SUPRA STAR การกลับมาของซูปราในรอบ 20 ปี

การกลับมาของโตโยต้า จีอาร์ ซูปราในรอบ 20 ปี พร้อมรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและเฉียบคมขึ้นกว่าเดิม เหมือนไปฟิตบอดี้มาอย่างดี พร้อมกับราคาที่ไม่ได้สูงจนเกินไป เปิดตัวในประเทศไทยที่ราคา 4.99 ล้านบาท ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่างฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ หรือนิสสัน จีที-อาร์กลับขยับราคาขึ้นไปเทียบเท่ารถสปอร์ตทางฝั่งยุโรป

 

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าซูปราไม่ได้หน้าตาเปลี่ยนไปชนิดคนละคัน แต่เหมือนรถคันเดิมที่รูปร่างดีขึ้นก็ว่าได้ เนื่องจากซูปรายังคงใช้ตัวถังเดิมของบีเอ็มดับเบิลยู Z4 เป็นพื้นฐาน ในรุ่นเจนเนอเรชันที่ 5 ของซูปรานี้ได้แรงบันดาลใจเส้นสายรอบคันมาจากรุ่นต้นแบบของ FT-1 ซึ่งเป็นรถยนต์สองที่นั่ง เครื่องยนต์วางหน้าและขับเคลื่อนล้อหลังเหมือนกับซูปรานั่นเอง เรามาปัดฝุ่นประวัติศาสตร์ของรถสปอร์ตญี่ปุ่นที่ไม่เคยมีคำว่าเก่าในสายเลือด

 

Generation 1 (1978 – 1981)

 

จุดกำเนิดตำนานของซูปรา เจนเนอเรชันแรกเริ่มขึ้นในปี 1978 ที่ใช้พื้นฐานของรถโตโยต้ารุ่นเซลิก้ามาเป็นต้นแบบในการผลิต มีรหัสตัวถัง A40 และเรียกกันในประเทศญี่ปุ่นอยู่ว่า ‘โตโยต้า เซลิก้า เอ็กซ์เอ็กซ์’ ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 2 ลิตร ให้กำลัง 123 แรงม้าและขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลัง 110 แรงม้า ทำให้ส่วนหน้ารถมีลักษณะยาวกว่ารถต้นแบบ ปีถัดมาโตโยต้าก็ได้เริ่มทำการส่งออกขายไปยังประเทศต่างๆ ทำให้ชื่อของซูปราค่อยๆ เป็นที่รู้จัก

 

Generation 2 (1981 – 1985)

 

ซูปราเจนเนอเรชันที่ 2 รหัส A60 มีการนำไฟหน้าแบบป็อป-อัพมาใช้เป็นครั้งแรก ส่วนที่เหลือก็ยังใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเหมือนเดิมแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ตัวรถมีกำลังสูงขึ้นด้วย (เครื่องยนต์ขนาด 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า)  ในเจนฯสองเรายังได้ทิศทางการออกแบบของซูปรา โดยแบ่งออกเป็นการใช้งานแบบ L-type (Luxury type) เพื่อเน้นความหรูหราสะดวกสบายของผู้ขับขี่ และ P-type (Performance type) เพื่อเน้นความสปอร์ตและใช้สมรรถนะเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ไม่แปลกที่เราจะได้เห็นกลิ่นอายของรถยนต์สไตล์ Lotus อยู่ในซูปราเจนฯนี้ เพราะทีมวิศวกรของ Lotus ได้เข้ามามีบทบาทในขั้นตอนออกแบบ เราจึงได้เห็นรูปแบบเหลี่ยมๆ คมๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ปรากฏอยู่ในซูปราด้วย

 

Generation 3 (1986 – 1993)

 

ความเปลี่ยนแปลงชัดเจนของซูปราเจนเนอเรชัน 3 ที่มีรหัสตัวถัง A70 คือการแยกขาดระหว่างซูปรากับเซลิก้าอย่างชัดเจน เนื่องจากเซลิก้าเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ในขณะที่ซูปราเปลี่ยนมาใช้การขับเคลื่อนล้อหลัง แน่นอนว่ามันมาพร้อมพละกำลังที่มากขึ้นของเครื่องยนต์ 3 ลิตร ให้กำลัง 200 แรงม้า แถมรูปร่างหน้าตาก็ดูจะไปทางรถสปอร์ตฝั่งยุโรปมากขึ้น ที่สำคัญในช่วงเวลานี้ยังเป็นครั้งแรกที่ซูปราติดเทอร์โบเข้าไปด้วย ทำให้รีดกำลังสูงได้ถึง 230 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งเป็นอีกช่วงที่ตลาดซูปราในอเมริกาเรียกได้ว่าครึกครื้นสุดๆ

 

Generation 4 (1993 – 2002)

 

ในขณะที่เจนเนอเรชัน 4 ซูปรานั้นมีการพัฒนาแบบรถยนต์มาตั้งแต่เจนฯสาม จนได้ที่สุดเราก็ได้เห็นคันจริงในปี 1993 ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายและต่างไปจากรูปลักษณ์เดิมพอสมควร เพราะลักษณะเหลี่ยมคมสไตล์รถยุโรปได้ถูกลบไปแล้วแทนที่ด้วยความโค้งมน ไฟหน้าแบบป็อป-อัพก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ความยาวของตัวรถถูกทำให้หดสั้นลงกว่า 340 มิลลิเมตร ไปจนถึงเครื่องยนต์ใหม่ที่ใช้รหัสว่า 2J ในตำนาน มีให้เลือกทั้งขนาด 3 ลิตร 220 แรงม้ากับขนาด 3 ลิตร เทอร์โบคู่ 276 แรงม้า ทว่ากลับสู้ความนิยมรถสไตล์คูเป้ที่ลดลงในช่วงปลายยุค 90s ไม่ได้ ทำให้ซูปราเริ่มยุติการจำหน่ายในตลาดแคนาดา อเมริกาและญี่ปุ่นในที่สุด

 

Supra The New Hope

 

 

ในช่วงที่ซูปราหายหน้าหายตาไปจากตลาดรถยนต์บนโลก แต่ข่าวคราวของซูปราก็ไม่เคยอยู่นิ่ง มีข่าวลือต่างๆ นานาออกมาอยู่ไม่ขาดสายว่า ทีมวิศวกรของโตโยต้ากำลังพัฒนาซูปรารูปแบบใหม่ และในที่สุดก็ดูจะมีความหวังขึ้นมาในรุ่น FT-HS ซึ่งเป็นรถสปอร์ตลูกผสมเชื้อเพลิงน้ำมันและไฟฟ้า เปิดตัวออกสู่สายตาแฟนๆ ในงาน North America International Auto Show 2007 และยังมาพร้อมเครื่องยนต์ V-6 ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า เรียกได้ว่าเป็นซูปราที่แรงที่สุดก็ว่าได้ แต่ความหวังก็วูบดับไป

 

 

จนกระทั่งในปี 2013 โลกก็ได้ตื่นตัวอีกครั้งกับการกลับมาของรถยนต์คอนเซ็ปต์โตโยต้า FT-1 ซึ่งทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่แหละคือรถต้นแบบให้กับซูปราในอนาคตและมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อเวลาผ่านไปถึง 5 ปี

 

Generation 5 (2019 - ปัจจุบัน)

 

 

หลังจากห่างหายไปนานกว่า 17 ปี ซูปรากลับมาจากความตายได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการปรับโฉมใหม่ทั้งคันโดยใช้รหัส A90 และไม่ได้เดินรอยตามรุ่นพี่อย่าง A80 แต่เป็นการอาศัยพื้นฐานของรถยนต์คอนเซ็ปต์โตโยต้า FT-1 ในการออกแบบร่วมกับทีมของบีเอ็มดับเบิลยู ทำให้วัสดุบางชิ้นของซูปราคือชิ้นเดียวกับที่อยู่ในรถบีเอ็มดับเบิลยู Z4 รวมถึงชุดเกียร์และอุปกรณ์ตกแต่งภายในหลายๆ ชิ้นก็ยกมาจากบีเอ็มดับเบิลยูแทบทั้งนั้น สิ่งที่ต่างไปจากรถยนต์ต้นแบบอย่างเห็นได้ชัดคือความหวือหวา แต่หันไปหาความเรียบง่ายตามสไตล์รถยนต์ญี่ปุ่น และที่สำคัญคือความเป็นมิตรของซูปราที่ราคาไม่ได้ไปไกลเกินกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น นี่จึงเป็นขุมพลังสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

 


text Neighbor Indy Market




SUPRA STAR การกลับมาของซูปราในรอบ 20 ปี

การกลับมาของโตโยต้า จีอาร์ ซูปราในรอบ 20 ปี พร้อมรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและเฉียบคมขึ้นกว่าเดิม เหมือนไปฟิตบอดี้มาอย่างดี พร้อมกับราคาที่ไม่ได้สูงจนเกินไป เปิดตัวในประเทศไทยที่ราคา 4.99 ล้านบาท ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นอย่างฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ หรือนิสสัน จีที-อาร์กลับขยับราคาขึ้นไปเทียบเท่ารถสปอร์ตทางฝั่งยุโรป

 

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าซูปราไม่ได้หน้าตาเปลี่ยนไปชนิดคนละคัน แต่เหมือนรถคันเดิมที่รูปร่างดีขึ้นก็ว่าได้ เนื่องจากซูปรายังคงใช้ตัวถังเดิมของบีเอ็มดับเบิลยู Z4 เป็นพื้นฐาน ในรุ่นเจนเนอเรชันที่ 5 ของซูปรานี้ได้แรงบันดาลใจเส้นสายรอบคันมาจากรุ่นต้นแบบของ FT-1 ซึ่งเป็นรถยนต์สองที่นั่ง เครื่องยนต์วางหน้าและขับเคลื่อนล้อหลังเหมือนกับซูปรานั่นเอง เรามาปัดฝุ่นประวัติศาสตร์ของรถสปอร์ตญี่ปุ่นที่ไม่เคยมีคำว่าเก่าในสายเลือด

 

Generation 1 (1978 – 1981)

 

จุดกำเนิดตำนานของซูปรา เจนเนอเรชันแรกเริ่มขึ้นในปี 1978 ที่ใช้พื้นฐานของรถโตโยต้ารุ่นเซลิก้ามาเป็นต้นแบบในการผลิต มีรหัสตัวถัง A40 และเรียกกันในประเทศญี่ปุ่นอยู่ว่า ‘โตโยต้า เซลิก้า เอ็กซ์เอ็กซ์’ ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 2 ลิตร ให้กำลัง 123 แรงม้าและขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลัง 110 แรงม้า ทำให้ส่วนหน้ารถมีลักษณะยาวกว่ารถต้นแบบ ปีถัดมาโตโยต้าก็ได้เริ่มทำการส่งออกขายไปยังประเทศต่างๆ ทำให้ชื่อของซูปราค่อยๆ เป็นที่รู้จัก

 

Generation 2 (1981 – 1985)

 

ซูปราเจนเนอเรชันที่ 2 รหัส A60 มีการนำไฟหน้าแบบป็อป-อัพมาใช้เป็นครั้งแรก ส่วนที่เหลือก็ยังใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเหมือนเดิมแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ตัวรถมีกำลังสูงขึ้นด้วย (เครื่องยนต์ขนาด 2.7 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า)  ในเจนฯสองเรายังได้ทิศทางการออกแบบของซูปรา โดยแบ่งออกเป็นการใช้งานแบบ L-type (Luxury type) เพื่อเน้นความหรูหราสะดวกสบายของผู้ขับขี่ และ P-type (Performance type) เพื่อเน้นความสปอร์ตและใช้สมรรถนะเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ไม่แปลกที่เราจะได้เห็นกลิ่นอายของรถยนต์สไตล์ Lotus อยู่ในซูปราเจนฯนี้ เพราะทีมวิศวกรของ Lotus ได้เข้ามามีบทบาทในขั้นตอนออกแบบ เราจึงได้เห็นรูปแบบเหลี่ยมๆ คมๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ปรากฏอยู่ในซูปราด้วย

 

Generation 3 (1986 – 1993)

 

ความเปลี่ยนแปลงชัดเจนของซูปราเจนเนอเรชัน 3 ที่มีรหัสตัวถัง A70 คือการแยกขาดระหว่างซูปรากับเซลิก้าอย่างชัดเจน เนื่องจากเซลิก้าเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ในขณะที่ซูปราเปลี่ยนมาใช้การขับเคลื่อนล้อหลัง แน่นอนว่ามันมาพร้อมพละกำลังที่มากขึ้นของเครื่องยนต์ 3 ลิตร ให้กำลัง 200 แรงม้า แถมรูปร่างหน้าตาก็ดูจะไปทางรถสปอร์ตฝั่งยุโรปมากขึ้น ที่สำคัญในช่วงเวลานี้ยังเป็นครั้งแรกที่ซูปราติดเทอร์โบเข้าไปด้วย ทำให้รีดกำลังสูงได้ถึง 230 แรงม้าเลยทีเดียว ซึ่งเป็นอีกช่วงที่ตลาดซูปราในอเมริกาเรียกได้ว่าครึกครื้นสุดๆ

 

Generation 4 (1993 – 2002)

 

ในขณะที่เจนเนอเรชัน 4 ซูปรานั้นมีการพัฒนาแบบรถยนต์มาตั้งแต่เจนฯสาม จนได้ที่สุดเราก็ได้เห็นคันจริงในปี 1993 ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายและต่างไปจากรูปลักษณ์เดิมพอสมควร เพราะลักษณะเหลี่ยมคมสไตล์รถยุโรปได้ถูกลบไปแล้วแทนที่ด้วยความโค้งมน ไฟหน้าแบบป็อป-อัพก็ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ความยาวของตัวรถถูกทำให้หดสั้นลงกว่า 340 มิลลิเมตร ไปจนถึงเครื่องยนต์ใหม่ที่ใช้รหัสว่า 2J ในตำนาน มีให้เลือกทั้งขนาด 3 ลิตร 220 แรงม้ากับขนาด 3 ลิตร เทอร์โบคู่ 276 แรงม้า ทว่ากลับสู้ความนิยมรถสไตล์คูเป้ที่ลดลงในช่วงปลายยุค 90s ไม่ได้ ทำให้ซูปราเริ่มยุติการจำหน่ายในตลาดแคนาดา อเมริกาและญี่ปุ่นในที่สุด

 

Supra The New Hope

 

 

ในช่วงที่ซูปราหายหน้าหายตาไปจากตลาดรถยนต์บนโลก แต่ข่าวคราวของซูปราก็ไม่เคยอยู่นิ่ง มีข่าวลือต่างๆ นานาออกมาอยู่ไม่ขาดสายว่า ทีมวิศวกรของโตโยต้ากำลังพัฒนาซูปรารูปแบบใหม่ และในที่สุดก็ดูจะมีความหวังขึ้นมาในรุ่น FT-HS ซึ่งเป็นรถสปอร์ตลูกผสมเชื้อเพลิงน้ำมันและไฟฟ้า เปิดตัวออกสู่สายตาแฟนๆ ในงาน North America International Auto Show 2007 และยังมาพร้อมเครื่องยนต์ V-6 ไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า เรียกได้ว่าเป็นซูปราที่แรงที่สุดก็ว่าได้ แต่ความหวังก็วูบดับไป

 

 

จนกระทั่งในปี 2013 โลกก็ได้ตื่นตัวอีกครั้งกับการกลับมาของรถยนต์คอนเซ็ปต์โตโยต้า FT-1 ซึ่งทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่แหละคือรถต้นแบบให้กับซูปราในอนาคตและมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อเวลาผ่านไปถึง 5 ปี

 

Generation 5 (2019 - ปัจจุบัน)

 

 

หลังจากห่างหายไปนานกว่า 17 ปี ซูปรากลับมาจากความตายได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการปรับโฉมใหม่ทั้งคันโดยใช้รหัส A90 และไม่ได้เดินรอยตามรุ่นพี่อย่าง A80 แต่เป็นการอาศัยพื้นฐานของรถยนต์คอนเซ็ปต์โตโยต้า FT-1 ในการออกแบบร่วมกับทีมของบีเอ็มดับเบิลยู ทำให้วัสดุบางชิ้นของซูปราคือชิ้นเดียวกับที่อยู่ในรถบีเอ็มดับเบิลยู Z4 รวมถึงชุดเกียร์และอุปกรณ์ตกแต่งภายในหลายๆ ชิ้นก็ยกมาจากบีเอ็มดับเบิลยูแทบทั้งนั้น สิ่งที่ต่างไปจากรถยนต์ต้นแบบอย่างเห็นได้ชัดคือความหวือหวา แต่หันไปหาความเรียบง่ายตามสไตล์รถยนต์ญี่ปุ่น และที่สำคัญคือความเป็นมิตรของซูปราที่ราคาไม่ได้ไปไกลเกินกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น นี่จึงเป็นขุมพลังสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

 


text Neighbor Indy Market