ซูเปอร์คาร์ที่พลาดโชว์ตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2020

หลังจากพิษโควิด-19 ทำให้งานหลายๆ งานต่างยกเลิกพร้อมกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่งานใหญ่ประจำปีของวงการรถยนต์อย่างเจนีวา มอเตอร์โชว์ ที่ค่ายรถทั่วโลกมีโอกาสงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาโชว์กันอย่างสนุกสนาน งานเจนีวา มอเตอร์โชว์เป็นงานใหญ่ที่จัดแสดงมาตั้งแต่ปี 1905 เรื่อยมาจนถึง 2020 ถึงแม้ปีนี้จะไม่ได้มีรถตัวเป็นๆ มาให้เห็น แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นความเคลื่อนไหวของค่ายรถแต่ละแบรนด์ได้ เราจึงนำรถยนต์ 6 คันที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2020 ที่พิษโควิด-19 ทำอะไรกับความงดงามเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่น้อย

 



McLaren 765LT

 


หนึ่งในคันที่พูดถึงที่สุดในงานเจนีวาคือ McLaren 765LT นี่เป็นพัฒนาการสูงสุดของ Mclaren ซูเปอร์ ซีรีส์ ส่วนชื่อ LT มีที่มาจากคำว่า longtail หรือการยืนส่วนท้ายของตัวรถจนเป็นเอกลักษณ์ติดตา รวมถึงตัวเลข 765 คือจำนวนคันที่วางขาย สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากรุ่น 720S คือน้ำหนักที่หายไปกว่า 79 กิโลกรัม (น้ำหนักรวม 1,229 กิโลกรัม) โครงสร้างตัวถังทำจากวัสดุคาร์บอน ไฟเบอร์ ปิดทับด้วยแผ่นโพลีคาร์บอนเนตให้สามารถมองเห็นเครื่องยนต์ได้ ล้ออัลลอยที่มีส่วนผสมของไทเเนียม ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4 ลิตร ผสานการทำงานของพลังงานไฟฟ้า 563 kW ให้แรงบิดสูงสุด 799 นิวตันเมตร เกียร์ 7 สปีด ดูอัล-คลัตช์ที่เปลี่ยนเกียร์ได้ไวกว่ารุ่นเดิมถึง 15% รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 2.7 วินาที

 

น้ำหนักที่ไปเกือบ 90 กิโลกรับนั้นมาจากการถอดเครื่องปรับอากาศ และระบบความบันเทิงออกไปหมด เพื่อให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ (แต่สามารถติดติ้งเพิ่มเติมได้) รวมถึงเบาะที่นั่งทำจากคาร์บอน ไฟเบอร์ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่า 18 กิโลกรัม ไปจนถึงวัสดุหนังอัลคันทาร่าบางเฉียบแนบไปกับตัวเบาะและคอนโซล

 

 


 

BMW Concept i4

 


บีเอ็มดับเบิลยูพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามาโดยตลอด นี่จึงเป็บบทสรุปในรอบหลายๆ ปีของ i4 รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งจะเริ่มผลิตกันจริงจังในปี 2021 แต่เราเกือบจะได้เห็นคันต้นแบบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้วในงานเจนีวา รถคันนี้โดนเด่นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 390 kW ที่มีความจุ 80 kWh สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเทคโนโลยี eDrive ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับรุ่นอื่นๆ ที่กำลังมาถึง เช่น iNEXT ซูเปอร์คารพลังงานไฟฟ้าคันแรกของบีเอ็มดับเบิลยู และ iX3 เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าคันแรกของบีเอ็มดับเบิลยูเช่นกัน สิ่งที่น่าสนใจหนีไม่พ้นภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้นด้วยเฉดสีทองตัดกับสีเทาอ่อน มาพร้อมหน้าจอไวด์สกรีนที่ยาวตั้งแต่ฝั่งคนขับไปจนถึงคอนโซลกลาง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองหน้าจอภายในตัวเครื่องเดียว

 

 



Porsche 911 Turbo S

 


หลังจากประสบความสำเร็จแบบล้นหลามของตระกูล 991 ที่ใช้รหัสตัวถัง 992 จึงต่อยอดมาถึงรุ่น 911 เทอร์โบ เอส ที่นำจุดเด่นของรุ่นเดิมมาใช้พัฒนาต่อ เพิ่มความดุดันมากขึ้น เปลี่ยนกันชนหน้าเล็กน้อย รวมถึงช่องรับอากาศด้านข้าง สปอยเลอร์หลังใหม่ที่ช่วยลู่ลมมากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ทวิน เทอร์โบ 6 สูบ ขนาด 3.8 ลิตร ผสานการทำงานของพลังงานไฟฟ้า 478kW ด้วยแรงบิด 800 นิวตันเมตร รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 2.7 วินาที ภายในห้องโดยสารได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น 930 เทอร์โบ อาทิ พวงมาลัยสปอร์ต จีที หน้าปัดเรือนไมล์ ดิสเพลย์กราฟฟิก หน้าจอดิจิทัลขนาด 70.9 นิ้ว เครื่องเสียง BOSE และเบาะหนังสีแดงได้ฟิลลิ่งสปอร์ตเต็มที่

 

 


 

Aston Martin V12 Speedster

 


แอสตัน มาร์ตินสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนๆ ทั่วโลกกับรถยนต์คันใหม่ที่มีชื่อว่า V12 Speedster ซูเปอร์คาร์ที่ไม่ต้องมีกระจกและหลังคา รองรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารแค่สองที่นั่ง รวมถึงอะไรต่อมิอะไรที่จัดมาให้ภายในรถสำหรับลูกค้าเพียง 88 คนเท่านั้น โดยไอเดียของรถคันนี้ต้องยัอนกลับไปถึงการแข่งขัน Le Mans ในปี 1959 กับรถ DBR1 ที่ชนะในการแข่งครั้งนั้นผสมผสานกับ CC100 สปีดสเตอร์ คอนเซ็ปต์ ที่ผลิตออกมาในปี 2013 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของแบรนด์


เป็นที่มาของโร้ดสเตอร์คันงามที่มาพร้อมเครื่องยนต์ทวิน เทอร์โบ V12 ขนาด 5.2 ลิตร และขุมพลังไฟฟ้า 522 kW ด้วยแรงบิด 752 นิวตันเมตร รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 3.5 วินาที ซึ่งตัวถังอาศัยชิ้นส่วนจาก DBS Superleggera และ DBS Vantage ความงดงามของรถคันนี้ยังทะลุไปถึงภายในห้องโดยสาร ที่ประดับประดาด้วยวัสดุหนัง มีกระเป๋าใส่ถุงมือหนังม้า (ถอดออกได้) มีแนวกระดูกสันหลังที่คั่นระหว่างคนขับและผู้โดยสาร ไปจนถึงการแตกแต่งในเฉดสีดำตัดแสงจากสายรัดต่างๆ ยิ่งทำให้รู้สึกสปอร์ตสุดๆ

 



Ferrari Roma

 


มองผ่านๆ อาจนึกว่าเป็นรถคันใหม่ของแอสตัน มาร์ติน แต่ดันไม่ใช่และน่าจะทำให้เฟอร์รารี่กลับมาทวงบัลลังก์แห่งความงดงามของซูเปอร์คาร์ได้ไม่ยากเย็น สำหรับรถตระกูล จีที คูเป้ เครื่องยนต์วางหน้า ตัวถังปราดเปรียว สองที่นั่งด้านหน้าและยังใจดีแถมที่นั่งเล็กๆ อีกสองที่นั่งด้านหลังมาให้ด้วย มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.9 ลิตร ผสานการทำงานของพลังงานไฟฟ้า 456 kW แรงบิด 760 นิวตันเมตร รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที ภายในห้องโดยสารผสมผสานวัสดุหนังอัลคันทาร่า หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลและหน้าจอแสดงขนาดเล็กบนคอนโซลกลาง สมกับคำว่าพอดี ไม่ขาดไม่เกินจริงๆ

 



Bentley Mulliner Bacalar

 


ซูเปอร์คาร์ที่มีเงินอย่างเดียวก็คงซื้อไม่ได้ (แค่ค่าตัวเริ่มต้นก็ปาไปเกือบ 100 ล้านบาทแล้ว) เพราะมีจำกัดแค่ 12 คันทั่วโลก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเบนท์ลีย์ขึ้นชื่อเรื่องงานคราฟแมนชิพเป็นอย่างดีอยู่แล้ว สำหรับรถยนต์สองที่นั่ง เปิดประทุนที่ได้โครงสร้างตัวถังมาจากรุ่นคอนติเนนทัล จีทีท หนึ่งในรถที่ขึ้นชื่อว่าขับขี่สบายที่สุด นอกจากนี้ยังผสมผสานงานคราฟต์ของวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียม ที่ช่วยเสริมทั้งความปลอดภัยและได้น้ำหนักเบาในเวลาเดียวกัน มาพร้อมเครื่องยนต์ W12 (คือ 6 สูบ 2 ตัว) ขนาด 6 ลิตร ผสานขุมพลังงานไฟฟ้า 485 kW แรงบิด 900 นิวตันเมตร ส่วนในห้องโดยสารยังคงสามารถ bespoke ได้ตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนังลวดลายพิเศษที่ใช้ด้ายเย็บกว่า 148,199 เส้น หน้าปัดเรือนไมล์ที่ใส่มาให้ทั้งแบบดิจิทัลและหน้าปัดคลาสสิกเช่นเดียวกับในรุ่นคอนติเนนทัล จีที ส่วนที่เหลือก็เลือกเพิ่มเติมเอาได้ตามกำลังทรัพย์จนกว่าจะได้ออกมาเป็นรถยนต์เพอร์เฟกต์อีกคัน

 

 


text Neighbor Indy Market

 

 




ซูเปอร์คาร์ที่พลาดโชว์ตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2020

หลังจากพิษโควิด-19 ทำให้งานหลายๆ งานต่างยกเลิกพร้อมกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่งานใหญ่ประจำปีของวงการรถยนต์อย่างเจนีวา มอเตอร์โชว์ ที่ค่ายรถทั่วโลกมีโอกาสงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาโชว์กันอย่างสนุกสนาน งานเจนีวา มอเตอร์โชว์เป็นงานใหญ่ที่จัดแสดงมาตั้งแต่ปี 1905 เรื่อยมาจนถึง 2020 ถึงแม้ปีนี้จะไม่ได้มีรถตัวเป็นๆ มาให้เห็น แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นความเคลื่อนไหวของค่ายรถแต่ละแบรนด์ได้ เราจึงนำรถยนต์ 6 คันที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2020 ที่พิษโควิด-19 ทำอะไรกับความงดงามเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่น้อย

 



McLaren 765LT

 


หนึ่งในคันที่พูดถึงที่สุดในงานเจนีวาคือ McLaren 765LT นี่เป็นพัฒนาการสูงสุดของ Mclaren ซูเปอร์ ซีรีส์ ส่วนชื่อ LT มีที่มาจากคำว่า longtail หรือการยืนส่วนท้ายของตัวรถจนเป็นเอกลักษณ์ติดตา รวมถึงตัวเลข 765 คือจำนวนคันที่วางขาย สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากรุ่น 720S คือน้ำหนักที่หายไปกว่า 79 กิโลกรัม (น้ำหนักรวม 1,229 กิโลกรัม) โครงสร้างตัวถังทำจากวัสดุคาร์บอน ไฟเบอร์ ปิดทับด้วยแผ่นโพลีคาร์บอนเนตให้สามารถมองเห็นเครื่องยนต์ได้ ล้ออัลลอยที่มีส่วนผสมของไทเเนียม ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4 ลิตร ผสานการทำงานของพลังงานไฟฟ้า 563 kW ให้แรงบิดสูงสุด 799 นิวตันเมตร เกียร์ 7 สปีด ดูอัล-คลัตช์ที่เปลี่ยนเกียร์ได้ไวกว่ารุ่นเดิมถึง 15% รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 2.7 วินาที

 

น้ำหนักที่ไปเกือบ 90 กิโลกรับนั้นมาจากการถอดเครื่องปรับอากาศ และระบบความบันเทิงออกไปหมด เพื่อให้ผู้ขับขี่โฟกัสกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ (แต่สามารถติดติ้งเพิ่มเติมได้) รวมถึงเบาะที่นั่งทำจากคาร์บอน ไฟเบอร์ช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่า 18 กิโลกรัม ไปจนถึงวัสดุหนังอัลคันทาร่าบางเฉียบแนบไปกับตัวเบาะและคอนโซล

 

 


 

BMW Concept i4

 


บีเอ็มดับเบิลยูพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามาโดยตลอด นี่จึงเป็บบทสรุปในรอบหลายๆ ปีของ i4 รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งจะเริ่มผลิตกันจริงจังในปี 2021 แต่เราเกือบจะได้เห็นคันต้นแบบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้วในงานเจนีวา รถคันนี้โดนเด่นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 390 kW ที่มีความจุ 80 kWh สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเทคโนโลยี eDrive ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับรุ่นอื่นๆ ที่กำลังมาถึง เช่น iNEXT ซูเปอร์คารพลังงานไฟฟ้าคันแรกของบีเอ็มดับเบิลยู และ iX3 เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าคันแรกของบีเอ็มดับเบิลยูเช่นกัน สิ่งที่น่าสนใจหนีไม่พ้นภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้นด้วยเฉดสีทองตัดกับสีเทาอ่อน มาพร้อมหน้าจอไวด์สกรีนที่ยาวตั้งแต่ฝั่งคนขับไปจนถึงคอนโซลกลาง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองหน้าจอภายในตัวเครื่องเดียว

 

 



Porsche 911 Turbo S

 


หลังจากประสบความสำเร็จแบบล้นหลามของตระกูล 991 ที่ใช้รหัสตัวถัง 992 จึงต่อยอดมาถึงรุ่น 911 เทอร์โบ เอส ที่นำจุดเด่นของรุ่นเดิมมาใช้พัฒนาต่อ เพิ่มความดุดันมากขึ้น เปลี่ยนกันชนหน้าเล็กน้อย รวมถึงช่องรับอากาศด้านข้าง สปอยเลอร์หลังใหม่ที่ช่วยลู่ลมมากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ทวิน เทอร์โบ 6 สูบ ขนาด 3.8 ลิตร ผสานการทำงานของพลังงานไฟฟ้า 478kW ด้วยแรงบิด 800 นิวตันเมตร รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 2.7 วินาที ภายในห้องโดยสารได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น 930 เทอร์โบ อาทิ พวงมาลัยสปอร์ต จีที หน้าปัดเรือนไมล์ ดิสเพลย์กราฟฟิก หน้าจอดิจิทัลขนาด 70.9 นิ้ว เครื่องเสียง BOSE และเบาะหนังสีแดงได้ฟิลลิ่งสปอร์ตเต็มที่

 

 


 

Aston Martin V12 Speedster

 


แอสตัน มาร์ตินสร้างความประหลาดใจให้กับแฟนๆ ทั่วโลกกับรถยนต์คันใหม่ที่มีชื่อว่า V12 Speedster ซูเปอร์คาร์ที่ไม่ต้องมีกระจกและหลังคา รองรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารแค่สองที่นั่ง รวมถึงอะไรต่อมิอะไรที่จัดมาให้ภายในรถสำหรับลูกค้าเพียง 88 คนเท่านั้น โดยไอเดียของรถคันนี้ต้องยัอนกลับไปถึงการแข่งขัน Le Mans ในปี 1959 กับรถ DBR1 ที่ชนะในการแข่งครั้งนั้นผสมผสานกับ CC100 สปีดสเตอร์ คอนเซ็ปต์ ที่ผลิตออกมาในปี 2013 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของแบรนด์


เป็นที่มาของโร้ดสเตอร์คันงามที่มาพร้อมเครื่องยนต์ทวิน เทอร์โบ V12 ขนาด 5.2 ลิตร และขุมพลังไฟฟ้า 522 kW ด้วยแรงบิด 752 นิวตันเมตร รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 3.5 วินาที ซึ่งตัวถังอาศัยชิ้นส่วนจาก DBS Superleggera และ DBS Vantage ความงดงามของรถคันนี้ยังทะลุไปถึงภายในห้องโดยสาร ที่ประดับประดาด้วยวัสดุหนัง มีกระเป๋าใส่ถุงมือหนังม้า (ถอดออกได้) มีแนวกระดูกสันหลังที่คั่นระหว่างคนขับและผู้โดยสาร ไปจนถึงการแตกแต่งในเฉดสีดำตัดแสงจากสายรัดต่างๆ ยิ่งทำให้รู้สึกสปอร์ตสุดๆ

 



Ferrari Roma

 


มองผ่านๆ อาจนึกว่าเป็นรถคันใหม่ของแอสตัน มาร์ติน แต่ดันไม่ใช่และน่าจะทำให้เฟอร์รารี่กลับมาทวงบัลลังก์แห่งความงดงามของซูเปอร์คาร์ได้ไม่ยากเย็น สำหรับรถตระกูล จีที คูเป้ เครื่องยนต์วางหน้า ตัวถังปราดเปรียว สองที่นั่งด้านหน้าและยังใจดีแถมที่นั่งเล็กๆ อีกสองที่นั่งด้านหลังมาให้ด้วย มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.9 ลิตร ผสานการทำงานของพลังงานไฟฟ้า 456 kW แรงบิด 760 นิวตันเมตร รีดความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที ภายในห้องโดยสารผสมผสานวัสดุหนังอัลคันทาร่า หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัลและหน้าจอแสดงขนาดเล็กบนคอนโซลกลาง สมกับคำว่าพอดี ไม่ขาดไม่เกินจริงๆ

 



Bentley Mulliner Bacalar

 


ซูเปอร์คาร์ที่มีเงินอย่างเดียวก็คงซื้อไม่ได้ (แค่ค่าตัวเริ่มต้นก็ปาไปเกือบ 100 ล้านบาทแล้ว) เพราะมีจำกัดแค่ 12 คันทั่วโลก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเบนท์ลีย์ขึ้นชื่อเรื่องงานคราฟแมนชิพเป็นอย่างดีอยู่แล้ว สำหรับรถยนต์สองที่นั่ง เปิดประทุนที่ได้โครงสร้างตัวถังมาจากรุ่นคอนติเนนทัล จีทีท หนึ่งในรถที่ขึ้นชื่อว่าขับขี่สบายที่สุด นอกจากนี้ยังผสมผสานงานคราฟต์ของวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียม ที่ช่วยเสริมทั้งความปลอดภัยและได้น้ำหนักเบาในเวลาเดียวกัน มาพร้อมเครื่องยนต์ W12 (คือ 6 สูบ 2 ตัว) ขนาด 6 ลิตร ผสานขุมพลังงานไฟฟ้า 485 kW แรงบิด 900 นิวตันเมตร ส่วนในห้องโดยสารยังคงสามารถ bespoke ได้ตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนังลวดลายพิเศษที่ใช้ด้ายเย็บกว่า 148,199 เส้น หน้าปัดเรือนไมล์ที่ใส่มาให้ทั้งแบบดิจิทัลและหน้าปัดคลาสสิกเช่นเดียวกับในรุ่นคอนติเนนทัล จีที ส่วนที่เหลือก็เลือกเพิ่มเติมเอาได้ตามกำลังทรัพย์จนกว่าจะได้ออกมาเป็นรถยนต์เพอร์เฟกต์อีกคัน

 

 


text Neighbor Indy Market