THE ISLAND PARADISE ลัดฟ้าสู่มัลดีฟส์ที่กีลี ลันกันฟูชิ

หากใครถามว่าเดอะ บัคเก็ต ลิสต์ของคุณอยากไปที่ไหน ผมทายได้ว่าเกินครึ่งต้องมีคำตอบเป็นมัลดีฟส์แน่ๆ มัลดีฟส์ในปัจจุบันเดินทางค่อนข้างง่ายเพราะมีสายการบินบางกอก แอร์เวย์สบินตรงจากสุวรรณภูมิฯ ไปยังกรุงมาเล ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง จนดูเหมือนภาระตกไปอยู่กับการเลือกที่พักเสียมากกว่า ผมได้ยินที่พักคุ้นหูคนไทยอยู่หลายชื่อ แต่มีอยู่ที่หนึ่งซึ่งยังไม่ค่อยเห็นแถมเคยใช้นามของโซเนว่ามาก่อน แต่ปรับโฉมใหม่ที่ยังคงกลิ่นอายของวิลล่าไม้กลางน้ำ ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติและประดับรอยยิ้มพนักงานทุกคน เราหลงรักที่นี่ตั้งแต่แรกเข้า จนกระทั่งย่างเท้ากลับบ้านก็ยังคงความอิ่มอกอิ่มใจไม่หาย ส่วนชื่อเสียงเรียงนามเราจะมาทำความรู้จักกับกีลี ลันกันฟูชิ (Gili Lankanfushi) ที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อ   

 

 

ผมพบกับนิโคลัส เมเนเจอร์ของกีลีตั้งแต่ก้าวขึ้นฝั่ง พนักงานของที่นี่จะออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งโบกมือส่งทุกคนกลับบ้าน กีลี ลันกันฟูชิอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน สามารถนั่งสปีดโบ๊ทประมาณ 20 นาที อารมณ์เหมือนกับเล่นแรพเตอร์ในดรีมเวิลด์หนึ่งรอบ นิโคลัสเล่าให้ฟังว่าลูกค้าของที่นี่มีชาวอังกฤษ อเมริกันและเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนไทยคนข้างประปราย และหวังว่าผมจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้พี่น้องชาวไทยคนอื่นๆ รู้จักกีลีแห่งนี้บ้าง แน่นอนผมตอบรับอย่างเต็มใจ หากใครกำลังลังเลว่าไปมัลดีฟส์จะพักที่ไหน กีลีแห่งนี้เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย (โดยเฉพาะครั้งแรก)

 

WHEN IN…

คุณอาจเจอมัลดีฟส์หลายสถานการณ์ ทั้งแบบน่ารัก (แดดออกตลอดทั้งวัน) หรือวันที่อารมณ์ฉุนเฉียว (คลื่นลมแรงจนแทบปลิว) ไปจนถึงวันที่คาดเดาไม่ได้ (ฝนตกเอาดื้อๆ) คงไม่มีใครอยากวางแพลนแล้วต้องพับแผนเก็บหรอก มัลดีฟส์มีช่วงเวลาดีๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงปลายเมษายนที่ทำให้คุณหมดกังวลเรื่องฝนฟ้า แต่ก็อาจจนเพราะตรงกับช่วงไฮ ซีซั่น หรือเซิร์ฟเฟอร์อาจอยากไปมัลดีฟส์ในช่วงคลื่นลมแรงจะได้ไม่ต้องรอคลื่นนานจนตัวเปื่อย คุณควรมามัลดีฟส์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนสิงหาคม ลมกำลังแรงให้พอวาดลีลาบนกระดานเซิร์ฟได้บ้าง 

 

EAT

หลายคนมามัลดีฟส์มักกังวลเรื่องอาหาร กลัวไม่ถูกปาก รับประทานแล้วไม่อยู่ท้องจนต้องพกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสำรองไว้ (พกได้แต่อย่าเอารสหมูสับมาก็พอเพราะมัลดีฟส์คือประเทศมุสลิม) สำหรับห้องอาหารของที่นี่อาจทำให้คุณลืมปัญหาข้างต้นไป เพราะเขามีห้องอาหารถึง 4 แห่งรองรับ เปิดปิดเป็นช่วงเวลาเพื่อรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่อยู่เสมอ เริ่มต้นที่ Main Restaurant เสิร์ฟอาหารผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกทั้งเช้าและเย็น Over Water Bar ที่คุณสามารถมองเห็นทะเลได้ 360 องศา จะนั่งจิบไวน์หรือค๊อกเทลชมพระอาทิตย์ตกดินก็ตามแต่ มีสลัดแบบฟูลบาร์สดใหม่จากสวนในยามบ่าย หรือดินเนอร์ใต้แสงจันทร์กับอาหารซีฟู้ดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสดจากมหาสมุทรอินเดีย

 

 

By The Sea รังสรรค์อาหารญี่ปุ่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เชฟคัดเลือกวัตถุดิบสดใหม่จากท้องทะเล โดยเฉพาะปลาทูน่าที่สามารถเห็นลูกบลูฟินว่ายอยู่ภายในบริเวณที่พักจนชินตา รวมถึงเทปันยากิและเมนูเชฟเทเบิ้ลเสิร์ฟคู่กับสาเกรสเลิศ และ The Underground Wine Cellar & Chocolate Cave ห้องเก็บไวน์กว่า 400 ชนิด รวมถึงชีสและช็อคโกแลตโฮมเมด  

 

 

DO

มัลดีฟส์ขึ้นชื่อเรื่องดำน้ำ (ถ้าคุณรักทะเลก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว) และเหมาะอย่างยิ่งต่อการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่ได้แค่ตัวเปียกอย่างเดียว ผมได้รับหมายตั้งแต่ยังไม่ได้ย้ายก้นออกจากประเทศว่ามีกิจกรรมมากกว่า 25 อย่างที่คุณควรลองทำ แน่นอนช่วงเวลาสี่วันสามคืนย่อมไม่เพียงพอ แต่ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงกีลี ลันกันฟูชิ

 

Ocean Paradise Dive Centre ดำน้ำคือของดีของที่นี่แบบไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ซึ่งคุณสามารถกระโดดลงน้ำจากวิลล่าหรือออกไปทัวร์กับครู แถมยังได้ฟังบรรยายเรื่องสัตว์น้ำให้พอเรียกชื่อปลาชนิดต่างๆ ถูก ส่วนจะเจออะไรบ้างขึ้นอยู่กับดวงและสภาพอากาศ ถ้าไม่โชคร้ายอาจจะได้เจอสติงเรย์ตัวใหญ่ หรือถ้าโชคหล่นทับอาจได้เจอกับเต่าทะเล แถมดำน้ำลึกของที่นี่เขามีจุดพบกระเบนแมนต้าที่ตัวใหญ่กว่าเราอีกด้วย

 

 

Surfing เซิร์ฟก็เป็นอีกหมุดหมายที่ใครเคยผ่านการวอร์มอัพจากบาหลีหรือแถวบ้านเรามาแล้วก็อาจจะอยากลองวัดกับคลื่นมหาสมุทรอินเดียดูบ้าง มัลดีฟส์มีจุดให้เซิร์ฟมากมาย ตั้งแต่ระดับเบสิคจนถึงแอดวานส์ กีลีมีครูฝึกเซิร์ฟสัญชาติออสเตรเลียที่ถูกคุณพ่อจับวางบนกระดานตั้งแต่อายุ 3 ขวบเป็นผู้ดูแล เขาจะสอนตั้งแต่เบสิค เทคนิคต่างๆ ที่ค่อนข้างง่ายและใช้ได้จริง

 

 

Gili Tasting Journey ประสบการณ์สุดพิเศษจากกีลีที่ผสมผสานอาหารเข้ากับเครื่องดื่มอย่างลงตัว (และเข้าใจว่าทำไมต้องกินคู่กัน) คุณจะได้ดื่มสาเก (กับวากาเมะ) ไวน์ (กับของดอง) แชมเปญ (กับมาการองไส้ฟัวกรา) ไปจนถึงค๊อกเทล และอาจเปลี่ยนความคิดที่ว่าการดื่มพร้อมกินไม่ได้ทำให้อ้วนเสมอไป

 

Dolphin Cruise กีลีชวนคุณไปจิบไวน์บนดาดฟ้า ล่องเรือชมโลมาและพระอาทิตย์ตกดินเป็นกับแกล้ม เสียดายที่วันนัดหมายของผมอากาศไม่ค่อยมีน้ำใจส่งแต่สายฝนและลมกระโชกมาให้แทน ถ้าไม่อยากวัดดวงว่าอากาศจะเป็นยังไงแนะนำให้มาในช่วงซัมเมอร์ดีกว่า นอกเหนือจากนี้เขายังมีกิจกรรมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ็ตสกี พาราเซล ซีบ็อบ (ยานดำน้ำขนาดเล็ก) ตกปลา รวมถึงแอคทิวิตี้บนบกอย่างห้องสมุด ดูหนัง ทำอาหาร โยคะหรือพาไปปิกนิกบนเนินทรายกลางทะเลอีกด้วย

 

 

STAY

กีลีมีวิลล่ากลางทะเลทั้งหมด 45 หลัง แบ่งเป็น 3 เจ็ตตี้ยื่นออกไปในทะเลทั้งสามด้าน เราได้ห้องหมายเลข 19 ตั้งอยู่ในเจ็ตตี้แรก ข้อดีของเจ็ตตี้นี้มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหันเข้าหากันโดยมีพื้นที่ว่างตรงกลางทำให้มองเห็นฝูงปลาได้ง่าย (สามารถมาสน็อกฯ บริเวณนี้ได้) ส่วนภายในที่พักสามารถลงทะเลได้จากระเบียงด้านหน้าหรือภายในวิลล่าสำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มีห้องน้ำแยกโซนเอาท์ดอร์ล้อมรอบด้วยกระจกทึบ ด้านบนเป็นดาดฟ้าสามารถนอนชมดาวตอนกลางคืนได้ ส่วนใครที่มาเป็นกลุ่มและต้องการความเป็นส่วนตัว เขามีไพรเวทวิลล่าขนาดใหญ่ พักได้สูงสุด 8-12 คน  มีสระว่ายน้ำในตัว มีสไลเดอร์กลางวิลล่าและแอคทิวิตี้ภายในครบครัน โดยจะมีมิสเตอร์ฟรายเดย์เป็นผู้ดูแลประจำวิลล่า 1 คนโดยเฉพาะ 

 

RELAX

สปากลางน้ำนามว่ามีรา มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่ามหาสมุทร หมุดหมายของใครที่อยากจะพักผ่อนด้วยการคลายเส้น พร้อมเปิดประสบการณ์ผ่อนคลายเหนือระดับกับเตียงนอนคว่ำหน้าให้มองปลาในทะเลไปพลางๆ แถมยังมีบริการทรีทเม้นท์หลากหลาย สำหรับใครที่ชอบความแปลกใหม่หรือต้องการแบบซิกเนเจอร์ที่เน้นการผสมผสานยืดเส้นแบบไทยเข้ากับการกดจุดฟื้นฟูร่างกายสำหรับวันเหนื่อยหน่ายที่ผ่านมา สามารถเข้ามานั่งคุยกับคุณพัด หัวหน้าผู้ดูแลสปาที่เป็นคนไทยคนเดียวบนเกาะนี้ได้เลย

 

 

RULES

ด้วยความที่กีลีรีโนเวตมาจากโซเนว่าเก่า ทำให้วัฒนธรรมหลายๆ อย่างส่งต่อมายังที่นี่เช่นกัน รวมถึงคอนเซ็ปต์ ‘No News No Shoe’ ซึ่งคุณจะได้รับถุงผ้าหนึ่งใบไว้สำหรับใส่รองเท้า (ที่นี่เขาเดินเท้าเปล่ากัน) ตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือจนถึงวันเดินทางกลับ รวมถึงไทม์โซนของกีลีที่เดินเร็วกว่ามาเล 1 ชั่วโมง (ช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง) อาจสับสนจนสลับเวลากันบ้าง แต่หลังจากเข้ามาที่นี่คุณควรทิ้งเวลาไว้ที่บ้านแล้วใช้ชีวิตซะ

 

 


 

STORY/PHOTO NM




THE ISLAND PARADISE ลัดฟ้าสู่มัลดีฟส์ที่กีลี ลันกันฟูชิ

หากใครถามว่าเดอะ บัคเก็ต ลิสต์ของคุณอยากไปที่ไหน ผมทายได้ว่าเกินครึ่งต้องมีคำตอบเป็นมัลดีฟส์แน่ๆ มัลดีฟส์ในปัจจุบันเดินทางค่อนข้างง่ายเพราะมีสายการบินบางกอก แอร์เวย์สบินตรงจากสุวรรณภูมิฯ ไปยังกรุงมาเล ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง จนดูเหมือนภาระตกไปอยู่กับการเลือกที่พักเสียมากกว่า ผมได้ยินที่พักคุ้นหูคนไทยอยู่หลายชื่อ แต่มีอยู่ที่หนึ่งซึ่งยังไม่ค่อยเห็นแถมเคยใช้นามของโซเนว่ามาก่อน แต่ปรับโฉมใหม่ที่ยังคงกลิ่นอายของวิลล่าไม้กลางน้ำ ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติและประดับรอยยิ้มพนักงานทุกคน เราหลงรักที่นี่ตั้งแต่แรกเข้า จนกระทั่งย่างเท้ากลับบ้านก็ยังคงความอิ่มอกอิ่มใจไม่หาย ส่วนชื่อเสียงเรียงนามเราจะมาทำความรู้จักกับกีลี ลันกันฟูชิ (Gili Lankanfushi) ที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อ   

 

 

ผมพบกับนิโคลัส เมเนเจอร์ของกีลีตั้งแต่ก้าวขึ้นฝั่ง พนักงานของที่นี่จะออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งโบกมือส่งทุกคนกลับบ้าน กีลี ลันกันฟูชิอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน สามารถนั่งสปีดโบ๊ทประมาณ 20 นาที อารมณ์เหมือนกับเล่นแรพเตอร์ในดรีมเวิลด์หนึ่งรอบ นิโคลัสเล่าให้ฟังว่าลูกค้าของที่นี่มีชาวอังกฤษ อเมริกันและเยอรมันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนไทยคนข้างประปราย และหวังว่าผมจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้พี่น้องชาวไทยคนอื่นๆ รู้จักกีลีแห่งนี้บ้าง แน่นอนผมตอบรับอย่างเต็มใจ หากใครกำลังลังเลว่าไปมัลดีฟส์จะพักที่ไหน กีลีแห่งนี้เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย (โดยเฉพาะครั้งแรก)

 

WHEN IN…

คุณอาจเจอมัลดีฟส์หลายสถานการณ์ ทั้งแบบน่ารัก (แดดออกตลอดทั้งวัน) หรือวันที่อารมณ์ฉุนเฉียว (คลื่นลมแรงจนแทบปลิว) ไปจนถึงวันที่คาดเดาไม่ได้ (ฝนตกเอาดื้อๆ) คงไม่มีใครอยากวางแพลนแล้วต้องพับแผนเก็บหรอก มัลดีฟส์มีช่วงเวลาดีๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงปลายเมษายนที่ทำให้คุณหมดกังวลเรื่องฝนฟ้า แต่ก็อาจจนเพราะตรงกับช่วงไฮ ซีซั่น หรือเซิร์ฟเฟอร์อาจอยากไปมัลดีฟส์ในช่วงคลื่นลมแรงจะได้ไม่ต้องรอคลื่นนานจนตัวเปื่อย คุณควรมามัลดีฟส์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนสิงหาคม ลมกำลังแรงให้พอวาดลีลาบนกระดานเซิร์ฟได้บ้าง 

 

EAT

หลายคนมามัลดีฟส์มักกังวลเรื่องอาหาร กลัวไม่ถูกปาก รับประทานแล้วไม่อยู่ท้องจนต้องพกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาสำรองไว้ (พกได้แต่อย่าเอารสหมูสับมาก็พอเพราะมัลดีฟส์คือประเทศมุสลิม) สำหรับห้องอาหารของที่นี่อาจทำให้คุณลืมปัญหาข้างต้นไป เพราะเขามีห้องอาหารถึง 4 แห่งรองรับ เปิดปิดเป็นช่วงเวลาเพื่อรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่อยู่เสมอ เริ่มต้นที่ Main Restaurant เสิร์ฟอาหารผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตกทั้งเช้าและเย็น Over Water Bar ที่คุณสามารถมองเห็นทะเลได้ 360 องศา จะนั่งจิบไวน์หรือค๊อกเทลชมพระอาทิตย์ตกดินก็ตามแต่ มีสลัดแบบฟูลบาร์สดใหม่จากสวนในยามบ่าย หรือดินเนอร์ใต้แสงจันทร์กับอาหารซีฟู้ดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสดจากมหาสมุทรอินเดีย

 

 

By The Sea รังสรรค์อาหารญี่ปุ่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เชฟคัดเลือกวัตถุดิบสดใหม่จากท้องทะเล โดยเฉพาะปลาทูน่าที่สามารถเห็นลูกบลูฟินว่ายอยู่ภายในบริเวณที่พักจนชินตา รวมถึงเทปันยากิและเมนูเชฟเทเบิ้ลเสิร์ฟคู่กับสาเกรสเลิศ และ The Underground Wine Cellar & Chocolate Cave ห้องเก็บไวน์กว่า 400 ชนิด รวมถึงชีสและช็อคโกแลตโฮมเมด  

 

 

DO

มัลดีฟส์ขึ้นชื่อเรื่องดำน้ำ (ถ้าคุณรักทะเลก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว) และเหมาะอย่างยิ่งต่อการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่ได้แค่ตัวเปียกอย่างเดียว ผมได้รับหมายตั้งแต่ยังไม่ได้ย้ายก้นออกจากประเทศว่ามีกิจกรรมมากกว่า 25 อย่างที่คุณควรลองทำ แน่นอนช่วงเวลาสี่วันสามคืนย่อมไม่เพียงพอ แต่ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงกีลี ลันกันฟูชิ

 

Ocean Paradise Dive Centre ดำน้ำคือของดีของที่นี่แบบไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ซึ่งคุณสามารถกระโดดลงน้ำจากวิลล่าหรือออกไปทัวร์กับครู แถมยังได้ฟังบรรยายเรื่องสัตว์น้ำให้พอเรียกชื่อปลาชนิดต่างๆ ถูก ส่วนจะเจออะไรบ้างขึ้นอยู่กับดวงและสภาพอากาศ ถ้าไม่โชคร้ายอาจจะได้เจอสติงเรย์ตัวใหญ่ หรือถ้าโชคหล่นทับอาจได้เจอกับเต่าทะเล แถมดำน้ำลึกของที่นี่เขามีจุดพบกระเบนแมนต้าที่ตัวใหญ่กว่าเราอีกด้วย

 

 

Surfing เซิร์ฟก็เป็นอีกหมุดหมายที่ใครเคยผ่านการวอร์มอัพจากบาหลีหรือแถวบ้านเรามาแล้วก็อาจจะอยากลองวัดกับคลื่นมหาสมุทรอินเดียดูบ้าง มัลดีฟส์มีจุดให้เซิร์ฟมากมาย ตั้งแต่ระดับเบสิคจนถึงแอดวานส์ กีลีมีครูฝึกเซิร์ฟสัญชาติออสเตรเลียที่ถูกคุณพ่อจับวางบนกระดานตั้งแต่อายุ 3 ขวบเป็นผู้ดูแล เขาจะสอนตั้งแต่เบสิค เทคนิคต่างๆ ที่ค่อนข้างง่ายและใช้ได้จริง

 

 

Gili Tasting Journey ประสบการณ์สุดพิเศษจากกีลีที่ผสมผสานอาหารเข้ากับเครื่องดื่มอย่างลงตัว (และเข้าใจว่าทำไมต้องกินคู่กัน) คุณจะได้ดื่มสาเก (กับวากาเมะ) ไวน์ (กับของดอง) แชมเปญ (กับมาการองไส้ฟัวกรา) ไปจนถึงค๊อกเทล และอาจเปลี่ยนความคิดที่ว่าการดื่มพร้อมกินไม่ได้ทำให้อ้วนเสมอไป

 

Dolphin Cruise กีลีชวนคุณไปจิบไวน์บนดาดฟ้า ล่องเรือชมโลมาและพระอาทิตย์ตกดินเป็นกับแกล้ม เสียดายที่วันนัดหมายของผมอากาศไม่ค่อยมีน้ำใจส่งแต่สายฝนและลมกระโชกมาให้แทน ถ้าไม่อยากวัดดวงว่าอากาศจะเป็นยังไงแนะนำให้มาในช่วงซัมเมอร์ดีกว่า นอกเหนือจากนี้เขายังมีกิจกรรมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ็ตสกี พาราเซล ซีบ็อบ (ยานดำน้ำขนาดเล็ก) ตกปลา รวมถึงแอคทิวิตี้บนบกอย่างห้องสมุด ดูหนัง ทำอาหาร โยคะหรือพาไปปิกนิกบนเนินทรายกลางทะเลอีกด้วย

 

 

STAY

กีลีมีวิลล่ากลางทะเลทั้งหมด 45 หลัง แบ่งเป็น 3 เจ็ตตี้ยื่นออกไปในทะเลทั้งสามด้าน เราได้ห้องหมายเลข 19 ตั้งอยู่ในเจ็ตตี้แรก ข้อดีของเจ็ตตี้นี้มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหันเข้าหากันโดยมีพื้นที่ว่างตรงกลางทำให้มองเห็นฝูงปลาได้ง่าย (สามารถมาสน็อกฯ บริเวณนี้ได้) ส่วนภายในที่พักสามารถลงทะเลได้จากระเบียงด้านหน้าหรือภายในวิลล่าสำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มีห้องน้ำแยกโซนเอาท์ดอร์ล้อมรอบด้วยกระจกทึบ ด้านบนเป็นดาดฟ้าสามารถนอนชมดาวตอนกลางคืนได้ ส่วนใครที่มาเป็นกลุ่มและต้องการความเป็นส่วนตัว เขามีไพรเวทวิลล่าขนาดใหญ่ พักได้สูงสุด 8-12 คน  มีสระว่ายน้ำในตัว มีสไลเดอร์กลางวิลล่าและแอคทิวิตี้ภายในครบครัน โดยจะมีมิสเตอร์ฟรายเดย์เป็นผู้ดูแลประจำวิลล่า 1 คนโดยเฉพาะ 

 

RELAX

สปากลางน้ำนามว่ามีรา มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่ามหาสมุทร หมุดหมายของใครที่อยากจะพักผ่อนด้วยการคลายเส้น พร้อมเปิดประสบการณ์ผ่อนคลายเหนือระดับกับเตียงนอนคว่ำหน้าให้มองปลาในทะเลไปพลางๆ แถมยังมีบริการทรีทเม้นท์หลากหลาย สำหรับใครที่ชอบความแปลกใหม่หรือต้องการแบบซิกเนเจอร์ที่เน้นการผสมผสานยืดเส้นแบบไทยเข้ากับการกดจุดฟื้นฟูร่างกายสำหรับวันเหนื่อยหน่ายที่ผ่านมา สามารถเข้ามานั่งคุยกับคุณพัด หัวหน้าผู้ดูแลสปาที่เป็นคนไทยคนเดียวบนเกาะนี้ได้เลย

 

 

RULES

ด้วยความที่กีลีรีโนเวตมาจากโซเนว่าเก่า ทำให้วัฒนธรรมหลายๆ อย่างส่งต่อมายังที่นี่เช่นกัน รวมถึงคอนเซ็ปต์ ‘No News No Shoe’ ซึ่งคุณจะได้รับถุงผ้าหนึ่งใบไว้สำหรับใส่รองเท้า (ที่นี่เขาเดินเท้าเปล่ากัน) ตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือจนถึงวันเดินทางกลับ รวมถึงไทม์โซนของกีลีที่เดินเร็วกว่ามาเล 1 ชั่วโมง (ช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง) อาจสับสนจนสลับเวลากันบ้าง แต่หลังจากเข้ามาที่นี่คุณควรทิ้งเวลาไว้ที่บ้านแล้วใช้ชีวิตซะ

 

 


 

STORY/PHOTO NM


FOOD & DRINK


LAST UPDATE