ลิงลพบุรีตีกัน ขำขันหรือเกาไม่ถูกที่คันของสื่อไทย

เมื่อวานนี้ท่ามกลางข่าวสถานการณ์บ้านเมืองที่ร้อนแรงแข่งกับอุณหภูมิข้างนอก ก็มีข่าวเล็กๆ ข่าวนึงโผล่ขึ้นมาแย่งพื้นที่หน้าจอมือถือหลายคนไปได้นั้นก็คือข่าวการยกพวกตีกันของฝูงลิงในอำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี บริเวณพระปรางค์สามยอด ที่ปรากฏภาพเป็นฝูงลิงหลายร้อยตัวกำลังทะเลาะวิวาทกัดกัน โดยมีสาเหตุมาจากอากาศที่ร้อนจัดจนไม่มีนักท่องเที่ยวมาให้อาหาร ฝูงลิงเลยกัดกันแย่งชิงอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด แถมยังให้ข้อมูลต่ออีกว่าอาหารโปรดที่ทำให้ฝูงลิงแย่งชิงกันนั้นก็คือนมเปรี้ยว

และข่าวที่ดูเหมือนจะขำขันก็ทำให้สื่อไทยหลายเจ้าเอาไปขยายต่อในเชิงขำขัน ทั้งการทำกราฟฟิกระบุตัวตนลิงหรือการสัมภาษณ์ลิง นอกจากนี้ข่าวลิงยกพวกตีกันยังไวรัลจนสื่อต่างประเทศอย่าง Dailymail หรือ New York Post ก็นำไปขายขำต่อ

 

 

ถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วเรามีปัญหาตรงไหนล่ะ

ข่าวมันก็มีสีสันสนุกสนานดีออก

 

จริงอยู่ครับว่าข่าวมันมีสีสันและฟังดูสนุก แต่ถึงแม้สถานการณ์บ้านเมืองเรามันจะตึงเครียดแค่ไหนแต่เราก็ยังอยากให้สื่อช่วยเพิ่มแง่คิดให้ผู้รับสารสักหน่อยมากกว่าการแค่ขายความสนุก เพราะหากมองให้ลึกลงไปสักนิด เราจะเห็นว่าลิงยกพวกตีกันมันไม่ได้เป็นแค่ปัญหาระหว่างลิงกับลิง แต่มันคือปัญหาระหว่างลิงกับคน ซึ่งตรงนี้ทางจังหวัดลพบุรีเองก็รับรู้มาตลอดและทางจังหวัดก็ได้จัดทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการปัญหาลิงในจังหวัดลพบุรีอย่างยั่งยืน ปี 2560-2564” ออกมาแล้ว

 

 

โดยข้อมูลระบุออกมาว่า ปัจจุบันคาดว่ามีจำนวนประชากรลิงในเขตเมืองเก่าของลพบุรีอยู่ที่ราว 3 พันตัวและในเขตอื่นๆ ของจังหวัดลพบุรีอยู่ที่ราว 7,800 ตัว ซึ่งลิงจำนวนมากนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และนั้นก็ตรงกับรายงานเรื่องปัญหาจากสัตว์ป่าของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ชี้ว่ามีปัญหาที่เกิดจากลิงมากเป็นอันดับหนึ่ง

 


 

แนวทางแก้ไขปัญหาในแผนแม่บทฯ นั้นแบ่งออกเป็น 4 ข้อ หลักๆ คือต้องบริหารจัดการลิงที่มีอยู่ เช่น สำรวจและควบคุมประชากรลิงแล้วจัดหาพื้นที่อยู่ใหม่ขนาดใหญ่ให้กับลิง โดยจังหวัดมีแผนจะสร้างศูนย์อนุรักษ์ลิงขึ้นมาแล้วบริหารจัดการให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแต่ตอนนี้ยังขาดงบประมาณสนับสนุน และปัญหาอีกอย่างที่พบก็คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกันของหน่วยงานราชการ ทำให้ประชาชนไม่รับรู้ถึงผลกระทบของลิงที่มีต่อคน เช่น ไม่รู้ว่าการให้อาหารลิง จะทำให้ลิงไม่ออกหากินตามธรรมชาติ ทำให้ลิงติดใจอาหารของคนที่มีรสชาติอร่อยและพลังงานสูง ซึ่งการให้อาหารลิงนี้ ทำให้ลิงมีเวลาว่างในการผสมพันธุ์มากขึ้นเพราะไม่ต้องออกหาอาหารเอง

 

เมื่อไม่มีคนให้อาหารก็จะเกิดการบุกรุกเข้าหากินในบ้านเรือนประชาชนสร้างความเดือนร้อนต่อมาอีก (ซึ่งหากย้อนกลับไปดูในข่าวก็จะพบว่านมเปรี้ยวนั้น ไม่ใช่อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติอย่างแน่นอน และนั้นคือตัวชี้ชัดว่าประชาชนขาดความเข้าใจเรื่องการจัดการลิง) หรือในเรื่องของโรคติดต่อที่คนสามารถเป็นพาหะสู่ลิง เช่น โรคหัด โรคไวรัสตับอักเสบ และลิงเป็นพาหะสู่คน เช่น​ โรคพิษสุนัขบ้าหรือวัณโรค ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ทางจังหวัดลพบุรีก็ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

 


 

ข้อมูลที่เรากล่าวมาคือสิ่งที่สื่อควรเพิ่มเติมให้กับผู้รับสารได้เห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขว่ามีอะไรบ้าง ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่ขายข่าวเพื่อการปลุกเร้าอารมณ์เพียงอย่างเดียว (ณ ตอนนี้ เราเห็นสื่อไทยแค่สื่อเดียวที่นำเสนอในรูปแบบนี้นั้นก็คือ Thai PBS ขอชื่นชนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)


เรื่อง: KANt

ภาพ: Courtesy of Thai PBS, Facebook คุณ Sasaluk Rattanachai

 




ลิงลพบุรีตีกัน ขำขันหรือเกาไม่ถูกที่คันของสื่อไทย

เมื่อวานนี้ท่ามกลางข่าวสถานการณ์บ้านเมืองที่ร้อนแรงแข่งกับอุณหภูมิข้างนอก ก็มีข่าวเล็กๆ ข่าวนึงโผล่ขึ้นมาแย่งพื้นที่หน้าจอมือถือหลายคนไปได้นั้นก็คือข่าวการยกพวกตีกันของฝูงลิงในอำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี บริเวณพระปรางค์สามยอด ที่ปรากฏภาพเป็นฝูงลิงหลายร้อยตัวกำลังทะเลาะวิวาทกัดกัน โดยมีสาเหตุมาจากอากาศที่ร้อนจัดจนไม่มีนักท่องเที่ยวมาให้อาหาร ฝูงลิงเลยกัดกันแย่งชิงอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด แถมยังให้ข้อมูลต่ออีกว่าอาหารโปรดที่ทำให้ฝูงลิงแย่งชิงกันนั้นก็คือนมเปรี้ยว

และข่าวที่ดูเหมือนจะขำขันก็ทำให้สื่อไทยหลายเจ้าเอาไปขยายต่อในเชิงขำขัน ทั้งการทำกราฟฟิกระบุตัวตนลิงหรือการสัมภาษณ์ลิง นอกจากนี้ข่าวลิงยกพวกตีกันยังไวรัลจนสื่อต่างประเทศอย่าง Dailymail หรือ New York Post ก็นำไปขายขำต่อ

 

 

ถึงตรงนี้คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วเรามีปัญหาตรงไหนล่ะ

ข่าวมันก็มีสีสันสนุกสนานดีออก

 

จริงอยู่ครับว่าข่าวมันมีสีสันและฟังดูสนุก แต่ถึงแม้สถานการณ์บ้านเมืองเรามันจะตึงเครียดแค่ไหนแต่เราก็ยังอยากให้สื่อช่วยเพิ่มแง่คิดให้ผู้รับสารสักหน่อยมากกว่าการแค่ขายความสนุก เพราะหากมองให้ลึกลงไปสักนิด เราจะเห็นว่าลิงยกพวกตีกันมันไม่ได้เป็นแค่ปัญหาระหว่างลิงกับลิง แต่มันคือปัญหาระหว่างลิงกับคน ซึ่งตรงนี้ทางจังหวัดลพบุรีเองก็รับรู้มาตลอดและทางจังหวัดก็ได้จัดทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการปัญหาลิงในจังหวัดลพบุรีอย่างยั่งยืน ปี 2560-2564” ออกมาแล้ว

 

 

โดยข้อมูลระบุออกมาว่า ปัจจุบันคาดว่ามีจำนวนประชากรลิงในเขตเมืองเก่าของลพบุรีอยู่ที่ราว 3 พันตัวและในเขตอื่นๆ ของจังหวัดลพบุรีอยู่ที่ราว 7,800 ตัว ซึ่งลิงจำนวนมากนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และนั้นก็ตรงกับรายงานเรื่องปัญหาจากสัตว์ป่าของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่ชี้ว่ามีปัญหาที่เกิดจากลิงมากเป็นอันดับหนึ่ง

 


 

แนวทางแก้ไขปัญหาในแผนแม่บทฯ นั้นแบ่งออกเป็น 4 ข้อ หลักๆ คือต้องบริหารจัดการลิงที่มีอยู่ เช่น สำรวจและควบคุมประชากรลิงแล้วจัดหาพื้นที่อยู่ใหม่ขนาดใหญ่ให้กับลิง โดยจังหวัดมีแผนจะสร้างศูนย์อนุรักษ์ลิงขึ้นมาแล้วบริหารจัดการให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแต่ตอนนี้ยังขาดงบประมาณสนับสนุน และปัญหาอีกอย่างที่พบก็คือการสื่อสารที่ไม่ตรงกันของหน่วยงานราชการ ทำให้ประชาชนไม่รับรู้ถึงผลกระทบของลิงที่มีต่อคน เช่น ไม่รู้ว่าการให้อาหารลิง จะทำให้ลิงไม่ออกหากินตามธรรมชาติ ทำให้ลิงติดใจอาหารของคนที่มีรสชาติอร่อยและพลังงานสูง ซึ่งการให้อาหารลิงนี้ ทำให้ลิงมีเวลาว่างในการผสมพันธุ์มากขึ้นเพราะไม่ต้องออกหาอาหารเอง

 

เมื่อไม่มีคนให้อาหารก็จะเกิดการบุกรุกเข้าหากินในบ้านเรือนประชาชนสร้างความเดือนร้อนต่อมาอีก (ซึ่งหากย้อนกลับไปดูในข่าวก็จะพบว่านมเปรี้ยวนั้น ไม่ใช่อาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติอย่างแน่นอน และนั้นคือตัวชี้ชัดว่าประชาชนขาดความเข้าใจเรื่องการจัดการลิง) หรือในเรื่องของโรคติดต่อที่คนสามารถเป็นพาหะสู่ลิง เช่น โรคหัด โรคไวรัสตับอักเสบ และลิงเป็นพาหะสู่คน เช่น​ โรคพิษสุนัขบ้าหรือวัณโรค ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ทางจังหวัดลพบุรีก็ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

 


 

ข้อมูลที่เรากล่าวมาคือสิ่งที่สื่อควรเพิ่มเติมให้กับผู้รับสารได้เห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขว่ามีอะไรบ้าง ไม่ใช่มุ่งเน้นแต่ขายข่าวเพื่อการปลุกเร้าอารมณ์เพียงอย่างเดียว (ณ ตอนนี้ เราเห็นสื่อไทยแค่สื่อเดียวที่นำเสนอในรูปแบบนี้นั้นก็คือ Thai PBS ขอชื่นชนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)


เรื่อง: KANt

ภาพ: Courtesy of Thai PBS, Facebook คุณ Sasaluk Rattanachai