BTalk ep.1: CARNIVAL ในวันที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10

เรารู้จักปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุลในฐานะ CEO และ Co-Founder ของ CARNIVAL ร้านมัลติแบรนด์ด้านแฟชั่นและสนีกเกอร์เบอร์หนึ่งของไทย ที่มีผู้ติดตามทางเพจเฟสบุ้คกว่า 900,000 คน และอินสตาแกรมกว่า 465,000 ฟอลโลเวอร์ CARNIVALเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน จากจุดเริ่มต้นของร้านขายรองเท้าค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นมัลติแบรนด์ที่หยิบเอาสินค้าแบรนด์ดังและของลิมิเต็ดเอดิชันที่หาได้น้อยชิ้นบนโลกมาขาย มีโปรดักซ์ของตัวเองวางในร้าน มีการคอลลาบอเรชันกับแบรนด์ใหญ่ๆ และขายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงก่อร่างสร้างเทรนด์สตรีตและสนีกเกอร์ในบ้านเราให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน

 

CARNIVAL ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมความสำเร็จแบบเรียงบนชั้นได้ไม่พอ เราจึงขอลงมาสำรวจและทำความรู้จักกับแบรนด์สัญชาติไทยและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในมุมคุณอาจยังไม่รู้

 

อนุพงศ์ คุตติกุล CEO และ Co-Founder ของ CARNIVAL

 


 

ทำร้านสนีกเกอร์แบบที่ร้านอื่นๆ ในโลกเขาไม่ทำกัน

 

CARNIVAL เกิดจากความชอบสินค้าแฟชั่นและรองเท้าของคุณปิ๊นและเพื่อนๆ พอซื้อมากขึ้นเลยกลายเป็นการสะสม พอสะสมมากๆ จึงรู้สึกว่าอยากมีร้านเป็นของตัวเอง “ผมเห็นร้าน Footpatrol และ size? ตอนไปเรียนที่อังกฤษเลยอยากมีร้านแบบนี้บ้างในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นไทยยังไม่มีอะไรแบบนี้”เขาเลยตัดสินใจเปิดเป็นธุรกิจเล็กๆ ขนาด 9 ตารางเมตร ร่วมกับเพื่อนสองคนขึ้นมาชื่อ CONVERSE CARNIVAL ที่หยิบเอารองเท้าคอนเวิร์สมาขายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต่อมาพอมีสินค้าแบรนด์อื่นๆ มากขึ้นจึงลดชื่อเหลือเพียงคำเดียวคือ CARNIVAL

 

การสร้างแบรนด์ต้องมาพร้อมกับตัวตน ทุกแบรนด์น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า brand muse หรือบุคคลที่เซ็ตขึ้นมาเวลาต้องการขายสินค้าอะไรสักชิ้นหรือคอลเลกชันใหม่ คนๆ นี้ต้องใส่ได้ ซึ่งตัวตนที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “มันคือความเป็นตัวเราและแบรนด์ CARNIVAL เพราฉะนั้นสินค้าที่ออกไปทุกชิ้นผมมองแล้วว่า‘ผมใส่ได้’”

 

 

ทุกคนที่มีร้านของตัวเองล้วนมีความฝันว่าอยากร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำหลายๆ แบรนด์ ถึงแม้ว่า CARNIVAL เองเคยมีผลงานคอลลาบอเรชันกับ ASICSTIGER x CARNIVAL คอลเลกชั่น MUAY THAI หรือ Fila x CARNIVAL ในคอลเลกชัน Ray และ Mindblower Collection มาแล้ว แต่ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ยังไม่เคยร่วมงานด้วย เช่น NIKE, adidas, VANS รวมถึง CONVERSE ซึ่งคุณปิ๊นบอกกับเราตรงๆ ว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างยากสำหรับร้านในประเทศไทย เพราะยังไม่เคยมีแบรนด์ไทยแบรนด์ไหนทำได้มาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าประตูบานนั้นจะปิดเสมอไป

 

 

สิ่งที่เป็น talk of the town ในปี 2019 เลยคือการคอลลาบอเรชันระหว่าง KFC และ CARNIVAL เพราะมันคือปรากฏการณ์ของคอลเลกชันพิเศษที่ตั้งใจทำออกมาขายสักสองอาทิตย์แต่ดันหมดก่อนภายในสองชั่วโมง “การคอลลาบอเรชันนี้มันเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง หมายความว่าคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์เรามาก่อน เขารับรู้แล้วจากการร่วมมือครั้งนี้ และมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย หรือแม้แต่ในโลกก็ตาม ถึงแม้ว่า KFC จะเคยร่วมงานกับแบรนด์อื่นมาแล้ว แต่การเปลี่ยนร้านขายเสื้อผ้าให้เป็นร้านขาย KFC และเปลี่ยนร้าน KFC ให้เป็นร้านขายสินค้าของ CARNIVAL ผมเชื่อว่าไม่เคยมีใครทำมาก่อนแน่ๆ

 


 

 

ธุรกิจและชีวิตที่กำลังเดินทาง

 

CARNIVAL ก่อตั้งในปี 2010 ธุรกิจสร้างตัวในวันที่ทุกอย่างยังไม่บูม โซเชียลยังไม่มา ตัวเลือกของลูกค้ายังไม่เยอะเหมือนทุกวันนี้ ซึ่งตัวแบรนด์ค่อยๆ สร้างฐานของตัวเองขึ้นมา จนพูดได้ว่าแบรนด์เติบโตไปพร้อมกับวงการสนีกเกอร์ในบ้านเรา เติบโตไปพร้อมกับกระแสโซเชียลที่ส่งต่อกันไวกว่าปากต่อปาก และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร “ผมจำได้ว่ารองเท้ารุ่นแรกที่มีคนมาต่อคิวซื้อของ CARNIVAL คือ CONVERSE รุ่น MAMAFAKA ช่วงนั้นประมาณปี 2012 เทรนด์สนีกเกอร์มันเริ่มบูมมาเรื่อยๆ พอมาถึง NMD เป็นช่วงเดียวกับที่กระแสทีวีและหนังสือพิมพ์ทำให้คนทั่วไปรู้ว่ามันมีการต่อคิวอย่างนี้กันด้วยเหรอ?

 

จุดสำเร็จของคนเราแตกต่างกัน แม้ว่าในสายตาของเรา CARNIVAL จะประสบความสำเร็จตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่สำหรับคุณปิ๊นมองว่า “ผมไม่สามารถบอกได้ว่าไปเที่ยวประเทศนี้แล้วมันคือที่สุดของชีวิตในเมื่อคุณยังไม่เคยไปอีกหลายๆ ประเทศ ผมจึงไม่รู้สึกว่ามันประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่บอกได้ว่ามันยังไม่ใช่จุดที่ผมบอกตัวเองว่าพอแล้ว มันคือการเดินทางต่อไป จุดที่ประสบความสำเร็จอาจเป็นตอนผมกำลังก้าวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็ได้ แต่ตอนนี้ผมกำลังเดินทางอยู่

 


 

ความสำเร็จในก้าวที่สิบ

 

หลายคนเข้าใจว่าการทำร้านแบบ CARNIVAL มีตังค์หน่อยก็เปิดร้านได้แล้ว แต่จริงๆ มันไม่ง่ายเลย คุณปิ๊นเล่าว่า 10 ปีที่ผ่านมาเจออุปสรรคไม่น้อย กว่าจะได้สินค้าจากแบรนด์ต่างๆ มาขายเช่นทุกวันนี้ค่อนข้างลำบากยากเย็นพอสมควร “ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการจะไปขอสินค้าจากแบรนด์มาขาย เขาไม่ขายให้นะ จนกว่าเราจะผ่านการพิสูจน์ว่าทำไมเขาถึงต้องเอาของหรือสินค้นลิมิเต็ดมาขายที่ร้านเรา จุดนี้มันผ่านการสร้างแบรนด์และโปรไฟล์ของเรามานาน มันยากเย็นมากกว่าที่จะได้มา

 

CARNIVAL มีการทำคอลลาบอเรชันหรือออกสินค้าของตัวเองทุกปี แต่ปีนี้มีความพิเศษเพราะกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของแบรนด์พอดิบพอดี เลขสิบบ่งบอกว่าคุณผ่านมาแล้วหนึ่งทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับธุรกิจขายรองเท้าและเสื้อผ้าในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ “ปี 2019 เป็นปีที่ดีสุด จริงๆ มันดีขึ้นเรื่อยๆ มาทุกปีอยู่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมามันพิเศษตรงที่เราทำโปรเจกต์เยอะมาก เราทำคอลลาบอเรชันถึง 27 โปรเจกต์ใน 1 ปี ไม่ใช่ว่าเราวัดความสำเร็จจากปริมาณ ยิ่งทำเยอะยิ่งดี แต่เราวัดจากฟีดแบ็คและผลตอบรับของลูกค้า ในขณะที่ปีนี้ผมคิดว่าเราคงไม่ได้ทำอะไรเยอะขนาดนั้นแล้ว แต่เราจะเน้นโปรเจกต์พิเศษและสร้างอะไรใหม่เพื่อโอกาสครบรอบ 10 ปีจริงๆ

 


 

CARNIVAL = ชีวิต

 

CARNIVAL มันคือชีวิตของผม” ทุกคนรู้จักปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุลได้เพราะ CARNIVAL และแบรนด์ก็เป็นที่รู้จักได้เพราะผู้ชายคนนี้ เขาเป็นเหมือน The Face ของแบรนด์ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนนึกถึง CARNIVAL ย่อมต้องนึกถึงปิ๊น มันคือการเดินทางของคนและแบรนด์ในเส้นทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือตัวตนของเขาก็ตาม คุณปิ๊นเล่าว่า “ผมยังมีความสุขกับการที่ได้เห็นของใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน รู้สึกลุ้นว่ามันคืออะไรและเราจะถ่ายทอดให้ลูกค้ารับรู้อย่างไร รวมถึงผมยังสนุกกับการครีเอทอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออีเวนต์ ผมพูดได้เต็มปากว่ายังมีความสุขกับเรื่องแบบนี้อยู่

 

ทุกวันนี้เราเชื่อว่ามีคนอยากเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองเยอะมาก แต่น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จ แม้ว่าทางเลือกในปัจจุบันมีหลากหลายก็ตาม แต่ก็มีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ได้ไปต่อ “ต้องดูว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำมันมีคนทำแล้วหรือยัง บางคนอยากทำร้านรองเท้า บางคนอยากทำแบรนด์เสื้อผ้า แต่แค่ความอยากมันยังไม่พอ คุณต้องรู้ลึกและมีความกล้าที่จะออกมาทำ เรามีไอเดียแล้วเรากล้าออกมาทำไหม แล้วไอเดียที่เรามีมันซ้ำกับคนอื่นหรือเปล่า เราตอบคำถามได้หรือเปล่าว่าใครคือลูกค้าของเรา ทำไมเขาต้องมาซื้อของเราในเมื่อมันมีคู่แข่งอีกเป็นร้อยๆ ในวงการ ถ้าคุณตอบได้มันก็ไปได้

 

 

ปัจจุบัน CARNIVAL มีทั้งหมด 7 สาขา คือ

CARNIVAL สยามแสควร์ซอย 7,

CARNIVAL สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว,  

UPPERGROUND BY CARNIVAL สาขาเซ็นทรัลเวิลด์,

CARNIVAL สาขาเมกะ บางนา,

CARNIVAL Outlet สาขาเซ็นทรัล วิลเลจ,

CARNIVAL Shop สาขาไอคอนสยามและล่าสุดสาขาสยาม พารากอน

 


 

TEXT NEIGHBOR INDY MARKET / PHOTO SUWAT PANTONG

รองเท้าคู่แรกที่คนมาต่อคิวซื้อ - CONVERSE รุ่น MAMAFAKA
รองเท้าที่คนต่อคิวนานที่สุด – NMD สีเทา ขายวันเสาร์คนมาแคมป์ตั้งแต่วันพุธ
รองเท้าที่คนซื้อมากที่สุด – Yeezy 350 V2 สีขาว ขายไปทั้งหมด 1,200 คู่ในวันเดียว



BTalk ep.1: CARNIVAL ในวันที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10

เรารู้จักปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุลในฐานะ CEO และ Co-Founder ของ CARNIVAL ร้านมัลติแบรนด์ด้านแฟชั่นและสนีกเกอร์เบอร์หนึ่งของไทย ที่มีผู้ติดตามทางเพจเฟสบุ้คกว่า 900,000 คน และอินสตาแกรมกว่า 465,000 ฟอลโลเวอร์ CARNIVALเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน จากจุดเริ่มต้นของร้านขายรองเท้าค่อยๆ ขยับขยายกลายเป็นมัลติแบรนด์ที่หยิบเอาสินค้าแบรนด์ดังและของลิมิเต็ดเอดิชันที่หาได้น้อยชิ้นบนโลกมาขาย มีโปรดักซ์ของตัวเองวางในร้าน มีการคอลลาบอเรชันกับแบรนด์ใหญ่ๆ และขายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงก่อร่างสร้างเทรนด์สตรีตและสนีกเกอร์ในบ้านเราให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน

 

CARNIVAL ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 พร้อมความสำเร็จแบบเรียงบนชั้นได้ไม่พอ เราจึงขอลงมาสำรวจและทำความรู้จักกับแบรนด์สัญชาติไทยและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในมุมคุณอาจยังไม่รู้

 

อนุพงศ์ คุตติกุล CEO และ Co-Founder ของ CARNIVAL

 


 

ทำร้านสนีกเกอร์แบบที่ร้านอื่นๆ ในโลกเขาไม่ทำกัน

 

CARNIVAL เกิดจากความชอบสินค้าแฟชั่นและรองเท้าของคุณปิ๊นและเพื่อนๆ พอซื้อมากขึ้นเลยกลายเป็นการสะสม พอสะสมมากๆ จึงรู้สึกว่าอยากมีร้านเป็นของตัวเอง “ผมเห็นร้าน Footpatrol และ size? ตอนไปเรียนที่อังกฤษเลยอยากมีร้านแบบนี้บ้างในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นไทยยังไม่มีอะไรแบบนี้”เขาเลยตัดสินใจเปิดเป็นธุรกิจเล็กๆ ขนาด 9 ตารางเมตร ร่วมกับเพื่อนสองคนขึ้นมาชื่อ CONVERSE CARNIVAL ที่หยิบเอารองเท้าคอนเวิร์สมาขายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต่อมาพอมีสินค้าแบรนด์อื่นๆ มากขึ้นจึงลดชื่อเหลือเพียงคำเดียวคือ CARNIVAL

 

การสร้างแบรนด์ต้องมาพร้อมกับตัวตน ทุกแบรนด์น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่า brand muse หรือบุคคลที่เซ็ตขึ้นมาเวลาต้องการขายสินค้าอะไรสักชิ้นหรือคอลเลกชันใหม่ คนๆ นี้ต้องใส่ได้ ซึ่งตัวตนที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “มันคือความเป็นตัวเราและแบรนด์ CARNIVAL เพราฉะนั้นสินค้าที่ออกไปทุกชิ้นผมมองแล้วว่า‘ผมใส่ได้’”

 

 

ทุกคนที่มีร้านของตัวเองล้วนมีความฝันว่าอยากร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำหลายๆ แบรนด์ ถึงแม้ว่า CARNIVAL เองเคยมีผลงานคอลลาบอเรชันกับ ASICSTIGER x CARNIVAL คอลเลกชั่น MUAY THAI หรือ Fila x CARNIVAL ในคอลเลกชัน Ray และ Mindblower Collection มาแล้ว แต่ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ยังไม่เคยร่วมงานด้วย เช่น NIKE, adidas, VANS รวมถึง CONVERSE ซึ่งคุณปิ๊นบอกกับเราตรงๆ ว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างยากสำหรับร้านในประเทศไทย เพราะยังไม่เคยมีแบรนด์ไทยแบรนด์ไหนทำได้มาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าประตูบานนั้นจะปิดเสมอไป

 

 

สิ่งที่เป็น talk of the town ในปี 2019 เลยคือการคอลลาบอเรชันระหว่าง KFC และ CARNIVAL เพราะมันคือปรากฏการณ์ของคอลเลกชันพิเศษที่ตั้งใจทำออกมาขายสักสองอาทิตย์แต่ดันหมดก่อนภายในสองชั่วโมง “การคอลลาบอเรชันนี้มันเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง หมายความว่าคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์เรามาก่อน เขารับรู้แล้วจากการร่วมมือครั้งนี้ และมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไทย หรือแม้แต่ในโลกก็ตาม ถึงแม้ว่า KFC จะเคยร่วมงานกับแบรนด์อื่นมาแล้ว แต่การเปลี่ยนร้านขายเสื้อผ้าให้เป็นร้านขาย KFC และเปลี่ยนร้าน KFC ให้เป็นร้านขายสินค้าของ CARNIVAL ผมเชื่อว่าไม่เคยมีใครทำมาก่อนแน่ๆ

 


 

 

ธุรกิจและชีวิตที่กำลังเดินทาง

 

CARNIVAL ก่อตั้งในปี 2010 ธุรกิจสร้างตัวในวันที่ทุกอย่างยังไม่บูม โซเชียลยังไม่มา ตัวเลือกของลูกค้ายังไม่เยอะเหมือนทุกวันนี้ ซึ่งตัวแบรนด์ค่อยๆ สร้างฐานของตัวเองขึ้นมา จนพูดได้ว่าแบรนด์เติบโตไปพร้อมกับวงการสนีกเกอร์ในบ้านเรา เติบโตไปพร้อมกับกระแสโซเชียลที่ส่งต่อกันไวกว่าปากต่อปาก และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร “ผมจำได้ว่ารองเท้ารุ่นแรกที่มีคนมาต่อคิวซื้อของ CARNIVAL คือ CONVERSE รุ่น MAMAFAKA ช่วงนั้นประมาณปี 2012 เทรนด์สนีกเกอร์มันเริ่มบูมมาเรื่อยๆ พอมาถึง NMD เป็นช่วงเดียวกับที่กระแสทีวีและหนังสือพิมพ์ทำให้คนทั่วไปรู้ว่ามันมีการต่อคิวอย่างนี้กันด้วยเหรอ?

 

จุดสำเร็จของคนเราแตกต่างกัน แม้ว่าในสายตาของเรา CARNIVAL จะประสบความสำเร็จตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่สำหรับคุณปิ๊นมองว่า “ผมไม่สามารถบอกได้ว่าไปเที่ยวประเทศนี้แล้วมันคือที่สุดของชีวิตในเมื่อคุณยังไม่เคยไปอีกหลายๆ ประเทศ ผมจึงไม่รู้สึกว่ามันประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แต่บอกได้ว่ามันยังไม่ใช่จุดที่ผมบอกตัวเองว่าพอแล้ว มันคือการเดินทางต่อไป จุดที่ประสบความสำเร็จอาจเป็นตอนผมกำลังก้าวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็ได้ แต่ตอนนี้ผมกำลังเดินทางอยู่

 


 

ความสำเร็จในก้าวที่สิบ

 

หลายคนเข้าใจว่าการทำร้านแบบ CARNIVAL มีตังค์หน่อยก็เปิดร้านได้แล้ว แต่จริงๆ มันไม่ง่ายเลย คุณปิ๊นเล่าว่า 10 ปีที่ผ่านมาเจออุปสรรคไม่น้อย กว่าจะได้สินค้าจากแบรนด์ต่างๆ มาขายเช่นทุกวันนี้ค่อนข้างลำบากยากเย็นพอสมควร “ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการจะไปขอสินค้าจากแบรนด์มาขาย เขาไม่ขายให้นะ จนกว่าเราจะผ่านการพิสูจน์ว่าทำไมเขาถึงต้องเอาของหรือสินค้นลิมิเต็ดมาขายที่ร้านเรา จุดนี้มันผ่านการสร้างแบรนด์และโปรไฟล์ของเรามานาน มันยากเย็นมากกว่าที่จะได้มา

 

CARNIVAL มีการทำคอลลาบอเรชันหรือออกสินค้าของตัวเองทุกปี แต่ปีนี้มีความพิเศษเพราะกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ของแบรนด์พอดิบพอดี เลขสิบบ่งบอกว่าคุณผ่านมาแล้วหนึ่งทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับธุรกิจขายรองเท้าและเสื้อผ้าในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ “ปี 2019 เป็นปีที่ดีสุด จริงๆ มันดีขึ้นเรื่อยๆ มาทุกปีอยู่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมามันพิเศษตรงที่เราทำโปรเจกต์เยอะมาก เราทำคอลลาบอเรชันถึง 27 โปรเจกต์ใน 1 ปี ไม่ใช่ว่าเราวัดความสำเร็จจากปริมาณ ยิ่งทำเยอะยิ่งดี แต่เราวัดจากฟีดแบ็คและผลตอบรับของลูกค้า ในขณะที่ปีนี้ผมคิดว่าเราคงไม่ได้ทำอะไรเยอะขนาดนั้นแล้ว แต่เราจะเน้นโปรเจกต์พิเศษและสร้างอะไรใหม่เพื่อโอกาสครบรอบ 10 ปีจริงๆ

 


 

CARNIVAL = ชีวิต

 

CARNIVAL มันคือชีวิตของผม” ทุกคนรู้จักปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุลได้เพราะ CARNIVAL และแบรนด์ก็เป็นที่รู้จักได้เพราะผู้ชายคนนี้ เขาเป็นเหมือน The Face ของแบรนด์ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนนึกถึง CARNIVAL ย่อมต้องนึกถึงปิ๊น มันคือการเดินทางของคนและแบรนด์ในเส้นทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือตัวตนของเขาก็ตาม คุณปิ๊นเล่าว่า “ผมยังมีความสุขกับการที่ได้เห็นของใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน รู้สึกลุ้นว่ามันคืออะไรและเราจะถ่ายทอดให้ลูกค้ารับรู้อย่างไร รวมถึงผมยังสนุกกับการครีเอทอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออีเวนต์ ผมพูดได้เต็มปากว่ายังมีความสุขกับเรื่องแบบนี้อยู่

 

ทุกวันนี้เราเชื่อว่ามีคนอยากเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองเยอะมาก แต่น้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จ แม้ว่าทางเลือกในปัจจุบันมีหลากหลายก็ตาม แต่ก็มีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ได้ไปต่อ “ต้องดูว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำมันมีคนทำแล้วหรือยัง บางคนอยากทำร้านรองเท้า บางคนอยากทำแบรนด์เสื้อผ้า แต่แค่ความอยากมันยังไม่พอ คุณต้องรู้ลึกและมีความกล้าที่จะออกมาทำ เรามีไอเดียแล้วเรากล้าออกมาทำไหม แล้วไอเดียที่เรามีมันซ้ำกับคนอื่นหรือเปล่า เราตอบคำถามได้หรือเปล่าว่าใครคือลูกค้าของเรา ทำไมเขาต้องมาซื้อของเราในเมื่อมันมีคู่แข่งอีกเป็นร้อยๆ ในวงการ ถ้าคุณตอบได้มันก็ไปได้

 

 

ปัจจุบัน CARNIVAL มีทั้งหมด 7 สาขา คือ

CARNIVAL สยามแสควร์ซอย 7,

CARNIVAL สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว,  

UPPERGROUND BY CARNIVAL สาขาเซ็นทรัลเวิลด์,

CARNIVAL สาขาเมกะ บางนา,

CARNIVAL Outlet สาขาเซ็นทรัล วิลเลจ,

CARNIVAL Shop สาขาไอคอนสยามและล่าสุดสาขาสยาม พารากอน

 


 

TEXT NEIGHBOR INDY MARKET / PHOTO SUWAT PANTONG