PK - PASAKORN VANASIRIKUL PART I

DON’T JUDGE MY GENERATION!

 

 

ครอบครัว ความสุข ความฝัน และเฮิร์ทแรกนั้นกับความรัก 

ฟังประโยคจริงจากใจที่พูดแทนเด็กไทยในยุคมิลเลเนียล

 

     ถ้าพูดถึงการถ่ายปกของเอสไควร์ประเทศไทย (ซึ่งมีไม่กี่ครา) นี่น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่นายแบบปกทำให้เราประหลาดใจจนต้องเลิกคิ้วอยู่หลายคราก็ว่าได้ หลังจากที่ทีมงานคุยกันว่าเล่มนี้จะทำเรื่อง “เด็กยุคมิลเลนเนียล” นายแบบปกจึงมาตกลงที่ “พีเค พัสกร วรรณศิริกุล” ชายหนุ่มวัย 21 ปี หน้าตาดี ท่าทางกวนประสาท แต่น่าจะเป็นตัวแทนของเด็กยุคที่ว่านี้ได้ดีกว่าใครๆ หลายคนรู้จักเขาในฐานะหนึ่งใน 6 หนุ่ม THE FACE MEN THAILAND จากทีมของ “พีช พชร” ที่เดินทางมาเข้าร่วมประกวดในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนจากประเทศแคนาดา เราสารภาพตามตรงว่าเขาคือม้านอกสายตาที่อยู่ๆ มากลับดูเข้าท่าขึ้นมาตอนไหนก็ยังนึกไม่ออก พีเคมีลุคส์ในแบบที่เราต่างก็คุ้นเคยกันดีผ่านทีวีและสื่อออนไลน์ทุกช่อง ประเภทเด็กยุคใหม่ที่พูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ มาดแบดบอย และดูมีอันจะกิน หากคุณเองก็คิดแบบนั้น... เชื่อเถอะว่านั่นเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ที่คุณคิดว่าคุณรู้จักเขา…

 

     7 โมงตรงในเช้าวันจันทร์ที่รถติดแบบนรกแตก พีเคสร้างความประทับใจแรกขึ้นด้วยท่าทีกุลีกุจอเดินมายังจุดนัดพบแบบตรงเวลาเป๊ะ เขายกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อมชนิดที่บางคนไม่มีทางนึกภาพออกว่าผู้ชายลุคส์แบดๆ อย่างเขาจะทำ เรายอมรับว่าผิดคาดนิดหน่อยที่เขาโผล่มาเพราะมั่นใจว่าเขาคงต้องสายซักครึ่งชั่วโมง และนั่นน่าเป็นคะแนนแรกที่เขาควรจะได้รับในฐานะของการเป็นคนรักษาเวลาในหมู่คนทำงาน จากนั้นความประหลาดใจสองก็ตามมาติดๆ เมื่อทีมงานรับอาสาไปซื้อกาแฟมาให้ เขาก็ทำท่าทีเกรงอกเกรงใจแล้วขอเดินไปซื้อด้วยตัวเอง ก่อนที่จะหันกลับมาถามว่า มีใครจะกินอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมซื้อมาเผื่อซึ่งแม้จะไม่มีออร์เดอร์อะไร แต่เขาก็กลับมาพร้อมกาแฟและน้ำดื่มเผื่อทีมงานทุกคน เขายื่นถุงน้ำดื่มและกระโดดขึ้นนั่งหน้าคู่กับคนขับแล้วเราก็มุ่งตรงสู่เกาะเสม็ด

 

     เท่าที่ทำการบ้านมาบ้าง คนใกล้ชิดพีเคจะบอกกับเราเหมือนๆ กันว่าเขาไม่ใช่แบดบอยอย่างที่หลายๆ คนคิด ซึ่งไม่ว่ามันจะเป็นแค่ลุคส์หรืออะไรก็แล้วแต่ เราจับใจความได้สั้นๆ ว่า พีเคเป็นคนน่ารัก ตอนได้ยินแบบนั้นเราก็อดไม่ได้ที่จะ “ห๊ะ…เขาเนี่ยนะ?” แต่ทุกเสียงก็ยืนยันว่านั่นแหละพีเคของจริง!

 

     พีเคโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดนัก จำได้ว่าพอถามว่าทำไมไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นนักธุรกิจ เขาตอบเราด้วยคำพูดที่ว่า อาชีพนักธุรกิจสำหรับผมมันฟังดูเจ็บบปวดนะ แบบว่าดูเป็นคนที่เอาแต่คิดเรื่องธุรกิจ แม้จริงๆ แล้วจะไม่ใช่ก็ตาม เขาว่า พีเคหลงใหลในดนตรี การเต้น การถ่ายรูป และชอบทำกิจกรรมสนุกๆ ห่ามๆ ตามประสาผู้ชาย ในขณะเดียวกันเขาก็ชอบใช้เวลาบนโซฟาตัวโปรดเพื่ออ่านหนังสือคนเดียวเงียบๆ เขาเคยลงเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์เพื่อที่จะมาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน แต่ช่วงปีนั้นคือช่วงเวลาที่ทำให้เขาค้นพบว่าเขาเป็นคนฝืนตัวเองไม่เก่งนัก สุดท้ายเขาจึงเปลี่ยนมาเรียนต่อที่ The University of British Columbia ในสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ นั่นก็คือด้านจิตวิยา เหตุผลเพราะเขาเชื่อว่านั่นเป็นทักษะที่สำคัญของการใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้และเข้าใจมุมมองที่แตกต่างกันออกไปของมนุษย์ บทสนทนาระหว่างเราเริ่มต้นตั้งแต่เรื่องครอบครัวก่อนเรื่องอื่น มีคนเล่าให้เราฟังว่าพีเคคือลูกชายคนเล็กที่ตักข้าวให้ทุกคนในบ้านยามมื้ออาหารเริ่มต้นขึ้นเสมอ และเราก็เชื่อว่านั่นน่าจะเป็นมุมอบอุ่นเกี่ยวกับเขาที่คนนึกภาพไม่ค่อยออกนัก ผมว่าพอเราโตขึ้นในระดับหนึ่งก็จะรู้เองว่าครอบครัวคือความสุขในการดำเนินชีวิต ยิ่งครอบครัวผมที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินข้าวด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเพราะทุกคนแยกย้ายไปทำในสิ่งที่แต่ละคนรัก พอมีโอกาสได้ใช้เวลาด้วยกันมันเลยสะท้อนว่าครอบครัวนี่คือ Quality Time ของจริง เขาฟุ้งเรื่องครอบครัวด้วยรอยยิ้มพร้อมมองไปตรงวิวทะเลไกลๆ พร้อมกับถามเราว่าอยากฟังเรื่องครอบครัวเรื่องไหนบ้างล่ะ แววตาเขาพร้อมเล่าเรื่องส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่อยากจะเชื่อว่าคนวัยนี้จะมีเรื่องครอบครัวอยู่ในหัวเยอะนัก แต่เขาก็ทำให้เราเห็นว่าเราคิดผิด พีเคเล่าถึงวัยเด็กที่ติดแม่ของตัวเอง แม่คือผู้หญิงที่เปรี้ยวเสมอสำหรับเขา ส่วนพ่อคือผู้ชายที่เชื่อว่าตัวเองยังหนุ่มและความแก่ไม่มีอยู่จริง พูดไปก็พลางหัวเราะไปพร้อมกับพูดว่าถ้าตอนที่เขาอายุเท่าพ่อเขาก็คงมีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน พ่อกับแม่เคยเข้มงวดกับเขาในช่วงวัยหนึ่ง แต่เมื่อทั้งคู่เข้มงวดกับเขาน้อยลงและเชื่อใจเขามากขึ้น เขาก็กลับรู้สึกว่าจริงๆ แล้วพ่อเป็นมากกว่าพ่อ ก่อนหน้านี้พ่อเป็นแค่พ่อ แต่ตอนนี้พ่อเป็นมากกว่านั้น ผมเชื่อว่าพ่อแม่ที่พยายามทำความเข้าใจกับพฤติกรรมเด็กยุคนี้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกมากขึ้น พวกเราคือลูก พวกเรารู้จักพ่อแม่ดีเพราะทั้งชีวิตของเราเติบโตมากับพ่อแม่ แต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ พวกคุณอาจจะต้องใช้ความพยายามสักหน่อยที่จะเข้าใจในเรา เด็กยุคเราคือเด็กอีกยุค เราต่างกัน เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้กันเราเห็นด้วยกับเขาในกรณีที่ว่า คนที่อยู่สถานะบุพการีต้องแปรผันตัวเองให้มีความเป็นเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้กับผู้ที่เป็นลูก แน่นอนว่าความเชื่อในยุคก่อนหน้านำมาใช้กับคนในยุคถัดไม่ได้ผลลัพท์ที่เหมือนกันเสมอไป และนั่นน่าจะเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคต่อยุคที่ควรปฏิวัติใหม่ได้แล้ว

 

 

Interview : jeepzatia

Fashion : Kanokporn Cherdchai

Photography : Suwat Pantong

Hair & Makeup Artist : Thanawat Khunkaneung 

 

PK - PASAKORN VANASIRIKUL PART II

 

 




PK - PASAKORN VANASIRIKUL PART I

DON’T JUDGE MY GENERATION!

 

 

ครอบครัว ความสุข ความฝัน และเฮิร์ทแรกนั้นกับความรัก 

ฟังประโยคจริงจากใจที่พูดแทนเด็กไทยในยุคมิลเลเนียล

 

     ถ้าพูดถึงการถ่ายปกของเอสไควร์ประเทศไทย (ซึ่งมีไม่กี่ครา) นี่น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่นายแบบปกทำให้เราประหลาดใจจนต้องเลิกคิ้วอยู่หลายคราก็ว่าได้ หลังจากที่ทีมงานคุยกันว่าเล่มนี้จะทำเรื่อง “เด็กยุคมิลเลนเนียล” นายแบบปกจึงมาตกลงที่ “พีเค พัสกร วรรณศิริกุล” ชายหนุ่มวัย 21 ปี หน้าตาดี ท่าทางกวนประสาท แต่น่าจะเป็นตัวแทนของเด็กยุคที่ว่านี้ได้ดีกว่าใครๆ หลายคนรู้จักเขาในฐานะหนึ่งใน 6 หนุ่ม THE FACE MEN THAILAND จากทีมของ “พีช พชร” ที่เดินทางมาเข้าร่วมประกวดในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนจากประเทศแคนาดา เราสารภาพตามตรงว่าเขาคือม้านอกสายตาที่อยู่ๆ มากลับดูเข้าท่าขึ้นมาตอนไหนก็ยังนึกไม่ออก พีเคมีลุคส์ในแบบที่เราต่างก็คุ้นเคยกันดีผ่านทีวีและสื่อออนไลน์ทุกช่อง ประเภทเด็กยุคใหม่ที่พูดภาษาไทยปนภาษาอังกฤษ มาดแบดบอย และดูมีอันจะกิน หากคุณเองก็คิดแบบนั้น... เชื่อเถอะว่านั่นเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ที่คุณคิดว่าคุณรู้จักเขา…

 

     7 โมงตรงในเช้าวันจันทร์ที่รถติดแบบนรกแตก พีเคสร้างความประทับใจแรกขึ้นด้วยท่าทีกุลีกุจอเดินมายังจุดนัดพบแบบตรงเวลาเป๊ะ เขายกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อมชนิดที่บางคนไม่มีทางนึกภาพออกว่าผู้ชายลุคส์แบดๆ อย่างเขาจะทำ เรายอมรับว่าผิดคาดนิดหน่อยที่เขาโผล่มาเพราะมั่นใจว่าเขาคงต้องสายซักครึ่งชั่วโมง และนั่นน่าเป็นคะแนนแรกที่เขาควรจะได้รับในฐานะของการเป็นคนรักษาเวลาในหมู่คนทำงาน จากนั้นความประหลาดใจสองก็ตามมาติดๆ เมื่อทีมงานรับอาสาไปซื้อกาแฟมาให้ เขาก็ทำท่าทีเกรงอกเกรงใจแล้วขอเดินไปซื้อด้วยตัวเอง ก่อนที่จะหันกลับมาถามว่า มีใครจะกินอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมซื้อมาเผื่อซึ่งแม้จะไม่มีออร์เดอร์อะไร แต่เขาก็กลับมาพร้อมกาแฟและน้ำดื่มเผื่อทีมงานทุกคน เขายื่นถุงน้ำดื่มและกระโดดขึ้นนั่งหน้าคู่กับคนขับแล้วเราก็มุ่งตรงสู่เกาะเสม็ด

 

     เท่าที่ทำการบ้านมาบ้าง คนใกล้ชิดพีเคจะบอกกับเราเหมือนๆ กันว่าเขาไม่ใช่แบดบอยอย่างที่หลายๆ คนคิด ซึ่งไม่ว่ามันจะเป็นแค่ลุคส์หรืออะไรก็แล้วแต่ เราจับใจความได้สั้นๆ ว่า พีเคเป็นคนน่ารัก ตอนได้ยินแบบนั้นเราก็อดไม่ได้ที่จะ “ห๊ะ…เขาเนี่ยนะ?” แต่ทุกเสียงก็ยืนยันว่านั่นแหละพีเคของจริง!

 

     พีเคโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดนัก จำได้ว่าพอถามว่าทำไมไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นนักธุรกิจ เขาตอบเราด้วยคำพูดที่ว่า อาชีพนักธุรกิจสำหรับผมมันฟังดูเจ็บบปวดนะ แบบว่าดูเป็นคนที่เอาแต่คิดเรื่องธุรกิจ แม้จริงๆ แล้วจะไม่ใช่ก็ตาม เขาว่า พีเคหลงใหลในดนตรี การเต้น การถ่ายรูป และชอบทำกิจกรรมสนุกๆ ห่ามๆ ตามประสาผู้ชาย ในขณะเดียวกันเขาก็ชอบใช้เวลาบนโซฟาตัวโปรดเพื่ออ่านหนังสือคนเดียวเงียบๆ เขาเคยลงเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์เพื่อที่จะมาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน แต่ช่วงปีนั้นคือช่วงเวลาที่ทำให้เขาค้นพบว่าเขาเป็นคนฝืนตัวเองไม่เก่งนัก สุดท้ายเขาจึงเปลี่ยนมาเรียนต่อที่ The University of British Columbia ในสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ นั่นก็คือด้านจิตวิยา เหตุผลเพราะเขาเชื่อว่านั่นเป็นทักษะที่สำคัญของการใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้และเข้าใจมุมมองที่แตกต่างกันออกไปของมนุษย์ บทสนทนาระหว่างเราเริ่มต้นตั้งแต่เรื่องครอบครัวก่อนเรื่องอื่น มีคนเล่าให้เราฟังว่าพีเคคือลูกชายคนเล็กที่ตักข้าวให้ทุกคนในบ้านยามมื้ออาหารเริ่มต้นขึ้นเสมอ และเราก็เชื่อว่านั่นน่าจะเป็นมุมอบอุ่นเกี่ยวกับเขาที่คนนึกภาพไม่ค่อยออกนัก ผมว่าพอเราโตขึ้นในระดับหนึ่งก็จะรู้เองว่าครอบครัวคือความสุขในการดำเนินชีวิต ยิ่งครอบครัวผมที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้กินข้าวด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเพราะทุกคนแยกย้ายไปทำในสิ่งที่แต่ละคนรัก พอมีโอกาสได้ใช้เวลาด้วยกันมันเลยสะท้อนว่าครอบครัวนี่คือ Quality Time ของจริง เขาฟุ้งเรื่องครอบครัวด้วยรอยยิ้มพร้อมมองไปตรงวิวทะเลไกลๆ พร้อมกับถามเราว่าอยากฟังเรื่องครอบครัวเรื่องไหนบ้างล่ะ แววตาเขาพร้อมเล่าเรื่องส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เราไม่อยากจะเชื่อว่าคนวัยนี้จะมีเรื่องครอบครัวอยู่ในหัวเยอะนัก แต่เขาก็ทำให้เราเห็นว่าเราคิดผิด พีเคเล่าถึงวัยเด็กที่ติดแม่ของตัวเอง แม่คือผู้หญิงที่เปรี้ยวเสมอสำหรับเขา ส่วนพ่อคือผู้ชายที่เชื่อว่าตัวเองยังหนุ่มและความแก่ไม่มีอยู่จริง พูดไปก็พลางหัวเราะไปพร้อมกับพูดว่าถ้าตอนที่เขาอายุเท่าพ่อเขาก็คงมีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน พ่อกับแม่เคยเข้มงวดกับเขาในช่วงวัยหนึ่ง แต่เมื่อทั้งคู่เข้มงวดกับเขาน้อยลงและเชื่อใจเขามากขึ้น เขาก็กลับรู้สึกว่าจริงๆ แล้วพ่อเป็นมากกว่าพ่อ ก่อนหน้านี้พ่อเป็นแค่พ่อ แต่ตอนนี้พ่อเป็นมากกว่านั้น ผมเชื่อว่าพ่อแม่ที่พยายามทำความเข้าใจกับพฤติกรรมเด็กยุคนี้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกมากขึ้น พวกเราคือลูก พวกเรารู้จักพ่อแม่ดีเพราะทั้งชีวิตของเราเติบโตมากับพ่อแม่ แต่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ พวกคุณอาจจะต้องใช้ความพยายามสักหน่อยที่จะเข้าใจในเรา เด็กยุคเราคือเด็กอีกยุค เราต่างกัน เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้กันเราเห็นด้วยกับเขาในกรณีที่ว่า คนที่อยู่สถานะบุพการีต้องแปรผันตัวเองให้มีความเป็นเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้กับผู้ที่เป็นลูก แน่นอนว่าความเชื่อในยุคก่อนหน้านำมาใช้กับคนในยุคถัดไม่ได้ผลลัพท์ที่เหมือนกันเสมอไป และนั่นน่าจะเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคต่อยุคที่ควรปฏิวัติใหม่ได้แล้ว

 

 

Interview : jeepzatia

Fashion : Kanokporn Cherdchai

Photography : Suwat Pantong

Hair & Makeup Artist : Thanawat Khunkaneung 

 

PK - PASAKORN VANASIRIKUL PART II

 

 



LAST UPDATE