คุณหรือเปล่าคือคนที่บังคับให้สื่อรุ่นใหม่ต้องหยาบคาย?

ใช่ครับ นั้นคือหัวข้อบทความเพื่อเรียกแขกและมันคือ 1 ในวิธีการที่หลายสื่อทำ จริงๆ ผมจะให้ชื่อบทความนี้ว่า “ความเศร้าของคนทำสื่อยุคใหม่” เพราะเรารู้ครับว่าหลายครั้ง สิ่งที่เราทำลงไปคือการแกว่งเท้าหาเสี้ยน เพียงแต่เสี้ยนที่ว่ามันไม่ใช่เสี้ยนจริงๆ แต่มันคือยอด Engagement

 

ว่ากันตามจริงแล้วการมาของ Internet ความเร็วสูงนั้นทำให้ผู้ประกอบอาชีพสื่อยุค Traditional อันได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงไปตามๆ กัน เราต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร เปลี่ยนเครื่องมือ เปลี่ยนแนวคิด ตำราการสอนนิเทศศาสตร์แทบจะถูกโยนทิ้งออกนอกห้องเรียน ถึงขนาดว่ามีความคิดจะยุบคณะนิเทศศาสตร์ทิ้งไปเลยด้วยซ้ำ ทุกคนในยุคนี้สามารถเป็นสื่อหรือเรียกเก๋ๆ ว่า Content Creator หรือผู้ผลิตเนื้อหาได้เองและทำได้ดีโดนใจผู้บริโภคมากกว่าสื่อดั้งเดิมเสียอีก

 

 

เมื่อใครๆ ก็เป็นสื่อได้และทำได้ดีกว่าสื่อมาเฟียยุค Traditional เม็ดเงินต่างๆ ก็ลอยไปสู่กระเป๋าใหม่และสื่อ Traditional เองก็ต้องปรับตัวมาอยู่บนโลกออนไลน์แบบที่คุณกำลังอ่านเอสไควร์เวอร์ชั่นมือถืออยู่นี่ล่ะครับ เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น คนทำคอนเทนต์ก็ต้องดิ้นรนหาการพลิกแพลงเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้าง Engagement บน Social Platform ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเจ้าของสื่อเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะให้เราใช้งานฟรีๆ พวกเขามีวิธีการเก็บเงินผู้ทำสื่อด้วยการปรับรูปแบบการแสดงผลต่างๆ มากมายเพื่อบังคับให้เราจ่ายเงินในการส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมายของเรา

 

 

นั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เราเข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องธุรกิจ แต่ก็บางครั้งเงินทุนก็เป็นเรื่องพูดยาก เมื่อเงินทองเป็นของจำกัด ผู้ผลิตสื่อก็ต้องหาช่องทางในการขายคอนเทนต์ให้ได้มากที่สุดจนและหนึ่งในวิธีง่ายๆ ก็คือการสร้างกระแสฉาวๆ ด้วยเนื้อข่าวแรงๆ หรือด้วยถ้อยคำหยาบคายแบบถึงใจถึงอารมณ์

 

เนื้อข่าวรุนแรงนั้นตรงจริตการรับรู้ของมนุษย์อยู่แล้วเพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นงานไม่ว่าจะจากมหาวิทยาลัยโอไอโอและมหาวิทยาลัยในแคนาดาว่าสมองของคนเรานั้นมีความลำเอียงเชิงลบหรือ Negativity Bias ที่สั่งให้สนใจเรื่องลบมากกว่าเรื่องเชิงบวก สิ่งนี้ทำตอบคำถามว่าทำไมเราถึงเห็นข่าวความรุนแรงขึ้นหน้าหนึ่งหรืออกสื่ออยู่บ่อยครั้ง และมันใช้ได้ไม่ว่าจะกับสื่อยุคเก่าหรือยุคใหม่

 

คำถามของเราคือแล้วความพอดีของการนำเสนอข่าวหรือเนื้อหาในเชิงลบอยู่ตรงไหน?

 

ในตำราเรียนนิเทศศาสตร์นั้น บทนึงจะว่าด้วย Media Ethics & Law หรือจริยธรรมสื่อและกฎหมายสื่อมวลชนซึ่งโดยหลักแล้วมุ่งเน้นให้ผู้เรียนผลิตสื่อและเป็นสื่อมวลชนที่มีจรรยาบรรณอันดีงาม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการคำนึงว่ามีเยาวชนเป็นผู้รับสารและพึงระลึกไว้ว่าต้องไม่ก้าวกายสิทธิส่วนบุคคล

 

ย้อนกลับไปที่หัวข้อจริงๆของเรานั้นก็คือ “ความเศร้าของคนทำสื่อยุคใหม่” ความจริงแล้วเราเห็นประเด็นดราม่าเกี่ยวกับเนื้อหาของสื่อยุคใหม่มานักต่อนัก แต่เหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่มีการทำคลิปแกล้งพนักงานต้อนรับบนสายการบินแห่งหนึ่งทำให้เรารู้สึกทั้งโกรธและเสียใจมากที่สุดไปพร้อมๆ กัน

 

ที่โกรธก็เพราะว่ามีสื่อยุคใหม่หลายเจ้าที่ทำงานดีแต่ต้องมาเสียชื่อเพราะกลุ่มคนเล็กๆ ไม่กี่คน และเสียใจที่มีคนจำนวนไม่น้อยนิยมชมชอบเนื้อหาที่ก้าวก่ายสิทธิคนอื่นแบบนั้น เราเห็นเพื่อนๆ สื่อทั้งยุคใหม่และยุคเก่าหลายคนที่พวกเขาตั้งใจทำงาน ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อมูล ทำทุกอย่างตามขั้นตอนเพื่อให้ได้เนื้อหาที่สร้างสรรค์สังคมแต่กลับไม่ได้รับความสนใจเพียงเพราะมันไม่ฉาวโฉ่

 

งานสตรีตอาร์ตชื่อ Nobody Loves Me! โดย Banksy

 

เราคงไม่อาจชี้นิ้วบอกว่างานนี้ใครผิดได้อย่างเต็มปาก เราแค่อยากจะขอความเห็นใจให้สื่อที่ตั้งใจทำงานอย่างสร้างสรรค์ได้รับโอกาสบ้าง เราไม่อยากเห็นคนทำสื่อดีๆ ต้องปิดตัวลงเพราะไร้เงินทุนมาทำต่อเพราะว่าไม่มีคนสนใจ อนาคตเมืองไทยที่ไร้สื่อสร้างสรรค์และมีจรรยาบรรณคงน่ากลัวจนเราไม่อาจนึกภาพออกได้เลย


เรื่อง: 17Aries

ภาพ: @Sammy Slabbinck, Getty Images




คุณหรือเปล่าคือคนที่บังคับให้สื่อรุ่นใหม่ต้องหยาบคาย?

ใช่ครับ นั้นคือหัวข้อบทความเพื่อเรียกแขกและมันคือ 1 ในวิธีการที่หลายสื่อทำ จริงๆ ผมจะให้ชื่อบทความนี้ว่า “ความเศร้าของคนทำสื่อยุคใหม่” เพราะเรารู้ครับว่าหลายครั้ง สิ่งที่เราทำลงไปคือการแกว่งเท้าหาเสี้ยน เพียงแต่เสี้ยนที่ว่ามันไม่ใช่เสี้ยนจริงๆ แต่มันคือยอด Engagement

 

ว่ากันตามจริงแล้วการมาของ Internet ความเร็วสูงนั้นทำให้ผู้ประกอบอาชีพสื่อยุค Traditional อันได้แก่ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงไปตามๆ กัน เราต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร เปลี่ยนเครื่องมือ เปลี่ยนแนวคิด ตำราการสอนนิเทศศาสตร์แทบจะถูกโยนทิ้งออกนอกห้องเรียน ถึงขนาดว่ามีความคิดจะยุบคณะนิเทศศาสตร์ทิ้งไปเลยด้วยซ้ำ ทุกคนในยุคนี้สามารถเป็นสื่อหรือเรียกเก๋ๆ ว่า Content Creator หรือผู้ผลิตเนื้อหาได้เองและทำได้ดีโดนใจผู้บริโภคมากกว่าสื่อดั้งเดิมเสียอีก

 

 

เมื่อใครๆ ก็เป็นสื่อได้และทำได้ดีกว่าสื่อมาเฟียยุค Traditional เม็ดเงินต่างๆ ก็ลอยไปสู่กระเป๋าใหม่และสื่อ Traditional เองก็ต้องปรับตัวมาอยู่บนโลกออนไลน์แบบที่คุณกำลังอ่านเอสไควร์เวอร์ชั่นมือถืออยู่นี่ล่ะครับ เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น คนทำคอนเทนต์ก็ต้องดิ้นรนหาการพลิกแพลงเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้าง Engagement บน Social Platform ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, Youtube และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเจ้าของสื่อเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะให้เราใช้งานฟรีๆ พวกเขามีวิธีการเก็บเงินผู้ทำสื่อด้วยการปรับรูปแบบการแสดงผลต่างๆ มากมายเพื่อบังคับให้เราจ่ายเงินในการส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมายของเรา

 

 

นั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เราเข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องธุรกิจ แต่ก็บางครั้งเงินทุนก็เป็นเรื่องพูดยาก เมื่อเงินทองเป็นของจำกัด ผู้ผลิตสื่อก็ต้องหาช่องทางในการขายคอนเทนต์ให้ได้มากที่สุดจนและหนึ่งในวิธีง่ายๆ ก็คือการสร้างกระแสฉาวๆ ด้วยเนื้อข่าวแรงๆ หรือด้วยถ้อยคำหยาบคายแบบถึงใจถึงอารมณ์

 

เนื้อข่าวรุนแรงนั้นตรงจริตการรับรู้ของมนุษย์อยู่แล้วเพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นงานไม่ว่าจะจากมหาวิทยาลัยโอไอโอและมหาวิทยาลัยในแคนาดาว่าสมองของคนเรานั้นมีความลำเอียงเชิงลบหรือ Negativity Bias ที่สั่งให้สนใจเรื่องลบมากกว่าเรื่องเชิงบวก สิ่งนี้ทำตอบคำถามว่าทำไมเราถึงเห็นข่าวความรุนแรงขึ้นหน้าหนึ่งหรืออกสื่ออยู่บ่อยครั้ง และมันใช้ได้ไม่ว่าจะกับสื่อยุคเก่าหรือยุคใหม่

 

คำถามของเราคือแล้วความพอดีของการนำเสนอข่าวหรือเนื้อหาในเชิงลบอยู่ตรงไหน?

 

ในตำราเรียนนิเทศศาสตร์นั้น บทนึงจะว่าด้วย Media Ethics & Law หรือจริยธรรมสื่อและกฎหมายสื่อมวลชนซึ่งโดยหลักแล้วมุ่งเน้นให้ผู้เรียนผลิตสื่อและเป็นสื่อมวลชนที่มีจรรยาบรรณอันดีงาม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการคำนึงว่ามีเยาวชนเป็นผู้รับสารและพึงระลึกไว้ว่าต้องไม่ก้าวกายสิทธิส่วนบุคคล

 

ย้อนกลับไปที่หัวข้อจริงๆของเรานั้นก็คือ “ความเศร้าของคนทำสื่อยุคใหม่” ความจริงแล้วเราเห็นประเด็นดราม่าเกี่ยวกับเนื้อหาของสื่อยุคใหม่มานักต่อนัก แต่เหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่มีการทำคลิปแกล้งพนักงานต้อนรับบนสายการบินแห่งหนึ่งทำให้เรารู้สึกทั้งโกรธและเสียใจมากที่สุดไปพร้อมๆ กัน

 

ที่โกรธก็เพราะว่ามีสื่อยุคใหม่หลายเจ้าที่ทำงานดีแต่ต้องมาเสียชื่อเพราะกลุ่มคนเล็กๆ ไม่กี่คน และเสียใจที่มีคนจำนวนไม่น้อยนิยมชมชอบเนื้อหาที่ก้าวก่ายสิทธิคนอื่นแบบนั้น เราเห็นเพื่อนๆ สื่อทั้งยุคใหม่และยุคเก่าหลายคนที่พวกเขาตั้งใจทำงาน ลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อมูล ทำทุกอย่างตามขั้นตอนเพื่อให้ได้เนื้อหาที่สร้างสรรค์สังคมแต่กลับไม่ได้รับความสนใจเพียงเพราะมันไม่ฉาวโฉ่

 

งานสตรีตอาร์ตชื่อ Nobody Loves Me! โดย Banksy

 

เราคงไม่อาจชี้นิ้วบอกว่างานนี้ใครผิดได้อย่างเต็มปาก เราแค่อยากจะขอความเห็นใจให้สื่อที่ตั้งใจทำงานอย่างสร้างสรรค์ได้รับโอกาสบ้าง เราไม่อยากเห็นคนทำสื่อดีๆ ต้องปิดตัวลงเพราะไร้เงินทุนมาทำต่อเพราะว่าไม่มีคนสนใจ อนาคตเมืองไทยที่ไร้สื่อสร้างสรรค์และมีจรรยาบรรณคงน่ากลัวจนเราไม่อาจนึกภาพออกได้เลย


เรื่อง: 17Aries

ภาพ: @Sammy Slabbinck, Getty Images