5 เหตุผลว่าทำไมปลายปีนี้ถึงต้องไปที่ BEHIND THE STAR EXPERIENCE สักวัน

1. ทำรู้จักความเป็นมาของไฮเนเก้นแบบม้วนเดียวจบ

ไฮเนเก้นนำความสำเร็จกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง ซึ่งมีเรื่องราวใกล้เคียงกับคราวที่แล้ว (จัดอยู่ที่สยาม ดิสคัฟเวอรี่) โดยแบ่งเป็นห้องจัดแสดงทั้งหมด 5 ห้อง ได้แก่ Heritage Time Machine บอกเล่าประวัติศาสตร์กว่า 144 ปีผ่านโลโก้และขวด

 

 Heritage Time Machine


Interactive Ingredients วัตถุดิบสำคัญของไฮเนเก้นคือ มอลต์ที่ได้จากข้าวบาเล่ย์และยีสต์ ซึ่งเป็นยีสต์ชนิดพิเศษของไฮเนเก้นและเป็นที่รู้จักในชื่อ เอยีสต์

 

Interactive Ingredients

 

360 Brewing Adventure ห้องบอลจำลองในถังหมักนอนของไฮเนเก้น โดยเปรียบลูกบอลเป็นดังยีสต์ที่บรรจุในถังเป็นเวลา 28 วัน

 

 

360 Brewing Adventure (ซ้าย) Global VR Journey  (ขวา)


Global VR Journey วีอาร์จำลองขั้นตอนการบรรจุผลิตภัณฑ์ของไฮเนเก้น ตั้งแต่ใส่ลงขวดไปจนถึงแพคเตรียมส่ง


Star Serve Experience มาตรฐานการเสิร์ฟของไฮเนเก้นที่ขึ้นว่าเป็นการเสิร์ฟที่ให้รสชาติดีที่สุด

 

***

 

2. ยีสต์พิเศษที่ไม่มีแบรนด์ไหนเลียนแบบได้

เอยีสต์เป็นยีสต์พิเศษที่เจอราร์ด ไฮเนเก้นคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1873 โดยมีเอกลักษณ์ของกลิ่นเหมือนผลไม้ (แอ๊ปเปิ้ลเขียวและกล้วย) ซึ่งที่นี่มียีสต์มาให้ลองดมดูว่ากลิ่นเป็นยังไงด้วย

 

เอยีสต์

 

***


3. มอลต์อัดแน่นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์

มอลต์เป็นวัตถุดิบหลักในการหมักเบียร์ ซึ่งการหมักเบียร์ส่วนใหญ่มักจะใช้มอลต์ผสมกับข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง แต่สำหรับไฮเนเก้นเลือกใช้มอลต์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้นักดื่มได้รสสัมผัสและรู้สึกได้ถึงเทกเจอร์ของมอลต์แบบเต็มที่

 

 

***


4. กรรมวิธีการหมักที่ลงทุนมากแต่ให้ผลตอบแทนชั้นดี

ไฮเนเก้นโดดเด่นเรื่องการหมักในถังนอนที่ช่วยให้ยีสต์ผ่อนคลายและทำงานได้ดีกว่า เนื่องจากไม่ถูกปริมาตรและความหนาแน่นของน้ำกดทับเท่าถังตั้ง อีกทั้งยังใช้เวลาในการหมักนานถึง 28 วัน เพื่อให้มอลต์ได้รสชาติที่ดีที่สุดและสามารถย่อยโมเลกุลของแอลกอฮอล์ให้พอดีกับร่างกายจะย่อยได้ ทำให้คนดื่มไฮเนเก้นหลายๆ ท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เวลาดื่มเบียร์ยี่ห้อนี้แล้วไม่ค่อยปวดหัว

 

***


5. มาตรฐานการผลิตระดับโลก

ไฮเนเก้นอุดมไปด้วยโรงผลิตเบียร์กว่า 75 แห่งทั่วโลก โดยในประเทศไทยมีโรงผลิตโดยบริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด หรือบริษัท ทีเอพี ก่อตั้งเมื่อปี 1995 นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำเข้าและผลิตเบียร์คุณภาพดีอย่างเชียร์ (Cheers) ไทเกอร์ (Tiger) กินเนสส์ (Guinness) คิลเคนนี่ (Kilkenny) และสตรองโบว์ (Strongblow)

 

 โรงผลิต ทีเอพี

 

***

 

Behind The Star Experience จัดแสดง ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ตั้งแแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม เวลา 17.00-24.00 น. 

งานนี้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/Heineken

 


 

TEXT NOPARAT


YOU MIGHT LIKE !



5 เหตุผลว่าทำไมปลายปีนี้ถึงต้องไปที่ BEHIND THE STAR EXPERIENCE สักวัน

1. ทำรู้จักความเป็นมาของไฮเนเก้นแบบม้วนเดียวจบ

ไฮเนเก้นนำความสำเร็จกลับมาจัดแสดงอีกครั้ง ซึ่งมีเรื่องราวใกล้เคียงกับคราวที่แล้ว (จัดอยู่ที่สยาม ดิสคัฟเวอรี่) โดยแบ่งเป็นห้องจัดแสดงทั้งหมด 5 ห้อง ได้แก่ Heritage Time Machine บอกเล่าประวัติศาสตร์กว่า 144 ปีผ่านโลโก้และขวด

 

 Heritage Time Machine


Interactive Ingredients วัตถุดิบสำคัญของไฮเนเก้นคือ มอลต์ที่ได้จากข้าวบาเล่ย์และยีสต์ ซึ่งเป็นยีสต์ชนิดพิเศษของไฮเนเก้นและเป็นที่รู้จักในชื่อ เอยีสต์

 

Interactive Ingredients

 

360 Brewing Adventure ห้องบอลจำลองในถังหมักนอนของไฮเนเก้น โดยเปรียบลูกบอลเป็นดังยีสต์ที่บรรจุในถังเป็นเวลา 28 วัน

 

 

360 Brewing Adventure (ซ้าย) Global VR Journey  (ขวา)


Global VR Journey วีอาร์จำลองขั้นตอนการบรรจุผลิตภัณฑ์ของไฮเนเก้น ตั้งแต่ใส่ลงขวดไปจนถึงแพคเตรียมส่ง


Star Serve Experience มาตรฐานการเสิร์ฟของไฮเนเก้นที่ขึ้นว่าเป็นการเสิร์ฟที่ให้รสชาติดีที่สุด

 

***

 

2. ยีสต์พิเศษที่ไม่มีแบรนด์ไหนเลียนแบบได้

เอยีสต์เป็นยีสต์พิเศษที่เจอราร์ด ไฮเนเก้นคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1873 โดยมีเอกลักษณ์ของกลิ่นเหมือนผลไม้ (แอ๊ปเปิ้ลเขียวและกล้วย) ซึ่งที่นี่มียีสต์มาให้ลองดมดูว่ากลิ่นเป็นยังไงด้วย

 

เอยีสต์

 

***


3. มอลต์อัดแน่นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์

มอลต์เป็นวัตถุดิบหลักในการหมักเบียร์ ซึ่งการหมักเบียร์ส่วนใหญ่มักจะใช้มอลต์ผสมกับข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตลง แต่สำหรับไฮเนเก้นเลือกใช้มอลต์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้นักดื่มได้รสสัมผัสและรู้สึกได้ถึงเทกเจอร์ของมอลต์แบบเต็มที่

 

 

***


4. กรรมวิธีการหมักที่ลงทุนมากแต่ให้ผลตอบแทนชั้นดี

ไฮเนเก้นโดดเด่นเรื่องการหมักในถังนอนที่ช่วยให้ยีสต์ผ่อนคลายและทำงานได้ดีกว่า เนื่องจากไม่ถูกปริมาตรและความหนาแน่นของน้ำกดทับเท่าถังตั้ง อีกทั้งยังใช้เวลาในการหมักนานถึง 28 วัน เพื่อให้มอลต์ได้รสชาติที่ดีที่สุดและสามารถย่อยโมเลกุลของแอลกอฮอล์ให้พอดีกับร่างกายจะย่อยได้ ทำให้คนดื่มไฮเนเก้นหลายๆ ท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เวลาดื่มเบียร์ยี่ห้อนี้แล้วไม่ค่อยปวดหัว

 

***


5. มาตรฐานการผลิตระดับโลก

ไฮเนเก้นอุดมไปด้วยโรงผลิตเบียร์กว่า 75 แห่งทั่วโลก โดยในประเทศไทยมีโรงผลิตโดยบริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด หรือบริษัท ทีเอพี ก่อตั้งเมื่อปี 1995 นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำเข้าและผลิตเบียร์คุณภาพดีอย่างเชียร์ (Cheers) ไทเกอร์ (Tiger) กินเนสส์ (Guinness) คิลเคนนี่ (Kilkenny) และสตรองโบว์ (Strongblow)

 

 โรงผลิต ทีเอพี

 

***

 

Behind The Star Experience จัดแสดง ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ตั้งแแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม เวลา 17.00-24.00 น. 

งานนี้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/Heineken

 


 

TEXT NOPARAT


FOOD & DRINK


LAST UPDATE