

เราหยุดดูเหตุการณ์ที่คุณตำรวจหญิงเรียกคนขับรถสามล้อถีบ คนขับพยายามเจรจาขอไม่ให้เธอเขียนใบสั่ง แต่ไม่เป็นผล วู้ดดี้ยิ้มชอบใจ “โห ยังกะในหนัง”

 

ถึงตรงนี้ฉันว่าคงถึงเวลาเหมาะที่จะถามเรื่องชีวิตในวัยเด็กของเขา (ปกติฉันไม่ใช่สายเผือกแต่ขอเผือกเรื่องเขาหน่อย) ตามข้อมูล: เขาเกิดที่มิดแลนด์ เท็กซัส ปี 1961 พออายุเจ็ดขวบพ่อก็ทิ้งเขาไป เป็นช่วงที่เขาเริ่มหัดเล่นละครที่โรงเรียน พออายุได้สิบสองแม่ของเขา ไดแอน นามสกุลเดิมคือออสวัลด์ (ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับลี ฮาร์วี่ แต่ก็อดคิดไปทางนั้นไม่ได้) เลขานุการด้านกฎหมายผู้เคร่งศาสนา ก็พาเขากับน้องชายอีกสองคนย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดของเธอที่เมืองเลบานอน รัฐโอไฮโอ

 

เริ่มเลยนะ ฉันบอก “ตอนเด็กๆ คุณเกเรมั้ย”

 

“มาก ถึงผมจะเป็นลูกแหง่ติดแม่ก็เหอะ”

 

เราออกเดินกันต่อ แล้วฉันก็นึกวิธีอัดเสียงสัมภาษณ์แบบไหนที่ดีกว่านี้ไม่ออกนอกจากจ่อมือถือไว้ใต้คางเขา

 

“ผมมีแต่ความโกรธ เกลียด โดนไล่ออกจากโรงเรียนอนุบาล คุณคิดเอาเองละกัน พอขึ้นประถมก็ถูกไล่ออกอีก พวกเขาหาว่าผมไปขโมยกระเป๋าสตางค์คนอื่น แต่ผมเปล่า แล้วครูก็ทำโทษผมทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำ ผมเลยเที่ยวเอากำปั้นไปทุบกระจกแตกทั่วโรงเรียน หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปเรียนที่ไบรอาร์วู้ด” โรงเรียนเอกชนในฮูสตันที่รองรับเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ (พูดง่ายๆ คือเหลือขอ) “ให้ความรู้และความรักไปพร้อมกัน ฟังดูเฟค แต่ดันเวิร์ค ต่อให้ผมจะทำผิดหรือก่อเรื่องร้ายแรงมาพวกเขาก็ยังปฏิบัติกับผมด้วยความรัก”

 

“การต้องย้ายไปอยู่มิดเวสต์เป็นเรื่องยากสำหรับคุณรึเปล่า” ฉันถาม

 

“ไม่นะ ดีด้วยซ้ำ ผมเลิกทำตัวเกกมะเหรก จำได้ว่าแม่ผมพูดว่า ‘ครูลูกบอกแม่ว่าลูกกลายเป็นคนดังประจำโรงเรียน’ ผมไม่รู้ว่ามันหมายความว่าไง แต่ผมรู้ว่าแม่ภูมิใจในตัวผม”

 

“แล้วมาเริ่มสนใจการแสดงเอาตอนไหน”

 

“ผมได้เล่นละครครั้งแรกตอนเข้าไฮสกูล ก่อนหน้านั้นที่ใกล้เคียง (การแสดง) สุดคงเป็นเลียนแบบเอลวิสให้พวกเพื่อนๆ ทีมฟุตบอลดู เพลง ‘All Shook Up’ เป็นละครที่ผมเล่นให้กับทางโบสถ์ จริงๆ ก็ไม่เชิงละครเวทีหรอก คุณเรียกช่วงเวลานั้นในเบธเลเฮมว่าไงนะ เหตุเกิดบนรางหญ้านั่นน่ะ”

 

“อ๋อ ฉากประสูติน่ะเหรอ”

 

“ใช่ แต่จี้ตรงผมเล่นเป็นคนเมา ผมเดินเข้าฉากมาจากทางด้านหลังแล้วเกิดไปสะดุดม้านั่งจนล้มใส่ยายทวดพอลลี่”

 

เขากำลังเล่าถึงอาการของยายทวดพอดีตอนที่ฉันสังเกตเห็นทางแยก “ฉันว่าทางนี้น่าจะไปออกเส้นยี่สิบสองกับห้า” ฉันออกความเห็น “เลี้ยวทางนี้แหละ”

 

“ไม่ ไม่ ต้องเดินไปอีก”

 

“แน่ใจ๋ เพราะร้านหมอของฉันอยู่ตรงเส้นเจ็ดสิบห้ากับห้า แล้วแท็กซี่ก็ชอบ”

 

“ไม่ เราต้องเดินไปอีกหน่อย”

 

ฉันยักไหล่ หน่อยก็หน่อย “มาคุยเรื่องชีวิตในรั้วมหา’ลัยมั่ง” ฉันบอกเขา “คุณไปเรียนต่อที่ฮาโนเวอร์ คอลเลจในอินเดียน่า”

 

“ได้ทุนเพรสไบทีเรียน ผมเอกภาษาอังกฤษกับการละคร เกือบจะโทศาสนศาสตร์เพราะกะจะไปทำงานกระทรวง”

 

“แล้ว ขอเดานะ คุณเกิดเปลี่ยนใจ”

 

“ครับ” เขาหัวเราะฮึ “ไมค์ เพนซ์ (รองปธน.สหรัฐฯคนปัจจุบัน) ก็เรียนที่นั่นนะ”

 

“พูดเป็นเล่น” มือถือฉันแทบหล่น

 

“ตอนเป็นเฟรชชี่ผมได้ไปเทศน์ให้กลุ่มยูธกรุ๊ปฟัง ไมค์เป็นตัวตั้งตัวตี เขาอยู่ปีสามมั้งถ้าจำไม่ผิด”

 

“เขาเป็นคนยังไง”

 

“ในสายตาผมเขาเป็นคนดีคนนึง จริงใจโคตร ตอนนี้ไม่รู้ แต่ตอนนั้นเราโอเคกันดี”

 

ฉันลงทุนเอาเวลาไปค้นข้อมูลของไมค์ เพนซ์เพิ่ม ความที่มองว่ามันน่าสนใจ โลกสองด้านของชายอเมริกัน เจ้าสำราญ-เคร่งศาสนา ปฏิเสธ-รับพระเจ้า ลูกหลานคนดังฮอลลีวูด กินดิบ-อีโค่จ๋า ต่อต้านสงครามอิรัก-สู้เพื่อเสรีภาพกัญชา มาบรรจบกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯตัวจริงตั้งแต่หัวจดเท้า ผู้ชายที่เรียกเมียตัวเองว่าแม่กับดังมาจากการจุดประเด็นเรื่องหนังการ์ตูนดิสนี่ย์ปี 1998 เรื่อง Mulan จะมาหักมุมหน่อยก็ตรงเรียนมหา’ลัยเล็กๆ ในเมืองเงียบๆ ในรัฐตอนกลางของประเทศนี่ล่ะ จัดเป็นเรื่องบังเอิญทางภูมิและประวัติศาสตร์ที่บ้าบอสุดๆ เรื่องหนึ่ง เพียงพอทำให้คุณเชื่อในไม่ใช่แค่อำนาจเบื้องบนแต่เป็นอำนาจเบื้องบนที่มาพร้อมเซนส์อารมณ์เสียดสี

 

 

ฉันแหงนหน้าขึ้นมองผ่านใบไม้ ป้ายถนน ชี้นิ้วให้วู้ดดี้ดู “ถนนสายแปดสิบแปด” เขาอ่านป้าย ถอดหมวกพร้อมกับปาดเหงื่อ “เลยแล้วนี่หว่า”

 

“กว่าจะพ้นคงต้องเดินไปอีกไกล ฉันว่าวกกลับไปทางเดิมน่าจะดีกว่า”

 

“ไม่ต้อง ผมมีทาง” ว่าแล้วก็เบี่ยงตัวเดินเลาะผ่านแนวละเมาะเลียบไปตามแนวกำแพงที่คั่นกลางระหว่างเซ็นทรัล ปาร์คกับเขตเมือง จากนั้นก็พาฉันปีนข้ามกำแพงสูงระดับเอว “เราแค่ต้องปีนไอ้เจ้านี่” เขาตะโกนก่อนจะปีนหายไปอีกฟาก

 

ฉันตามหลังเขาไปติดๆ เอี้ยวหลบรากกับพุ่มไม้ พอปีนกำแพงแล้วมองลงมาฉันก็เห็นเขายืนลุ้นฉันอยู่จากตรงทางเท้า “เอ่อ” ฉันเปรย “ฉันว่าฉันชักไม่แน่ใจ”

 

“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”

 

ขาขึ้นสูงแค่เอวแต่ขาลงมันสูงตั้งแปดฟุต เป็นอย่างน้อยนะ ฉันพยายามรวบรวมสติแล้วก็พูดออกไปว่า “ฉันว่าคุณคงลืมไปว่าฉันใส่ส้นสูง”

 

“ก็ถอดออกซี่”

 

เกรงว่าฉันคงทำไม่ได้ ต่อให้ทำได้ก็ไม่ทำ ฉันทนเดินเท้าพองมาเกือบยี่สิบนาที เดินจนไอ้ที่พองมันแตก จนตอนนี้เท้ากับเกือกมันติดกันเป็นเนื้อเดียว ขืนถอดมีหวังเลือดไหลสิคะ ท่าทางจะไหลเยอะด้วย

 

“เอาน่า” เขาเร่ง “ง่ายจะตายไป”

 

พอลองมาคำนวณดู สมมติว่าถ้าฉันปีนกลับ พยายามหาทางออกแล้วเดินย้อนมาตรงจุดนี้มันคงใช้เวลาร่วมๆ สิบห้านาที ระหว่างนั้นมันมีสิทธิที่วู้ดดี้จะเดินหลงหายหรือพาตัวเองไปให้รถชนตายได้ (รถแถวฟิฟธ์ อะเวนิวขับกันเร็วด้วย) ที่สำคัญการสัมภาษณ์ของเราคงจะขาดช่วงขาดตอนไป สถานการณ์ที่ช่างไปพ้องกับคำพูดของทัลลาฮาสซี่ตัวละครที่วู้ดดี้เล่นใน Zombieland ว่า “nut up or shut up” (ไม่กล้าก็หุบปากไป) ฉันตัดสินใจโดด ยกขาสองข้างพาดข้ามกำแพง ห้อยแบบนั้นอยู่พักใหญ่ ดีที่กระโปรงที่ฉันใส่มันเข้ารูป เรื่องที่กลัวว่าจะหล่นลงมาโชว์หวอให้อายคนทั้งอัพเพอร์ อีสต์ ไซด์เลยตัดไปได้ ฉันหลับตา กลั้นหายใจ แล้วก็ฟึบ

 

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ฉันลงมายืนสองเท้าอย่างสวยชนิดวู้ดดี้ยังต้องปรบมือ

 

เราพาตัวไปถึงที่ร้านแบบครบสามสิบสอง โดยเฉพาะขานั้นที่หวิดดับได้กลับบ้านเก่าหลายหน (โดนรถ Mercedes คันหนึ่งบีบแตรด่าหลังทะเล่อทะล่าข้ามทางม้าลายแถวปาร์ค อะเวนิวแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ แถมมีหน้าหันมาบ่นกับฉันอีกว่า “ไรเนี่ย ทำไมซีเรียสกันจัง”) แต่พอมาถึงช่วงถนนสายแปดสิบสี่ตัดกับสิบแปด ฉันถึงได้เข้าใจว่าในสถานการณ์แบบนี้ฉันควรอยู่เฉยๆ เป็นดีที่สุดเพราะคนแบบเขาไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วยระวังหลัง วู้ดดี้กับเรื่องเสี่ยงๆ คือของที่เกิดมาคู่กันเหมือนไวลี อี. ไคโยตี้กับแรงดึงดูดของโลก ถ้าไวลี อี.วิ่งเลยหน้าผาเขาจะยังลอยอยู่บนอากาศแบบนั้นไปจนกว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองวิ่งเลยหน้าผามาแล้ว ถึงตอนนั้นเขาถึงจะตก แต่วู้ดดี้จะเหนือกว่าไวลี อี. ตรงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำตัวว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายเพราะงั้นเขาถึงไม่เคยได้รับอันตราย อันตรายทำอะไรเขาไม่ได้

 

ระหว่างที่นั่งกินเบอร์เกอร์ถั่วดำ-เมล็ดฟักทองกับกำหล่ำดอกชุบแป้งขนมปังทอด วู้ดดี้เล่าให้ฉันฟังถึงเรื่องความผิดพลาดทางอาชีพ (“ผมได้ข้อเสนอให้เล่น Jerry Maguire? มีคนชวนให้เล่น Jerry Maguire ผมปฏิเสธจิม [เจมส์ แอล. บรูคส์หนึ่งในทีมผู้สร้าง] ไปว่า ‘ไม่มีใครสนเรื่องของเอเย่นต์หรอก’”) เรื่องที่มาของหนัง Zombieland (“เอเย่นต์ส่งสคริปต์มาให้แล้วผมก็พูดว่า ‘หนังซอมบี้? จริงดิ? มาถึงจุดนี้ได้ไง?’ แล้วเขาก็พูดว่า ‘ช่วยลองอ่านดูก่อนได้มั้ย?’ ลงท้ายผมตกลงเล่นเพราะ ‘แม่ง เนื้อเรื่องเขาดีจริง”) รวมถึงเรื่องความเป็นไปได้ที่จะย้ายกลับมาบ้าน (“ผมอยากย้ายกลับเท็กซัสเหมือนกัน อาจเป็นที่ออสติน แต่คงต้องดูแมทธิว [แม็คคอนาเฮย์] หรือวิลลี่อีกที”)

 

หลังจากบ๋อยเคลียร์จานของหวาน (ขนมช็อกโกแลตพีนัทบัตเตอร์ สั่งเบิ้ล) เสร็จ วู้ดดี้ก็หยิบถุงซิปล็อคกับกระดาษมวนขึ้นมายำเนื้อ แต่พอจะจุดจู่ๆ ก็มีผู้หญิงตัวเล็กผมดำเดินตรงมาที่โต๊ะ ฉันกะว่าหล่อนต้องมาวีนแหงๆ ที่ไหนได้เธอปรี่เข้ามาดึงเขาเข้าไปกอด เธอคือจอย เพียร์สันหนึ่งในเจ้าของร้าน Candle 79 ที่เรามานั่งทานข้าว ฉันถือโอกาสแอบฟังสองคนนั่นเม้าท์เรื่องซุบซิบนินทาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้านก่อนมาสะดุดตรงคนชื่อทรัมป์ โดยเฉพาะเรื่องที่วู้ดดี้เคยไปดินเนอร์กับเขา ฉันถึงกับหูผึ่ง พอเธอเดินกลับไปหลังร้านฉันก็ไม่รีรอที่จะขอคำอธิบาย (ถึงเรื่องนี้) จากเขา

 

“คุณอยากรู้เรื่องดินเนอร์นั่นเหรอ ได้ ผมจะเล่าให้คุณฟัง เจสซี่ เวนทูร่า [อดีตนักมวยปล้ำและอดีตผู้ว่าการรัฐมินเนโซต้า] กับผมสนิทกันแล้วเขาก็โทรหาผม เรื่องมันเกิดเมื่อปี 2002 บอกว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์อยากให้ฉันไปช่วยเขาหาเสียงลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคเดโมแครตปี 2004 นายไปเป็นคู่ดินเนอร์กับฉันหน่อยสิ’ ผมก็ตอบว่า ‘ได้สิเพื่อน’ แล้วเราก็ไปที่ตึกทรัมป์ทาวเวอร์ เมลเนียก็อยู่ด้วย ตอนนั้นเธอยังไม่ได้เป็นเมียทรัมป์ จะบอกอะไรให้มันเป็นงานเลี้ยงดินเนอร์ที่ห่วยแตก สองชั่วโมงครึ่ง ส่วนที่สนุกคือดูเจสซี่เดินเกม แรกๆ เหมือนทรัมป์จะกดเขาอยู่ บีบให้เขาเซย์เยส แต่เจสซี่ก็พลิกดิ้นหลุดทันก่อนโดนนับสาม ทีนี้ บนโต๊ะที่นั่งกันสี่คน ถ้าเอากันแบบแฟร์ๆ แต่ละคนก็น่าจะได้สิทธิคุยคนละ 25 เปอร์เซ็นต์ถูกมั้ย ผมบอกเลยว่าวันนั้นเมลาเนียได้ไป 0.1 ผมราวๆ 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนท่านผู้ว่าเจสซี่ของเราได้ไป 3 นอกนั้นทรัมป์เหมาหมด มันแย่ถึงขนาดผมต้องขอตัวออกไปปุ๊นก่อนจะกลับมาฟังเขาจ้อต่อ ฟังนะ ผมผ่านอะไรในฮอลลีวูดมาเยอะ เห็นคนหลงตัวเองมาก็มาก แต่หมอนี่ยิ่งกว่า ผมนี่อึ้งไปเลย แต่เขาพูดได้น่าสนใจอยู่อย่าง เขาบอกว่า ‘รู้อะไรมั้ย ผมรวยสี่พันล้าน’ อาจจะบอกว่าห้าพันล้านรึเปล่าผมก็จำไม่ได้แม่น เอาเป็นว่าเขาพูดว่า ‘ผมรวยเป็นพันๆ ล้าน แต่ตอนผมตาย ไม่ว่ามันจะมีมากแค่ไหน ผมรู้ว่าลูกๆ ผมจะต้องตีกันเพื่อมัน’ นั่นคือคำพูดเดียวในคืนนั้นที่ทำให้ผมคิดว่า เออ แบบนี้สิ ค่อยเจ๋งหน่อย”

 

มื้อเที่ยงของเรามาจบเอาราวๆ ช่วงดินเนอร์ วู้ดดี้กับฉันเดินออกจากร้าน เสียงรถราดังหึ่ง (เหมือนฝูงผึ้ง) อยู่ลิบๆ กับโชยกลิ่นดีเซลชวนง่วงหาว วู้ดดี้แนะให้เรากลับทางเดิม เดินผ่านสวน แต่เท้าฉันคงไม่ไหว เขาหัวเราะแล้วก็เปลี่ยนไปโบกแท็กซี่แทน

 

 

ฉันมาส่งเขาลงแถวโคลัมบัส เซอร์เคิลส่วนฉันนั่งต่อไปดาวน์ทาวน์ และค่ะ ระหว่างขับพี่แท็กซี่แกดันปุ๊นบ้อง Willie’s Reserve ไปด้วย แถมกระจกก็ดันเปิดไม่ได้ และนั่นก็แปลว่าฉันต้องทนนั่งรมควันกัญชามือสองไปตลอดทาง แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายจนแทบเคลิ้ม ฮึ เป็นปุ๊นแรกของวู้ดดี้ (ที่เขาพ่นออกมา) ต่างหากที่ทำให้ฉันนั่งฟินเวอร์ได้ขนาดนี้