ทัศนคติของคนบนยอดปีระมิดแห่ง AFTER YOU และ PDM BRAND

เราเชื่อว่าการเริ่มต้นธุรกิจไม่มีอะไรง่าย การที่คุณมีต้นทุนก็นับเป็นโชคดีทางด้านการเงิน แต่นั่นไม่สำคัญเท่าคุณมีตรรกะที่ดีในการบริหาร เมื่ออยากฟังคนทำธุรกิจซึ่งมีโลจิคดีๆ มานั่งคุยกัน เราจึงถือโอกาสจับคู่สองเจ้าของแบรนด์ธุรกิจที่เริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยอย่าง เม - กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ  (ผู้ก่อตั้งแบรนด์ขนม AFTER YOU) และ ดิว - ดุลยพล ศรีจันทร์ (ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ของแต่งบ้าน PDM) นอกจากจะได้ฟังมุมมองการแลกเปลี่ยนความคิดและการรับมือกับปัญหาของทั้งคู่อย่างสนุกสนานแล้ว เรายังได้เห็นว่าสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจในยุคสมัยนี้คือการอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้น รู้จักปรับตัวกับด้านบวกและลบให้เป็น ต่อให้คุณไม่เชื่อใน key success คุณก็ไปต่อได้!

 

ESQ: การที่คนเราจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ความคิดไหนที่จะพาคุณไปสู่การลงมือทำ

 

MAY: คนเรามันอาจจะมีปัจจัยที่ส่งให้เราผลักดันตัวเองกันคนละแบบ ของเมตอนเริ่มทำ After You เราไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยนอกจากต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาเงินคืนพ่อ เนื่องจากเราเคยเอาเงินไปลงทุนทำร้านอาหารแล้วร้านมันเจ๊ง จุดนั้นไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ แต่ในความโชคไม่ดีที่ร้านเจ๊งก็ยังมีโชคดีอยู่ตรงที่เรารู้ว่าเราชอบทำอะไร ร้านขนมคือแพลนที่เมวาดเก็บไว้มาตลอด เราเขียนไอเดียเก็บไว้นานแล้วและคิดว่าถ้าวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสเราจะหยิบไอเดียนี้ขึ้นมาทำ

 

DEW: ผมว่าแรงผลักดันนี่แหละ คนเราตอนจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง เราจะมีสิ่งที่เหมือนกันเสมอคือแรงผลัก อย่างที่เมบอก อาจจะแค่ต่างรูปแบบกันออกไป สำหรับผมตอนนั้นกลับมาจากเรียน Furniture Industry ที่ฟินแลนด์ อยากทำในสิ่งที่เรียนมา ซึ่งเราชอบงานออกแบบและเราอยากอยู่บ้านที่สบาย ผมเลยเริ่มจากการออกแบบเสื่อเพราะเห็นว่าคนไทยมักแต่งบ้านด้วยพรม แต่จริงๆ แล้วพรมไม่ใช่ของที่เหมาะกับอากาศบ้านเรา ผมเลยเริ่มต่อยอดจากตรงนั้น

 

ESQ: การทำการตลาดแบบมีสื่อออนไลน์และไม่มีสื่อออนไลน์สำหรับคุณต่างกันอย่างไร คุณคิดว่าตอนนี้การทำการตลาดหากไม่มี social media จะเป็นไปได้ไหมในยุคนี้

 

MAY: เมเริ่ม After You มา 12 ปี เราเกิดพร้อม Facebook ในยุคนั้น ถามว่าการมีสื่อออนไลน์ช่วยได้ไหมก็ต้องบอกว่าได้พอสมควรนะ แต่ของแบบนี้บางครั้งมันก็คือดาบสองคม ตอนนี้การมี social media มันก็ส่งผลที่ดีและไม่ดีได้ ถ้าเราใช้มันเป็นก็ดีกับเราเอง แต่อะไรที่มันทำได้มากเกินไปมันก็ไม่ใช่จะมีแต่ข้อดี อย่างเราลงอะไรหากใครรอจะก๊อปเขาก็ก๊อปได้ทันทีเลยนะ มันไวมาก ต่างจากช่วงเริ่มต้นทำแรกๆ ที่ทุกอย่างจะค่อนข้างออร์แกนิค ตอนนั้นมันเป็นไปตามสเต็ปที่ควรจะเป็น ผิดกับปัจจุบันที่กระแสทุกอย่างขึ้นเร็วลงเร็วเพราะดิจิตอลมันทำให้ทุกอย่างมาไวไปไว

 

 

DEW: แบรนด์ PMD เริ่มมา 5 ปี เราเกิดในช่วงที่สื่อออนไลน์นิยมมาสักพักใหญ่แล้ว ผมว่าถ้าไม่มี social media แบรนด์เราอาจจะอยู่ลำบากหรืออาจจะต้องปิดไปเลยก็ได้ เพราะเราใช้ออนไลน์เป็นหลักในการอธิบายโปรดักส์ ของแต่งบ้านมันต้องนำเสนอฟังก์ชั่นให้คนเห็นไอเดียในการใช้งานให้ชัดเจนที่สุดด้วยคำบอกเล่าด้วยภาพต่างๆ ดังนั้นผมว่ามันค่อนข้างสำคัญสำหรับยุคนี้ แต่ก็อย่างที่คุณเมบอก อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ใช่จะมีแต่ข้อดี เราต้องรู้จักที่จะใช้มันด้วย

 

ESQ: ทัศนคติที่ทำให้คุณทำงานต่อไปได้แม้โดนก๊อปฯ งานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

MAY: การโดนก๊อปฯ งานมันเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เมว่าทักษะด้านจินตนาการมันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ดังนั้นเราไปห้ามให้มันไม่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก เราทำได้แค่เข้าใจมัน คนที่เขาต้องทำแบบนั้นเขาอาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เขาต้องก๊อปฯ คิดได้แบบนี้จะสบายใจขึ้น

 

DEW: ตอนผมทำแบรนด์แรกๆ ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดนะ เมื่อก่อนผมจะโกรธก่อนเลย แต่พอเราโตขึ้นและเข้าใจว่าโกรธไปมันก็ไม่มีประโยชน์ ผมก็เลยเข้าใจ เราก็ต้องไปต่อได้ พูดตรงๆ ว่าพอผมเห็น After You แล้วผมมีกำลังใจขึ้นเยอะ (หัวเราะ)

 

MAY: มันจะเจ็บแล้วชินไปเอง (หัวเราะ) แรกๆ ที่โดนก๊อปฯ เรานอนไม่หลับไป 2 วันเลยนะ แต่พอโดนไปเรื่อยๆ ไอ้ความรู้สึกพวกนั้นมันจะลดลง เหลือคืนเดียวบ้าง เหลือเจ็ดชั่วโมงบ้าง แต่ในกรณีที่เป็นคนรู้จักกันนี่เราจะเสียใจมากกว่าปกติหน่อย ความรู้สึกเหมือนโดนหักอก

 

ESQ: สิ่งที่เลวร้ายที่สุดและสนุกที่สุดในการทำธุรกิจ

 

DEW: ผมยังไม่เจออะไรที่เลวร้ายขนาดที่จะรับมือไม่ไหวนะ ส่วนมากจะต่อสู้กับจิตใจตัวเองมากกว่า ไอ้พวกสิ่งที่เราไม่ชอบ เราไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับมัน ส่วนสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ผมว่ามันง่ายมากเลย แค่เห็นว่าสิ่งที่เราคิดมันเกิดขึ้นจริงแล้วก็มีคนชอบมันด้วย แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว

 

 

MAY: สิ่งที่สนุกที่สุดของเมคงคล้ายๆ กันนี่แหละ คนคิดงานมันจะสนุกตรงที่ได้ลุ้นว่าสิ่งที่เราทำออกมาผลตอบรับมันเป็นแบบไหน มีคนชอบเหมือนเราไหม ส่วนเรื่องเลวร้ายหนักๆ เมยังไม่เจอนะ แต่เรื่องแย่ๆ ที่เคยผ่านมาคือการเจอสถานการณ์ฉุกเฉินที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ตอนนั้นร้านที่อยู่ในห้างไฟไหม้ จุดนั้นเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเมอย่างหนึ่งเลยว่าไม่ใช่ทุกคนและทุกครั้งที่เราทุ่มเททำอะไรแล้วมันจะราบรื่น มันคือเรื่องที่ต้องรับมือให้ได้ จากนั้นหาวิธีแก้ไข แล้วค่อยไปต่อ

 

ESQ: เรื่องที่คุณภูมิใจและผิดหวังที่สุดในการทำธุรกิจ

 

MAY: ความผิดหวังสำหรับเราคือการตั้งใจคิดเมนูอะไรออกมาแล้วสุดท้ายเอาเข้าไปขายในร้านไม่ได้เพราะติดข้อแม้ในการทำต่างๆ เนื่องจากขนมมันมีกระบวนการของมัน กว่าจะไปโรงงาน มีข้อจำกัดในการเก็บรักษา มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถนำมาขายในร้านได้ ในฐานะคนคิดเราค่อนข้างเสียดายและผิดหวังเพราะอยากให้คนอื่นมีโอกาสได้กิน แต่ถ้าถามความภูมิใจเมบอกเลยว่าไม่ใช่วันที่เรามาไกลขนาดนี้นะ แต่เป็นวันแรกๆ ที่เปิดร้านสาขาทองหล่อแล้วมีคนมากิน พอคนเดิมๆ กลับมากินใหม่ มันเป็นโมเมนท์ที่มีความสุขมากนะจริงๆ

 

DEW: ผมว่าผู้ประกอบการไม่ว่าสเกลไหนก็ภูมิใจและมีความสุขกับสิ่งนี้แหละ แค่อยากเห็นของที่เราตั้งใจทำออกมามีคนชอบมันแบบที่เราชอบ เท่านี้เลยครับ! ส่วนเรื่องที่ผิดหวังก็เจอมาบ้างแต่ความโชคดีคือผมเป็นคนที่ดีลกับความผิดหวังได้ค่อนข้างดี เวลาเจอในสิ่งที่ไม่โอเคก็เสียใจแต่ก็แบบ เอาวะ...ไม่เป็นไร ค่อนข้างจะรับมือกับมันได้

 

ESQ: จากวันที่เริ่มต้นทำธุรกิจจนวันนี้คุณเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

 

MAY: เมว่าตัวตนเมแทบไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนก็นึกแทบไม่ออกเลยเพราะเรารู้สึกว่าเราเหมือนเดิม อาจจะโตขึ้น ปล่อยวางได้เร็วขึ้นเพราะเรายุ่ง ไม่จมกับเรื่องที่แก้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องเอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า

 

DEW: รวมๆ ผมว่าผมฟังเก่งขึ้น ฟังชัดขึ้น จากที่เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ค่อยฟังใคร ซึ่งการทำธุรกิจมันน่าจะเปลี่ยนเราตรงทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นนี่แหละ

 

ESQ: บริหารคนหรือบริหารงานยากง่ายกว่ากัน

 

MAY: สำหรับเมความยากง่ายมันอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนหรืองานเสมอไป บางครั้งมันอยู่กับว่าจังหวะนั้นระบบเราอยู่ตัวแล้วหรือยัง อย่างตอนนี้องค์กรเราใหญ่ขึ้น คนเยอะขึ้น แต่ปัจจุบันกลับทำงานง่ายกว่าตอนเริ่มต้นมากๆ เพราะตอนเริ่มเราทำทุกอย่างเองหมด ขับรถส่งของเอง ลูกน้องไม่โอเคเราก็ต้องง้อเพราะเรายังไม่มีคนช่วย แต่พอทุกอย่างเป็นระบบขึ้นเราจะมีสิทธิ์เลือกบุคลากรที่ดีต่อองค์กรได้มากขึ้น มีความหมายว่าการทำงานร่วมกันมันก็จะคัดกรองคนที่คล้ายๆ เราให้อยู่กับเราต่อ ในขณะเดียวกันก็จะคัดคนที่ไม่โอเคออกไปเอง 

 

DEW: ผมทำงานสร้างสรรค์ ตอนแรกผมจะไม่ชอบเลยกับการดูเรื่องการเงินหรือต้องดีลกับคน แต่ผมก็ต้องปรับตัวว่ามันคือสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกัน พอเราเข้าใจ เราก็จะอยู่กับมันได้ง่ายขึ้น

 

ESQ: หัวใจสำคัญของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

 

DEW: ผมว่า passion มันต้องเดินไปพร้อม strategy พอเป็นงานแล้วมันอิงแค่ความชอบอย่างเดียวไม่ได้ อย่างผมชอบออกแบบแล้วถ้าจะเอาแต่ออกแบบ ไม่สนใจอย่างอื่นเลยเราก็จะไม่ก้าวไปไหนเลย อีกอย่างคือผมเป็นคนที่ทิ้งความสำเร็จได้เร็วมาก หมายถึงเวลาเราได้รางวัลอะไรมา เราก็ดีใจที่ได้นะ แต่อย่างมากเราก็นอนกอดไอ้ความสำเร็จนี่แค่คืนเดียวเท่านั้นแหละ ตื่นมาก็ต้องไปลุยอย่างอื่นในชีวิตต่อแล้ว

 

MAY: เมเชื่อว่าคนจะทำธุรกิจได้ต้องมีทัศนคติพื้นฐานที่เป็นบวก หมายถึงมองอะไรก็เชื่อว่าต้องได้สิวะ! อะไรแบบนี้ แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องมีตรรกะในการทำธุรกิจด้วย หมายถึงเราต้องแยกแยะได้ว่าอะไรโอเค อะไรเฟล แล้วถ้าเฟลต้องทำอย่างไรต่อ จะปิดหรือจะทู่ซี้ทำ คือเราต้องรู้ว่าจะใช้วิธีไหนและวิถีใดที่จะไปต่อกับมัน ถ้าตรรกะดีทุกอย่างจะง่ายขึ้น

 

ESQ: สิ่งที่คุณเตือนตัวเองเสมอในวันที่ธุรกิจประสบความสำเร็จหรือมาไกลกว่าที่คุณคิด 

 

DEW: ผมเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่เป็นคนให้คะแนนตัวเองน้อยมาก มันอาจจะฟังดูขัดๆ กัน แต่การเป็นคนให้คะแนนตัวเองน้อยหน่อยมันดีตรงที่มันจะทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นเตือน ถ้าเรามั่นใจและให้คะแนนตัวเองมากเกินไปมันอาจจะทำให้เรามีคุณภาพการรับฟังคนอื่นห่วยลง ดังนั้นผมจะประเมินตัวเองให้ต่ำไว้ก่อน

 

MAY: โดยธรรมชาติถ้าใครรู้จักเมเลยจะรู้ว่าเมเป็นคนที่เหมือนเดิมมาก หมายถึงเรื่องทั่วๆ ไปนะคะ ด้วยความที่พ่อแม่เราติดดินมากและเราไม่ได้เติบโตมากับการให้ความสำคัญกับผู้คนที่ต้องรวยหรือจน ดังนั้นถ้าเราไม่คิดว่าเราลอยแล้ว เราก็จะไม่ลอยไปไหน

 

ESQ: ความรู้สึกแบบไหนที่คุณอยากให้ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ของคุณมากที่สุด

 

DEW: ผมอยากให้ PDM ได้ไกด์รูปแบบการแต่งบ้านที่ต่างไปจากที่คนไทยเคยเห็นสมัยก่อน ผมโตมากับป้ายบิลบอร์ดที่มีโฆษณาแบรนด์เฟอร์นิเจอร์บนทางด่วน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าร้านขายเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้เวลาอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน แต่เราอยากเป็นทางเลือกใหม่ที่ไกด์ผู้ซื้อ เพราะคำว่าสวยของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน บางคนไม่รู้เลยว่าของชิ้นนี้วางตรงไหนแล้วสวยจนกว่าจะมีคนมาวางให้เขาเห็นภาพ นั่นแหละเราอยากจะเป็นคนที่ไกด์ให้เขาเห็นว่าบ้านน่ะมันสวยขึ้นได้ด้วยอะไรและจัดวางแบบไหน

 

MAY: เมว่าคนทำธุรกิจอาหารมันต้องทำให้คนมากินรู้สึกดีในหลายๆ องค์ประกอบ สมมติว่าเพื่อนไปกินที่ไหนตาม เมจะไม่ถามแค่ว่า “อร่อยไหม” แต่เมจะถามเลยว่า “จะกลับไปไหม” เพราะสิ่งนี้มันจะตอบได้เลยว่าร้านนั้นแม่งต้องมีอะไรสักอย่างที่มาถูกทาง เราไม่ได้อยากให้คนแค่ชอบ ถ่ายรูป แล้วเช็คอินก็จบกันไป แต่ต้องทำให้รักกันยาวๆ ให้ได้ ถ้าถามว่าอยากเห็นคนกินรู้สึกแบบไหนกับ After You ก็นี่แหละ อยากให้ทุกคนมาแล้วอยากกลับมากินอีก

 

ESQ: เคล็ดลับหาความสุขง่ายๆ ใส่ตัวของคุณ

 

MAY: ความสุขเมง่ายมาก วันหยุดขอตื่นสาย อยู่กับที่บ้าน อยู่กับพ่อแม่ กับยาย คือพอเลย แฮปปี้แล้ว

 

DEW: งานผมค่อนข้างใช้พลังเยอะ อยากเอาความตึงเครียดไปปล่อยกับอย่างอื่นบ้าง ถ้ามีเวลาผมจะไปปั่นจักรยาน

 

ESQ: คิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่าถ้าทำตามความสุขจะจน ถ้าทำตามความต้องการลูกค้าจะรวย

 

MAY: เมไม่คิดแบบนั้น เราเชื่อว่าจริงๆ มันไปด้วยกันได้ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเพราะคนเรามันต้องมีความชอบในด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าอยู่แล้ว ถ้าเลือกความสุขได้ก็ดีกว่า แต่ถ้าได้ขายแล้วสนุกมันก็อาจจะเวิร์ค อย่างเมเนี่ยเป็นคนชอบขายของที่ชอบทำขนม มันเลยโอเค 

 

ESQ: สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของคนไทยมากที่สุดในฐานะผู้ผลิต

 

DEW: ผมว่าธุรกิจเฟอร์นิเจอร์นี่เปลี่ยนได้มหาศาลเพราะรูปแบบการใช้ชีวิต การเลือกเฟอร์นิเจอร์บ้านเราตามตะวันตกมาเยอะ นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกทำเสื่อออกมาเป็นโปรดักส์แรกเพราะเมืองไทยไม่ใช่บ้านที่เหมาะกับพรม บ้านเรามีฝุ่น มีความชื้น รูปแบบอาหารเราต่างกับเขาหมด ถ้าเปลี่ยนได้ผมอยากให้คนไทยเลือกในสิ่งที่เหมาะกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของบ้านเรามากกว่า

 

ESQ: เรียนรู้อะไรบ้างจากการเริ่มทำธุรกิจด้วยตัวเอง

 

MAY: เมอยากบอกว่าการทำธุรกิจไม่มี key success กุญแจแห่งความสำเร็จที่เขาว่าๆ กันคือมันไม่จริงหรอก เพราะจริงๆ แล้วธุรกิจมันคือการต่อจิ๊กซอว์ หน้าที่ของเราก็คือหาจิ๊กซอว์ตัวที่ถูกต้องมาต่อจากตัวที่แล้ว มันไม่มีกฎอะไรตายตัวทั้งสิ้น

 

DEW: ผมเคยทำงานมาหลายๆ อย่างนะ แต่ธุรกิจคือสิ่งที่ผมต้องปรับตัวเยอะที่สุดเลย มันมีเรื่องที่เราต้องดีลเยอะมาก สิ่งที่เราเคยรู้มาแทบใช้จริงไม่ได้เลย ต้องเรียนรู้ใหม่หมด การทำธุรกิจคือโรงเรียนใหม่ที่ต้องลงมือทำเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเราต้องเติมอะไรและยังขาดอะไร

 

ESQ: อยากบอกอะไรกับคนยุคใหม่ที่อยากเริ่มทำอะไรเองแต่กลัวความล้มเหลว

 

DEW: ความล้มเหลวอย่ากลัวเลยเพราะคุณต้องเจอมันอยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของการทำธุรกิจนั่นแหละ ถ้าให้ผมบอกผมจะบอกว่าลุยเลยครับ แต่ต้องลุยบนความเสี่ยงที่ตัวเองรับไหว 

 

MAY: ส่วนเม เมคิดว่ามันไม่มีอะไรที่บอกได้หรอกว่าการออกมาทำธุรกิจเองแล้วจะไม่เจอความเสี่ยง แต่ถ้าอยากลองก็ขอให้ลองในสิ่งที่เสี่ยงน้อยที่สุด ยกตัวอย่างตอนนี้ที่มีโซเชียลมีเดียที่ช่วยเราขายของได้ ลองใช้ประโยชน์จากมันก่อนดีไหม เมจะไม่บอกว่า ออกมาแล้วกู้เงินทำเพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ไปเลย! เพราะธุรกิจมันมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันที่เราต้องทดลอง เช่น ตอนเมทำร้านอาหารแล้วร้านเจ๊ง ตอนนั้นขนมในร้านขายดีมาก บางทีสิ่งที่เราลองทำมันอาจจะไม่ใช่ แต่มันก็อาจจะพาเราไปสู่อีกธุรกิจหนึ่งก็ได้ หรือถ้าลองแล้วพบว่าเราขายของไม่เก่งก็จะได้รู้กันไปเลยว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนขายของ ถ้าเป็นแบบนั้นการทำงานที่ทำอยู่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่ ขอแค่อย่าวู่วามหรือทำสิ่งที่เกินตัวจนเกินไป

 

ESQ: จากวันแรกจนวันนี้ คุณยังต้องเติมอะไรให้ตัวเองในฐานะผู้ผลิตงานอีกไหม

 

MAY: อยากขยันขึ้นให้มากกว่านี้เป็นหลายล้านเท่า เมเป็นคนขี้เกียจ ถ้าเราขยัน After You มันอาจจะไปได้อีกไกลเลยก็ได้ ถ้าเติมอะไรให้ตัวเองได้ อยากขยันค่ะ (หัวเราะ)

 

DEW: แต่ผมอยากชิลล์ (หัวเราะ) ผมยังอยู่ในจุดที่เรายังชิลล์ไม่ได้ มันยังต้องลงรายละเอียด ยังต้องดันให้แบรนด์ไปไกลกว่านี้อีกเยอะครับ ยังไม่สามารถชิลล์ได้ (หัวเราะ)


 

เรื่อง: Zatia

ภาพ: Suwat Pantong




ทัศนคติของคนบนยอดปีระมิดแห่ง AFTER YOU และ PDM BRAND

เราเชื่อว่าการเริ่มต้นธุรกิจไม่มีอะไรง่าย การที่คุณมีต้นทุนก็นับเป็นโชคดีทางด้านการเงิน แต่นั่นไม่สำคัญเท่าคุณมีตรรกะที่ดีในการบริหาร เมื่ออยากฟังคนทำธุรกิจซึ่งมีโลจิคดีๆ มานั่งคุยกัน เราจึงถือโอกาสจับคู่สองเจ้าของแบรนด์ธุรกิจที่เริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยอย่าง เม - กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ  (ผู้ก่อตั้งแบรนด์ขนม AFTER YOU) และ ดิว - ดุลยพล ศรีจันทร์ (ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ของแต่งบ้าน PDM) นอกจากจะได้ฟังมุมมองการแลกเปลี่ยนความคิดและการรับมือกับปัญหาของทั้งคู่อย่างสนุกสนานแล้ว เรายังได้เห็นว่าสิ่งสำคัญของการทำธุรกิจในยุคสมัยนี้คือการอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้น รู้จักปรับตัวกับด้านบวกและลบให้เป็น ต่อให้คุณไม่เชื่อใน key success คุณก็ไปต่อได้!

 

ESQ: การที่คนเราจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ความคิดไหนที่จะพาคุณไปสู่การลงมือทำ

 

MAY: คนเรามันอาจจะมีปัจจัยที่ส่งให้เราผลักดันตัวเองกันคนละแบบ ของเมตอนเริ่มทำ After You เราไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลยนอกจากต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหาเงินคืนพ่อ เนื่องจากเราเคยเอาเงินไปลงทุนทำร้านอาหารแล้วร้านมันเจ๊ง จุดนั้นไม่ได้คิดหรอกว่ามันจะมาไกลขนาดนี้ แต่ในความโชคไม่ดีที่ร้านเจ๊งก็ยังมีโชคดีอยู่ตรงที่เรารู้ว่าเราชอบทำอะไร ร้านขนมคือแพลนที่เมวาดเก็บไว้มาตลอด เราเขียนไอเดียเก็บไว้นานแล้วและคิดว่าถ้าวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสเราจะหยิบไอเดียนี้ขึ้นมาทำ

 

DEW: ผมว่าแรงผลักดันนี่แหละ คนเราตอนจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง เราจะมีสิ่งที่เหมือนกันเสมอคือแรงผลัก อย่างที่เมบอก อาจจะแค่ต่างรูปแบบกันออกไป สำหรับผมตอนนั้นกลับมาจากเรียน Furniture Industry ที่ฟินแลนด์ อยากทำในสิ่งที่เรียนมา ซึ่งเราชอบงานออกแบบและเราอยากอยู่บ้านที่สบาย ผมเลยเริ่มจากการออกแบบเสื่อเพราะเห็นว่าคนไทยมักแต่งบ้านด้วยพรม แต่จริงๆ แล้วพรมไม่ใช่ของที่เหมาะกับอากาศบ้านเรา ผมเลยเริ่มต่อยอดจากตรงนั้น

 

ESQ: การทำการตลาดแบบมีสื่อออนไลน์และไม่มีสื่อออนไลน์สำหรับคุณต่างกันอย่างไร คุณคิดว่าตอนนี้การทำการตลาดหากไม่มี social media จะเป็นไปได้ไหมในยุคนี้

 

MAY: เมเริ่ม After You มา 12 ปี เราเกิดพร้อม Facebook ในยุคนั้น ถามว่าการมีสื่อออนไลน์ช่วยได้ไหมก็ต้องบอกว่าได้พอสมควรนะ แต่ของแบบนี้บางครั้งมันก็คือดาบสองคม ตอนนี้การมี social media มันก็ส่งผลที่ดีและไม่ดีได้ ถ้าเราใช้มันเป็นก็ดีกับเราเอง แต่อะไรที่มันทำได้มากเกินไปมันก็ไม่ใช่จะมีแต่ข้อดี อย่างเราลงอะไรหากใครรอจะก๊อปเขาก็ก๊อปได้ทันทีเลยนะ มันไวมาก ต่างจากช่วงเริ่มต้นทำแรกๆ ที่ทุกอย่างจะค่อนข้างออร์แกนิค ตอนนั้นมันเป็นไปตามสเต็ปที่ควรจะเป็น ผิดกับปัจจุบันที่กระแสทุกอย่างขึ้นเร็วลงเร็วเพราะดิจิตอลมันทำให้ทุกอย่างมาไวไปไว

 

 

DEW: แบรนด์ PMD เริ่มมา 5 ปี เราเกิดในช่วงที่สื่อออนไลน์นิยมมาสักพักใหญ่แล้ว ผมว่าถ้าไม่มี social media แบรนด์เราอาจจะอยู่ลำบากหรืออาจจะต้องปิดไปเลยก็ได้ เพราะเราใช้ออนไลน์เป็นหลักในการอธิบายโปรดักส์ ของแต่งบ้านมันต้องนำเสนอฟังก์ชั่นให้คนเห็นไอเดียในการใช้งานให้ชัดเจนที่สุดด้วยคำบอกเล่าด้วยภาพต่างๆ ดังนั้นผมว่ามันค่อนข้างสำคัญสำหรับยุคนี้ แต่ก็อย่างที่คุณเมบอก อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ใช่จะมีแต่ข้อดี เราต้องรู้จักที่จะใช้มันด้วย

 

ESQ: ทัศนคติที่ทำให้คุณทำงานต่อไปได้แม้โดนก๊อปฯ งานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

MAY: การโดนก๊อปฯ งานมันเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เมว่าทักษะด้านจินตนาการมันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ดังนั้นเราไปห้ามให้มันไม่เกิดขึ้นไม่ได้หรอก เราทำได้แค่เข้าใจมัน คนที่เขาต้องทำแบบนั้นเขาอาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เขาต้องก๊อปฯ คิดได้แบบนี้จะสบายใจขึ้น

 

DEW: ตอนผมทำแบรนด์แรกๆ ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดนะ เมื่อก่อนผมจะโกรธก่อนเลย แต่พอเราโตขึ้นและเข้าใจว่าโกรธไปมันก็ไม่มีประโยชน์ ผมก็เลยเข้าใจ เราก็ต้องไปต่อได้ พูดตรงๆ ว่าพอผมเห็น After You แล้วผมมีกำลังใจขึ้นเยอะ (หัวเราะ)

 

MAY: มันจะเจ็บแล้วชินไปเอง (หัวเราะ) แรกๆ ที่โดนก๊อปฯ เรานอนไม่หลับไป 2 วันเลยนะ แต่พอโดนไปเรื่อยๆ ไอ้ความรู้สึกพวกนั้นมันจะลดลง เหลือคืนเดียวบ้าง เหลือเจ็ดชั่วโมงบ้าง แต่ในกรณีที่เป็นคนรู้จักกันนี่เราจะเสียใจมากกว่าปกติหน่อย ความรู้สึกเหมือนโดนหักอก

 

ESQ: สิ่งที่เลวร้ายที่สุดและสนุกที่สุดในการทำธุรกิจ

 

DEW: ผมยังไม่เจออะไรที่เลวร้ายขนาดที่จะรับมือไม่ไหวนะ ส่วนมากจะต่อสู้กับจิตใจตัวเองมากกว่า ไอ้พวกสิ่งที่เราไม่ชอบ เราไม่เห็นด้วย แต่ต้องยอมรับมัน ส่วนสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ผมว่ามันง่ายมากเลย แค่เห็นว่าสิ่งที่เราคิดมันเกิดขึ้นจริงแล้วก็มีคนชอบมันด้วย แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว

 

 

MAY: สิ่งที่สนุกที่สุดของเมคงคล้ายๆ กันนี่แหละ คนคิดงานมันจะสนุกตรงที่ได้ลุ้นว่าสิ่งที่เราทำออกมาผลตอบรับมันเป็นแบบไหน มีคนชอบเหมือนเราไหม ส่วนเรื่องเลวร้ายหนักๆ เมยังไม่เจอนะ แต่เรื่องแย่ๆ ที่เคยผ่านมาคือการเจอสถานการณ์ฉุกเฉินที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ตอนนั้นร้านที่อยู่ในห้างไฟไหม้ จุดนั้นเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเมอย่างหนึ่งเลยว่าไม่ใช่ทุกคนและทุกครั้งที่เราทุ่มเททำอะไรแล้วมันจะราบรื่น มันคือเรื่องที่ต้องรับมือให้ได้ จากนั้นหาวิธีแก้ไข แล้วค่อยไปต่อ

 

ESQ: เรื่องที่คุณภูมิใจและผิดหวังที่สุดในการทำธุรกิจ

 

MAY: ความผิดหวังสำหรับเราคือการตั้งใจคิดเมนูอะไรออกมาแล้วสุดท้ายเอาเข้าไปขายในร้านไม่ได้เพราะติดข้อแม้ในการทำต่างๆ เนื่องจากขนมมันมีกระบวนการของมัน กว่าจะไปโรงงาน มีข้อจำกัดในการเก็บรักษา มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ไม่สามารถนำมาขายในร้านได้ ในฐานะคนคิดเราค่อนข้างเสียดายและผิดหวังเพราะอยากให้คนอื่นมีโอกาสได้กิน แต่ถ้าถามความภูมิใจเมบอกเลยว่าไม่ใช่วันที่เรามาไกลขนาดนี้นะ แต่เป็นวันแรกๆ ที่เปิดร้านสาขาทองหล่อแล้วมีคนมากิน พอคนเดิมๆ กลับมากินใหม่ มันเป็นโมเมนท์ที่มีความสุขมากนะจริงๆ

 

DEW: ผมว่าผู้ประกอบการไม่ว่าสเกลไหนก็ภูมิใจและมีความสุขกับสิ่งนี้แหละ แค่อยากเห็นของที่เราตั้งใจทำออกมามีคนชอบมันแบบที่เราชอบ เท่านี้เลยครับ! ส่วนเรื่องที่ผิดหวังก็เจอมาบ้างแต่ความโชคดีคือผมเป็นคนที่ดีลกับความผิดหวังได้ค่อนข้างดี เวลาเจอในสิ่งที่ไม่โอเคก็เสียใจแต่ก็แบบ เอาวะ...ไม่เป็นไร ค่อนข้างจะรับมือกับมันได้

 

ESQ: จากวันที่เริ่มต้นทำธุรกิจจนวันนี้คุณเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

 

MAY: เมว่าตัวตนเมแทบไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนก็นึกแทบไม่ออกเลยเพราะเรารู้สึกว่าเราเหมือนเดิม อาจจะโตขึ้น ปล่อยวางได้เร็วขึ้นเพราะเรายุ่ง ไม่จมกับเรื่องที่แก้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะต้องเอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า

 

DEW: รวมๆ ผมว่าผมฟังเก่งขึ้น ฟังชัดขึ้น จากที่เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ค่อยฟังใคร ซึ่งการทำธุรกิจมันน่าจะเปลี่ยนเราตรงทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้นนี่แหละ

 

ESQ: บริหารคนหรือบริหารงานยากง่ายกว่ากัน

 

MAY: สำหรับเมความยากง่ายมันอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนหรืองานเสมอไป บางครั้งมันอยู่กับว่าจังหวะนั้นระบบเราอยู่ตัวแล้วหรือยัง อย่างตอนนี้องค์กรเราใหญ่ขึ้น คนเยอะขึ้น แต่ปัจจุบันกลับทำงานง่ายกว่าตอนเริ่มต้นมากๆ เพราะตอนเริ่มเราทำทุกอย่างเองหมด ขับรถส่งของเอง ลูกน้องไม่โอเคเราก็ต้องง้อเพราะเรายังไม่มีคนช่วย แต่พอทุกอย่างเป็นระบบขึ้นเราจะมีสิทธิ์เลือกบุคลากรที่ดีต่อองค์กรได้มากขึ้น มีความหมายว่าการทำงานร่วมกันมันก็จะคัดกรองคนที่คล้ายๆ เราให้อยู่กับเราต่อ ในขณะเดียวกันก็จะคัดคนที่ไม่โอเคออกไปเอง 

 

DEW: ผมทำงานสร้างสรรค์ ตอนแรกผมจะไม่ชอบเลยกับการดูเรื่องการเงินหรือต้องดีลกับคน แต่ผมก็ต้องปรับตัวว่ามันคือสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกัน พอเราเข้าใจ เราก็จะอยู่กับมันได้ง่ายขึ้น

 

ESQ: หัวใจสำคัญของการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

 

DEW: ผมว่า passion มันต้องเดินไปพร้อม strategy พอเป็นงานแล้วมันอิงแค่ความชอบอย่างเดียวไม่ได้ อย่างผมชอบออกแบบแล้วถ้าจะเอาแต่ออกแบบ ไม่สนใจอย่างอื่นเลยเราก็จะไม่ก้าวไปไหนเลย อีกอย่างคือผมเป็นคนที่ทิ้งความสำเร็จได้เร็วมาก หมายถึงเวลาเราได้รางวัลอะไรมา เราก็ดีใจที่ได้นะ แต่อย่างมากเราก็นอนกอดไอ้ความสำเร็จนี่แค่คืนเดียวเท่านั้นแหละ ตื่นมาก็ต้องไปลุยอย่างอื่นในชีวิตต่อแล้ว

 

MAY: เมเชื่อว่าคนจะทำธุรกิจได้ต้องมีทัศนคติพื้นฐานที่เป็นบวก หมายถึงมองอะไรก็เชื่อว่าต้องได้สิวะ! อะไรแบบนี้ แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องมีตรรกะในการทำธุรกิจด้วย หมายถึงเราต้องแยกแยะได้ว่าอะไรโอเค อะไรเฟล แล้วถ้าเฟลต้องทำอย่างไรต่อ จะปิดหรือจะทู่ซี้ทำ คือเราต้องรู้ว่าจะใช้วิธีไหนและวิถีใดที่จะไปต่อกับมัน ถ้าตรรกะดีทุกอย่างจะง่ายขึ้น

 

ESQ: สิ่งที่คุณเตือนตัวเองเสมอในวันที่ธุรกิจประสบความสำเร็จหรือมาไกลกว่าที่คุณคิด 

 

DEW: ผมเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่เป็นคนให้คะแนนตัวเองน้อยมาก มันอาจจะฟังดูขัดๆ กัน แต่การเป็นคนให้คะแนนตัวเองน้อยหน่อยมันดีตรงที่มันจะทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นเตือน ถ้าเรามั่นใจและให้คะแนนตัวเองมากเกินไปมันอาจจะทำให้เรามีคุณภาพการรับฟังคนอื่นห่วยลง ดังนั้นผมจะประเมินตัวเองให้ต่ำไว้ก่อน

 

MAY: โดยธรรมชาติถ้าใครรู้จักเมเลยจะรู้ว่าเมเป็นคนที่เหมือนเดิมมาก หมายถึงเรื่องทั่วๆ ไปนะคะ ด้วยความที่พ่อแม่เราติดดินมากและเราไม่ได้เติบโตมากับการให้ความสำคัญกับผู้คนที่ต้องรวยหรือจน ดังนั้นถ้าเราไม่คิดว่าเราลอยแล้ว เราก็จะไม่ลอยไปไหน

 

ESQ: ความรู้สึกแบบไหนที่คุณอยากให้ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ของคุณมากที่สุด

 

DEW: ผมอยากให้ PDM ได้ไกด์รูปแบบการแต่งบ้านที่ต่างไปจากที่คนไทยเคยเห็นสมัยก่อน ผมโตมากับป้ายบิลบอร์ดที่มีโฆษณาแบรนด์เฟอร์นิเจอร์บนทางด่วน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าร้านขายเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้เวลาอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน แต่เราอยากเป็นทางเลือกใหม่ที่ไกด์ผู้ซื้อ เพราะคำว่าสวยของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน บางคนไม่รู้เลยว่าของชิ้นนี้วางตรงไหนแล้วสวยจนกว่าจะมีคนมาวางให้เขาเห็นภาพ นั่นแหละเราอยากจะเป็นคนที่ไกด์ให้เขาเห็นว่าบ้านน่ะมันสวยขึ้นได้ด้วยอะไรและจัดวางแบบไหน

 

MAY: เมว่าคนทำธุรกิจอาหารมันต้องทำให้คนมากินรู้สึกดีในหลายๆ องค์ประกอบ สมมติว่าเพื่อนไปกินที่ไหนตาม เมจะไม่ถามแค่ว่า “อร่อยไหม” แต่เมจะถามเลยว่า “จะกลับไปไหม” เพราะสิ่งนี้มันจะตอบได้เลยว่าร้านนั้นแม่งต้องมีอะไรสักอย่างที่มาถูกทาง เราไม่ได้อยากให้คนแค่ชอบ ถ่ายรูป แล้วเช็คอินก็จบกันไป แต่ต้องทำให้รักกันยาวๆ ให้ได้ ถ้าถามว่าอยากเห็นคนกินรู้สึกแบบไหนกับ After You ก็นี่แหละ อยากให้ทุกคนมาแล้วอยากกลับมากินอีก

 

ESQ: เคล็ดลับหาความสุขง่ายๆ ใส่ตัวของคุณ

 

MAY: ความสุขเมง่ายมาก วันหยุดขอตื่นสาย อยู่กับที่บ้าน อยู่กับพ่อแม่ กับยาย คือพอเลย แฮปปี้แล้ว

 

DEW: งานผมค่อนข้างใช้พลังเยอะ อยากเอาความตึงเครียดไปปล่อยกับอย่างอื่นบ้าง ถ้ามีเวลาผมจะไปปั่นจักรยาน

 

ESQ: คิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่าถ้าทำตามความสุขจะจน ถ้าทำตามความต้องการลูกค้าจะรวย

 

MAY: เมไม่คิดแบบนั้น เราเชื่อว่าจริงๆ มันไปด้วยกันได้ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเพราะคนเรามันต้องมีความชอบในด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าอยู่แล้ว ถ้าเลือกความสุขได้ก็ดีกว่า แต่ถ้าได้ขายแล้วสนุกมันก็อาจจะเวิร์ค อย่างเมเนี่ยเป็นคนชอบขายของที่ชอบทำขนม มันเลยโอเค 

 

ESQ: สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของคนไทยมากที่สุดในฐานะผู้ผลิต

 

DEW: ผมว่าธุรกิจเฟอร์นิเจอร์นี่เปลี่ยนได้มหาศาลเพราะรูปแบบการใช้ชีวิต การเลือกเฟอร์นิเจอร์บ้านเราตามตะวันตกมาเยอะ นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกทำเสื่อออกมาเป็นโปรดักส์แรกเพราะเมืองไทยไม่ใช่บ้านที่เหมาะกับพรม บ้านเรามีฝุ่น มีความชื้น รูปแบบอาหารเราต่างกับเขาหมด ถ้าเปลี่ยนได้ผมอยากให้คนไทยเลือกในสิ่งที่เหมาะกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของบ้านเรามากกว่า

 

ESQ: เรียนรู้อะไรบ้างจากการเริ่มทำธุรกิจด้วยตัวเอง

 

MAY: เมอยากบอกว่าการทำธุรกิจไม่มี key success กุญแจแห่งความสำเร็จที่เขาว่าๆ กันคือมันไม่จริงหรอก เพราะจริงๆ แล้วธุรกิจมันคือการต่อจิ๊กซอว์ หน้าที่ของเราก็คือหาจิ๊กซอว์ตัวที่ถูกต้องมาต่อจากตัวที่แล้ว มันไม่มีกฎอะไรตายตัวทั้งสิ้น

 

DEW: ผมเคยทำงานมาหลายๆ อย่างนะ แต่ธุรกิจคือสิ่งที่ผมต้องปรับตัวเยอะที่สุดเลย มันมีเรื่องที่เราต้องดีลเยอะมาก สิ่งที่เราเคยรู้มาแทบใช้จริงไม่ได้เลย ต้องเรียนรู้ใหม่หมด การทำธุรกิจคือโรงเรียนใหม่ที่ต้องลงมือทำเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเราต้องเติมอะไรและยังขาดอะไร

 

ESQ: อยากบอกอะไรกับคนยุคใหม่ที่อยากเริ่มทำอะไรเองแต่กลัวความล้มเหลว

 

DEW: ความล้มเหลวอย่ากลัวเลยเพราะคุณต้องเจอมันอยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของการทำธุรกิจนั่นแหละ ถ้าให้ผมบอกผมจะบอกว่าลุยเลยครับ แต่ต้องลุยบนความเสี่ยงที่ตัวเองรับไหว 

 

MAY: ส่วนเม เมคิดว่ามันไม่มีอะไรที่บอกได้หรอกว่าการออกมาทำธุรกิจเองแล้วจะไม่เจอความเสี่ยง แต่ถ้าอยากลองก็ขอให้ลองในสิ่งที่เสี่ยงน้อยที่สุด ยกตัวอย่างตอนนี้ที่มีโซเชียลมีเดียที่ช่วยเราขายของได้ ลองใช้ประโยชน์จากมันก่อนดีไหม เมจะไม่บอกว่า ออกมาแล้วกู้เงินทำเพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ไปเลย! เพราะธุรกิจมันมีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันที่เราต้องทดลอง เช่น ตอนเมทำร้านอาหารแล้วร้านเจ๊ง ตอนนั้นขนมในร้านขายดีมาก บางทีสิ่งที่เราลองทำมันอาจจะไม่ใช่ แต่มันก็อาจจะพาเราไปสู่อีกธุรกิจหนึ่งก็ได้ หรือถ้าลองแล้วพบว่าเราขายของไม่เก่งก็จะได้รู้กันไปเลยว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคนขายของ ถ้าเป็นแบบนั้นการทำงานที่ทำอยู่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่ ขอแค่อย่าวู่วามหรือทำสิ่งที่เกินตัวจนเกินไป

 

ESQ: จากวันแรกจนวันนี้ คุณยังต้องเติมอะไรให้ตัวเองในฐานะผู้ผลิตงานอีกไหม

 

MAY: อยากขยันขึ้นให้มากกว่านี้เป็นหลายล้านเท่า เมเป็นคนขี้เกียจ ถ้าเราขยัน After You มันอาจจะไปได้อีกไกลเลยก็ได้ ถ้าเติมอะไรให้ตัวเองได้ อยากขยันค่ะ (หัวเราะ)

 

DEW: แต่ผมอยากชิลล์ (หัวเราะ) ผมยังอยู่ในจุดที่เรายังชิลล์ไม่ได้ มันยังต้องลงรายละเอียด ยังต้องดันให้แบรนด์ไปไกลกว่านี้อีกเยอะครับ ยังไม่สามารถชิลล์ได้ (หัวเราะ)


 

เรื่อง: Zatia

ภาพ: Suwat Pantong