มองความสุข (ที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้) ในมุมของนักมานุษยวิทยา

04/23/2020

 

เรามาเปิดประตูบ้านของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่ได้ผู้อำนวยการคนใหม่เมื่อไม่นานมานี้คือ ดร.นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ก่อนหน้าพิษโควิดจะระบาดเศรษฐกิจของประเทศเราค่อนข้างซบเซามาสักพัก ประจวบกับการมาของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ 'ความสุข' กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ เราจึงชวนคุณหมอมาสำรวจวิธีการสร้างความสุขและหาความหมายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา ตลอดจนภัยคุกคามจากไวรัสและศัตรูแท้จริงที่เราทุกคนควรระวัง

 

"ผมคงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากคุณพ่อเยอะ คุณพ่อสนใจเรื่องสังคม ชอบคิด วิเคราะห์ ชอบเล่าเรื่องและอธิบายขยายความเรื่องต่างๆ ให้ลูกฟัง พอโตมาเป็นเด็กที่เรียนดี ก็มีแต่คนบอกให้ไปเรียนหมอ ผมเคยอ่านหนังสือชีวิตของแพทย์ที่ทำงานในชนบทเลยเกิดแรงบันดาลใจ คนมักจะมองว่าแพทย์เป็นอาชีพมั่นคงร่ำรวย แต่เราจะเห็นว่ามีแพทย์อีกไม่น้อยที่ทำงานเพื่อสุขภาพของคนในชนบท

 

คุณหมอโกมาตรเล่าว่าตอนเป็นนิสิตแพทย์ เมื่อถึึงช่วงปิดเทอมที่นักศึกษาทุกคนกลับบ้าน คุณพ่อจะถามว่ากลับมาทำไม ทำไมไม่ไปค่ายออกชนบท ไปเรียนรู้เรื่องชาวบ้าน จบมาจะได้ไปดูแลเขาได้ "พอผมเรียนจบก็ไปทำงานที่โรงพยาบาลอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ที่นั่นผมมีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพของชาวบ้าน สมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน เคยมีคนไข้ถูกงูกัดมา เรารับคนไข้ไว้ทำแผล ญาติเขามาถามว่าขอเอายาสมุนไพรทาได้หรือเปล่า ผมบอกว่าลองดูก็ได้แต่อย่าทาตรงบริเวณบาดแผลแล้วกัน พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าแผลที่บวมมันยุบไปเลย ทำให้ผมรู้สึกว่ายามันไม่ได้มีอยู่แต่ในห้องยาของโรงพยาบาลเท่านั้น เลยยิ่งสนใจเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านขึ้นไปอีก"

 

 

"ผมไปเรียนมานุษยวิทยาต่อเพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ ในบ้านเรา คนไม่ค่อยรู้จักวิชานี้ อาจเพราะคนที่เรียนจบด้านมานุษยวิทยามา พอไปทำงานในสาขาวิชาชีพต่างๆ ก็มักจะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นนักมานุษยวิทยา นักมานุษยวิทยาจึงเหมือนกับไม่มีตัวตนในสังคมเท่าไหร่ คนมักถามผมว่ามานุษยวิทยาคืออะไร เรียนไปทำไม จริงๆ มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่ทำความเข้าใจมนุษย์และสามารถทำงานร่วมกับสาขาวิชาต่างๆ ได้

 

ในบ้านเราสาขาวิชามานุษยวิทยาถือว่าเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง มีไม่กี่ประเทศในอาเซียนที่มีศูนย์ที่ส่งเสริมเรื่องมานุษยวิทยาโดยตรง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรของประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีส่วนช่วยให้มานุษยวิทยาเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตามในต่างประเทศก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า นักมานุษวิทยามักเขียนงานให้นักมานุษยวิทยาด้วยกันอ่าน แต่ว่าปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ก่อนนักมานุษวิทยามักจะไปศึกษา exotic culture หรือวัฒนธรรมแปลกๆ ในถิ่นห่างไกล แต่เดี๋ยวนี้นักมานุษยวิทยาเริ่มหันมาสนใจสังคมร่วมสมัยมากขึ้น การเข้าใจสุขทุกข์ของผู้คนที่อยู่ร่วมสังคมทำให้สื่อสารกับสาธารณะได้มากกว่าในอดีต

 


 

ความสุขกับการสร้าง

 

มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์ แต่ละวัฒนธรรมก็มองความสุขแตกต่างกัน มีการศึกษาความหมายของความสุขตั้งแต่สมัยโรมัน ซึ่งพบว่ามีการนิยามแตกต่างกันออกไปถึง 289 ความหมาย ในหลายๆ ศาสนาก็ไม่ได้สนใจเรื่องความสุขเท่ากับเรื่องความทุกข์ (คือมุ่งที่จะพ้นทุกข์มากกว่าหาความสุข) ในสังคมดั้งเดิมมนุษย์มีชีวิตในชุมชน ความสุขอาจเป็นเรื่องของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ความสุขถูกนิยามผ่านการบริโภคสินค้าต่างๆ ทำให้เรามีตัวมีตนเป็นที่ยอมรับ ความสุขจึงกลายเป็นเรื่องของการเสพไป

 

ความสุขในมุมของนักมานุษยวิทยาอย่างผมเรามองว่าคือ การสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสิ่งนั้น เช่น การแปลรูปธรรม (ที่เราสังเกตเห็น) ให้เป็นนามธรรม (ที่เราเข้าใจได้) หรือเปลี่ยนนามธรรมที่เราคิดได้ให้เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมอีกทีอันนี้ยิ่งมีความสุข จริงๆ เราทุกคนล้วนแต่มีความสุขจากการสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนไปมาระหว่างนามธรรมกับรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน กวี ช่าง วิศวกร กรรมกรหรือชาวนา ความสุขก็ล้วนแต่เกิดจากการสร้างความฝันหรือจินตนาการที่เป็นนามธรรมให้เป็นจริง 

 

ความสุขจึงเป็นสิ่งที่เรามีจากการได้สร้างสรรค์ตามเงื่อนไขและบริบทของแต่ละคน ทว่าปัจจุบันคนหาความสุขไม่ค่อยเจอ อาจเพราะมายาคติที่ว่าความสุขคือสิ่งที่เรามีมากกว่าสิ่งที่เราเป็นหรือสิ่งที่เราทำ อันนี้มีที่มาจากระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมด้วย เพราะมันสามารถแสวงหากำไรจากความสุขที่ถูกนิยามแบบสำเร็จรูปได้  อย่างเช่น ความสุขที่คุณดื่มได้ หรือภาพโฆษณาที่คนมีความสุขจากการเสพหรือบริโภคสินค้าต่างๆ ความสุขเลยกลายเป็นเรื่องการเสพมากกว่าเรื่องการสร้าง

 

พอเรารับเอานิยามความสุขแบบสำเร็จรูป เราเลยไม่เคยตั้งคำถามกับมัน ถ้าเราถามว่า ความสุขคืออะไรก็อาจตอบว่ามันเป็นความรู้สึกที่มนุษย์ปรารถนา ถ้าถามต่อไปอีกว่าแล้วที่เราปรารถนาความสุขนั้นเพราะลึกๆ แล้วมนุษย์ต้องการให้คนอื่นเห็นความสำคัญของเรา หรือเป็นแค่เพียงความรู้สึกที่มนุษย์ได้จากการตอบสนองความต้องการที่ลึกลงไป เช่น ต้องการความสงบ ต้องการพักผ่อนหรือต้องการความยอมรับ ความต้องการเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลา การมองความสุขแบบสำเร็จรูปก็อาจทำให้เราหาความสุขไม่เจอ เพราะเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความต้องการลึกๆ ของเราคืออะไร  

 

ต้องเข้าใจด้วยว่าเราอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เพราะมันมีโครงสร้างสังคมกดทับอยู่ด้วย บางคนดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ จะไปแสวงหาความสุขได้ยังไง ทำงานทุกวันก็เหนื่อยแล้ว การมีความสุขจึงเกี่ยวข้องกับสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกันด้วย

 


 

ไวรัสในทางมานุษยวิทยา

 

สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 กระทบกับชีวิตและความสุขของผู้คนไม่น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า การแก้ปัญหาโรคระบาด นอกจากจะต้องการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว เรายังต้องใช้ศาสตร์อื่นๆ มาช่วยพิจารณาและหาแนวทางการแก้ไข หนึ่งในนั้นคือมุมมองทางด้านมานุษยวิทยา

 

"แม้ไวรัสที่กำลังระบาดในทุกประเทศมันจะเป็นตัวเดียวกัน แต่ว่าวัฒนธรรมการพบปะ การไปมาหาสู่กัน การทักทายหรือแม้แต่ระยะห่างทางสังคมในเวลาที่เราปฏิสังสรรค์กันก็ไม่เหมือนกัน ระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เหมือนกัน เราจะไปเอามาตรการสำเร็จรูปจากประเทศอื่นมาใช้กับประเทศเราก็อาจไม่ได้ผล เราจึงต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจปฏิกิริยาของคนในสังคมว่าเป็นอย่างไร ตรงจุดนี้ความรู้ความเข้าใจทางมานุษยวิทยาจะเข้ามามีส่วนช่วยได้"

 

"การระบาดของโรคโควิด-19 นี้ถ้ามองในแง่ของความเป็นมนุษย์ มันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ทั้งด้านที่มืดที่สุดและด้านที่ดีที่สุดของมนุษย์ได้แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชัง การเหยียดเชื้อชาติ ความเห็นแก่ตัว ความโลภหรือความรัก ความห่วงใย การช่วยเหลือกันด้วยมนุษยธรรม สิ่งที่เราต้องการคือมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยให้ความเป็นมนุษย์ด้านที่สว่างสามารถแสดงออกได้ง่ายและมากที่สุด เพราะหากปล่อยให้มีแต่การโหมกระพือให้เกิดความตื่นตระหนกก็อาจนำไปสู่การแสดงออกของด้านมืดของความเป็นมนุษย์ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

 

แต่ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว การต้องเก็บตัวอยู่อย่างสันโดษเงียบๆ คนเดียว หรือการมีระยะห่างจากคนอื่นๆ ก็อาจเป็นเวลาที่ดีที่จะครุ่นคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยละเลยมาก่อนจากความเร่งรีบของชีวิตในสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน

 

นี่อาจเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งในสถานการณ์ของโรคระบาดก็เป็นได้

 


 

text Neighbor Indy Market / photo Kittipoj Tantrakulsiri 

 




มองความสุข (ที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้) ในมุมของนักมานุษยวิทยา

04/23/2020

 

เรามาเปิดประตูบ้านของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่ได้ผู้อำนวยการคนใหม่เมื่อไม่นานมานี้คือ ดร.นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ก่อนหน้าพิษโควิดจะระบาดเศรษฐกิจของประเทศเราค่อนข้างซบเซามาสักพัก ประจวบกับการมาของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ 'ความสุข' กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ เราจึงชวนคุณหมอมาสำรวจวิธีการสร้างความสุขและหาความหมายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา ตลอดจนภัยคุกคามจากไวรัสและศัตรูแท้จริงที่เราทุกคนควรระวัง

 

"ผมคงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากคุณพ่อเยอะ คุณพ่อสนใจเรื่องสังคม ชอบคิด วิเคราะห์ ชอบเล่าเรื่องและอธิบายขยายความเรื่องต่างๆ ให้ลูกฟัง พอโตมาเป็นเด็กที่เรียนดี ก็มีแต่คนบอกให้ไปเรียนหมอ ผมเคยอ่านหนังสือชีวิตของแพทย์ที่ทำงานในชนบทเลยเกิดแรงบันดาลใจ คนมักจะมองว่าแพทย์เป็นอาชีพมั่นคงร่ำรวย แต่เราจะเห็นว่ามีแพทย์อีกไม่น้อยที่ทำงานเพื่อสุขภาพของคนในชนบท

 

คุณหมอโกมาตรเล่าว่าตอนเป็นนิสิตแพทย์ เมื่อถึึงช่วงปิดเทอมที่นักศึกษาทุกคนกลับบ้าน คุณพ่อจะถามว่ากลับมาทำไม ทำไมไม่ไปค่ายออกชนบท ไปเรียนรู้เรื่องชาวบ้าน จบมาจะได้ไปดูแลเขาได้ "พอผมเรียนจบก็ไปทำงานที่โรงพยาบาลอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ที่นั่นผมมีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพของชาวบ้าน สมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน เคยมีคนไข้ถูกงูกัดมา เรารับคนไข้ไว้ทำแผล ญาติเขามาถามว่าขอเอายาสมุนไพรทาได้หรือเปล่า ผมบอกว่าลองดูก็ได้แต่อย่าทาตรงบริเวณบาดแผลแล้วกัน พอวันรุ่งขึ้นปรากฏว่าแผลที่บวมมันยุบไปเลย ทำให้ผมรู้สึกว่ายามันไม่ได้มีอยู่แต่ในห้องยาของโรงพยาบาลเท่านั้น เลยยิ่งสนใจเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านขึ้นไปอีก"

 

 

"ผมไปเรียนมานุษยวิทยาต่อเพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ ในบ้านเรา คนไม่ค่อยรู้จักวิชานี้ อาจเพราะคนที่เรียนจบด้านมานุษยวิทยามา พอไปทำงานในสาขาวิชาชีพต่างๆ ก็มักจะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นนักมานุษยวิทยา นักมานุษยวิทยาจึงเหมือนกับไม่มีตัวตนในสังคมเท่าไหร่ คนมักถามผมว่ามานุษยวิทยาคืออะไร เรียนไปทำไม จริงๆ มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่ทำความเข้าใจมนุษย์และสามารถทำงานร่วมกับสาขาวิชาต่างๆ ได้

 

ในบ้านเราสาขาวิชามานุษยวิทยาถือว่าเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง มีไม่กี่ประเทศในอาเซียนที่มีศูนย์ที่ส่งเสริมเรื่องมานุษยวิทยาโดยตรง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรของประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่มีส่วนช่วยให้มานุษยวิทยาเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตามในต่างประเทศก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า นักมานุษวิทยามักเขียนงานให้นักมานุษยวิทยาด้วยกันอ่าน แต่ว่าปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ก่อนนักมานุษวิทยามักจะไปศึกษา exotic culture หรือวัฒนธรรมแปลกๆ ในถิ่นห่างไกล แต่เดี๋ยวนี้นักมานุษยวิทยาเริ่มหันมาสนใจสังคมร่วมสมัยมากขึ้น การเข้าใจสุขทุกข์ของผู้คนที่อยู่ร่วมสังคมทำให้สื่อสารกับสาธารณะได้มากกว่าในอดีต

 


 

ความสุขกับการสร้าง

 

มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์ แต่ละวัฒนธรรมก็มองความสุขแตกต่างกัน มีการศึกษาความหมายของความสุขตั้งแต่สมัยโรมัน ซึ่งพบว่ามีการนิยามแตกต่างกันออกไปถึง 289 ความหมาย ในหลายๆ ศาสนาก็ไม่ได้สนใจเรื่องความสุขเท่ากับเรื่องความทุกข์ (คือมุ่งที่จะพ้นทุกข์มากกว่าหาความสุข) ในสังคมดั้งเดิมมนุษย์มีชีวิตในชุมชน ความสุขอาจเป็นเรื่องของการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ความสุขถูกนิยามผ่านการบริโภคสินค้าต่างๆ ทำให้เรามีตัวมีตนเป็นที่ยอมรับ ความสุขจึงกลายเป็นเรื่องของการเสพไป

 

ความสุขในมุมของนักมานุษยวิทยาอย่างผมเรามองว่าคือ การสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสิ่งนั้น เช่น การแปลรูปธรรม (ที่เราสังเกตเห็น) ให้เป็นนามธรรม (ที่เราเข้าใจได้) หรือเปลี่ยนนามธรรมที่เราคิดได้ให้เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมอีกทีอันนี้ยิ่งมีความสุข จริงๆ เราทุกคนล้วนแต่มีความสุขจากการสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนไปมาระหว่างนามธรรมกับรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน กวี ช่าง วิศวกร กรรมกรหรือชาวนา ความสุขก็ล้วนแต่เกิดจากการสร้างความฝันหรือจินตนาการที่เป็นนามธรรมให้เป็นจริง 

 

ความสุขจึงเป็นสิ่งที่เรามีจากการได้สร้างสรรค์ตามเงื่อนไขและบริบทของแต่ละคน ทว่าปัจจุบันคนหาความสุขไม่ค่อยเจอ อาจเพราะมายาคติที่ว่าความสุขคือสิ่งที่เรามีมากกว่าสิ่งที่เราเป็นหรือสิ่งที่เราทำ อันนี้มีที่มาจากระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมด้วย เพราะมันสามารถแสวงหากำไรจากความสุขที่ถูกนิยามแบบสำเร็จรูปได้  อย่างเช่น ความสุขที่คุณดื่มได้ หรือภาพโฆษณาที่คนมีความสุขจากการเสพหรือบริโภคสินค้าต่างๆ ความสุขเลยกลายเป็นเรื่องการเสพมากกว่าเรื่องการสร้าง

 

พอเรารับเอานิยามความสุขแบบสำเร็จรูป เราเลยไม่เคยตั้งคำถามกับมัน ถ้าเราถามว่า ความสุขคืออะไรก็อาจตอบว่ามันเป็นความรู้สึกที่มนุษย์ปรารถนา ถ้าถามต่อไปอีกว่าแล้วที่เราปรารถนาความสุขนั้นเพราะลึกๆ แล้วมนุษย์ต้องการให้คนอื่นเห็นความสำคัญของเรา หรือเป็นแค่เพียงความรู้สึกที่มนุษย์ได้จากการตอบสนองความต้องการที่ลึกลงไป เช่น ต้องการความสงบ ต้องการพักผ่อนหรือต้องการความยอมรับ ความต้องการเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลา การมองความสุขแบบสำเร็จรูปก็อาจทำให้เราหาความสุขไม่เจอ เพราะเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความต้องการลึกๆ ของเราคืออะไร  

 

ต้องเข้าใจด้วยว่าเราอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้เพราะมันมีโครงสร้างสังคมกดทับอยู่ด้วย บางคนดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ จะไปแสวงหาความสุขได้ยังไง ทำงานทุกวันก็เหนื่อยแล้ว การมีความสุขจึงเกี่ยวข้องกับสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกันด้วย

 


 

ไวรัสในทางมานุษยวิทยา

 

สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 กระทบกับชีวิตและความสุขของผู้คนไม่น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า การแก้ปัญหาโรคระบาด นอกจากจะต้องการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว เรายังต้องใช้ศาสตร์อื่นๆ มาช่วยพิจารณาและหาแนวทางการแก้ไข หนึ่งในนั้นคือมุมมองทางด้านมานุษยวิทยา

 

"แม้ไวรัสที่กำลังระบาดในทุกประเทศมันจะเป็นตัวเดียวกัน แต่ว่าวัฒนธรรมการพบปะ การไปมาหาสู่กัน การทักทายหรือแม้แต่ระยะห่างทางสังคมในเวลาที่เราปฏิสังสรรค์กันก็ไม่เหมือนกัน ระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เหมือนกัน เราจะไปเอามาตรการสำเร็จรูปจากประเทศอื่นมาใช้กับประเทศเราก็อาจไม่ได้ผล เราจึงต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจปฏิกิริยาของคนในสังคมว่าเป็นอย่างไร ตรงจุดนี้ความรู้ความเข้าใจทางมานุษยวิทยาจะเข้ามามีส่วนช่วยได้"

 

"การระบาดของโรคโควิด-19 นี้ถ้ามองในแง่ของความเป็นมนุษย์ มันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ทั้งด้านที่มืดที่สุดและด้านที่ดีที่สุดของมนุษย์ได้แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชัง การเหยียดเชื้อชาติ ความเห็นแก่ตัว ความโลภหรือความรัก ความห่วงใย การช่วยเหลือกันด้วยมนุษยธรรม สิ่งที่เราต้องการคือมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยให้ความเป็นมนุษย์ด้านที่สว่างสามารถแสดงออกได้ง่ายและมากที่สุด เพราะหากปล่อยให้มีแต่การโหมกระพือให้เกิดความตื่นตระหนกก็อาจนำไปสู่การแสดงออกของด้านมืดของความเป็นมนุษย์ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

 

แต่ในแง่ของปัจเจกบุคคลแล้ว การต้องเก็บตัวอยู่อย่างสันโดษเงียบๆ คนเดียว หรือการมีระยะห่างจากคนอื่นๆ ก็อาจเป็นเวลาที่ดีที่จะครุ่นคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยละเลยมาก่อนจากความเร่งรีบของชีวิตในสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกัน

 

นี่อาจเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งในสถานการณ์ของโรคระบาดก็เป็นได้

 


 

text Neighbor Indy Market / photo Kittipoj Tantrakulsiri