A special Bond รถยนตร์คู่ใจ ของสายลับ 007

สายลับ 007 ต้องมาพร้อมรถยนต์คู่ใจ โดยเฉพาะภาพยนตร์ในช่วงปลายยุค 60s ที่ขาดแอสตัน มาร์ติน ดีบีเอสไม่ได้ ในฐานะไอคอลแห่งยานยนต์กว่าครึ่งศตวรรษ

 

 

จากภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ทั้งหมด On her Majesty’s Secret Service (1969) ดูจะผิดแผกจากเรื่องอื่นมากที่สุด เพราะผู้กำกับฯ ไม่ได้แต่งเรื่องราวขึ้นใหม่แต่ย้อนกลับไปอาศัยการดัดแปลงให้เคารพนิยายต้นฉบับเป๊ะๆ (ถึงขนาดเล่ากันว่าผู้กำกับฯ พกนิยายเล่มนี้ของเอียน เฟลมมิงติดตัวเสมอ) และบอนด์ในภาคนี้ก็ไม่ได้เป็นบอนด์ที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับเรื่องอื่นๆ (รับบทโดยจอร์จ เลเซนบีแทนที่ฌอน คอนเนอรีในภาคก่อน) ประกอบกับงานประพันธ์เพลงของหลุยส์ อาร์มสตรองที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนฉากรักกุ๊กกิ๊กระหว่างเจมส์ บอนด์กับเทรซี่ วิเซนโซ ได้อย่างลงตัว

 

 

และหากพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มักจะย้อนไปถึงฉากจบเจ้าปัญหาที่สาวกต่างเห็นตรงกันว่ามันไม่สอดคล้องกับบอนด์เรื่องอื่นๆ เรื่องราวเกิดขึ้นบนเบาะที่นั่งด้านหน้าของแอสตัน มาร์ติน ดีบีเอส กับเหตุฆาตกรรมเทรซี สาวสวยของเจมส์ บอนด์ (รับบทโดยไดอาน่า ริกก์) ถูกกราดยิงจากศัตรูคู่ปรับโบลเฟลด์และเออร์ม่า บันต์ในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ 600 ทำให้กระสุนทะลุกระจกหน้ารถจนเทรซีเสียชีวิต

 

 

จริงๆ แล้วเจมส์ บอนด์ภาคนี้น่าจะใกล้เคียงที่สุดแล้วกับคำว่าแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะเราคงไม่เห็นบอนด์แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับใครบ่อยๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันแต่งงานของบอนด์นั้นกลับกลายเป็นจุดจบความรักไปโดยปริยาย จึงเกิดคำถามตามมาว่าเขาจะรักษาแผลใจนี้ได้อย่างไร? ทำไม Q ถึงไม่ติดตั้งกระจกกันกระสุนเหมือนกับรุ่นดีบี5?

 

 

อย่างไรก็ตามนอกจากโศกนาฏกรรมข้างต้นคงหนีไม่พ้นรถยนต์คู่ใจที่ได้แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอสมาเป็นตัวประกอบสำคัญของเรื่อง โมเดลรุ่นนี้เปิดตัวมาแล้วกว่า 50 ปี (ค.ศ.1967) ด้วยราคา 4,473 ปอนด์ ในฐานะภาพลักษณ์ใหม่และแนวทางงานดีไซน์ให้แอสตัน มาร์ตินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากย้อนกลับไปก่อนหน้าดีบีเอสจะเฉิดฉาย ดีบี6 ก็เคยเป็นรุ่นที่ถูกพูดถึงมาก่อน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง ดีบี4 และดีบี5 พอสมควร เพราะมันหวนกลับไปหาความสง่างามและพื้นฐานงานดีไซน์ที่เคยโดดเด่นในยุค 50s จนมาถึงดีบีเอสได้รับการออกแบบโดยวิลเลียม ทาวน์ส สะท้อนผ่านไฟหน้าคู่ทั้งสอง โครงสร้างดุดัน ขณะเดียวกันกลับให้ความรู้สึกเย้ายวน รวมถึงเอกลักษณ์ของฝากระโปรงและตะแกรงหน้า ผสานกับดีไซน์ภายในของเบาะหนังตอกย้ำความคลาสสิกไปในตัว หลังจากดีบีเอสเปิดตัวออกมาสองปีให้หลังแอสตัน มาร์ตินก็ให้กำเนิดรถยนต์สี่ที่นั่งขึ้นชื่อว่าเร็วที่สุดในโลก (ณ ขณะนั้น) อย่างวี8 หลังจากนั้นแอสตัน มาร์ตินก็หันไปใช้รถแกรน ทัวเรอร์ที่มีรูปร่างเฟี้ยวขึ้นเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี

 

 

แม้กล่าวว่ามุมอ่อนแอของบอนด์จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นเพียงครั้งเดียวกับดีบีเอสและเลเซนบีเท่านั้น (ถ้าไม่นับ Skyfall ที่แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ปุถุชนของบอนด์ได้ดีไม่แพ้กัน) แต่กับโมเดลระยะสั้นๆ คันนี้สมควรที่จะได้รับการเอาใส่ใจมากกว่านี้ เพราะมันมีสดใหม่และร่วมสมัยกว่า 50 ปีในคันเดียวกัน ถึงแม้ว่าดีบี5 จะเป็นรถยนต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของบอนด์ แต่ดีบีเอส (รวมถึงภาพยนตร์เรื่องนี้) ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวใช่ไหมล่ะครับ

 

DETAILS

Aston Martin DBS 1967–72

เครื่องยนต์: DOHC 6 สูบขนาด 4 ลิตร

กำลังสูงสุด: 280 แรงม้า

ความเร็วสูงสุด: 225 กิโลเมตร/ชั่วโมง

น้ำหนัก: 1588 กิโลกรัม

 

- Esquire -


YOU MIGHT LIKE !



A special Bond รถยนตร์คู่ใจ ของสายลับ 007

สายลับ 007 ต้องมาพร้อมรถยนต์คู่ใจ โดยเฉพาะภาพยนตร์ในช่วงปลายยุค 60s ที่ขาดแอสตัน มาร์ติน ดีบีเอสไม่ได้ ในฐานะไอคอลแห่งยานยนต์กว่าครึ่งศตวรรษ

 

 

จากภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ทั้งหมด On her Majesty’s Secret Service (1969) ดูจะผิดแผกจากเรื่องอื่นมากที่สุด เพราะผู้กำกับฯ ไม่ได้แต่งเรื่องราวขึ้นใหม่แต่ย้อนกลับไปอาศัยการดัดแปลงให้เคารพนิยายต้นฉบับเป๊ะๆ (ถึงขนาดเล่ากันว่าผู้กำกับฯ พกนิยายเล่มนี้ของเอียน เฟลมมิงติดตัวเสมอ) และบอนด์ในภาคนี้ก็ไม่ได้เป็นบอนด์ที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับเรื่องอื่นๆ (รับบทโดยจอร์จ เลเซนบีแทนที่ฌอน คอนเนอรีในภาคก่อน) ประกอบกับงานประพันธ์เพลงของหลุยส์ อาร์มสตรองที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนฉากรักกุ๊กกิ๊กระหว่างเจมส์ บอนด์กับเทรซี่ วิเซนโซ ได้อย่างลงตัว

 

 

และหากพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มักจะย้อนไปถึงฉากจบเจ้าปัญหาที่สาวกต่างเห็นตรงกันว่ามันไม่สอดคล้องกับบอนด์เรื่องอื่นๆ เรื่องราวเกิดขึ้นบนเบาะที่นั่งด้านหน้าของแอสตัน มาร์ติน ดีบีเอส กับเหตุฆาตกรรมเทรซี สาวสวยของเจมส์ บอนด์ (รับบทโดยไดอาน่า ริกก์) ถูกกราดยิงจากศัตรูคู่ปรับโบลเฟลด์และเออร์ม่า บันต์ในรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ 600 ทำให้กระสุนทะลุกระจกหน้ารถจนเทรซีเสียชีวิต

 

 

จริงๆ แล้วเจมส์ บอนด์ภาคนี้น่าจะใกล้เคียงที่สุดแล้วกับคำว่าแฮปปี้เอ็นดิ้ง เพราะเราคงไม่เห็นบอนด์แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับใครบ่อยๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันแต่งงานของบอนด์นั้นกลับกลายเป็นจุดจบความรักไปโดยปริยาย จึงเกิดคำถามตามมาว่าเขาจะรักษาแผลใจนี้ได้อย่างไร? ทำไม Q ถึงไม่ติดตั้งกระจกกันกระสุนเหมือนกับรุ่นดีบี5?

 

 

อย่างไรก็ตามนอกจากโศกนาฏกรรมข้างต้นคงหนีไม่พ้นรถยนต์คู่ใจที่ได้แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอสมาเป็นตัวประกอบสำคัญของเรื่อง โมเดลรุ่นนี้เปิดตัวมาแล้วกว่า 50 ปี (ค.ศ.1967) ด้วยราคา 4,473 ปอนด์ ในฐานะภาพลักษณ์ใหม่และแนวทางงานดีไซน์ให้แอสตัน มาร์ตินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากย้อนกลับไปก่อนหน้าดีบีเอสจะเฉิดฉาย ดีบี6 ก็เคยเป็นรุ่นที่ถูกพูดถึงมาก่อน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง ดีบี4 และดีบี5 พอสมควร เพราะมันหวนกลับไปหาความสง่างามและพื้นฐานงานดีไซน์ที่เคยโดดเด่นในยุค 50s จนมาถึงดีบีเอสได้รับการออกแบบโดยวิลเลียม ทาวน์ส สะท้อนผ่านไฟหน้าคู่ทั้งสอง โครงสร้างดุดัน ขณะเดียวกันกลับให้ความรู้สึกเย้ายวน รวมถึงเอกลักษณ์ของฝากระโปรงและตะแกรงหน้า ผสานกับดีไซน์ภายในของเบาะหนังตอกย้ำความคลาสสิกไปในตัว หลังจากดีบีเอสเปิดตัวออกมาสองปีให้หลังแอสตัน มาร์ตินก็ให้กำเนิดรถยนต์สี่ที่นั่งขึ้นชื่อว่าเร็วที่สุดในโลก (ณ ขณะนั้น) อย่างวี8 หลังจากนั้นแอสตัน มาร์ตินก็หันไปใช้รถแกรน ทัวเรอร์ที่มีรูปร่างเฟี้ยวขึ้นเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี

 

 

แม้กล่าวว่ามุมอ่อนแอของบอนด์จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นเพียงครั้งเดียวกับดีบีเอสและเลเซนบีเท่านั้น (ถ้าไม่นับ Skyfall ที่แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ปุถุชนของบอนด์ได้ดีไม่แพ้กัน) แต่กับโมเดลระยะสั้นๆ คันนี้สมควรที่จะได้รับการเอาใส่ใจมากกว่านี้ เพราะมันมีสดใหม่และร่วมสมัยกว่า 50 ปีในคันเดียวกัน ถึงแม้ว่าดีบี5 จะเป็นรถยนต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของบอนด์ แต่ดีบีเอส (รวมถึงภาพยนตร์เรื่องนี้) ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวใช่ไหมล่ะครับ

 

DETAILS

Aston Martin DBS 1967–72

เครื่องยนต์: DOHC 6 สูบขนาด 4 ลิตร

กำลังสูงสุด: 280 แรงม้า

ความเร็วสูงสุด: 225 กิโลเมตร/ชั่วโมง

น้ำหนัก: 1588 กิโลกรัม

 

- Esquire -


FOOD & DRINK


LAST UPDATE