เดย์ ฟรีแมนกับการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องใช้ความพยายามเพิ่มเป็นสองเท่า

Perfectly Solo

 

ว่ากันว่าสองหัวมักดีกว่าหัวเดียวเสมอ ขนาดสุภาษิตไทยยังบอกไว้เลยว่า ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย’แต่บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้มีสิทธิเลือกขนาดนั้น เอสไควร์หยิบยกเรื่องครอบครัวที่ควรจะมีสองแต่กลับต้องเหลือแต่หนึ่ง แม้เหลือแค่หัวเดียวก็ทำได้ (ดี) ไม่แพ้สอง เหมือนกับช้อนที่ไร้ส้อมก็ยังประคองอาหารใส่ปากได้

 

เรื่องฉบับควบสองเดือนนี้เราทุ่มเทพื้นที่ให้กับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และอยากชวนครอบครัวยุคใหม่ให้ฉุกคิดถึงความสัมพันธ์และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราไม่ได้หวังว่าจะเกิดกับใคร แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะรับมือกับมันอย่างไรมากกว่า 

 


 

 

 

เดย์ ฟรีแมน (เดชาวุฒิ ฉันทากะโร), 55 ปี

 

“ก็อยากจะถามเขาเหมือนกันว่าการที่พ่อแม่เด็กไม่สามารถดูแลเด็กได้ แล้วมีตุ๊ด มีเกย์ มีใครก็ตามมาหยิบยื่นความปรารถนาดีที่จะดูแลเขา ให้ความรักความอบอุ่นเขาเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ทำไมคุณถึงจะต้องคิดว่าเด็กจะรู้สึกแปลกๆ หรือมีปม ในขณะที่ถ้าเขาไม่มีคนดูแลเด็กจะรู้สึกอย่างไร”

 

หากคุณคิดว่าชีวิตของผู้หญิงสำหรับการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ชายสำหรับการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ว่ายากแล้ว ขอให้ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ซับซ้อนมากไปกว่านั้นด้วยอุปสรรคแห่งการเป็นเพศทางเลือก หลายคนคิดไปก่อนว่าเธอจะเป็นแม่คนได้อย่างไรในเมื่อเธอไม่ใช่เพศแม่ แต่ในวันนี้กับ 13 ปีที่ผ่านมา “เดย์ ฟรีแมน” ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่าเธออาจจะเกิดมาในเพศแม่ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่เธอสามารถเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

Q: ชีวิตและความรักของเพศทางเลือก เราเคยคิดมาก่อนไหมว่าจะรับเด็กมาเลี้ยง

A: มันเริ่มจากคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เรากลับมาดูตัวเองว่าเกิดมาแบบนี้เราผิดตรงไหน พอโตขึ้นจนผ่านอะไรหลายๆ อย่าง เราจึงรู้ว่าชีวิตมนุษย์มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่ได้มีแค่ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ในชีวิตคู่ทุกเพศทุกวัยมันมีปัญหาและมีคำว่าหย่าร้างตามธรรมชาติ พอมันมีการเลิกราและมีเด็กที่พ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้ เราจึงกลับมาถามตัวเองว่าหรือนั่นจะเป็นคำตอบของเรา อย่างน้อยแม้ไม่ได้ขยายเผ่าพันธุ์แต่เราก็อาจจะช่วยรักษาเผ่าพันธุ์ได้

 

Q: เล่าถึงลูกชายที่รับมาเลี้ยงให้เราฟังหน่อยว่ามันเริ่มจากตรงไหน

A: จริงๆ การเลี้ยงเด็กสำหรับเรามันไม่ได้ไกลตัวเลย เราโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีลูก 5 คน ซึ่งเราเป็นพี่คนโตจึงต้องเลี้ยงน้องทุกคนตั้งแต่เกิด พอถึงวัยทำงานก็มีอุปการะเด็กตามที่เราพอจะช่วยไหว เป็นเด็กยากจนที่เราอาจจะไม่ได้เอามาเลี้ยงนะแต่ให้ทุนการศึกษาเขาในเงินทองที่มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ดังนั้นการตัดสินใจรับเด็กสักคนมาเลี้ยงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนา หากมันทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น

 

ลูกชายคนนี้เรารับมาเลี้ยงตั้งแต่ 6 เดือน เป็นลูกของน้องสาวที่เขาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ พอเอามาเลี้ยงก็คุยกับน้องสาวเราแต่แรกเลยว่าต้องมาเป็นลูกเราจริงๆ ไม่ใช่คนนั้นเลี้ยงทีคนนี้เลี้ยงทีเพราะเห็นว่าเราคือพี่น้อง เด็กไม่ใช่สิ่งของเราทำแบบนั้นกับเขาไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราเอามาเขาต้องเป็นลูกเราโดยสมบูรณ์

 

Q: คุณรับมืออย่างไรเวลามีคนคิดว่าการเป็นเพศทางเลือกรับเด็กมาเลี้ยงแล้วเด็กจะมีปม

A: เราก็อยากจะถามเขาเหมือนกันว่าการที่พ่อแม่เด็กไม่สามารถดูแลเด็กได้ แล้วมีตุ๊ด มีเกย์ มีใครก็ตามมาหยิบยื่นความปรารถนาดีที่จะดูแลเขา ให้ความรักความอบอุ่นเขาเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ทำไมคุณถึงจะต้องคิดว่าเด็กจะรู้สึกแปลกๆ หรือมีปม ในขณะที่ถ้าเขาไม่มีคนดูแลเด็กจะรู้สึกอย่างไร คนที่สงสัยพวกนั้นเคยคิดไหม

 

Q: จุดเปลี่ยนของชีวิตคู่และการผันตัวเองมาเป็นคุณแม่เต็มตัว

A: เรากับแฟนคบกันมา 8 ปี ช่วง 4-5 ปีแรกก็ยังเลี้ยงด้วยกันนะ เราอยู่กันเป็นครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกเลย ไปเดินซื้อผ้าอ้อม ซื้อนม ตอนเช้าก็ไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาล เราแยกไปทำงานส่วนเขาก็ไปเรียนปริญญาโท ชีวิตกะเทยแก่มันตลกตรงที่ไม่ว่าจะคบใครที่เด็กกว่า สังคมไทยกก็จะตีตราเลยว่ากะเทยต้องเลี้ยงดูผู้ชายคนนั้น แต่เปล่าเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายซัพพอร์ตเราทุกเรื่อง

 

จนช่วงหลังๆ มาเราเริ่มมีปัญหากันเพราะเขาอยู่ในสังคมที่ยอมรับได้ แต่ในการยอมรับนี้ก็หมายเหตุไว้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดนะ เริ่มมีคนถามว่าทำไมไปคบกะเทยล่ะ เอาลูกใครมาเลี้ยงลูกคุณก็ไม่ใช่ พอมีปัญหากันบ่อยขึ้นเราเลยขอแยกกับเขาเพราะเราไม่อยากให้ลูกโตมาท่ามกลางความเข้าใจที่ไม่ลงรอยของพ่อแม่ พูดง่ายๆ เลยว่าเราดึงความรักที่เคยมีให้เขาไปที่ลูกหมด ดังนั้นหากจะมีปัญหาแล้วกระทบกระเทือนถึงลูก เราจะเลือกตัดปัญหานั้นทันที

 

Q: ความรู้สึกตอนเลิกแล้วจะต้องเลี้ยงลูกคนเดียวมันเป็นอย่างไรในตอนนั้น

A: ไม่มีอะไรมาหยุดเราได้เลย คิดแล้วว่าถ้าจะเลี้ยงลูกก็ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุดที่กำลังเราจะทำได้  ช่วงนั้นปรับตัวเยอะมาก ทั้งงดทำงานนางโชว์ตอนกลางคืนเพราะกลัวกลิ่นบุหรี่จะติดตัว ดูแลตัวเองเพื่อสวัสดิภาพและสุขภาพเพื่อที่จะได้อยู่กับลูก

 

Q: โตแค่ไหนกว่าลูกจะเข้าใจความซับซ้อนเหล่านี้

A: แกนของเราคือใช้ความจริงเลี้ยงลูก เพราะเรารู้ดีว่าวันหนึ่งที่เขาโตขึ้นมันจะมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่วัคซีนหรือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่เราจะให้เขาก็คือความจริง เราต้องบอกเขาก่อนว่าอะไรเป็นอะไร อธิบายหมดทุกอย่าง ตอนลูกเริ่มหัดพูด ไม่มีคำถามไหนที่เราไม่ตอบ ไม่มีประโยคไหนเลยที่เราจะไม่พูดกับลูก ถึงบางอันที่มันจะเกินคำตอบของเรา แต่เราก็จะหาคำอธิบายแทนคำตอบนั้นให้ได้ คิดล่วงหน้าเสมอว่าลูกจะต้องเจอกับอะไร

 

วันหนึ่งถ้าเพื่อนล้อเขาว่าแม่เขาเป็นกะเทย เราบังคับใครไม่ได้แต่เราสร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกเราได้ตั้งแต่เริ่มต้น เราไม่ได้หวังว่าลูกเราต้องเป็นเด็กที่เพอร์เฟ็คที่สุดหรือเรียนเก่งที่สุด แต่อย่างน้อยก็อยากเลี้ยงให้เขาเป็นเด็กที่รักดี อีกอย่างเรารู้ว่าตัวเราไม่ใช่ปัญหาเชิงเดียว แต่เราเป็นปัญหาเชิงซ้อน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่พอ ยังจะเป็นเพศทางเลือกอีก 

 

 

Q: ต้องพยายามกับเรื่องอะไรบ้าง

A: ทุกอย่างค่ะ ทุกอย่างที่จะทำให้ลูกไม่อายที่มีแม่เป็นเรา อะไรก็ตามที่จะสามารถลบความเป็นตัวตลกของเพศที่สาม จำได้ว่าวันแม่ปีแรกๆ ต้องไปโรงเรียนเพื่อให้ลูกล้างเท้าแล้วถ้าคุณแม่คนอื่นขาเขาเนียนหมดแต่เรามีขนหน้าแข้งอยู่คนเดียว เพื่อนลูกจะหัวเราะเยาะไหม จะเอาไปล้อไหม เราคิดเผื่อเขาหมด

 

ตอนนั้นเกิดมา 40 กว่าปีไม่เคยเลเซอร์ขนหน้าแข้งก็ต้องไปทำเพราะแค่ใส่ถุงน่องมันก็ไม่พอ อย่างน้อยเลยก็ต้องมีความพยายามมากกว่าคนอื่น 2 เท่าเพราะแม่เลี้ยงเดี่ยวทั่วๆ ไปคงไม่ต้องมานั่งจี้ขนหน้าแข้งตัวเอง ที่ทำไปเพราะเราให้เกียรติลูกมากๆ และลูกจึงให้เกียรติเรากลับ เขาไม่เคยแสดงว่ารังเกียจหรืออายออกมาเลย ในชีวิตลูกทุกคนคนที่สวยที่สุดในสายตาเราคือแม่ คนที่หล่อที่สุดคือพ่อ ดังนั้นเราจะปล่อยให้คนที่เขาเคารพรักมากลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นไม่ได้หรอก มันเจ็บปวดนะ

 

Q: เราเชื่อว่าเพศไม่มีผลต่อการเลี้ยงดู คุณคิดว่ายังไง

A: ถ้าเราเลี้ยงเขาให้มองข้ามเรื่องเพศได้ เขาก็จะเข้าใจว่าพ่อแม่คืออะไร ตอนเด็กๆ เขาไม่ได้สนใจเพศของเราเลย ไม่ได้สนว่าแม่มีจู๋หรือมีจิ๋ม แต่เขาจะสนใจว่าเวลาเขาหิวใครหาให้เขากิน เวลาเขาหนาวใครกอดเขา เวลาเขาล้มใครทายาให้ นั่นคือสิ่งที่เด็กสนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เรามั่นใจว่าเขาโตแล้วและเขาไม่ได้รังเกียจในการเป็นเรา เขาจะเข้าใจทุกอย่างได้ง่ายมาก

 

Q: ความเป็นพ่อในตัวคุณล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ

A: ต่อหน้าลูกนี่คือเราเข้มแข็งมาก ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่หนาว ไม่ร้อน ไม่เคยโอ๊ยออกมาสักคำ เราอยากทำให้เขารู้ว่าเราทนได้หมด แม้เป็นกะเทยก็ต้องอดทน ทำทุกอย่างที่คิดว่าลูกจะภูมิใจที่เป็นลูกเรา เคยบอกเขานะว่าแม่จะไม่ค้ายา แม่จะไม่สิ่งที่ผิดกฏหมายเพื่อให้ได้เงินมา เราอาจจะลำบากหน่อยนะลูกแต่รับรองว่าแม่ไม่ให้หนูอดหรอก

 

Q: คุณสมบัติพื้นฐานที่คุณคิดว่าคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวควรจะมีคืออะไร

A: ความรักค่ะ แต่รักในที่นี้เราต้องรักเขามากกว่ารักตัวเองให้ได้และก็ต้องเข้าใจจริงๆ มันคืออะไร นั่นคือเราต้องให้ชีวิตเขาเป็นของเขาอย่างที่เขาอยากเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เขาเป็น ที่สำคัญพ่อแม่ที่ดีคือพ่อแม่ที่ต้องพร้อมรับฟังปัญหาของลูก เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพร้อม ลูกจะนึกถึงคุณเป็นคนแรกเสมอ

 

Q: คำถามอะไรที่ลูกถามเราแล้วตอบยากที่สุด

A: ไม่มีนะ อย่างที่บอกว่าการให้เกียรติกันในครอบครัวมันค่อนข้างแคร์ความรู้สึกกัน บางเรื่องเขาอาจอยากจะถามแต่ไม่ถามก็ได้ ถ้าบางคำถามที่เขาคิดแล้วว่ามันจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีเขาอาจจะไม่ถาม เหมือนกับบางคำถามที่เรากลัวว่าถ้าถามเขาแล้วเขารู้สึกไม่ดี เราก็ไม่ถามเขาเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่เราสื่อกันเสมอว่าเราแคร์อีกคน

 

Q: จากนางโชว์ที่ใครก็รู้จักสู่แม่ของเด็กคนหนึ่ง คุณคิดว่ามาถึงวันนี้ชีวิตตกตะกอนเรื่องอะไรมากที่สุด

A: ไม่มีอะไรคงทนถาวรและตลอดไป มาถึงวันนี้เราปล่อยวางได้มากๆ เข้าใจว่าทุกอย่างตั้งอยู่และดับไป ถ้าพูดถึงแค่วันนี้การมีลูกน่าจะคือที่สุดแล้ว ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรอีก ในช่วงวัยหนึ่งชีวิตเราเคยเพ้อฝันว่าอยากมีแฟน มีคนมารัก สุดท้ายก็มีแล้ว ได้รู้แล้วว่าความรักแบบนั้นมันเป็นยังไง เหมือนมีคนบอกกับเราว่าอาหารร้านนี้อร่อยมากชีวิตนี้ต้องกินให้ได้สักครั้ง พอได้กินก็รู้แล้ว ถามว่าต้องกินทุกมื้อไหมก็คงไม่ เหมือนหนังที่เราชอบมากแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องดูมันทุกวัน ทุกอย่างมาแล้วก็ไปทั้งสิ้น

 

Q: ความสุขของคุณแม่เดย์ ฟรีแมน ในวันนี้ล่ะ

A: 13 ปีที่ผ่านมามันก็เหมือนเราปลูกต้นไม้ มีความสุขที่ได้เห็นมันโตขึ้นเรื่อยๆ จากต้นกล้าเล็กๆ ที่เราหมั่นเลี้ยง หมั่นรดน้ำ หมั่นดูแลไม่ให้โดนแมลงมากัดกิน จนตอนนี้ก็จะเป็นต้นใหญ่แล้ว เราก็อยากจะเห็นมันแผ่กิ่งก้านออกไปจนออกลูกออกผล ถึงเวลานั้นเราคงไม่ได้ไปเก็บกินหรอก แต่มันคงไม่มีอะไรสุขไปกว่านี้แล้ว สำหรับเราแล้วชีวิตที่เคยกินดีอยู่ดี ผ่านสิ่งดีๆ มันคือแค่ความทรงจำอ่ะนะ แต่การได้เลี้ยงลูกนี่สิ มันทำให้เราได้คำตอบว่าเราเกิดมาเสียชาติเกิดไหม ตอนนี้ก็ได้คำตอบให้ตัวเองแล้วว่าเราเกิดมาทำไมและเพื่ออะไร แค่นี้พอแล้ว

 

 

ติดตามบทสัมภาษณ์เหล่าพ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งหมดได้ในนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับควบ July-August 2018 วางแผงแล้ววันนี้ และฉบับดิจิทัลทางแอปพลิเคชั่น OOKBEE รองรับทั้ง iOS และ Android


 

เรื่อง: Zatia

ภาพ: Suwat Pantong

ผู้ช่วยช่างภาพ: Kittipoj Tantrakulsiri

 

 


YOU MIGHT LIKE !



เดย์ ฟรีแมนกับการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องใช้ความพยายามเพิ่มเป็นสองเท่า

Perfectly Solo

 

ว่ากันว่าสองหัวมักดีกว่าหัวเดียวเสมอ ขนาดสุภาษิตไทยยังบอกไว้เลยว่า ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย’แต่บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้มีสิทธิเลือกขนาดนั้น เอสไควร์หยิบยกเรื่องครอบครัวที่ควรจะมีสองแต่กลับต้องเหลือแต่หนึ่ง แม้เหลือแค่หัวเดียวก็ทำได้ (ดี) ไม่แพ้สอง เหมือนกับช้อนที่ไร้ส้อมก็ยังประคองอาหารใส่ปากได้

 

เรื่องฉบับควบสองเดือนนี้เราทุ่มเทพื้นที่ให้กับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และอยากชวนครอบครัวยุคใหม่ให้ฉุกคิดถึงความสัมพันธ์และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราไม่ได้หวังว่าจะเกิดกับใคร แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะรับมือกับมันอย่างไรมากกว่า 

 


 

 

 

เดย์ ฟรีแมน (เดชาวุฒิ ฉันทากะโร), 55 ปี

 

“ก็อยากจะถามเขาเหมือนกันว่าการที่พ่อแม่เด็กไม่สามารถดูแลเด็กได้ แล้วมีตุ๊ด มีเกย์ มีใครก็ตามมาหยิบยื่นความปรารถนาดีที่จะดูแลเขา ให้ความรักความอบอุ่นเขาเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ทำไมคุณถึงจะต้องคิดว่าเด็กจะรู้สึกแปลกๆ หรือมีปม ในขณะที่ถ้าเขาไม่มีคนดูแลเด็กจะรู้สึกอย่างไร”

 

หากคุณคิดว่าชีวิตของผู้หญิงสำหรับการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ชายสำหรับการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ว่ายากแล้ว ขอให้ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ซับซ้อนมากไปกว่านั้นด้วยอุปสรรคแห่งการเป็นเพศทางเลือก หลายคนคิดไปก่อนว่าเธอจะเป็นแม่คนได้อย่างไรในเมื่อเธอไม่ใช่เพศแม่ แต่ในวันนี้กับ 13 ปีที่ผ่านมา “เดย์ ฟรีแมน” ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่าเธออาจจะเกิดมาในเพศแม่ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ แต่เธอสามารถเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

Q: ชีวิตและความรักของเพศทางเลือก เราเคยคิดมาก่อนไหมว่าจะรับเด็กมาเลี้ยง

A: มันเริ่มจากคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เรากลับมาดูตัวเองว่าเกิดมาแบบนี้เราผิดตรงไหน พอโตขึ้นจนผ่านอะไรหลายๆ อย่าง เราจึงรู้ว่าชีวิตมนุษย์มันไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่ได้มีแค่ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ในชีวิตคู่ทุกเพศทุกวัยมันมีปัญหาและมีคำว่าหย่าร้างตามธรรมชาติ พอมันมีการเลิกราและมีเด็กที่พ่อแม่ไม่สามารถดูแลได้ เราจึงกลับมาถามตัวเองว่าหรือนั่นจะเป็นคำตอบของเรา อย่างน้อยแม้ไม่ได้ขยายเผ่าพันธุ์แต่เราก็อาจจะช่วยรักษาเผ่าพันธุ์ได้

 

Q: เล่าถึงลูกชายที่รับมาเลี้ยงให้เราฟังหน่อยว่ามันเริ่มจากตรงไหน

A: จริงๆ การเลี้ยงเด็กสำหรับเรามันไม่ได้ไกลตัวเลย เราโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีลูก 5 คน ซึ่งเราเป็นพี่คนโตจึงต้องเลี้ยงน้องทุกคนตั้งแต่เกิด พอถึงวัยทำงานก็มีอุปการะเด็กตามที่เราพอจะช่วยไหว เป็นเด็กยากจนที่เราอาจจะไม่ได้เอามาเลี้ยงนะแต่ให้ทุนการศึกษาเขาในเงินทองที่มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ดังนั้นการตัดสินใจรับเด็กสักคนมาเลี้ยงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่หนักหนา หากมันทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น

 

ลูกชายคนนี้เรารับมาเลี้ยงตั้งแต่ 6 เดือน เป็นลูกของน้องสาวที่เขาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ พอเอามาเลี้ยงก็คุยกับน้องสาวเราแต่แรกเลยว่าต้องมาเป็นลูกเราจริงๆ ไม่ใช่คนนั้นเลี้ยงทีคนนี้เลี้ยงทีเพราะเห็นว่าเราคือพี่น้อง เด็กไม่ใช่สิ่งของเราทำแบบนั้นกับเขาไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราเอามาเขาต้องเป็นลูกเราโดยสมบูรณ์

 

Q: คุณรับมืออย่างไรเวลามีคนคิดว่าการเป็นเพศทางเลือกรับเด็กมาเลี้ยงแล้วเด็กจะมีปม

A: เราก็อยากจะถามเขาเหมือนกันว่าการที่พ่อแม่เด็กไม่สามารถดูแลเด็กได้ แล้วมีตุ๊ด มีเกย์ มีใครก็ตามมาหยิบยื่นความปรารถนาดีที่จะดูแลเขา ให้ความรักความอบอุ่นเขาเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ทำไมคุณถึงจะต้องคิดว่าเด็กจะรู้สึกแปลกๆ หรือมีปม ในขณะที่ถ้าเขาไม่มีคนดูแลเด็กจะรู้สึกอย่างไร คนที่สงสัยพวกนั้นเคยคิดไหม

 

Q: จุดเปลี่ยนของชีวิตคู่และการผันตัวเองมาเป็นคุณแม่เต็มตัว

A: เรากับแฟนคบกันมา 8 ปี ช่วง 4-5 ปีแรกก็ยังเลี้ยงด้วยกันนะ เราอยู่กันเป็นครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกเลย ไปเดินซื้อผ้าอ้อม ซื้อนม ตอนเช้าก็ไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาล เราแยกไปทำงานส่วนเขาก็ไปเรียนปริญญาโท ชีวิตกะเทยแก่มันตลกตรงที่ไม่ว่าจะคบใครที่เด็กกว่า สังคมไทยกก็จะตีตราเลยว่ากะเทยต้องเลี้ยงดูผู้ชายคนนั้น แต่เปล่าเลย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายซัพพอร์ตเราทุกเรื่อง

 

จนช่วงหลังๆ มาเราเริ่มมีปัญหากันเพราะเขาอยู่ในสังคมที่ยอมรับได้ แต่ในการยอมรับนี้ก็หมายเหตุไว้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดนะ เริ่มมีคนถามว่าทำไมไปคบกะเทยล่ะ เอาลูกใครมาเลี้ยงลูกคุณก็ไม่ใช่ พอมีปัญหากันบ่อยขึ้นเราเลยขอแยกกับเขาเพราะเราไม่อยากให้ลูกโตมาท่ามกลางความเข้าใจที่ไม่ลงรอยของพ่อแม่ พูดง่ายๆ เลยว่าเราดึงความรักที่เคยมีให้เขาไปที่ลูกหมด ดังนั้นหากจะมีปัญหาแล้วกระทบกระเทือนถึงลูก เราจะเลือกตัดปัญหานั้นทันที

 

Q: ความรู้สึกตอนเลิกแล้วจะต้องเลี้ยงลูกคนเดียวมันเป็นอย่างไรในตอนนั้น

A: ไม่มีอะไรมาหยุดเราได้เลย คิดแล้วว่าถ้าจะเลี้ยงลูกก็ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุดที่กำลังเราจะทำได้  ช่วงนั้นปรับตัวเยอะมาก ทั้งงดทำงานนางโชว์ตอนกลางคืนเพราะกลัวกลิ่นบุหรี่จะติดตัว ดูแลตัวเองเพื่อสวัสดิภาพและสุขภาพเพื่อที่จะได้อยู่กับลูก

 

Q: โตแค่ไหนกว่าลูกจะเข้าใจความซับซ้อนเหล่านี้

A: แกนของเราคือใช้ความจริงเลี้ยงลูก เพราะเรารู้ดีว่าวันหนึ่งที่เขาโตขึ้นมันจะมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่วัคซีนหรือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่เราจะให้เขาก็คือความจริง เราต้องบอกเขาก่อนว่าอะไรเป็นอะไร อธิบายหมดทุกอย่าง ตอนลูกเริ่มหัดพูด ไม่มีคำถามไหนที่เราไม่ตอบ ไม่มีประโยคไหนเลยที่เราจะไม่พูดกับลูก ถึงบางอันที่มันจะเกินคำตอบของเรา แต่เราก็จะหาคำอธิบายแทนคำตอบนั้นให้ได้ คิดล่วงหน้าเสมอว่าลูกจะต้องเจอกับอะไร

 

วันหนึ่งถ้าเพื่อนล้อเขาว่าแม่เขาเป็นกะเทย เราบังคับใครไม่ได้แต่เราสร้างทัศนคติที่ดีให้กับลูกเราได้ตั้งแต่เริ่มต้น เราไม่ได้หวังว่าลูกเราต้องเป็นเด็กที่เพอร์เฟ็คที่สุดหรือเรียนเก่งที่สุด แต่อย่างน้อยก็อยากเลี้ยงให้เขาเป็นเด็กที่รักดี อีกอย่างเรารู้ว่าตัวเราไม่ใช่ปัญหาเชิงเดียว แต่เราเป็นปัญหาเชิงซ้อน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่พอ ยังจะเป็นเพศทางเลือกอีก 

 

 

Q: ต้องพยายามกับเรื่องอะไรบ้าง

A: ทุกอย่างค่ะ ทุกอย่างที่จะทำให้ลูกไม่อายที่มีแม่เป็นเรา อะไรก็ตามที่จะสามารถลบความเป็นตัวตลกของเพศที่สาม จำได้ว่าวันแม่ปีแรกๆ ต้องไปโรงเรียนเพื่อให้ลูกล้างเท้าแล้วถ้าคุณแม่คนอื่นขาเขาเนียนหมดแต่เรามีขนหน้าแข้งอยู่คนเดียว เพื่อนลูกจะหัวเราะเยาะไหม จะเอาไปล้อไหม เราคิดเผื่อเขาหมด

 

ตอนนั้นเกิดมา 40 กว่าปีไม่เคยเลเซอร์ขนหน้าแข้งก็ต้องไปทำเพราะแค่ใส่ถุงน่องมันก็ไม่พอ อย่างน้อยเลยก็ต้องมีความพยายามมากกว่าคนอื่น 2 เท่าเพราะแม่เลี้ยงเดี่ยวทั่วๆ ไปคงไม่ต้องมานั่งจี้ขนหน้าแข้งตัวเอง ที่ทำไปเพราะเราให้เกียรติลูกมากๆ และลูกจึงให้เกียรติเรากลับ เขาไม่เคยแสดงว่ารังเกียจหรืออายออกมาเลย ในชีวิตลูกทุกคนคนที่สวยที่สุดในสายตาเราคือแม่ คนที่หล่อที่สุดคือพ่อ ดังนั้นเราจะปล่อยให้คนที่เขาเคารพรักมากลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นไม่ได้หรอก มันเจ็บปวดนะ

 

Q: เราเชื่อว่าเพศไม่มีผลต่อการเลี้ยงดู คุณคิดว่ายังไง

A: ถ้าเราเลี้ยงเขาให้มองข้ามเรื่องเพศได้ เขาก็จะเข้าใจว่าพ่อแม่คืออะไร ตอนเด็กๆ เขาไม่ได้สนใจเพศของเราเลย ไม่ได้สนว่าแม่มีจู๋หรือมีจิ๋ม แต่เขาจะสนใจว่าเวลาเขาหิวใครหาให้เขากิน เวลาเขาหนาวใครกอดเขา เวลาเขาล้มใครทายาให้ นั่นคือสิ่งที่เด็กสนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เรามั่นใจว่าเขาโตแล้วและเขาไม่ได้รังเกียจในการเป็นเรา เขาจะเข้าใจทุกอย่างได้ง่ายมาก

 

Q: ความเป็นพ่อในตัวคุณล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ

A: ต่อหน้าลูกนี่คือเราเข้มแข็งมาก ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่หนาว ไม่ร้อน ไม่เคยโอ๊ยออกมาสักคำ เราอยากทำให้เขารู้ว่าเราทนได้หมด แม้เป็นกะเทยก็ต้องอดทน ทำทุกอย่างที่คิดว่าลูกจะภูมิใจที่เป็นลูกเรา เคยบอกเขานะว่าแม่จะไม่ค้ายา แม่จะไม่สิ่งที่ผิดกฏหมายเพื่อให้ได้เงินมา เราอาจจะลำบากหน่อยนะลูกแต่รับรองว่าแม่ไม่ให้หนูอดหรอก

 

Q: คุณสมบัติพื้นฐานที่คุณคิดว่าคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวควรจะมีคืออะไร

A: ความรักค่ะ แต่รักในที่นี้เราต้องรักเขามากกว่ารักตัวเองให้ได้และก็ต้องเข้าใจจริงๆ มันคืออะไร นั่นคือเราต้องให้ชีวิตเขาเป็นของเขาอย่างที่เขาอยากเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เขาเป็น ที่สำคัญพ่อแม่ที่ดีคือพ่อแม่ที่ต้องพร้อมรับฟังปัญหาของลูก เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพร้อม ลูกจะนึกถึงคุณเป็นคนแรกเสมอ

 

Q: คำถามอะไรที่ลูกถามเราแล้วตอบยากที่สุด

A: ไม่มีนะ อย่างที่บอกว่าการให้เกียรติกันในครอบครัวมันค่อนข้างแคร์ความรู้สึกกัน บางเรื่องเขาอาจอยากจะถามแต่ไม่ถามก็ได้ ถ้าบางคำถามที่เขาคิดแล้วว่ามันจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีเขาอาจจะไม่ถาม เหมือนกับบางคำถามที่เรากลัวว่าถ้าถามเขาแล้วเขารู้สึกไม่ดี เราก็ไม่ถามเขาเหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่เราสื่อกันเสมอว่าเราแคร์อีกคน

 

Q: จากนางโชว์ที่ใครก็รู้จักสู่แม่ของเด็กคนหนึ่ง คุณคิดว่ามาถึงวันนี้ชีวิตตกตะกอนเรื่องอะไรมากที่สุด

A: ไม่มีอะไรคงทนถาวรและตลอดไป มาถึงวันนี้เราปล่อยวางได้มากๆ เข้าใจว่าทุกอย่างตั้งอยู่และดับไป ถ้าพูดถึงแค่วันนี้การมีลูกน่าจะคือที่สุดแล้ว ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไรอีก ในช่วงวัยหนึ่งชีวิตเราเคยเพ้อฝันว่าอยากมีแฟน มีคนมารัก สุดท้ายก็มีแล้ว ได้รู้แล้วว่าความรักแบบนั้นมันเป็นยังไง เหมือนมีคนบอกกับเราว่าอาหารร้านนี้อร่อยมากชีวิตนี้ต้องกินให้ได้สักครั้ง พอได้กินก็รู้แล้ว ถามว่าต้องกินทุกมื้อไหมก็คงไม่ เหมือนหนังที่เราชอบมากแต่เราก็ไม่จำเป็นต้องดูมันทุกวัน ทุกอย่างมาแล้วก็ไปทั้งสิ้น

 

Q: ความสุขของคุณแม่เดย์ ฟรีแมน ในวันนี้ล่ะ

A: 13 ปีที่ผ่านมามันก็เหมือนเราปลูกต้นไม้ มีความสุขที่ได้เห็นมันโตขึ้นเรื่อยๆ จากต้นกล้าเล็กๆ ที่เราหมั่นเลี้ยง หมั่นรดน้ำ หมั่นดูแลไม่ให้โดนแมลงมากัดกิน จนตอนนี้ก็จะเป็นต้นใหญ่แล้ว เราก็อยากจะเห็นมันแผ่กิ่งก้านออกไปจนออกลูกออกผล ถึงเวลานั้นเราคงไม่ได้ไปเก็บกินหรอก แต่มันคงไม่มีอะไรสุขไปกว่านี้แล้ว สำหรับเราแล้วชีวิตที่เคยกินดีอยู่ดี ผ่านสิ่งดีๆ มันคือแค่ความทรงจำอ่ะนะ แต่การได้เลี้ยงลูกนี่สิ มันทำให้เราได้คำตอบว่าเราเกิดมาเสียชาติเกิดไหม ตอนนี้ก็ได้คำตอบให้ตัวเองแล้วว่าเราเกิดมาทำไมและเพื่ออะไร แค่นี้พอแล้ว

 

 

ติดตามบทสัมภาษณ์เหล่าพ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งหมดได้ในนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับควบ July-August 2018 วางแผงแล้ววันนี้ และฉบับดิจิทัลทางแอปพลิเคชั่น OOKBEE รองรับทั้ง iOS และ Android


 

เรื่อง: Zatia

ภาพ: Suwat Pantong

ผู้ช่วยช่างภาพ: Kittipoj Tantrakulsiri

 

 


FOOD & DRINK


LAST UPDATE