อบอุ่น สุขุม สงบ อย่าง SONG JOONG-KI

TO LOVE AND TO LIVE

ถึงจะอยู่ท่ามกลางแสงไฟสาดส่อง ซง จุง-กีก็ไม่เคยคิดเต้นไปตามโลกอันแสนวกวน สับสน และแปรเปลี่ยน เทพบุตรผู้นี้ยังคงประคองตัวได้นิ่งสงบเสมือนประหนึ่งแกนกลางพายุ...

 

Jacket, T-Shirt: DRIES VAN NOTEN, Trousers: YMC, Belt: BOTTEGA VENETA

 

เห็นว่าวันที่ 1 กันยายนนี้จะมีการจัดกิจกรรมมีทติ้งแฟนคลับที่มหาวิทยาลัยแกรนด์ พีซ พาเลซ ออฟ ยุงกีเพื่อฉลองครบสิบปีที่ซง จุง-กีอยู่ในวงการ ‘10 ปีมันมีความหมายอะไรกับคุณบ้าง?

จริงๆ ถ้าแฟนคลับไม่มาบอกผมก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยู่ (วงการ) มาจะสิบปีแล้ว นึกได้ผมเลยลองมานับๆ ดู ถึงรู้ว่าเราเองก็สร้างผลงานเอาไว้ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นไปได้ฉลองครั้งหน้าผมอยากเห็นตัวเองมีผลงานเยอะขึ้นอีก เอาสักสองเท่า ไม่ใช่อะไรหรอก ถึงวันนั้นจะได้มีอะไรให้พูดถึงมากกว่านี้ แฟนๆ เองก็คงอยากรอดูผลงานของผม ส่วนผมก็ไม่อยากให้ผลงานแต่ละเรื่องมันทิ้งช่วงจนเกินไป มันดูเหมือนคนขี้เกียจยังไงบอกไม่ถูก สำคัญสุดคือผมจะต้องแสดงให้สมกับที่ทุกคนรอคอย

 

- ไม่นับช่วงที่ไปเกณฑ์ทหาร ปีนี้น่าจะเป็นปีแรกที่เราไม่ได้เห็นผลงานคุณลงจอเลย

นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ผมเพิ่งนึกได้ ผมมาเริ่มถ่าย Descendants of the Sun หลังจากปลดประจำการแล้ว มันเป็นซีรีส์ที่ถ่ายทำเสร็จก่อนฉายเพราะงั้นช่วงที่มันกำลังออนแอร์ผมเลยลุยถ่าย The Battleship Island ต่อ แล้วพอจบจาก The Battleship Island ผมก็วุ่นเรื่องเตรียมงานแต่งอีก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมจริงจังกับมันมากจนไม่คิดจะปลีกเวลาไปทำอย่างอื่น การได้ใช้เวลากับคนที่เรารักคือเรื่องสำคัญสุด

 

- ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมคุณถึงใช้เวลาเลือกบทนานจัง ตอนนี้ผมว่าผมได้คำตอบแล้วล่ะ

ใช่ครับ เพราะผมมัวแต่เอาเวลาไปอยู่กับภรรยา ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนก็ยังมีคนเข้ามาแสดงความยินดีกับเรา นั่นยิ่งทำให้รู้สึกว่ารักเราไม่เก่าเลย เหมือนเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามันตลอดเวลา ผมเองก็อยากใช้เวลาอยู่กับภรรยาให้คุ้มค่ามากที่สุด ผลสุดท้ายเลยพลอยใช้เวลาตัดสินใจเลือกบทนานไปด้วย เพราะผมกับแฟนเราตกลงกันว่าจะตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้สมกับที่แฟนๆ รอคอย ผมน่ะอยากจะกลับมาลุยงานใจจะขาดแล้ว

 

- บางทีการห่างหายไปจากหน้าจอนานๆ เรื่องที่จะกลับมาอาจยากยิ่งกว่าเก่า

ก็จริงครับ แต่การมีเวลา (ได้คิดไตร่ตรอง) มากขึ้นมันก็ช่วยให้คุณตัดสินใจได้รอบคอบขึ้นด้วยเหมือนกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเลือกรับงานผมจะเลือกแบบกล้าได้กล้าเสียไปเลย หนังบางเรื่องก็รู้สึกแปลกๆ แต่ในความแปลกมันก็มีความน่าสนใจของมันอยู่ บางเรื่องเพื่อนๆ เตือนแล้วว่าอย่ารับแต่ผมก็ดันผ่ารับจนได้ ตัดสินใจอะไรลงไปแต่ละทีไม่มีคำว่าราบรื่น แต่ผมก็เลือกที่จะทำตามสัญชาติญาณตัวเอง คิดแล้วว่ามันมีแววน่าจะประสบความสำเร็จและน่าพอใจ แล้วพอผลลัพธ์ออกมากลายเป็นคนดูชอบ มันเลยยิ่งเป็นเหมือนแรงยุให้ผมกล้าเสี่ยงมากขึ้น

 

 

- คุณเคยเป็นนักแสดงที่ต้องง้อผู้กำกับ แต่ (สลับกัน) วันนี้เป็นผู้กำกับเองเสียด้วยซ้ำที่ต้องมาง้อคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้คุณฉุกนึกบ้างมั้ยว่าตัวเองกลายเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับแล้ว?

ผมนึกถึงคลิปวิดีโอคลิปนึง ไม่ผิดน่าจะเป็นคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำของหนังเรื่อง Les Miserable มีนักแสดงแถวหน้าระดับโลกมาออดิชั่นเต็มไปหมด แม้แต่สตาร์ดังอันดับหนึ่งก็ยังต้องมาออดิชั่นที่ฮอลลีวูด เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองยังไง จริงครับที่ผู้กำกับคิมติดต่อมาหาผมพร้อมกับข้อเสนอดีๆ แต่ถ้าตอนนั้นผมรู้ว่าเขาเตรียมจะกำกับซีรีส์อื่นด้วย ผมคงเป็นฝ่ายเข้าไปหาเพื่อขอบทจากเขาแทน ผมไม่ได้มีปัญหา ดีใจซะอีกที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ที่พูดนี่ไม่ได้กะจะปากหวานหรือชมไปตามมารยาทนะครับ ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ แต่ผมรู้ว่าผมต้องทำการบ้านอย่างหนักเพราะบทคงไม่ง่ายแน่ อยู่วงการมาจนปูนนี้จะมาเล่นอะไรซ้ำๆ เดิมๆ คงไม่ได้มันต้องหาอะไรท้าทายเพื่อยกระดับตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อโอกาสเข้ามาผมเลยต้องตัดสินใจให้ดี

 

- เวลาคุณตั้งใจทำอะไรแล้วได้ผลลัพธ์อย่างที่หวังผมว่ามันรู้สึกดีออก

อันนี้จริงเลย รู้สึกดีมาก ผมรู้ว่าผมอาจจะแสดงไม่เลิศเลอเพอร์เฟ็กต์แต่เวลาได้ยินคนชมมันก็อดที่จะตัวลอยไม่ได้ อย่างหนังเรื่อง A Werewolf Boy มันก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนด่า ตลอดเวลาที่เล่นเป็นมนุษย์หมาป่าก็ปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะการแสดงเลียนแบบท่าทางของสัตว์ มันไม่ง่ายเลยนะครับขอบอก มีอยู่ฉากนึงผมต้องเทคตั้ง 28 ครั้งกว่าจะผ่าน ส่วนเรื่องใครจะด่าใครจะวิจารณ์ผมว่าผมเฉยๆ นะเพราะผมถือว่าผมทำเต็มที่แล้ว ส่วนใครที่ชมผมก็จะถือมาเป็นกำลังใจ เออ ถ้าผมเล่นเหยาะแหยะไม่ทุ่มเทเต็มร้อยแล้วถูกด่านี่สิน่าผิดหวัง

 

SWEATER: Nํ21, TROUSERS: AMI, SNEAKERS: COS

 

- สำคัญสุดคือคุณได้ทุ่มเทพยายามจนถึงจุดที่คุณพอใจแล้ว แต่ลึกๆ แล้วคนเราก็ยังต้องการยอมรับจากผู้อื่นอยู่ดี?

ผมว่ามนุษย์คนทุกคนก็ต้องการการยอมรับกันทั้งนั้นล่ะครับ เพียงแต่คนเป็นนักแสดงจะต้องการเยอะหน่อย เพราะอาชีพอย่างเรามันต้องอาศัยการยอมรับจากสังคม ไม่งั้นเราคงไม่สู้ทำงานหนักเพื่อให้ได้รับคำชื่นชมหรอก โลกนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดเต็มปากว่าฉันไม่สนว่าใครจะคิดยังไง แต่ถ้าอยากอยู่อย่างมีความสุขเราต้องไม่หลงไปกับสิ่งเร้าพวกนั้น ผมเองก็เคยเป็น ไม่ใช่ไม่เคย แคร์ชื่อเสียงเกินไปจนหลงลืมความเป็นตัวเอง ลงท้ายเลยต้องพยายามหาความพอดีและมีความสุข คุณต้องรู้จักควบคุมตัวเองไม่ให้หลงระเริงไปกับคำสรรเสริญเยินยอ ส่วนใครจะด่าจะว่าอะไรช่างเขา รวมถึงทำใจให้ได้เวลาผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง เหมือนอย่างที่ผมได้เรียนรู้ ลองถ้าเราตั้งใจทำเต็มที่แล้วแต่ผลยังออกมาแย่หรือคนดูไม่ชอบเราก็จะ (ทำใจ) ยอมรับมันได้ เพียงแต่ครั้งต่อไปต้องพยายามให้หนักขึ้น กลับกันถ้าเล่นพื้นๆ แต่กระแสดันออกมาปังผมก็จะไม่ไปอะไรกับมันมาก อาชีพนักแสดงก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ กระแสสังคมอาจถือเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรือทั้งหมด คุณต้องพัฒนาตัวเองด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องรู้จักเดินตามหลังผู้ใหญ่ เพราะพวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน เพราะงี้ไงผมถึงขลุกอยู่กับพวกนักแสดงรุ่นใหญ่ แล้วมันก็ไม่มีวิธีไหนจะพัฒนาตัวเองได้ดีไปกว่าวิธีครูพักลักจำอีกแล้ว

 

 

- จุดขายที่คุณมีอันดับหนึ่งเลยก็คือหน้าตา ไม่ใช่แค่การชมว่าหล่อ แต่ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับนักแสดงที่มากด้วยคุณสมบัติอันเป็นที่ยอมรับ A Werewolf Boy ทำให้คนดูเชื่อทั้งในแง่การเป็นหนังแฟนตาซีและหนังรักโรแมนติก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากเสน่ห์ของคุณนั่นแหละ ดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ผมว่าคุณพูดถูกนะ ผมมีหน้าตาเป็นอาวุธ ผมเป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ผมแท้ๆ และถ้าฉลาดคุณก็ควรใช้มันให้เป็นประโยชน์ แต่ต้องไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ เพราะโดยตัวมันเองก็มีข้อจำกัดอยู่ ฉะนั้นคุณต้องรู้จักใช้พร้อมกับมองหาสิ่งใหม่ๆ ไปด้วย ก่อนที่คนดูจะเริ่มเบื่อหน่ายและคลายความสนใจไปจากคุณ เป็นเหตุผลว่าทำไมระหว่างที่ผมใช้ข้อได้เปรียบที่ตัวเองมีผมถึงต้องหาจุดขายอย่างอื่นไปด้วย ถ้าคุณรู้จักใช้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ภายนอกให้เหมาะสมมันจะกลายเป็นจุดขายชั้นดี ยกตัวอย่างถ้าเอาลี กวาง-ซูมาเลนแทนผมใน A Werewolf Boy หนังจะออกมาให้ความรู้สึกเป็นชนบทยิ่งกว่านี้ กลับกันผมอาจไปไม่รอดถ้าเลือกรับบทในซีรีส์เรื่อง Live นักแสดงแต่ละคนต่างก็มีภาพลักษณ์และอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งพวกเขาควรรู้จักใช้ข้อได้เปรียบที่ตัวเองมีอยู่ให้เป็นประโยชน์ แต่ผมว่าเรื่องแบบนี้คนอย่างกวาง-ซูคงไม่ต้องมาฟังคำแนะนำจากผมหรอกมั้ง

 

 

- คุณเข้ารับการเกณฑ์ทหารเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2013 ช่วงที่กำลังโด่งดังเป็นพลุ ซึ่งผมก็ได้ยินมาว่าคนรอบข้างแนะนำให้คุณขอผ่อนผันออกไปก่อน แต่คุณก็ยังยืนกรานที่จะสมัคร

อืม เรื่องนั้นไม่จริงครับ แต่มันก็ทำให้ผมดูดีนะ เพราะงั้นไม่ขอแก้ข่าวดีกว่า ปล่อยให้คนเข้าใจไปแบบนั้นแหละ จริงๆ ที่ผมเลือกสมัครทหารก็เพราะเขาไม่ให้ผ่อนผันแล้วต่างหาก มีบางคนแนะให้ผมอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย หาทางเล่นซิกแซกแต่ผมไม่ได้เข้าตาจนถึงขนาดนั้น ผมเลือกที่จะบอกตัวเองให้ทำใจยอมรับมัน ทั้งที่เสียดายโอกาส (ทำมาหากิน) ก็เสียดายนะ เพราะช่วงนั้นผมมีแพลนจะถ่ายหนังเรื่องนึงอยู่พอดี แต่การเกณฑ์ทหารมันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ผมไม่ใช่ประเภท ‘อยากสมัครครับ แต่คงต้องขอผัดผ่อนไปก่อน’ ผมอาจเสียโอกาสเพราะติดต้องไปเกณฑ์ทหารจริง แต่พอพ้นประจำการออกมาแล้วมันก็ทำให้ผมได้เจอโอกาสดีๆ อย่างอื่น ดีซะอีกครับที่เลือกสมัครเสียตั้งแต่ตอนนั้น

 

- หลังรับใช้ชาติโอกาสดีๆ ก็เริ่มเข้ามา แต่ตอนนั้นคุณคงเครียดไม่น้อยที่ต้องทิ้งโอกาสตักตวงช่วงน้ำขึ้น

ผมเครียดมากครับ คิดวนเวียนตลอดช่วงที่อยู่ในกองทัพ มันรบกวนจิตใจไปจนถึงคืนสุดท้ายในค่าย เป็นคืนที่ผมตื่นเต้นมาก ทั้งที่มันไม่มีประโยชน์ที่จะคิดแบบนั้น ผมเลยพยายามมีความสุขกับชีวิต (การเป็นทหาร) ให้มากที่สุด ทหารรุ่นพี่ๆ ยังอายุน้อยกว่าผมซะอีกแต่พวกเราก็สนิทสนมและเข้ากันได้ดี

 

- ถึงแม้ช่วงที่เกณฑ์ทหารคุณจะเครียดแต่พอปลดประจำการเท่านั้นโอกาสดีๆ ก็วิ่งเข้าหาทันที คุณได้กลับมาเล่นซีรีส์ Descendants of the Sun ที่เขียนโดยคิม อึน-ซุค คุณตกลงใจรับเล่นในช่วงเดือนท้ายๆ ในกองทัพ แสดงว่าตอนนั้นคุณคงสบายใจขึ้นแล้ว

ช่วงที่เข้ากรมมันมีทหารรุ่นน้องบางคนแอบเรียกผมว่า 'พี่' พวกนั้นจะชอบมานั่งปรับทุกข์ ถามผมว่ารู้สึกยังไงตอนที่เริ่มทำงานหาเงินได้ ชาตินี้จะได้เจอผู้หญิงสวยๆ มั้ย พวกเขาจะมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผมตลอด น่าเอ็นดูนะ ตอนวัยรุ่นผมเองก็เคยมีความทุกข์แบบเดียวกับพวกเขา พอได้มานั่งฟังเด็กพวกนี้เล่าถึงได้รู้ว่าผมไม่ควรละเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมวิตกเพราะกลัวว่าคนจะลืมผม กลัวว่าจะเรื้อเรื่องการแสดง อาจจะเป็นความเห็นที่อิงอยู่กับผลลัพธ์ แต่ผมก็มองว่าผมโชคดีที่บทที่ผมเล่นคือนายทหาร ผมสามารถนำประสบการณ์ตรงที่ได้ไปปรับใช้ได้เลย

 

- บางทีเบื้องบนอาจตั้งใจส่งคุณไปเกณฑ์ทหารเพื่อเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับซีรีส์

มีคิดแวบนึงเหมือนกันครับ ช่วงที่ใกล้จะปลดประจำการเอเย่นต์ผมมาขอให้ผมช่วยดูสคริปต์เรื่องนี้หน่อย มันมีการเตรียมงานกันก่อนหน้าที่ผมจะเข้ากรม แต่บทตัวเอกกลับหาใครมาลงไม่ได้ตั้งสองปี ผมเลยรู้เดี๋ยวนั้นว่า ‘บทนี้รอผม’ เผอิญช่วงนั้นผมกำลังพิจารณาบทหนังเรื่องอื่นอยู่ ก็เลยตอบปัดข้อเสนอไปก่อนจะทันได้อ่านบท แต่มีบางคนยืนกรานจะให้ผมลองอ่านบทก่อนให้ได้ ผมเลยอ่าน เท่านั้นล่ะรักเลย ปฏิเสธมันไม่ลง ผู้จัดการส่วนตัวของผมถามผมว่า “นายไม่อยากแสดงเป็นนายทหารเหรอ” ผมก็ตอบว่ามันน่าจะเข้าทางผมนะ ไม่ต้องไว้ผมด้วย ผมเหมือนอยู่ในเครื่องแบบอยู่แล้ว ผมคัมแบ็คคืนวงการแบบราบรื่น ได้เจอคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต มันมีความหมายต่อผมมาก

 

- เรื่องงานแต่งของคุณก็ถือเป็นประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่ง คุณกับซอง เฮ-เคียวต่างก็เป็นดาราระดับ Korean Wave ทั้งคู่ เลยช่วยไม่ได้ที่การแต่งงานของพวกคุณจะกลายเป็นที่จับจ้อง ทั่วโลกตื่นเต้นกับข่าวนี้มาก เห็นจะมีก็แต่คุณสองคนล่ะมั้งที่เฉยๆ

ผมกับแฟนเป็นคนดังก็จริงแต่พ้นจากเรื่องงานแล้วเราก็เป็นแค่คนธรรมดา แล้วเราก็อยากมีชีวิตเหมือนคนธรรมดา อยากทำชีวิตตัวเองให้สมดุล เรารู้ว่าสถานะอย่างเราคงไปพูดว่า ‘ขอเหอะเสร็จงานแล้วอย่ามายุ่งกับเรา’ ได้ เพราะงั้นในแต่ละวันเมื่อมีเวลาอยู่ด้วยกันเราเลยพยายามทำมันให้มีค่าและพิเศษสุด เราเลยเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ไม่ใช่ผมไม่เคารพในชื่อเสียงที่ได้รับนะแต่ผมแค่ไม่อยากทำอะไรให้มันดูเอิกเกริก เพราะนี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญสุดในชีวิตของเรา ฉะนั้นถ้าไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลัง เราต้องเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด คนนอกอาจมองว่าเราจัดงานแต่งใหญ่โตแต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ใหญ่โตเลย เป็นงานเล็กๆ จัดกันเงียบๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ผมได้ยินมาว่ามีคนพยายามจะใช้โดรนแอบถ่ายงานเราด้วย ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และต่อให้เป็นคนดังก็ไม่สมควรต้องอดทนกับการกระทำแย่ๆ แบบนี้แต่ผมว่ามันคงเลี่ยงไม่ได้หรอก ผมกับภรรยาวางแผนกันว่าจะกลับมารับงานให้เร็วที่สุด เราเลยอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากๆ เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราทั้งคู่

 

- ผมว่าคุณสองคนคิดเหมือนกันด้วยแหละคือพยายามนิ่ง สงบ ปล่อยวาง มีแค่กันและกัน ต่อให้จะมีสายตาของคนทั้งโลกจับจ้องก็อย่าได้แคร์

ผมเห็นด้วยครับ ผมรู้สึกว่าทัศนคติในการมองชีวิตของเราทั้งคู่เหมือนกัน เราต่างเป็นคนมีชื่อเสียง ขยับทำอะไรก็ดูจะกลายเป็นประเด็นไปเสียหมด แต่อย่างน้อยเราก็ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้อย่างราบรื่น

 

T-SHIRTS: VIVIENNE WESTWOOD, TROUSERS: ERMENEGILDO ZEGNA COUTURE

 

- คุณเองก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว อะไรๆ ก็คงไม่เหมือนเดิมเหมือนเมื่อแรกออกเดทจีบกันใหม่ๆ อาจจะฟังดูเหมือนถามแปลกๆ แต่รู้สึกยังไงที่รู้ว่าคุณจะทำเหมือนก่อนอีกไม่ได้แล้ว ผมหมายถึง บางช่วงบางตอนของชีวิตที่ผ่านแล้วผ่านเลยย้อนกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

ผมเข้าใจที่คุณถามนะ แต่ผมไม่คิดว่าความรักของเราจะมีวันจืดจาง ผมอาจเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริง แต่ผมก็มีมุมโรแมนติกในแบบของผมเหมือนกัน ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนที่ผมนับถือมากคนนึง เขาบอกว่าการได้แต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงที่เรารักนั้นไม่ต่างอะไรจากพรหมลิขิต เป็นคำพูดที่ซึ้งจับใจมากจนผมจำไม่ลืม สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงจะทำได้คือการมอบความรักให้กับคนที่เรารัก ชื่อเสียงเงินทองก็สำคัญ แต่สำหรับผู้ชายอย่างเราอะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้รักภรรยาตัวเองไปตราบชีวิตจะหาไม่ คนส่วนใหญ่จะมองโลกตามที่พวกเขาเห็น คนที่ยินดีกับงานแต่งของเราโดยมากคือคนที่มีความสุขกับชีวิตคู่ ส่วนพวกที่พูดเป็นทำนองว่า ‘ทำไมรีบแต่งจัง’, ‘แล้วจะรู้สึก’ ผมว่าชีวิตครอบครัวคนพวกเขาคงไม่มีความสุขเท่าไหร่ น่าเศร้านะ เพื่อนผมคนนี้บอกผมว่าต่อให้มีลูกกันแล้วนายก็ต้องรักเมียนายให้มากๆ คำแนะนำจากคนรอบข้างก็สำคัญ แล้วผมกับภรรยาก็จะต่อโปรความรักของเราไปเรื่อยๆ เมียผมสวยซะขนาดนี้ใคร (เสียงสูง) จะไปหมดรักลง

 

- เอาตรงๆ เลยนะ... สามสิบกว่าแล้วยังหน้าแบบนี้ถือว่าดูเด็กมากนะ เวลาเปลี่ยนอะไรๆ ก็เปลี่ยน แต่มีอะไรบ้างที่คุณอยากให้มันอยู่คงเดิม?

ล่าสุดผู้จัดการส่วนตัวของผมที่ร่วมงานกันมาแต่แรก เตือนสติให้ผมนึกถึงคำพูดตัวเองเมื่อครั้งเข้าวงการใหม่ๆ "ถ้าได้เล่นเป็นพระเอกเมื่อไหร่ ผมจะไม่บ่นสักคำเลยถ้าจะต้องอดนอนตลอดห้าวัน!" แต่พอได้เป็นจริงๆ ผมกลับทำไม่ได้อย่างที่พูด อดนอนแค่สามวันก็บ่นแล้ว เขาพูดเป็นเชิงติดตลกแต่ทำเอาผมอึ้งคิดไปเหมือนกัน แรกๆ แค่ได้เล่นก็ดีใจแล้วแต่พอกลายมาเป็นนักแสดงดังเลือกบทได้ดันทำตัวเหลิงซะงั้น สมัยก่อนเวลาออดิชั่นคัดตัวผ่านทีดีใจแทบตาย แล้วก็เอาแต่นับว่าตัวเองจะได้เล่นกี่ฉาก ที่เล่านี่ไม่ได้หวังจะสร้างภาพให้ตัวเองดูดีหรอกนะครับ แค่อยากบอกว่าคนเราทำอะไรต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ เพราะนั่นคือพื้นฐานของการพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักแสดงที่ดี

 

มีคำแนะนำอะไรอยากจะฝากถึงน้องๆ รุ่นใหม่ที่คิดอยากเข้าวงการบ้าง?

ก็อยากจะฝากน้องๆ ไว้ว่าถ้าเลือกที่จะทำอะไรแล้วอย่ามัวแต่คิดให้มุ่งมั่นลงมือทำไปเลย ติดสินใจแล้วทำเลย อย่าเหมือนผม บางทีก็ตัดสินใจอะไรง่ายๆ แต่หลายครั้งตัดสินใจทำไปแล้วชอบมาลังเลทีหลัง

 

- ผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าไอ้คำว่า Korean Wave จะทำให้เราเสียคนชื่อซง จุง-กีไป

มันก็ไม่แน่หรอก ใครจะรู้

 


Fashion Editor: KO DONGHUI

Feature Editor: MIN YONGJUN

Photographer: MOK JUNGWOOK


 

 

ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกทั้งหมดได้ในนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับตุลาคม 2018 วางแผงแล้ววันนี้ และฉบับดิจิทัลทางแอปพลิเคชั่น OOKBEE รองรับทั้ง iOS และ Android

 

 


 

 

 

 

 




อบอุ่น สุขุม สงบ อย่าง SONG JOONG-KI

TO LOVE AND TO LIVE

ถึงจะอยู่ท่ามกลางแสงไฟสาดส่อง ซง จุง-กีก็ไม่เคยคิดเต้นไปตามโลกอันแสนวกวน สับสน และแปรเปลี่ยน เทพบุตรผู้นี้ยังคงประคองตัวได้นิ่งสงบเสมือนประหนึ่งแกนกลางพายุ...

 

Jacket, T-Shirt: DRIES VAN NOTEN, Trousers: YMC, Belt: BOTTEGA VENETA

 

เห็นว่าวันที่ 1 กันยายนนี้จะมีการจัดกิจกรรมมีทติ้งแฟนคลับที่มหาวิทยาลัยแกรนด์ พีซ พาเลซ ออฟ ยุงกีเพื่อฉลองครบสิบปีที่ซง จุง-กีอยู่ในวงการ ‘10 ปีมันมีความหมายอะไรกับคุณบ้าง?

จริงๆ ถ้าแฟนคลับไม่มาบอกผมก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยู่ (วงการ) มาจะสิบปีแล้ว นึกได้ผมเลยลองมานับๆ ดู ถึงรู้ว่าเราเองก็สร้างผลงานเอาไว้ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นไปได้ฉลองครั้งหน้าผมอยากเห็นตัวเองมีผลงานเยอะขึ้นอีก เอาสักสองเท่า ไม่ใช่อะไรหรอก ถึงวันนั้นจะได้มีอะไรให้พูดถึงมากกว่านี้ แฟนๆ เองก็คงอยากรอดูผลงานของผม ส่วนผมก็ไม่อยากให้ผลงานแต่ละเรื่องมันทิ้งช่วงจนเกินไป มันดูเหมือนคนขี้เกียจยังไงบอกไม่ถูก สำคัญสุดคือผมจะต้องแสดงให้สมกับที่ทุกคนรอคอย

 

- ไม่นับช่วงที่ไปเกณฑ์ทหาร ปีนี้น่าจะเป็นปีแรกที่เราไม่ได้เห็นผลงานคุณลงจอเลย

นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ผมเพิ่งนึกได้ ผมมาเริ่มถ่าย Descendants of the Sun หลังจากปลดประจำการแล้ว มันเป็นซีรีส์ที่ถ่ายทำเสร็จก่อนฉายเพราะงั้นช่วงที่มันกำลังออนแอร์ผมเลยลุยถ่าย The Battleship Island ต่อ แล้วพอจบจาก The Battleship Island ผมก็วุ่นเรื่องเตรียมงานแต่งอีก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม ผมจริงจังกับมันมากจนไม่คิดจะปลีกเวลาไปทำอย่างอื่น การได้ใช้เวลากับคนที่เรารักคือเรื่องสำคัญสุด

 

- ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมคุณถึงใช้เวลาเลือกบทนานจัง ตอนนี้ผมว่าผมได้คำตอบแล้วล่ะ

ใช่ครับ เพราะผมมัวแต่เอาเวลาไปอยู่กับภรรยา ทุกวันนี้เวลาไปไหนมาไหนก็ยังมีคนเข้ามาแสดงความยินดีกับเรา นั่นยิ่งทำให้รู้สึกว่ารักเราไม่เก่าเลย เหมือนเป็นคู่ข้าวใหม่ปลามันตลอดเวลา ผมเองก็อยากใช้เวลาอยู่กับภรรยาให้คุ้มค่ามากที่สุด ผลสุดท้ายเลยพลอยใช้เวลาตัดสินใจเลือกบทนานไปด้วย เพราะผมกับแฟนเราตกลงกันว่าจะตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้สมกับที่แฟนๆ รอคอย ผมน่ะอยากจะกลับมาลุยงานใจจะขาดแล้ว

 

- บางทีการห่างหายไปจากหน้าจอนานๆ เรื่องที่จะกลับมาอาจยากยิ่งกว่าเก่า

ก็จริงครับ แต่การมีเวลา (ได้คิดไตร่ตรอง) มากขึ้นมันก็ช่วยให้คุณตัดสินใจได้รอบคอบขึ้นด้วยเหมือนกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเลือกรับงานผมจะเลือกแบบกล้าได้กล้าเสียไปเลย หนังบางเรื่องก็รู้สึกแปลกๆ แต่ในความแปลกมันก็มีความน่าสนใจของมันอยู่ บางเรื่องเพื่อนๆ เตือนแล้วว่าอย่ารับแต่ผมก็ดันผ่ารับจนได้ ตัดสินใจอะไรลงไปแต่ละทีไม่มีคำว่าราบรื่น แต่ผมก็เลือกที่จะทำตามสัญชาติญาณตัวเอง คิดแล้วว่ามันมีแววน่าจะประสบความสำเร็จและน่าพอใจ แล้วพอผลลัพธ์ออกมากลายเป็นคนดูชอบ มันเลยยิ่งเป็นเหมือนแรงยุให้ผมกล้าเสี่ยงมากขึ้น

 

 

- คุณเคยเป็นนักแสดงที่ต้องง้อผู้กำกับ แต่ (สลับกัน) วันนี้เป็นผู้กำกับเองเสียด้วยซ้ำที่ต้องมาง้อคุณ สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้คุณฉุกนึกบ้างมั้ยว่าตัวเองกลายเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับแล้ว?

ผมนึกถึงคลิปวิดีโอคลิปนึง ไม่ผิดน่าจะเป็นคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำของหนังเรื่อง Les Miserable มีนักแสดงแถวหน้าระดับโลกมาออดิชั่นเต็มไปหมด แม้แต่สตาร์ดังอันดับหนึ่งก็ยังต้องมาออดิชั่นที่ฮอลลีวูด เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองยังไง จริงครับที่ผู้กำกับคิมติดต่อมาหาผมพร้อมกับข้อเสนอดีๆ แต่ถ้าตอนนั้นผมรู้ว่าเขาเตรียมจะกำกับซีรีส์อื่นด้วย ผมคงเป็นฝ่ายเข้าไปหาเพื่อขอบทจากเขาแทน ผมไม่ได้มีปัญหา ดีใจซะอีกที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ที่พูดนี่ไม่ได้กะจะปากหวานหรือชมไปตามมารยาทนะครับ ผมหมายความแบบนั้นจริงๆ แต่ผมรู้ว่าผมต้องทำการบ้านอย่างหนักเพราะบทคงไม่ง่ายแน่ อยู่วงการมาจนปูนนี้จะมาเล่นอะไรซ้ำๆ เดิมๆ คงไม่ได้มันต้องหาอะไรท้าทายเพื่อยกระดับตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อโอกาสเข้ามาผมเลยต้องตัดสินใจให้ดี

 

- เวลาคุณตั้งใจทำอะไรแล้วได้ผลลัพธ์อย่างที่หวังผมว่ามันรู้สึกดีออก

อันนี้จริงเลย รู้สึกดีมาก ผมรู้ว่าผมอาจจะแสดงไม่เลิศเลอเพอร์เฟ็กต์แต่เวลาได้ยินคนชมมันก็อดที่จะตัวลอยไม่ได้ อย่างหนังเรื่อง A Werewolf Boy มันก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนด่า ตลอดเวลาที่เล่นเป็นมนุษย์หมาป่าก็ปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะการแสดงเลียนแบบท่าทางของสัตว์ มันไม่ง่ายเลยนะครับขอบอก มีอยู่ฉากนึงผมต้องเทคตั้ง 28 ครั้งกว่าจะผ่าน ส่วนเรื่องใครจะด่าใครจะวิจารณ์ผมว่าผมเฉยๆ นะเพราะผมถือว่าผมทำเต็มที่แล้ว ส่วนใครที่ชมผมก็จะถือมาเป็นกำลังใจ เออ ถ้าผมเล่นเหยาะแหยะไม่ทุ่มเทเต็มร้อยแล้วถูกด่านี่สิน่าผิดหวัง

 

SWEATER: Nํ21, TROUSERS: AMI, SNEAKERS: COS

 

- สำคัญสุดคือคุณได้ทุ่มเทพยายามจนถึงจุดที่คุณพอใจแล้ว แต่ลึกๆ แล้วคนเราก็ยังต้องการยอมรับจากผู้อื่นอยู่ดี?

ผมว่ามนุษย์คนทุกคนก็ต้องการการยอมรับกันทั้งนั้นล่ะครับ เพียงแต่คนเป็นนักแสดงจะต้องการเยอะหน่อย เพราะอาชีพอย่างเรามันต้องอาศัยการยอมรับจากสังคม ไม่งั้นเราคงไม่สู้ทำงานหนักเพื่อให้ได้รับคำชื่นชมหรอก โลกนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดเต็มปากว่าฉันไม่สนว่าใครจะคิดยังไง แต่ถ้าอยากอยู่อย่างมีความสุขเราต้องไม่หลงไปกับสิ่งเร้าพวกนั้น ผมเองก็เคยเป็น ไม่ใช่ไม่เคย แคร์ชื่อเสียงเกินไปจนหลงลืมความเป็นตัวเอง ลงท้ายเลยต้องพยายามหาความพอดีและมีความสุข คุณต้องรู้จักควบคุมตัวเองไม่ให้หลงระเริงไปกับคำสรรเสริญเยินยอ ส่วนใครจะด่าจะว่าอะไรช่างเขา รวมถึงทำใจให้ได้เวลาผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง เหมือนอย่างที่ผมได้เรียนรู้ ลองถ้าเราตั้งใจทำเต็มที่แล้วแต่ผลยังออกมาแย่หรือคนดูไม่ชอบเราก็จะ (ทำใจ) ยอมรับมันได้ เพียงแต่ครั้งต่อไปต้องพยายามให้หนักขึ้น กลับกันถ้าเล่นพื้นๆ แต่กระแสดันออกมาปังผมก็จะไม่ไปอะไรกับมันมาก อาชีพนักแสดงก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ กระแสสังคมอาจถือเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรือทั้งหมด คุณต้องพัฒนาตัวเองด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องรู้จักเดินตามหลังผู้ใหญ่ เพราะพวกเขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน เพราะงี้ไงผมถึงขลุกอยู่กับพวกนักแสดงรุ่นใหญ่ แล้วมันก็ไม่มีวิธีไหนจะพัฒนาตัวเองได้ดีไปกว่าวิธีครูพักลักจำอีกแล้ว

 

 

- จุดขายที่คุณมีอันดับหนึ่งเลยก็คือหน้าตา ไม่ใช่แค่การชมว่าหล่อ แต่ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับนักแสดงที่มากด้วยคุณสมบัติอันเป็นที่ยอมรับ A Werewolf Boy ทำให้คนดูเชื่อทั้งในแง่การเป็นหนังแฟนตาซีและหนังรักโรแมนติก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากเสน่ห์ของคุณนั่นแหละ ดูดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ผมว่าคุณพูดถูกนะ ผมมีหน้าตาเป็นอาวุธ ผมเป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ผมแท้ๆ และถ้าฉลาดคุณก็ควรใช้มันให้เป็นประโยชน์ แต่ต้องไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ เพราะโดยตัวมันเองก็มีข้อจำกัดอยู่ ฉะนั้นคุณต้องรู้จักใช้พร้อมกับมองหาสิ่งใหม่ๆ ไปด้วย ก่อนที่คนดูจะเริ่มเบื่อหน่ายและคลายความสนใจไปจากคุณ เป็นเหตุผลว่าทำไมระหว่างที่ผมใช้ข้อได้เปรียบที่ตัวเองมีผมถึงต้องหาจุดขายอย่างอื่นไปด้วย ถ้าคุณรู้จักใช้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ภายนอกให้เหมาะสมมันจะกลายเป็นจุดขายชั้นดี ยกตัวอย่างถ้าเอาลี กวาง-ซูมาเลนแทนผมใน A Werewolf Boy หนังจะออกมาให้ความรู้สึกเป็นชนบทยิ่งกว่านี้ กลับกันผมอาจไปไม่รอดถ้าเลือกรับบทในซีรีส์เรื่อง Live นักแสดงแต่ละคนต่างก็มีภาพลักษณ์และอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งพวกเขาควรรู้จักใช้ข้อได้เปรียบที่ตัวเองมีอยู่ให้เป็นประโยชน์ แต่ผมว่าเรื่องแบบนี้คนอย่างกวาง-ซูคงไม่ต้องมาฟังคำแนะนำจากผมหรอกมั้ง

 

 

- คุณเข้ารับการเกณฑ์ทหารเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2013 ช่วงที่กำลังโด่งดังเป็นพลุ ซึ่งผมก็ได้ยินมาว่าคนรอบข้างแนะนำให้คุณขอผ่อนผันออกไปก่อน แต่คุณก็ยังยืนกรานที่จะสมัคร

อืม เรื่องนั้นไม่จริงครับ แต่มันก็ทำให้ผมดูดีนะ เพราะงั้นไม่ขอแก้ข่าวดีกว่า ปล่อยให้คนเข้าใจไปแบบนั้นแหละ จริงๆ ที่ผมเลือกสมัครทหารก็เพราะเขาไม่ให้ผ่อนผันแล้วต่างหาก มีบางคนแนะให้ผมอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย หาทางเล่นซิกแซกแต่ผมไม่ได้เข้าตาจนถึงขนาดนั้น ผมเลือกที่จะบอกตัวเองให้ทำใจยอมรับมัน ทั้งที่เสียดายโอกาส (ทำมาหากิน) ก็เสียดายนะ เพราะช่วงนั้นผมมีแพลนจะถ่ายหนังเรื่องนึงอยู่พอดี แต่การเกณฑ์ทหารมันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ผมไม่ใช่ประเภท ‘อยากสมัครครับ แต่คงต้องขอผัดผ่อนไปก่อน’ ผมอาจเสียโอกาสเพราะติดต้องไปเกณฑ์ทหารจริง แต่พอพ้นประจำการออกมาแล้วมันก็ทำให้ผมได้เจอโอกาสดีๆ อย่างอื่น ดีซะอีกครับที่เลือกสมัครเสียตั้งแต่ตอนนั้น

 

- หลังรับใช้ชาติโอกาสดีๆ ก็เริ่มเข้ามา แต่ตอนนั้นคุณคงเครียดไม่น้อยที่ต้องทิ้งโอกาสตักตวงช่วงน้ำขึ้น

ผมเครียดมากครับ คิดวนเวียนตลอดช่วงที่อยู่ในกองทัพ มันรบกวนจิตใจไปจนถึงคืนสุดท้ายในค่าย เป็นคืนที่ผมตื่นเต้นมาก ทั้งที่มันไม่มีประโยชน์ที่จะคิดแบบนั้น ผมเลยพยายามมีความสุขกับชีวิต (การเป็นทหาร) ให้มากที่สุด ทหารรุ่นพี่ๆ ยังอายุน้อยกว่าผมซะอีกแต่พวกเราก็สนิทสนมและเข้ากันได้ดี

 

- ถึงแม้ช่วงที่เกณฑ์ทหารคุณจะเครียดแต่พอปลดประจำการเท่านั้นโอกาสดีๆ ก็วิ่งเข้าหาทันที คุณได้กลับมาเล่นซีรีส์ Descendants of the Sun ที่เขียนโดยคิม อึน-ซุค คุณตกลงใจรับเล่นในช่วงเดือนท้ายๆ ในกองทัพ แสดงว่าตอนนั้นคุณคงสบายใจขึ้นแล้ว

ช่วงที่เข้ากรมมันมีทหารรุ่นน้องบางคนแอบเรียกผมว่า 'พี่' พวกนั้นจะชอบมานั่งปรับทุกข์ ถามผมว่ารู้สึกยังไงตอนที่เริ่มทำงานหาเงินได้ ชาตินี้จะได้เจอผู้หญิงสวยๆ มั้ย พวกเขาจะมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผมตลอด น่าเอ็นดูนะ ตอนวัยรุ่นผมเองก็เคยมีความทุกข์แบบเดียวกับพวกเขา พอได้มานั่งฟังเด็กพวกนี้เล่าถึงได้รู้ว่าผมไม่ควรละเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมวิตกเพราะกลัวว่าคนจะลืมผม กลัวว่าจะเรื้อเรื่องการแสดง อาจจะเป็นความเห็นที่อิงอยู่กับผลลัพธ์ แต่ผมก็มองว่าผมโชคดีที่บทที่ผมเล่นคือนายทหาร ผมสามารถนำประสบการณ์ตรงที่ได้ไปปรับใช้ได้เลย

 

- บางทีเบื้องบนอาจตั้งใจส่งคุณไปเกณฑ์ทหารเพื่อเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับซีรีส์

มีคิดแวบนึงเหมือนกันครับ ช่วงที่ใกล้จะปลดประจำการเอเย่นต์ผมมาขอให้ผมช่วยดูสคริปต์เรื่องนี้หน่อย มันมีการเตรียมงานกันก่อนหน้าที่ผมจะเข้ากรม แต่บทตัวเอกกลับหาใครมาลงไม่ได้ตั้งสองปี ผมเลยรู้เดี๋ยวนั้นว่า ‘บทนี้รอผม’ เผอิญช่วงนั้นผมกำลังพิจารณาบทหนังเรื่องอื่นอยู่ ก็เลยตอบปัดข้อเสนอไปก่อนจะทันได้อ่านบท แต่มีบางคนยืนกรานจะให้ผมลองอ่านบทก่อนให้ได้ ผมเลยอ่าน เท่านั้นล่ะรักเลย ปฏิเสธมันไม่ลง ผู้จัดการส่วนตัวของผมถามผมว่า “นายไม่อยากแสดงเป็นนายทหารเหรอ” ผมก็ตอบว่ามันน่าจะเข้าทางผมนะ ไม่ต้องไว้ผมด้วย ผมเหมือนอยู่ในเครื่องแบบอยู่แล้ว ผมคัมแบ็คคืนวงการแบบราบรื่น ได้เจอคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต มันมีความหมายต่อผมมาก

 

- เรื่องงานแต่งของคุณก็ถือเป็นประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่ง คุณกับซอง เฮ-เคียวต่างก็เป็นดาราระดับ Korean Wave ทั้งคู่ เลยช่วยไม่ได้ที่การแต่งงานของพวกคุณจะกลายเป็นที่จับจ้อง ทั่วโลกตื่นเต้นกับข่าวนี้มาก เห็นจะมีก็แต่คุณสองคนล่ะมั้งที่เฉยๆ

ผมกับแฟนเป็นคนดังก็จริงแต่พ้นจากเรื่องงานแล้วเราก็เป็นแค่คนธรรมดา แล้วเราก็อยากมีชีวิตเหมือนคนธรรมดา อยากทำชีวิตตัวเองให้สมดุล เรารู้ว่าสถานะอย่างเราคงไปพูดว่า ‘ขอเหอะเสร็จงานแล้วอย่ามายุ่งกับเรา’ ได้ เพราะงั้นในแต่ละวันเมื่อมีเวลาอยู่ด้วยกันเราเลยพยายามทำมันให้มีค่าและพิเศษสุด เราเลยเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ไม่ใช่ผมไม่เคารพในชื่อเสียงที่ได้รับนะแต่ผมแค่ไม่อยากทำอะไรให้มันดูเอิกเกริก เพราะนี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญสุดในชีวิตของเรา ฉะนั้นถ้าไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลัง เราต้องเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้ให้ได้มากที่สุด ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุด คนนอกอาจมองว่าเราจัดงานแต่งใหญ่โตแต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ใหญ่โตเลย เป็นงานเล็กๆ จัดกันเงียบๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ผมได้ยินมาว่ามีคนพยายามจะใช้โดรนแอบถ่ายงานเราด้วย ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และต่อให้เป็นคนดังก็ไม่สมควรต้องอดทนกับการกระทำแย่ๆ แบบนี้แต่ผมว่ามันคงเลี่ยงไม่ได้หรอก ผมกับภรรยาวางแผนกันว่าจะกลับมารับงานให้เร็วที่สุด เราเลยอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากๆ เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเราทั้งคู่

 

- ผมว่าคุณสองคนคิดเหมือนกันด้วยแหละคือพยายามนิ่ง สงบ ปล่อยวาง มีแค่กันและกัน ต่อให้จะมีสายตาของคนทั้งโลกจับจ้องก็อย่าได้แคร์

ผมเห็นด้วยครับ ผมรู้สึกว่าทัศนคติในการมองชีวิตของเราทั้งคู่เหมือนกัน เราต่างเป็นคนมีชื่อเสียง ขยับทำอะไรก็ดูจะกลายเป็นประเด็นไปเสียหมด แต่อย่างน้อยเราก็ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้อย่างราบรื่น

 

T-SHIRTS: VIVIENNE WESTWOOD, TROUSERS: ERMENEGILDO ZEGNA COUTURE

 

- คุณเองก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว อะไรๆ ก็คงไม่เหมือนเดิมเหมือนเมื่อแรกออกเดทจีบกันใหม่ๆ อาจจะฟังดูเหมือนถามแปลกๆ แต่รู้สึกยังไงที่รู้ว่าคุณจะทำเหมือนก่อนอีกไม่ได้แล้ว ผมหมายถึง บางช่วงบางตอนของชีวิตที่ผ่านแล้วผ่านเลยย้อนกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

ผมเข้าใจที่คุณถามนะ แต่ผมไม่คิดว่าความรักของเราจะมีวันจืดจาง ผมอาจเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริง แต่ผมก็มีมุมโรแมนติกในแบบของผมเหมือนกัน ผมเคยนั่งคุยกับเพื่อนที่ผมนับถือมากคนนึง เขาบอกว่าการได้แต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงที่เรารักนั้นไม่ต่างอะไรจากพรหมลิขิต เป็นคำพูดที่ซึ้งจับใจมากจนผมจำไม่ลืม สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงจะทำได้คือการมอบความรักให้กับคนที่เรารัก ชื่อเสียงเงินทองก็สำคัญ แต่สำหรับผู้ชายอย่างเราอะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้รักภรรยาตัวเองไปตราบชีวิตจะหาไม่ คนส่วนใหญ่จะมองโลกตามที่พวกเขาเห็น คนที่ยินดีกับงานแต่งของเราโดยมากคือคนที่มีความสุขกับชีวิตคู่ ส่วนพวกที่พูดเป็นทำนองว่า ‘ทำไมรีบแต่งจัง’, ‘แล้วจะรู้สึก’ ผมว่าชีวิตครอบครัวคนพวกเขาคงไม่มีความสุขเท่าไหร่ น่าเศร้านะ เพื่อนผมคนนี้บอกผมว่าต่อให้มีลูกกันแล้วนายก็ต้องรักเมียนายให้มากๆ คำแนะนำจากคนรอบข้างก็สำคัญ แล้วผมกับภรรยาก็จะต่อโปรความรักของเราไปเรื่อยๆ เมียผมสวยซะขนาดนี้ใคร (เสียงสูง) จะไปหมดรักลง

 

- เอาตรงๆ เลยนะ... สามสิบกว่าแล้วยังหน้าแบบนี้ถือว่าดูเด็กมากนะ เวลาเปลี่ยนอะไรๆ ก็เปลี่ยน แต่มีอะไรบ้างที่คุณอยากให้มันอยู่คงเดิม?

ล่าสุดผู้จัดการส่วนตัวของผมที่ร่วมงานกันมาแต่แรก เตือนสติให้ผมนึกถึงคำพูดตัวเองเมื่อครั้งเข้าวงการใหม่ๆ "ถ้าได้เล่นเป็นพระเอกเมื่อไหร่ ผมจะไม่บ่นสักคำเลยถ้าจะต้องอดนอนตลอดห้าวัน!" แต่พอได้เป็นจริงๆ ผมกลับทำไม่ได้อย่างที่พูด อดนอนแค่สามวันก็บ่นแล้ว เขาพูดเป็นเชิงติดตลกแต่ทำเอาผมอึ้งคิดไปเหมือนกัน แรกๆ แค่ได้เล่นก็ดีใจแล้วแต่พอกลายมาเป็นนักแสดงดังเลือกบทได้ดันทำตัวเหลิงซะงั้น สมัยก่อนเวลาออดิชั่นคัดตัวผ่านทีดีใจแทบตาย แล้วก็เอาแต่นับว่าตัวเองจะได้เล่นกี่ฉาก ที่เล่านี่ไม่ได้หวังจะสร้างภาพให้ตัวเองดูดีหรอกนะครับ แค่อยากบอกว่าคนเราทำอะไรต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ เพราะนั่นคือพื้นฐานของการพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักแสดงที่ดี

 

มีคำแนะนำอะไรอยากจะฝากถึงน้องๆ รุ่นใหม่ที่คิดอยากเข้าวงการบ้าง?

ก็อยากจะฝากน้องๆ ไว้ว่าถ้าเลือกที่จะทำอะไรแล้วอย่ามัวแต่คิดให้มุ่งมั่นลงมือทำไปเลย ติดสินใจแล้วทำเลย อย่าเหมือนผม บางทีก็ตัดสินใจอะไรง่ายๆ แต่หลายครั้งตัดสินใจทำไปแล้วชอบมาลังเลทีหลัง

 

- ผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าไอ้คำว่า Korean Wave จะทำให้เราเสียคนชื่อซง จุง-กีไป

มันก็ไม่แน่หรอก ใครจะรู้

 


Fashion Editor: KO DONGHUI

Feature Editor: MIN YONGJUN

Photographer: MOK JUNGWOOK


 

 

ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกทั้งหมดได้ในนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับตุลาคม 2018 วางแผงแล้ววันนี้ และฉบับดิจิทัลทางแอปพลิเคชั่น OOKBEE รองรับทั้ง iOS และ Android

 

 


 

 

 

 

 



LAST UPDATE