BANG & OLUFSEN ลำโพงหลักแสนมีอะไรดี

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ BANG & OLUFSEN ในชื่อ B&O แบรนด์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์สัญชาติเดนมาร์กที่ไม่ได้มีแค่ลำโพงเท่านั้น (ล่าสุดเพิ่งปล่อยตัวทีวีดีไซน์สุดล้ำในราคาเฉียดล้าน) Bang & Olufsen เกิดขึ้นด้วยฝีมือของปีเตอร์ แบงค์และสเวนด์ โอลาฟเซ่นในปี 1925 ทั้งสองคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมให้แก่โลกแห่งเสียงมาโดยตลอด ไม่นานมานี้เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านของ Bang & Olufsen สาขาเกษร วิลเลจ ซึ่งหยิบเอาโปรดักซ์มาจัดแสดงผ่านไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว แต่พอหันไปหาป้ายราคาเราก็มักจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “ลำโพงราคาหลักแสน นี่เรากำลังจ่ายเงินแลกกับอะไร?”

 

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ของ Bang & Olufsen แต่ละชิ้น เราขอนิยามจุดเด่นคร่าวๆ ของแบรนด์ที่เป็นหนึ่งในเหตุผลให้หลายคนตัดสินใจซื้อ นอกจากฟังก์ชันการใช้งานจะทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีแล้วคือเรื่องดีไซน์ เพราะหน้าตาของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นวางตัวเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน ที่ไม่ว่าจะหยิบวางตรงไหนก็สวยไปหมด ในขณะที่เรื่องเสียงถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่า คุณภาพเสียงดีที่สุดในโลก แต่เชื่อเถอะครับถ้ามีการจัดอันดับ 1 ใน 10 ต้องมีชื่อของ Bang & Olufsen อยู่ในลิสต์ด้วยแน่ๆ

 

 

เริ่มด้วยชิ้นแรกที่ราคาสูงที่สุดอย่าง Beovision Harmony โทรทัศน์หน้าตาประหลาดๆ ที่ความสามารถเหลือล้น เจ้าทีวีเครื่องนี้ราคา 800,000 บาท ราคานี้ซื้อแจ๊สตัวท็อปได้สบายแล้วทำไมเราต้องสนใจทีวีแค่เครื่องเดียวด้วยล่ะ คำตอบอยู่ที่รสนิยมไงล่ะครับ เจ้าเครื่องที่ดูเหมือนโทรทัศน์แล้วถูกแผ่นไม้อะไรมาปิดทับไว้ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่แผ่นไม้ดังกล่าวคือเจ้าของเทคโนโลยีเปิด-ปิดการใช้งานเหมือนผีเสื้อกำลังสยายปีก ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็สามารถเผยให้เห็นโทรทัศน์ด้านหลังได้ หรือจะเลือกปิดโทรทัศน์และเปิดใช้งานลำโพงอย่างเดียวก็ทำได้เช่นกัน

 

 

แนวคิดของ Beovision Harmony ต่อยอดมาจาก The Capri Series (1959) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องไม้ที่ทำมาผสมผสานกับโทรทัศน์ให้กลมกลืนไปกับของใช้ในบ้าน และ B&O Vision Capri 611 FM SJ (1964) โทรทัศน์ผสมผสานวิทยุในเครื่องเดียวกัน ซึ่งทั้งสองเครื่องนี้ทำให้เห็นเค้าลางในการประยุกต์การทำงานหลายๆ ชนิดเข้าด้วยกัน จนมาถึงสุดสูงสุดของ King of Cinematic Sound Television ด้วยหน้าจอขนาด 77 นิ้ว พร้อมด้วยลำโพง 3 แชลแนลสุดอลังการ ยังไม่รวมว่าสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงอื่นๆ ของ Beolab ได้สูงสุดถึง 8 ตัวเพื่อประสิทธิภาพในการรับชมเต็มอิ่มจุใจ

 

นอกจากงานไม้เดนนิสที่ไม่ได้สวยแค่ตาเห็นแล้ว เวลารับแขกในบ้านเปิดด้วยความอลังการเล็กๆ น้อยๆ ของ Beovision Harmony เชื่อได้เลยว่าแขกผู้มาเยือนต้องตาลุกวาวกันเป็นแถว จึงบอกได้เลยว่าสิ่งที่ติดเครื่องนี้มาไม่ใช่แค่ดีไซน์ เสียง (หนี้?) แต่ยังรวมไปถึง รสนิยม (ดีๆ) ด้วย

 

 

ถัดมาเราขอแนะนำ BeoSound 1 และ BeoSound 2 ลำโพงบลูทูธที่มอบเสียงแบบ 360 องศา เจ้าสองเครื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นคลาสสิกตลอดกาลของ B&O เพื่อใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น ซึ่งก็เข้าคอนเซ็ปต์เดิมที่ว่า ไม่ว่าหยิบวางตรงไหนก็สวย ดูผ่านๆ ไม่นึกว่าจะเป็นลำโพงเสียด้วยซ้ำ ภายในติดตั้งมีลำโพง 2 ตัว พร้อมด้วยระบบ Acoustic Lens Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางเสียงที่นอกจากจะช่วยสะท้อนเสียงแล้ว ยังเป็นแหล่งกำเนิดเสียงรอบทิศทาง ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหนในบ้าน นอกจากนี้เขายังใส่ระบบสั่งการด้วยเสียงเพียงเริ่นต้นประโยคว่า
"Hello, Google" ด้วยนะ อยากให้ไปลองเล่นดูเพราะทำอะไรได้มากกว่าแค่เพิ่มลดเสียง

 

BeoSound 1 เป็นลำโพงบลูทูธแบบพกพา เหมาะกับเวลาเดินทางไปไหนก็หยิบจับเคลื่อนย้ายง่าย มีน้ำหนักพียง 3.5 กิโลกรัม (ฟังดูไม่มากแต่ถือนานๆ ก็เมื่อยเหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องหิ้วไปหิ้วมาบ่อยนะครับ) มาพร้อมแบตเตอรี่ยาวนานกว่า 16 ชั่วโมงเลยทีเดียว ส่วนพี่ใหญ่ BeoSound 2 ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย สำหรับติดตั้งภายในบ้าน แน่นอนว่าเครื่องใหญ่กว่าคุณภาพเสียงย่อมดีกว่าเป็นเท่าตัว ส่วนราคานั้น BeoSound 1อยู่ที่ 65,000 บาท และ BeoSound 2 ราคา 87,000 บาท

 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Bang & Olufsenคือ BeoSound Edge ลำโพงลักษณะกลมคล้ายเหรียญปอนด์ของอังกฤษ ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อ Michael Anastassiades ซึ่งไม่ได้พิเศษแค่รูปลักษณ์เท่านั้น BeoSound Edge ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการเสียงเบสแน่นๆ โดยเฉพาะ จึงมี Active Bass Port พอร์ทพิเศษสำหรับเพิ่มลดเสียงเบสตามความต้องการ รวมไปถึงฟังก์ชันการเพิ่มลดเสียงด้วยการกลิ้งลำโพง พร้อมทั้งการปล่อยเสียงรอบทิศทางเช่นเดียวกัน ส่วนราคานั้น 149,000 บาท

 

 

ตัวที่เราชอบที่สุดในงานนี้คือ Beosound Stage ซาวด์บาร์ตัวแรกของ B&O แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา ด้วยวัสดุทำจากไม้โอ๊คเพียงชิ้นเดียว (สังเกตได้ว่าไม่มีรอยต่อของไม้) โดยการตัดไม้ขึ้นเป็นบล็อกที่มีความหนาพอเหมาะ เสริมความพิเศษไปด้วยระบบทัชสกรีนบนเนื้อไม้โดยตรง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกวัสดุเป็นอะลูมิเนียมแทนไม้โอ๊คได้ตามความต้องการ แต่คุณจะทิ้งกลิ่นอายแบบเดนนิสดีไซน์ได้ลงคอเชียวรึ

 

 

Beosound Shape ที่ได้ชื่อว่า Band on the wall ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะดูไม่คล้ายกับลำโพงเท่าไหร่นัก แต่นี่คือคอนเซ็ปต์ของ B&O ที่พยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน เช่นเดียวกับลำโพงเครื่องนี้ที่ดูเหมือนผลงานศิลปะบนฝาหนัง สามารถคัสตอมตำแหน่ง การจัดวาง จำนวนลำโพงได้ตามความต้องการ (เขาแนะนำว่าลำโพง 8 ตัวจะให้เสียงที่พอดี) ซึ่งจะอาศัย AI ในการคอนโทรลเสียงให้เสียงนักร้องเปล่งออกมาตรงกลางและกระจายเสียงดนตรีไปด้านข้าง ถือเป็นอีกนวัตกรรมจาก B&O ที่ไม่ธรรมดา เสมือนมีวงดนตรีมาเล่นอยู่ผนังบ้านคุณเลยล่ะครับ

 

 

ปิดท้ายด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือเดียวกับ B&O คือ Beoplay A9  ที่มีรูปลักษณ์เหมือนเก้าอี้หรือกระดานวาดรูปสักอย่าง แต่ดีกรีเป็นถึงลำโพงตัวท็อปของ Beoplay ราคาเริ่มต้น 96,000 บาท ความพิเศษของมันคือมาพร้อมลำโพงแบบ stereo ที่เน้นเสียงเบสให้คนฟังจุใจ ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนวัสดุหน้าผ้าและขาตั้งได้ตามความต้องการ ถึงแม้ขนาดจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังคงหนีไม่พ้นคอนเซ็ปต์ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันจริงๆ 

 

แล้วคุณล่ะชอบชิ้นไหน?

สัมผัสตัวเป็นๆ ได้ที่ Bang & Olufsen Flagship Store ชั้น 1 Gaysorn Village 

 


 

text NM / photo COURTESY OF BANG & OLUFSEN




BANG & OLUFSEN ลำโพงหลักแสนมีอะไรดี

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ BANG & OLUFSEN ในชื่อ B&O แบรนด์ดีไซน์และไลฟ์สไตล์สัญชาติเดนมาร์กที่ไม่ได้มีแค่ลำโพงเท่านั้น (ล่าสุดเพิ่งปล่อยตัวทีวีดีไซน์สุดล้ำในราคาเฉียดล้าน) Bang & Olufsen เกิดขึ้นด้วยฝีมือของปีเตอร์ แบงค์และสเวนด์ โอลาฟเซ่นในปี 1925 ทั้งสองคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมให้แก่โลกแห่งเสียงมาโดยตลอด ไม่นานมานี้เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านของ Bang & Olufsen สาขาเกษร วิลเลจ ซึ่งหยิบเอาโปรดักซ์มาจัดแสดงผ่านไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว แต่พอหันไปหาป้ายราคาเราก็มักจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “ลำโพงราคาหลักแสน นี่เรากำลังจ่ายเงินแลกกับอะไร?”

 

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ของ Bang & Olufsen แต่ละชิ้น เราขอนิยามจุดเด่นคร่าวๆ ของแบรนด์ที่เป็นหนึ่งในเหตุผลให้หลายคนตัดสินใจซื้อ นอกจากฟังก์ชันการใช้งานจะทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีแล้วคือเรื่องดีไซน์ เพราะหน้าตาของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นวางตัวเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน ที่ไม่ว่าจะหยิบวางตรงไหนก็สวยไปหมด ในขณะที่เรื่องเสียงถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่า คุณภาพเสียงดีที่สุดในโลก แต่เชื่อเถอะครับถ้ามีการจัดอันดับ 1 ใน 10 ต้องมีชื่อของ Bang & Olufsen อยู่ในลิสต์ด้วยแน่ๆ

 

 

เริ่มด้วยชิ้นแรกที่ราคาสูงที่สุดอย่าง Beovision Harmony โทรทัศน์หน้าตาประหลาดๆ ที่ความสามารถเหลือล้น เจ้าทีวีเครื่องนี้ราคา 800,000 บาท ราคานี้ซื้อแจ๊สตัวท็อปได้สบายแล้วทำไมเราต้องสนใจทีวีแค่เครื่องเดียวด้วยล่ะ คำตอบอยู่ที่รสนิยมไงล่ะครับ เจ้าเครื่องที่ดูเหมือนโทรทัศน์แล้วถูกแผ่นไม้อะไรมาปิดทับไว้ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่แผ่นไม้ดังกล่าวคือเจ้าของเทคโนโลยีเปิด-ปิดการใช้งานเหมือนผีเสื้อกำลังสยายปีก ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็สามารถเผยให้เห็นโทรทัศน์ด้านหลังได้ หรือจะเลือกปิดโทรทัศน์และเปิดใช้งานลำโพงอย่างเดียวก็ทำได้เช่นกัน

 

 

แนวคิดของ Beovision Harmony ต่อยอดมาจาก The Capri Series (1959) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องไม้ที่ทำมาผสมผสานกับโทรทัศน์ให้กลมกลืนไปกับของใช้ในบ้าน และ B&O Vision Capri 611 FM SJ (1964) โทรทัศน์ผสมผสานวิทยุในเครื่องเดียวกัน ซึ่งทั้งสองเครื่องนี้ทำให้เห็นเค้าลางในการประยุกต์การทำงานหลายๆ ชนิดเข้าด้วยกัน จนมาถึงสุดสูงสุดของ King of Cinematic Sound Television ด้วยหน้าจอขนาด 77 นิ้ว พร้อมด้วยลำโพง 3 แชลแนลสุดอลังการ ยังไม่รวมว่าสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงอื่นๆ ของ Beolab ได้สูงสุดถึง 8 ตัวเพื่อประสิทธิภาพในการรับชมเต็มอิ่มจุใจ

 

นอกจากงานไม้เดนนิสที่ไม่ได้สวยแค่ตาเห็นแล้ว เวลารับแขกในบ้านเปิดด้วยความอลังการเล็กๆ น้อยๆ ของ Beovision Harmony เชื่อได้เลยว่าแขกผู้มาเยือนต้องตาลุกวาวกันเป็นแถว จึงบอกได้เลยว่าสิ่งที่ติดเครื่องนี้มาไม่ใช่แค่ดีไซน์ เสียง (หนี้?) แต่ยังรวมไปถึง รสนิยม (ดีๆ) ด้วย

 

 

ถัดมาเราขอแนะนำ BeoSound 1 และ BeoSound 2 ลำโพงบลูทูธที่มอบเสียงแบบ 360 องศา เจ้าสองเครื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นคลาสสิกตลอดกาลของ B&O เพื่อใกล้ชิดกับมนุษย์มากขึ้น ซึ่งก็เข้าคอนเซ็ปต์เดิมที่ว่า ไม่ว่าหยิบวางตรงไหนก็สวย ดูผ่านๆ ไม่นึกว่าจะเป็นลำโพงเสียด้วยซ้ำ ภายในติดตั้งมีลำโพง 2 ตัว พร้อมด้วยระบบ Acoustic Lens Technology ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางเสียงที่นอกจากจะช่วยสะท้อนเสียงแล้ว ยังเป็นแหล่งกำเนิดเสียงรอบทิศทาง ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหนในบ้าน นอกจากนี้เขายังใส่ระบบสั่งการด้วยเสียงเพียงเริ่นต้นประโยคว่า
"Hello, Google" ด้วยนะ อยากให้ไปลองเล่นดูเพราะทำอะไรได้มากกว่าแค่เพิ่มลดเสียง

 

BeoSound 1 เป็นลำโพงบลูทูธแบบพกพา เหมาะกับเวลาเดินทางไปไหนก็หยิบจับเคลื่อนย้ายง่าย มีน้ำหนักพียง 3.5 กิโลกรัม (ฟังดูไม่มากแต่ถือนานๆ ก็เมื่อยเหมือนกัน ดังนั้นไม่ต้องหิ้วไปหิ้วมาบ่อยนะครับ) มาพร้อมแบตเตอรี่ยาวนานกว่า 16 ชั่วโมงเลยทีเดียว ส่วนพี่ใหญ่ BeoSound 2 ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย สำหรับติดตั้งภายในบ้าน แน่นอนว่าเครื่องใหญ่กว่าคุณภาพเสียงย่อมดีกว่าเป็นเท่าตัว ส่วนราคานั้น BeoSound 1อยู่ที่ 65,000 บาท และ BeoSound 2 ราคา 87,000 บาท

 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Bang & Olufsenคือ BeoSound Edge ลำโพงลักษณะกลมคล้ายเหรียญปอนด์ของอังกฤษ ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อ Michael Anastassiades ซึ่งไม่ได้พิเศษแค่รูปลักษณ์เท่านั้น BeoSound Edge ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการเสียงเบสแน่นๆ โดยเฉพาะ จึงมี Active Bass Port พอร์ทพิเศษสำหรับเพิ่มลดเสียงเบสตามความต้องการ รวมไปถึงฟังก์ชันการเพิ่มลดเสียงด้วยการกลิ้งลำโพง พร้อมทั้งการปล่อยเสียงรอบทิศทางเช่นเดียวกัน ส่วนราคานั้น 149,000 บาท

 

 

ตัวที่เราชอบที่สุดในงานนี้คือ Beosound Stage ซาวด์บาร์ตัวแรกของ B&O แน่นอนว่าต้องไม่ธรรมดา ด้วยวัสดุทำจากไม้โอ๊คเพียงชิ้นเดียว (สังเกตได้ว่าไม่มีรอยต่อของไม้) โดยการตัดไม้ขึ้นเป็นบล็อกที่มีความหนาพอเหมาะ เสริมความพิเศษไปด้วยระบบทัชสกรีนบนเนื้อไม้โดยตรง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกวัสดุเป็นอะลูมิเนียมแทนไม้โอ๊คได้ตามความต้องการ แต่คุณจะทิ้งกลิ่นอายแบบเดนนิสดีไซน์ได้ลงคอเชียวรึ

 

 

Beosound Shape ที่ได้ชื่อว่า Band on the wall ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะดูไม่คล้ายกับลำโพงเท่าไหร่นัก แต่นี่คือคอนเซ็ปต์ของ B&O ที่พยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน เช่นเดียวกับลำโพงเครื่องนี้ที่ดูเหมือนผลงานศิลปะบนฝาหนัง สามารถคัสตอมตำแหน่ง การจัดวาง จำนวนลำโพงได้ตามความต้องการ (เขาแนะนำว่าลำโพง 8 ตัวจะให้เสียงที่พอดี) ซึ่งจะอาศัย AI ในการคอนโทรลเสียงให้เสียงนักร้องเปล่งออกมาตรงกลางและกระจายเสียงดนตรีไปด้านข้าง ถือเป็นอีกนวัตกรรมจาก B&O ที่ไม่ธรรมดา เสมือนมีวงดนตรีมาเล่นอยู่ผนังบ้านคุณเลยล่ะครับ

 

 

ปิดท้ายด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือเดียวกับ B&O คือ Beoplay A9  ที่มีรูปลักษณ์เหมือนเก้าอี้หรือกระดานวาดรูปสักอย่าง แต่ดีกรีเป็นถึงลำโพงตัวท็อปของ Beoplay ราคาเริ่มต้น 96,000 บาท ความพิเศษของมันคือมาพร้อมลำโพงแบบ stereo ที่เน้นเสียงเบสให้คนฟังจุใจ ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนวัสดุหน้าผ้าและขาตั้งได้ตามความต้องการ ถึงแม้ขนาดจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังคงหนีไม่พ้นคอนเซ็ปต์ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันจริงๆ 

 

แล้วคุณล่ะชอบชิ้นไหน?

สัมผัสตัวเป็นๆ ได้ที่ Bang & Olufsen Flagship Store ชั้น 1 Gaysorn Village 

 


 

text NM / photo COURTESY OF BANG & OLUFSEN