เปิดกล่อง Samsung Galaxy Unpacked 2020

ซัมซุง ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นผู้นำเทคโนโลยีอยู่แล้ว ไม่แปลกใจที่เริ่มปีใหม่ทางซัมซุงจะหาเทคโนโลยีใหม่มามอบให้แก่ผู้บริโภคเป็นเจ้าแรกๆ หลังจากงานเปิดตัว Samsung Galaxy Unpacked 2020 ที่ซานฟรานซิสโกไปเมื่อวานซืนหมาดๆ ตามมาด้วยงานของบ้านเราเมื่อวานนี้ เราจึงได้เห็นครอบครัว Galaxy ทั้งหน้าใหม่และหน้าเดิมที่จะมากรุยทางสมาร์ตโฟนให้แบรนด์ซัมซุงจากนี้ ต่อไปจนถึงอนาคต

 


 

เริ่มกันที่ กาแลคซี ซี ฟลิบ (Galaxy Z Flip) สมาร์ตโฟนพับได้รุ่นอัพเกรดมาจาก Galaxy Fold (ย้อนอ่านเรื่อง Galazy Fold ได้ที่ http://www.esquire.co.th/style/Samsung-Galaxy-Fold-2019/1878) เปลี่ยนจากการพับด้านข้างมาเป็นพับจากบนลงล่าง มีลักษณะเหมือนแป้งพับ ที่สำคัญกว่านั้น Z Flip ยังแก้ปัญหาเดิมคือหน้าจอพลาสติกเป็นกระจกขนาด 6.7 นิ้วแล้ว ดูจากภาพรวมคร่าวๆ คงพอเห็นแล้วว่าสิ่งที่ซัมซุงพยายามนำเสนอคือ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ใหม่ที่ไม่ได้มีแค่รับ โทร สไลด์อีกต่อไป

 

การถ่ายรูปและวิดีโอที่เปลี่ยนแปลงไป

 

เนื่องจากสามารถพับงอสมาร์ตโฟนได้ ทำให้เกิดมิติใหม่ในการถ่ายรูปและวิดีโอ โดยเฉพาะการเปิดหน้าจอให้ตั้งฉากในการถ่ายเซลฟี่หรือ V-log ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และสามารถเปลี่ยนโทรศัพท์ให้ทำหน้าที่เป็นขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพกลางคืนหรือ Time-Lapse โดยไม่ต้องพึ่งแฟลช ไปจนถึงรูปแบบการสื่อสารที่สามารถคุยผ่านสมาร์ตโฟนโดยพับหน้าจอแล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะเสมือนกล้องและไมค์ตัวนึงก็ว่าได้ นี่น่าจะเป็นความสนุก สำหรับคนชอบถ่ายภาพอย่างแน่นอน  

 

พับได้สนุกขึ้นกว่ารุ่นก่อน

 

หลังจากได้ลองจาก Galaxy Fold มาก่อน ทำให้เรารู้สึกว่ากลัวพัง จึงไม่ค่อยอยากพับบ่อย ด้วยราคาที่เปิดตัวมาสูงลิ่ว ทำให้ Fold ไม่ได้รู้สึกเป็นมิตรกับผู้ใช้มากนัก แต่การแก้มือครั้งนี้ของซัมซุงกลับทำให้คนใช้ Z Flip รู้สึกอยากพับมากขึ้น นึกย้อนไปถึงโทรศัพท์พับได้ในยุคก่อน เวลาฟังเสียงหน้าจอกระทบกันแล้วรู้สึกดีกว่าเยอะ แถมเวลาพับแล้วขนาดยังกะทัดรัด พอดีมือจับ นี่ถ้ามีหน้าจออยู่ด้านนอกด้วยเราคงพับกดเล่นทั้งวัน แต่เหมือนซัมซุงอาจตั้งใจทำให้ได้อย่างนั้นในอนาคต เพราะคราวนี้ก็ยังแอบใส่หน้าจอไซซ์มินิ มาให้ดูเล่นเวลาข้อความเข้า หรือคนที่ถูกถ่ายรูปดูได้ว่าหน้าตาตัวเองเป็นอย่างไร (แม้จะเล็กไปหน่อยก็ตาม)

 

ใช้งานพร้อมกันได้หลายแอปพลิเคชัน

 

ส่วนที่ดีบางอย่างก็ยังคงเก็บไว้คือระบบมัลติทาสกิ้ง ที่แบ่งหน้าจอการทำงานได้ แต่ปรับขนาดไม่ได้แล้ว แถบใช้ได้สูงสุดแค่ 2 หน้าจอบนล่างหรือซ้ายขวาเท่านั้น (รุ่น Fold ใช้ได้ 3 หน้าจอ) แต่เราว่าทำถูกแล้ว ยิ่งเวลาใช้งานขณะพับหน้าจอ ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม portable อยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนตอนที่ Nintendo DS เปิดตัวใหม่ๆ แบบนั้นเลย

 

แบตเตอรี่กลับน้อยลง

ของบางอย่างอะไรที่มันดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนมัน สำนวนนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง เพราะ Z Flip กลับลดแบตเตอรี่ลงเหลือแค่ 3,300 mAh (รุ่น Fold ใช้แบตเตอรี่ 4,000 mAh) ซึ่งเข้าใจว่าด้วยขนาดที่เล็กลงและฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานหนักเท่าเดิม แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งในเมื่อมีของดีในมืออยู่แล้ว น่าเสียดายจริงๆ

 


 

มาถึงไฮไลต์อย่าง กาแลคซี่ เอส 20 (Galaxy S20) สมาร์ตโฟนสำหรับคนรักการถ่ายภาพและรองรับเทคโนโลยี 5G ที่มาเป็นเรือธงลำใหม่ตั้งแต่ต้นปี แน่นอนตระกูล Galaxy S ของซัมซุงโดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพมาตลอด สำหรับ S20 เอง เราก็จะได้เห็นมิติใหม่แห่งการซูม 100 เท่า เราจะไม่ต้องถ่ายรูปกันพร่ำเพื่ออีกต่อไป เพราะกดครั้งเดียวได้ทั้งภาพและวิดีโอที่ AI คัดมาให้แล้ว เรายังได้วิดีโอความละเอียดสูงถึง 8K จะคมชัดขนาดไหนกันเชียว

 

 

เทคโนโลยี 5G ที่บ้านเรายังไม่มี

เขาว่า 5G จะแรงกว่าความเร็วทุกวันนี้ถึง 20 เท่า ลดการหน่วงกว่าเดิมลงถึง 10 เท่าและป้องกันเครือข่ายล่มได้ดีขึ้น 10 เท่า แค่ฟังเขาเล่ายังนึกภาพไม่ออกเลย แต่ว่าใกล้ถึงเวลาที่จะประมูลเครือข่าย 5G ในบ้านเราแล้ว คงได้เวลาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขนาดนั้นเอาไปทำอะไร

 

การถ่ายภาพ 1 ภาพแต่ได้ 1 อัลบั้ม

 

นี่คือพฤติกรรมใหม่ของคนในยุคนี้แน่นอน ด้วยฟังก์ชัน Single Take ที่ได้ AI มาช่วยเลือกช็อตที่ดีที่สุดให้ ทั้งรูปถ่ายและวิดีโอ (รวมถึง Slow motion และ Time-Lapse) ภายในการกดค้างเพียงครั้งเดียว แต่คุณจะได้รูปถ่ายสูงสุด 10 รูปและวิดีโออีก 4 ตัว ฉะนั้นน่าจะหมดปัญหาเรื่องการถ่ายภาพไม่ถูกใจและไม่ทันใจ เพราะกดครั้งเดียว ที่เหลือเอาไปเลือกเอง (ต้องมีถูกใจสักรูปแหละ)

 

ซูมไกลเหมือนนั่งแถวหน้า

  

หากสังเกตด้านหลังจะเห็นว่า S20 เพิ่มกล้องมาอีก 1 ตัวคือ Space Zoom นั่นเองนอกจากจะคุณภาพไฟล์ที่ถ่ายได้ความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล (เขาว่าเป็นความละเอียดที่เทียบเท่ากับตาของมนุษย์มากที่สุด) คุณยังสามารถซูมรูปภาพได้สูงสุด 100 เท่า และซูมวิดีโอสูงสุด 20 เท่า คงได้เห็นคนเล่นฟีเจอร์นี้กันไปบ้างแล้ว แม้ว่าคุณจะมาทีหลังแต่ก็สามารถซูมได้เหมือนคนนั่งแถวหน้า น่าจะเหมาะกับแฟนคลับที่ตามกรี๊ดดาราที่ตัวเองชอบอย่างดี ไม่ต้องพกเลนส์หนักๆ ยาวๆ ไปตีหัวใครอีกแล้ว

 

 

วิดีโอก็โหดใช้ได้ที่ 8K

ความละเอียด 8K นี่เป็นอะไรที่เกินตัวเราไปหน่อย เพราะไม่รู้จะถ่ายให้คมชัดขนาดนั้นไปทำไม เพราะมันย่อมตามมาด้วยขนาดไฟล์ที่มากขึ้น โดยวิดีโอความยาว 1 นาทีเทียบเท่ากับขนาดไฟล์ถึง 600 MB เลยทีเดียว (พูดง่ายๆ ว่าพอๆ กับไฟล์เพลง 100 เพลง) มันจึงมาพร้อมขนาดความจุสูงสุด 1.5 TB ให้ผู้ใช้ถ่ายได้สนุกขึ้นโดยไม่ต้องห่วงความจำเต็ม แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย เพราะเขาใส่ฟังก์ชัน VDO Snap ที่ช่วยแคปรูปภาพจากวิดีโอที่ความละเอียด 33 ล้านพิกเซล ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งเวลาที่เราอยากได้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอแต่ดันต้องเลือกถ่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้แหละที่สร้างมาตอบโจทย์อย่างยิ่ง

 

Galaxy S20 เริ่มต้นราคา 28,900 บาท
Galaxy S20+ เริ่มต้นราคา 31,900 บาท
Galaxy S20 Ultra 5G เริ่มต้นราคา 39,990 บาท
เปิดจองตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคมนี้ แถมฟรี Galaxy Bud+

 

Galaxy Z Flip เริ่มต้นราคา 44,900 บาท
วางจำหน่าย 200 เครื่องแรกวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น
และวางจำหน่ายเป็นทางการวันที่ 6 มีนาคมเป็นต้นไป

 

 

คำถามที่ไม่มีคำตอบ ขณะนั่งฟังบรรยายฟีเจอร์เด่นๆ ในสมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นก็ดันเกิดคำถามขึ้นมาในใจเกี่ยวกับการครีเอทฟังก์ชันต่าๆ ของซัมซุง ที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้สร้างสรรค์รูปถ่ายอย่างไม่มีกำหนด มี AI ช่วยให้การถ่ายภาพสนุกขึ้น สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้คมชัดและเก็บได้ทันทุกเหตุการณ์ แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

 

เราได้ยินสิ่งที่ซัมซุงสร้างขึ้นมาคือเรื่อง ‘ข้อมูลดิจิทัล’ แต่ไม่ได้พูดถึงการจัดการกับมันยังไงนอกจากใส่ความจุให้มากขึ้น เพราะการสร้างอะไรที่มีความละเอียดสูงย่อมมาพร้อมขนาดที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราถ่ายภาพได้หลากหลายรูปในช็อตเดียว โดยที่เราอาจไม่ได้ชอบมันทุกรูป การสร้างสรรค์ในบางมุมก็มาพร้อมกับสิ่งไม่พึ่งประสงค์มากมาย เสียดายที่เราไม่ได้รู้ว่ามวลข้อมูลดิจิทัลที่เกิดขึ้นจากการใช้สมาร์ตโฟนมีมากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง ถ้าไม่ใช่การลบทิ้งเสียทุกครั้ง

 


 

Text Neighbor Indy Market / Photo Courtesy of Samsung




เปิดกล่อง Samsung Galaxy Unpacked 2020

ซัมซุง ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นผู้นำเทคโนโลยีอยู่แล้ว ไม่แปลกใจที่เริ่มปีใหม่ทางซัมซุงจะหาเทคโนโลยีใหม่มามอบให้แก่ผู้บริโภคเป็นเจ้าแรกๆ หลังจากงานเปิดตัว Samsung Galaxy Unpacked 2020 ที่ซานฟรานซิสโกไปเมื่อวานซืนหมาดๆ ตามมาด้วยงานของบ้านเราเมื่อวานนี้ เราจึงได้เห็นครอบครัว Galaxy ทั้งหน้าใหม่และหน้าเดิมที่จะมากรุยทางสมาร์ตโฟนให้แบรนด์ซัมซุงจากนี้ ต่อไปจนถึงอนาคต

 


 

เริ่มกันที่ กาแลคซี ซี ฟลิบ (Galaxy Z Flip) สมาร์ตโฟนพับได้รุ่นอัพเกรดมาจาก Galaxy Fold (ย้อนอ่านเรื่อง Galazy Fold ได้ที่ http://www.esquire.co.th/style/Samsung-Galaxy-Fold-2019/1878) เปลี่ยนจากการพับด้านข้างมาเป็นพับจากบนลงล่าง มีลักษณะเหมือนแป้งพับ ที่สำคัญกว่านั้น Z Flip ยังแก้ปัญหาเดิมคือหน้าจอพลาสติกเป็นกระจกขนาด 6.7 นิ้วแล้ว ดูจากภาพรวมคร่าวๆ คงพอเห็นแล้วว่าสิ่งที่ซัมซุงพยายามนำเสนอคือ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ใหม่ที่ไม่ได้มีแค่รับ โทร สไลด์อีกต่อไป

 

การถ่ายรูปและวิดีโอที่เปลี่ยนแปลงไป

 

เนื่องจากสามารถพับงอสมาร์ตโฟนได้ ทำให้เกิดมิติใหม่ในการถ่ายรูปและวิดีโอ โดยเฉพาะการเปิดหน้าจอให้ตั้งฉากในการถ่ายเซลฟี่หรือ V-log ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และสามารถเปลี่ยนโทรศัพท์ให้ทำหน้าที่เป็นขาตั้งกล้องในการถ่ายภาพกลางคืนหรือ Time-Lapse โดยไม่ต้องพึ่งแฟลช ไปจนถึงรูปแบบการสื่อสารที่สามารถคุยผ่านสมาร์ตโฟนโดยพับหน้าจอแล้วนำไปวางไว้บนโต๊ะเสมือนกล้องและไมค์ตัวนึงก็ว่าได้ นี่น่าจะเป็นความสนุก สำหรับคนชอบถ่ายภาพอย่างแน่นอน  

 

พับได้สนุกขึ้นกว่ารุ่นก่อน

 

หลังจากได้ลองจาก Galaxy Fold มาก่อน ทำให้เรารู้สึกว่ากลัวพัง จึงไม่ค่อยอยากพับบ่อย ด้วยราคาที่เปิดตัวมาสูงลิ่ว ทำให้ Fold ไม่ได้รู้สึกเป็นมิตรกับผู้ใช้มากนัก แต่การแก้มือครั้งนี้ของซัมซุงกลับทำให้คนใช้ Z Flip รู้สึกอยากพับมากขึ้น นึกย้อนไปถึงโทรศัพท์พับได้ในยุคก่อน เวลาฟังเสียงหน้าจอกระทบกันแล้วรู้สึกดีกว่าเยอะ แถมเวลาพับแล้วขนาดยังกะทัดรัด พอดีมือจับ นี่ถ้ามีหน้าจออยู่ด้านนอกด้วยเราคงพับกดเล่นทั้งวัน แต่เหมือนซัมซุงอาจตั้งใจทำให้ได้อย่างนั้นในอนาคต เพราะคราวนี้ก็ยังแอบใส่หน้าจอไซซ์มินิ มาให้ดูเล่นเวลาข้อความเข้า หรือคนที่ถูกถ่ายรูปดูได้ว่าหน้าตาตัวเองเป็นอย่างไร (แม้จะเล็กไปหน่อยก็ตาม)

 

ใช้งานพร้อมกันได้หลายแอปพลิเคชัน

 

ส่วนที่ดีบางอย่างก็ยังคงเก็บไว้คือระบบมัลติทาสกิ้ง ที่แบ่งหน้าจอการทำงานได้ แต่ปรับขนาดไม่ได้แล้ว แถบใช้ได้สูงสุดแค่ 2 หน้าจอบนล่างหรือซ้ายขวาเท่านั้น (รุ่น Fold ใช้ได้ 3 หน้าจอ) แต่เราว่าทำถูกแล้ว ยิ่งเวลาใช้งานขณะพับหน้าจอ ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม portable อยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนตอนที่ Nintendo DS เปิดตัวใหม่ๆ แบบนั้นเลย

 

แบตเตอรี่กลับน้อยลง

ของบางอย่างอะไรที่มันดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนมัน สำนวนนี้ใช้ได้กับทุกเรื่อง เพราะ Z Flip กลับลดแบตเตอรี่ลงเหลือแค่ 3,300 mAh (รุ่น Fold ใช้แบตเตอรี่ 4,000 mAh) ซึ่งเข้าใจว่าด้วยขนาดที่เล็กลงและฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานหนักเท่าเดิม แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งในเมื่อมีของดีในมืออยู่แล้ว น่าเสียดายจริงๆ

 


 

มาถึงไฮไลต์อย่าง กาแลคซี่ เอส 20 (Galaxy S20) สมาร์ตโฟนสำหรับคนรักการถ่ายภาพและรองรับเทคโนโลยี 5G ที่มาเป็นเรือธงลำใหม่ตั้งแต่ต้นปี แน่นอนตระกูล Galaxy S ของซัมซุงโดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพมาตลอด สำหรับ S20 เอง เราก็จะได้เห็นมิติใหม่แห่งการซูม 100 เท่า เราจะไม่ต้องถ่ายรูปกันพร่ำเพื่ออีกต่อไป เพราะกดครั้งเดียวได้ทั้งภาพและวิดีโอที่ AI คัดมาให้แล้ว เรายังได้วิดีโอความละเอียดสูงถึง 8K จะคมชัดขนาดไหนกันเชียว

 

 

เทคโนโลยี 5G ที่บ้านเรายังไม่มี

เขาว่า 5G จะแรงกว่าความเร็วทุกวันนี้ถึง 20 เท่า ลดการหน่วงกว่าเดิมลงถึง 10 เท่าและป้องกันเครือข่ายล่มได้ดีขึ้น 10 เท่า แค่ฟังเขาเล่ายังนึกภาพไม่ออกเลย แต่ว่าใกล้ถึงเวลาที่จะประมูลเครือข่าย 5G ในบ้านเราแล้ว คงได้เวลาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขนาดนั้นเอาไปทำอะไร

 

การถ่ายภาพ 1 ภาพแต่ได้ 1 อัลบั้ม

 

นี่คือพฤติกรรมใหม่ของคนในยุคนี้แน่นอน ด้วยฟังก์ชัน Single Take ที่ได้ AI มาช่วยเลือกช็อตที่ดีที่สุดให้ ทั้งรูปถ่ายและวิดีโอ (รวมถึง Slow motion และ Time-Lapse) ภายในการกดค้างเพียงครั้งเดียว แต่คุณจะได้รูปถ่ายสูงสุด 10 รูปและวิดีโออีก 4 ตัว ฉะนั้นน่าจะหมดปัญหาเรื่องการถ่ายภาพไม่ถูกใจและไม่ทันใจ เพราะกดครั้งเดียว ที่เหลือเอาไปเลือกเอง (ต้องมีถูกใจสักรูปแหละ)

 

ซูมไกลเหมือนนั่งแถวหน้า

  

หากสังเกตด้านหลังจะเห็นว่า S20 เพิ่มกล้องมาอีก 1 ตัวคือ Space Zoom นั่นเองนอกจากจะคุณภาพไฟล์ที่ถ่ายได้ความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล (เขาว่าเป็นความละเอียดที่เทียบเท่ากับตาของมนุษย์มากที่สุด) คุณยังสามารถซูมรูปภาพได้สูงสุด 100 เท่า และซูมวิดีโอสูงสุด 20 เท่า คงได้เห็นคนเล่นฟีเจอร์นี้กันไปบ้างแล้ว แม้ว่าคุณจะมาทีหลังแต่ก็สามารถซูมได้เหมือนคนนั่งแถวหน้า น่าจะเหมาะกับแฟนคลับที่ตามกรี๊ดดาราที่ตัวเองชอบอย่างดี ไม่ต้องพกเลนส์หนักๆ ยาวๆ ไปตีหัวใครอีกแล้ว

 

 

วิดีโอก็โหดใช้ได้ที่ 8K

ความละเอียด 8K นี่เป็นอะไรที่เกินตัวเราไปหน่อย เพราะไม่รู้จะถ่ายให้คมชัดขนาดนั้นไปทำไม เพราะมันย่อมตามมาด้วยขนาดไฟล์ที่มากขึ้น โดยวิดีโอความยาว 1 นาทีเทียบเท่ากับขนาดไฟล์ถึง 600 MB เลยทีเดียว (พูดง่ายๆ ว่าพอๆ กับไฟล์เพลง 100 เพลง) มันจึงมาพร้อมขนาดความจุสูงสุด 1.5 TB ให้ผู้ใช้ถ่ายได้สนุกขึ้นโดยไม่ต้องห่วงความจำเต็ม แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย เพราะเขาใส่ฟังก์ชัน VDO Snap ที่ช่วยแคปรูปภาพจากวิดีโอที่ความละเอียด 33 ล้านพิกเซล ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งเวลาที่เราอยากได้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอแต่ดันต้องเลือกถ่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้แหละที่สร้างมาตอบโจทย์อย่างยิ่ง

 

Galaxy S20 เริ่มต้นราคา 28,900 บาท
Galaxy S20+ เริ่มต้นราคา 31,900 บาท
Galaxy S20 Ultra 5G เริ่มต้นราคา 39,990 บาท
เปิดจองตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคมนี้ แถมฟรี Galaxy Bud+

 

Galaxy Z Flip เริ่มต้นราคา 44,900 บาท
วางจำหน่าย 200 เครื่องแรกวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น
และวางจำหน่ายเป็นทางการวันที่ 6 มีนาคมเป็นต้นไป

 

 

คำถามที่ไม่มีคำตอบ ขณะนั่งฟังบรรยายฟีเจอร์เด่นๆ ในสมาร์ตโฟนทั้งสองรุ่นก็ดันเกิดคำถามขึ้นมาในใจเกี่ยวกับการครีเอทฟังก์ชันต่าๆ ของซัมซุง ที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้สร้างสรรค์รูปถ่ายอย่างไม่มีกำหนด มี AI ช่วยให้การถ่ายภาพสนุกขึ้น สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้คมชัดและเก็บได้ทันทุกเหตุการณ์ แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

 

เราได้ยินสิ่งที่ซัมซุงสร้างขึ้นมาคือเรื่อง ‘ข้อมูลดิจิทัล’ แต่ไม่ได้พูดถึงการจัดการกับมันยังไงนอกจากใส่ความจุให้มากขึ้น เพราะการสร้างอะไรที่มีความละเอียดสูงย่อมมาพร้อมขนาดที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราถ่ายภาพได้หลากหลายรูปในช็อตเดียว โดยที่เราอาจไม่ได้ชอบมันทุกรูป การสร้างสรรค์ในบางมุมก็มาพร้อมกับสิ่งไม่พึ่งประสงค์มากมาย เสียดายที่เราไม่ได้รู้ว่ามวลข้อมูลดิจิทัลที่เกิดขึ้นจากการใช้สมาร์ตโฟนมีมากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง ถ้าไม่ใช่การลบทิ้งเสียทุกครั้ง

 


 

Text Neighbor Indy Market / Photo Courtesy of Samsung