ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างมีคุณภาพเมื่อสวมฟิตบิท

ยอมรับว่าผมเป็นสาวกของ Fitbit มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น ตั้งแต่ Alta HR, Ionic (รุ่นที่ชอบที่สุดสำหรับผม), Inspire HR, Charge 3 มาจนถึง Versa 2 (รุ่นที่สวยที่สุดสำหรับผม) นาฬิกาฟิตบิทช่วยในการบันทึกการออกกำลังกาย (ส่วนมากผมสวมเวลาออกไปวิ่งและใส่ว่ายน้ำบ้าง) และติดตามคุณภาพการนอนหลับ ซึึ่งเป็นจุดเด่นของ Fitbit ที่ทำให้แบรนด์อื่นต้องหันมาใส่ใจบ้าง

 

นอกจาก Fitbit เหมาะเป็นตัวช่วยสำหรับคนรักการออกกำลังกายแล้ว ยังปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้เสริมฟังก์ชันสำหรับฟังเพลง หรือการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตที่สามารถจ่ายผ่านสมาร์ตวอตช์ได้ทันที ซึ่งช่วยให้การใช้ชีวิตในเมืองง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพกอะไรให้พะรุ่งพะรัง

 

หน้าตาแอปพลิเคชั่นเริ่มต้นของ Fitbit Versa2

 

เราจึงถือโอกาสนี้มาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ล่าสุด Fitbit Versa 2 ซึ่งอัพเกรดมาจากรุ่นแรกให้มีหน้าตาเข้ารูปมากขึ้น ลบเหลี่ยมคมจนดูเป็นมิตร และที่สะดุดตาคือสายนาฬิกาที่ทำออกมาให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมระบบสมาชิก Fitbit Premium ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงคำแนะนำด้านสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้นตามไปด้วย

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

 

จุดเด่นหลักๆ ของเจ้า Ftibit Versa 2 นี้ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องติดตามพฤติกรรมการนอนหลับของผู้ใช้ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าถึงแม้เราจะนอนหลับแต่ไม่ได้แปลว่าการหลับของเราจะทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เสมอไป แล้วถามว่า Fitbit รู้ได้อย่างไร ตอบได้เลยว่าตัวนาฬิกาอาศัยการจับชีพจร (อัตราการเต้นของหัวใจที่พัฒนาให้จับได้แม่นขึ้นกว่ารุ่นก่อน) ของผู้ใช้ในขณะนอนหลับแล้วตีออกมาเป็นระดับการนอนขั้นต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นคุณภาพการนอนของแต่ละคนอย่างเข้าใจง่ายๆ

 

หน้าการนอนในแอปพลิเคชั่น Fitbit (ซ้าย), หน้าออกกำลังกายบน Fitbit (ขวา)

 

Fitbit Versa 2 ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Smart Wake ที่ช่วยปลุกเวลาที่เหมาะสม ทำให้การตื่นในแต่ละวันไม่ประสบอาการขี้เซา ถามว่า Fitbit ทำได้อย่างไร อย่างที่เขาบอกไปแล้วว่ามันสามารถแบ่งระดับการนอนของเราได้ด้วยการจับชีพจร ซึ่งมีทั้งระดับกึ่งหลับกึ่งตื่น หลับตื้นไปจนถึงหลับลึก ร่างกายของเราจะเข้าสู่การนอนในแต่ละระดับวนไปตลอดทั้งคืน ดังนั้น Fitbit เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางให้เราเข้าใจการนอนของตัวเองมากขึ้น และรู้ว่านอนอย่างได้ให้มีประสิทธิภาพและตื่นมาสดใสในทุกเช้า

 

นอกจากนี้ยังพ่วงมาด้วยระบบ Estimated Oxygen Variation Graph ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพของระดับออกซิเจนในเลือดของตัวเองผ่านเซ็นเซอร์และอินฟราเรดด้านหลังเครื่อง ซึ่งระดับออกซิเจนช่วยให้เราเข้าใจการหายใจขณะนอนหลับได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ยังไม่รวมระบบกันน้ำที่ความลึกได้ถึง 50 เมตร ไมโครโฟนในตัวเครื่อง (พ่วงมาด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง) แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ร่วมอาทิตย์ (อันนี้ดีกว่าเจ้าอื่นตรงที่ไม่ต้องชาร์จบ่อย ขนาดผมออกกำลังกายเกือบทุกวัน แต่ชาร์จแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นเอง) รวมถึงเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่น Spotify มอบความเพลิดเพลินตลอดการออกกำลังกายอีกด้วย

 

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นของใหม่คือระบบ Fitbit Premium พูดง่ายๆ ว่าเป็นการเอาจุดเด่นของฟิตบิตที่ไม่ใช่แค่สมาร์ตวอตช์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งานจริงทั่วโลกตลอดเวลา 10 ปี มาช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น ทั้งด้านสุขภาพ การกินอาหาร การออกกำลังกายไปจนถึงการนอนหลับ ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ทดลองเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นในราคามิตรภาพ 300 บาท/เดือน หรือ 2,500 บาท/ปี

 

 

จะเห็นได้ว่าทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยีในทุกวันนี้ดูจะใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เราเห็นผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยีพัฒนาศักยภาพของมนุษย์มานักต่อนัก ผมเองในฐานะที่เป็นคนออกกำลังกายและใช้เทคโนโลยีเป็นปกติ นอกจากจะช่วยให้เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายทุกวันอีกด้วย แล้วคุณล่ะจำความสนุกของการออกกำลังกายได้ไหม อย่าลืมหาตัวช่วยอย่าง Fitbit แล้วคุณจะพบโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

Fitbit Versa 2 ราคา 7,990 บาท และ Versa 2 Special Edition ราคา 8,990 บาท


text & photo NM




ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างมีคุณภาพเมื่อสวมฟิตบิท

ยอมรับว่าผมเป็นสาวกของ Fitbit มาแล้วหลายต่อหลายรุ่น ตั้งแต่ Alta HR, Ionic (รุ่นที่ชอบที่สุดสำหรับผม), Inspire HR, Charge 3 มาจนถึง Versa 2 (รุ่นที่สวยที่สุดสำหรับผม) นาฬิกาฟิตบิทช่วยในการบันทึกการออกกำลังกาย (ส่วนมากผมสวมเวลาออกไปวิ่งและใส่ว่ายน้ำบ้าง) และติดตามคุณภาพการนอนหลับ ซึึ่งเป็นจุดเด่นของ Fitbit ที่ทำให้แบรนด์อื่นต้องหันมาใส่ใจบ้าง

 

นอกจาก Fitbit เหมาะเป็นตัวช่วยสำหรับคนรักการออกกำลังกายแล้ว ยังปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้เสริมฟังก์ชันสำหรับฟังเพลง หรือการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตที่สามารถจ่ายผ่านสมาร์ตวอตช์ได้ทันที ซึ่งช่วยให้การใช้ชีวิตในเมืองง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพกอะไรให้พะรุ่งพะรัง

 

หน้าตาแอปพลิเคชั่นเริ่มต้นของ Fitbit Versa2

 

เราจึงถือโอกาสนี้มาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ล่าสุด Fitbit Versa 2 ซึ่งอัพเกรดมาจากรุ่นแรกให้มีหน้าตาเข้ารูปมากขึ้น ลบเหลี่ยมคมจนดูเป็นมิตร และที่สะดุดตาคือสายนาฬิกาที่ทำออกมาให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมระบบสมาชิก Fitbit Premium ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงคำแนะนำด้านสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้นตามไปด้วย

 

อุปกรณ์ภายในกล่อง

 

จุดเด่นหลักๆ ของเจ้า Ftibit Versa 2 นี้ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องติดตามพฤติกรรมการนอนหลับของผู้ใช้ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าถึงแม้เราจะนอนหลับแต่ไม่ได้แปลว่าการหลับของเราจะทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เสมอไป แล้วถามว่า Fitbit รู้ได้อย่างไร ตอบได้เลยว่าตัวนาฬิกาอาศัยการจับชีพจร (อัตราการเต้นของหัวใจที่พัฒนาให้จับได้แม่นขึ้นกว่ารุ่นก่อน) ของผู้ใช้ในขณะนอนหลับแล้วตีออกมาเป็นระดับการนอนขั้นต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นคุณภาพการนอนของแต่ละคนอย่างเข้าใจง่ายๆ

 

หน้าการนอนในแอปพลิเคชั่น Fitbit (ซ้าย), หน้าออกกำลังกายบน Fitbit (ขวา)

 

Fitbit Versa 2 ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Smart Wake ที่ช่วยปลุกเวลาที่เหมาะสม ทำให้การตื่นในแต่ละวันไม่ประสบอาการขี้เซา ถามว่า Fitbit ทำได้อย่างไร อย่างที่เขาบอกไปแล้วว่ามันสามารถแบ่งระดับการนอนของเราได้ด้วยการจับชีพจร ซึ่งมีทั้งระดับกึ่งหลับกึ่งตื่น หลับตื้นไปจนถึงหลับลึก ร่างกายของเราจะเข้าสู่การนอนในแต่ละระดับวนไปตลอดทั้งคืน ดังนั้น Fitbit เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางให้เราเข้าใจการนอนของตัวเองมากขึ้น และรู้ว่านอนอย่างได้ให้มีประสิทธิภาพและตื่นมาสดใสในทุกเช้า

 

นอกจากนี้ยังพ่วงมาด้วยระบบ Estimated Oxygen Variation Graph ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพของระดับออกซิเจนในเลือดของตัวเองผ่านเซ็นเซอร์และอินฟราเรดด้านหลังเครื่อง ซึ่งระดับออกซิเจนช่วยให้เราเข้าใจการหายใจขณะนอนหลับได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ยังไม่รวมระบบกันน้ำที่ความลึกได้ถึง 50 เมตร ไมโครโฟนในตัวเครื่อง (พ่วงมาด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง) แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ร่วมอาทิตย์ (อันนี้ดีกว่าเจ้าอื่นตรงที่ไม่ต้องชาร์จบ่อย ขนาดผมออกกำลังกายเกือบทุกวัน แต่ชาร์จแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นเอง) รวมถึงเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่น Spotify มอบความเพลิดเพลินตลอดการออกกำลังกายอีกด้วย

 

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นของใหม่คือระบบ Fitbit Premium พูดง่ายๆ ว่าเป็นการเอาจุดเด่นของฟิตบิตที่ไม่ใช่แค่สมาร์ตวอตช์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งานจริงทั่วโลกตลอดเวลา 10 ปี มาช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น ทั้งด้านสุขภาพ การกินอาหาร การออกกำลังกายไปจนถึงการนอนหลับ ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้ทดลองเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นในราคามิตรภาพ 300 บาท/เดือน หรือ 2,500 บาท/ปี

 

 

จะเห็นได้ว่าทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยีในทุกวันนี้ดูจะใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เราเห็นผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยีพัฒนาศักยภาพของมนุษย์มานักต่อนัก ผมเองในฐานะที่เป็นคนออกกำลังกายและใช้เทคโนโลยีเป็นปกติ นอกจากจะช่วยให้เข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกายทุกวันอีกด้วย แล้วคุณล่ะจำความสนุกของการออกกำลังกายได้ไหม อย่าลืมหาตัวช่วยอย่าง Fitbit แล้วคุณจะพบโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

Fitbit Versa 2 ราคา 7,990 บาท และ Versa 2 Special Edition ราคา 8,990 บาท


text & photo NM