Yesterday: What If? ในวันที่โลกไม่มีใครรู้จัก The Beatles

คำว่า What If? เป็นคำหนึ่งที่คนในวงการภาพยนตร์ (โดยเฉพาะคนเขียนบท) น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะ What if? (ซึ่งแปลคราวๆ ว่า “ถ้าหากว่า...) เป็นเหมือนการตั้งสมมติฐานเริ่มต้น ว่าถ้าเกิดสิ่งนี้ สถานการณ์นี้ หรือมีเงื่อนไขนี้เกิดขึ้น แล้วจะเกิดสิ่งใดตามมา ซึ่งหลายครั้งมันได้พิสูจน์มาแล้วว่า What If? ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะนอกจากมันจะนำไปสู่เส้นเรื่องที่แข็งแรงแล้ว ในเชิงการตลาด What If? ที่ดียังสร้างภาพจำที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายแก่คนดู (เราจะเรียกหนังประเภทนี้ว่าหนัง High Concept) และดึงดูดผู้คนได้ทันทีที่ได้ยินพล็อตเรื่องเพียงประโยคเดียว

 

Yesterday หนังที่เป็นการจับมือสองคนทำหนังฝีมือดีแห่งเกาะอังกฤษอย่างผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ (Steve Jobs (2015), Slumdog Millionaire (2008)) และผู้เขียนบท ริชาร์ด เคอร์ติส (About Time (2013), Notting Hill (1999)) นี้ มี What If? ที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากคุณตื่นมาวันหนึ่งแล้วพบว่านอกจากคุณแล้ว ก็ไม่มีใครในโลกนี้อีกเลยที่รู้จัก The Beatles และเพลงของพวกเขา”  ซึ่งถ้าวัดกันตามมาตรฐานที่กล่าวไปในย่อหน้าแรกนั้น ก็ต้องถือว่านี่คือ What If? ที่แข็งแรงสุดๆ เพราะนอกจากตัว subject อย่าง The Beatles ซึ่งเป็นตำนานบทหนึ่งของโลกใบนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกร้องคำสนใจได้เป็นอย่างดีแล้ว การวางเงื่อนไขให้พวกเขาหายไปจากสารบบของโลกใบนี้ ยังเป็นคอนเซปต์ที่แรง, ชัด, คมกริบ และฉลาดเฉลียวอีกด้วย

 

กระนั้น แม้ What If? จะเป็นใบเบิกทางที่ดี แต่ก็ใช่ว่ามันจะรับประกันความสำเร็จได้ไปเสียทุกครั้ง มีหนังหลายเรื่องที่เริ่มต้นด้วย What If? ที่น่าสนใจ แต่การจัดการหลังจากนั้น กลับไม่สามารถสานต่อความน่าสนใจนั้นได้ดีพอ ทำให้ตัวงานอยู่ในสภาพไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ ที่สว่างวาบเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหมดความน่าสนใจไปในเสี้ยววินาทีต่อมา

โชคดีที่ Yesterday ไม่อยู่ในข่ายนั้น

 

เราต้องยอมรับว่าผลงานส่วนใหญ่ของเคอร์ติส (ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท) มาพร้อม What If? ที่แข็งแรงมาก (จะเกิดอะไรขึ้นมาซุปตาร์สาวฮอลลีวูดมาพบรักเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ชาวอังกฤษใน Notting Hill หรือจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณสามารถเดินทางย้อนเวลาได้ใน About Time) แต่ในขณะเดียวกัน ความเชี่ยวชาญในการเขียนบทก็ทำให้เขานำเงื่อนไขเหล่านั้นมาต่อยอดได้อย่างเข้าท่าเข้าทางไปเสียทุกครั้ง และไม่ทำให้เกิดอาการเสียของแต่อย่างใด เงื่อนไขอันแข็งแรงที่เขาตั้งขึ้นมา ถูกขับเคลื่อนด้วยองค์ประกอบประดามีที่แข็งแรงไม่แพ้กันอย่าง ตัวละครอันน่ารักน่าชัง หรืออารมณ์ขันกรุ้มกริ่มหยิกแกมหยอกที่เข้าเป้าแถมทุกเม็ด อันเป็นลายเซ็นสำคัญของเขานั่นเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของเคอร์ติส หลายครั้งก็เป็นดาบสองคมที่หั้นมาบั่นทอนคุณค่าในงานของเขาเอง เพราะไม่ว่าเขาจะสร้าง What If? ได้แข็งแรงเพียงใด แต่สุดท้ายประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอมันจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของความรัก, มิตรภาพ, ครอบครัวและความสัมพันธ์ ภายใต้ทัศนคติของการมองโลกในแง่ดี ที่เข้าข่ายสุขนิยม จนถ้าจะกล่าวว่าเคอร์ติส (รวมถึง Working Title ค่ายหนังที่เขาร่วมงานด้วยเป็นประจำ) คือ GDH สาขาเกาะอังกฤษก็คงไม่ผิดอะไรนัก

 

Yesterday ก็ไม่ต่างกันนัก ความหวือหวาน่าสนใจของ What If? ที่เกี่ยวพันกับสุดยอดไอค่อนแห่งวงการดนตรีโลกอย่าง The Beatles ไม่ได้ทำให้ประเด็นของหนังไปไกลอย่างที่หลายคนคาดหวัง เพราะเคอร์ติสเลือกที่จะใช้มันเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่วิ่งไขว่คว้าตามหาความฝัน แต่ขณะเดียวกับก็ต้องสับสนกับความรักที่คอยเหนี่ยวรั้งเขาไว้ด้วย (และก็ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าในท้ายที่สุดแล้ว พระเอกของเราจะสะสางปัญหานี้อย่างไร...ก็สุขนิยมตามมาตรฐานนั่นแหละ)

 

กระนั้น จะบอกว่านี่เป็นจุดด่างพร้อยที่ลดทอนคุณค่าของหนังเรื่องนี้ ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะหากเราจะยึดเพลงของ The Beatles เป็นเกณฑ์ในการประเมิน เราก็อาจจะแก้ต่างได้ว่า ในเมื่อการเสพย์เพลงของพวกเขายังเปิดกว้างสำหรับสุนทรียภาพอันหลากหลาย ทั้งในระดับที่ฟังเอาเพื่อความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไปจนถึงฟังแล้ววิเคราะห์ได้ถึงนัยยะอันลุ่มลึกในบทเพลงเหล่านั้น...

 

...จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดหรือเสื่อมเสียแต่อย่างใด หากเคอร์ติสจะเลือกใช้บทเพลงเหล่านี้มารับใช้และส่งเสริมทัศนคติแบบสุขนิยมของเขา

 


 

text VORAKORN WEERAKUL




Yesterday: What If? ในวันที่โลกไม่มีใครรู้จัก The Beatles

คำว่า What If? เป็นคำหนึ่งที่คนในวงการภาพยนตร์ (โดยเฉพาะคนเขียนบท) น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะ What if? (ซึ่งแปลคราวๆ ว่า “ถ้าหากว่า...) เป็นเหมือนการตั้งสมมติฐานเริ่มต้น ว่าถ้าเกิดสิ่งนี้ สถานการณ์นี้ หรือมีเงื่อนไขนี้เกิดขึ้น แล้วจะเกิดสิ่งใดตามมา ซึ่งหลายครั้งมันได้พิสูจน์มาแล้วว่า What If? ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะนอกจากมันจะนำไปสู่เส้นเรื่องที่แข็งแรงแล้ว ในเชิงการตลาด What If? ที่ดียังสร้างภาพจำที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายแก่คนดู (เราจะเรียกหนังประเภทนี้ว่าหนัง High Concept) และดึงดูดผู้คนได้ทันทีที่ได้ยินพล็อตเรื่องเพียงประโยคเดียว

 

Yesterday หนังที่เป็นการจับมือสองคนทำหนังฝีมือดีแห่งเกาะอังกฤษอย่างผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ (Steve Jobs (2015), Slumdog Millionaire (2008)) และผู้เขียนบท ริชาร์ด เคอร์ติส (About Time (2013), Notting Hill (1999)) นี้ มี What If? ที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากคุณตื่นมาวันหนึ่งแล้วพบว่านอกจากคุณแล้ว ก็ไม่มีใครในโลกนี้อีกเลยที่รู้จัก The Beatles และเพลงของพวกเขา”  ซึ่งถ้าวัดกันตามมาตรฐานที่กล่าวไปในย่อหน้าแรกนั้น ก็ต้องถือว่านี่คือ What If? ที่แข็งแรงสุดๆ เพราะนอกจากตัว subject อย่าง The Beatles ซึ่งเป็นตำนานบทหนึ่งของโลกใบนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกร้องคำสนใจได้เป็นอย่างดีแล้ว การวางเงื่อนไขให้พวกเขาหายไปจากสารบบของโลกใบนี้ ยังเป็นคอนเซปต์ที่แรง, ชัด, คมกริบ และฉลาดเฉลียวอีกด้วย

 

กระนั้น แม้ What If? จะเป็นใบเบิกทางที่ดี แต่ก็ใช่ว่ามันจะรับประกันความสำเร็จได้ไปเสียทุกครั้ง มีหนังหลายเรื่องที่เริ่มต้นด้วย What If? ที่น่าสนใจ แต่การจัดการหลังจากนั้น กลับไม่สามารถสานต่อความน่าสนใจนั้นได้ดีพอ ทำให้ตัวงานอยู่ในสภาพไม่ต่างจากดอกไม้ไฟ ที่สว่างวาบเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหมดความน่าสนใจไปในเสี้ยววินาทีต่อมา

โชคดีที่ Yesterday ไม่อยู่ในข่ายนั้น

 

เราต้องยอมรับว่าผลงานส่วนใหญ่ของเคอร์ติส (ทั้งในฐานะผู้กำกับและคนเขียนบท) มาพร้อม What If? ที่แข็งแรงมาก (จะเกิดอะไรขึ้นมาซุปตาร์สาวฮอลลีวูดมาพบรักเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ชาวอังกฤษใน Notting Hill หรือจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณสามารถเดินทางย้อนเวลาได้ใน About Time) แต่ในขณะเดียวกัน ความเชี่ยวชาญในการเขียนบทก็ทำให้เขานำเงื่อนไขเหล่านั้นมาต่อยอดได้อย่างเข้าท่าเข้าทางไปเสียทุกครั้ง และไม่ทำให้เกิดอาการเสียของแต่อย่างใด เงื่อนไขอันแข็งแรงที่เขาตั้งขึ้นมา ถูกขับเคลื่อนด้วยองค์ประกอบประดามีที่แข็งแรงไม่แพ้กันอย่าง ตัวละครอันน่ารักน่าชัง หรืออารมณ์ขันกรุ้มกริ่มหยิกแกมหยอกที่เข้าเป้าแถมทุกเม็ด อันเป็นลายเซ็นสำคัญของเขานั่นเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของเคอร์ติส หลายครั้งก็เป็นดาบสองคมที่หั้นมาบั่นทอนคุณค่าในงานของเขาเอง เพราะไม่ว่าเขาจะสร้าง What If? ได้แข็งแรงเพียงใด แต่สุดท้ายประเด็นที่เขาต้องการนำเสนอมันจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของความรัก, มิตรภาพ, ครอบครัวและความสัมพันธ์ ภายใต้ทัศนคติของการมองโลกในแง่ดี ที่เข้าข่ายสุขนิยม จนถ้าจะกล่าวว่าเคอร์ติส (รวมถึง Working Title ค่ายหนังที่เขาร่วมงานด้วยเป็นประจำ) คือ GDH สาขาเกาะอังกฤษก็คงไม่ผิดอะไรนัก

 

Yesterday ก็ไม่ต่างกันนัก ความหวือหวาน่าสนใจของ What If? ที่เกี่ยวพันกับสุดยอดไอค่อนแห่งวงการดนตรีโลกอย่าง The Beatles ไม่ได้ทำให้ประเด็นของหนังไปไกลอย่างที่หลายคนคาดหวัง เพราะเคอร์ติสเลือกที่จะใช้มันเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่วิ่งไขว่คว้าตามหาความฝัน แต่ขณะเดียวกับก็ต้องสับสนกับความรักที่คอยเหนี่ยวรั้งเขาไว้ด้วย (และก็ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าในท้ายที่สุดแล้ว พระเอกของเราจะสะสางปัญหานี้อย่างไร...ก็สุขนิยมตามมาตรฐานนั่นแหละ)

 

กระนั้น จะบอกว่านี่เป็นจุดด่างพร้อยที่ลดทอนคุณค่าของหนังเรื่องนี้ ก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะหากเราจะยึดเพลงของ The Beatles เป็นเกณฑ์ในการประเมิน เราก็อาจจะแก้ต่างได้ว่า ในเมื่อการเสพย์เพลงของพวกเขายังเปิดกว้างสำหรับสุนทรียภาพอันหลากหลาย ทั้งในระดับที่ฟังเอาเพื่อความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ไปจนถึงฟังแล้ววิเคราะห์ได้ถึงนัยยะอันลุ่มลึกในบทเพลงเหล่านั้น...

 

...จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดหรือเสื่อมเสียแต่อย่างใด หากเคอร์ติสจะเลือกใช้บทเพลงเหล่านี้มารับใช้และส่งเสริมทัศนคติแบบสุขนิยมของเขา

 


 

text VORAKORN WEERAKUL