เสรีภาพที่ไปด้วยกันไม่ได้ในหนังเรื่องใหม่ของชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ผลงานส่วนใหญ่ของ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังไทย ที่คอหนังไทยน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี) มักจะเป็นหนังที่สร้างการรับรู้และตีความในหลายระดับให้กับคนดู กล่าวคือ เราอาจจะดูหนังเรื่องนั้นตามประเภท (Genre) ที่หนังเรื่องนั้นป่าวประกาศออกมา คือสามารถมองมันเป็นแค่หนังรัก, หนังผีหรือหนังแอ็คชั่นที่สนุกๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ หรือถ้าเราจะมองลึกไปกว่านั้น เราก็สามารถเห็นมุมมอง, แง่คิด, การซ่อนบริบทบบางอย่างทางสังคม ไปจนถึงการใช้เนื้อหาที่ดูผิวเผินเหล่านั้นมาบอกเล่าประเด็นทางสังคม (หรือการเมือง) บางอย่างที่กำลังดำเนินไปใน ณ ขณะนั้น

 

 

ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานเรื่องล่าสุดของเขา ซึ่งเป็นงานร่วมสร้างระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ (ดัดแปลงมาจาก Bungee Jumping of Their Own (คิมแดซัง / 2001)) ก็เป็นเช่นนั้น มองเผินๆ แล้วนี่เป็นงานโรแมนติกดราม่าเรียกน้ำตา ที่ว่ากันด้วยเรื่องราวความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของวัยรุ่นชายคู่หนึ่งอย่าง ดิว (ภวัต จิตต์สว่างดี) และ ภพ (ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์) ซึ่งหากเรามองเพียงแค่นั้นรับรู้และพอใจเพียงแค่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และหนังก็สามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนั้นของเราได้เป็นอย่างดี ชั้นเชิงในทางดราม่าของมะเดี่ยวเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว เขาเอาคนดูได้อยู่หมัด สามารถพาเราขึ้นเหนือล่องใต้ไปกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้แบบไม่มีสะดุดหรือตกขบวนแต่อย่างใด (แม้ว่าครั้งนี้อาจจะเห็นถึงการจงใจเรียกน้ำตาอยู่บ้างก็ตาม)

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเรามองลึกไปกว่านั้น เราก็จะเห็นประเด็นอันหลากหลายที่มะเดี่ยวซ่อนไว้ตรงนั้นตรงนี้อย่างแนบเนียน แม้ว่าครึ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้จะมีฉากหลังเป็นยุค 90 (ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นยุคปัจจุบัน) แต่หนังทั้งเรื่องกลับมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในบ้านเรา ที่เต็มไปด้วยปัญหาบางอย่างที่ไม่ว่ายุคใดก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้เสียที

 

แน่นอนว่า ดิว ไปด้วยกันนะ เป็นหนังรัก ขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังรักที่พูดถึง ‘ความไร้เสรีภาพ’ ของคนในสังคมไว้ได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืนไปกับเนื้อเรื่อง ในครึ่งแรกของหนังนั้นเราว่ากันถึงประเด็นชายรักชายในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่ความหลากหลายทางเพศยังไม่ได้รับการยอมรับและพูดถึงกันอย่างกว้างขวางดังเช่นในปัจจุบันนี้ บริบททางสังคมจึงกลายเป็นกรอบจำกัดเสรีภาพที่มีความชัดเจนในตัวมัน แต่มะเดี่ยวก็ยังเน้นประเด็นนั้นให้เด่นชัดขึ้นมาอีกด้วยการใส่กิจกรรม “ปรับทัศนคติผู้มีความเบี่ยงเบนทางเพศ” (ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายโรงเรียนในยุคนั้น) ซึ่งผู้ที่เป็นแกนนำในกิจกรรมดังกล่าวก็คือทหาร ซึ่งดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของความไร้เสรีภาพไปเสียแล้ว

 

 

ในทางกลับกัน หนังในครึ่งหลังซึ่งมีฉากหลังเป็นยุคปัจจุบัน ซึ่งภพในวัยหนุ่ม (ศุกลวัฒน์ คณารศ) กลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดอีกครั้งในฐานะครูในโรงเรียนที่ตนเป็นศิษย์เก่า อย่างที่รู้กันดีว่านี่เป็นยุคที่เสรีภาพทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น ไม่มีใครที่ต้องถูกรังเกียจหรือถูกส่งไปปรับทัศนคติเพียงเพราะมีความเบี่ยงเบนทางเพศ และตัวของเขาเองก็ก้าวพ้นปัญหานั้นมาแล้ว ทว่าเขากลับต้องพบปัญหาที่อาจจะหนักหนายิ่งกว่าตอนเป็นเด็ก เพราะการกระทำอันเกิดจากเจตจำนงค์เสรีของเขาดันไปขัดกับกรอบทางสังคมบางประการ (ที่ไม่ใช่เรื่องเพศอีกต่อไป)

 

กรอบ ธรรมเนียม จารีต ประเพณี หรือปัจจัยภายนอกนานาชนิดดูจะกลายเป็นตัวร้ายและเป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพไปเสียแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะความไม่เสถียรของกรอบเหล่านั้น (ยุคหนึ่งยอมรับ แต่อีกยุคหนึ่งไม่ยอมรับ แปลว่ามันไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ด้วยตัวมันเอง) ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามและกังขาในอำนาจของมันอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการจำกัดเสรีภาพเช่นกัน สะท้อนได้จากตัวของภพนั่นเอง เพราะขณะที่อำนาจนิยมคือต้นตอของบาดแผลในวัยเด็กของเขา แต่เมื่อโตขึ้นและต้องมารับบทผู้กุมอำนาจ (ในฐานะครู) เขาก็สมาทานอำนาจเหล่านั้นได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะกลัวว่าจะไม่ผ่านการประเมิน และไม่ได้รับการบรรจุ

 

สุดท้ายแล้ว เสรีภาพจึงกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันไปโดยปริยาย มันอาจจะเป็นสิ่งที่หาได้ที่ปลายขอบรุ้งที่ไหนสักแห่ง แต่คงไม่ใช่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดซึ่งเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปได้ทุกยุคทุกสมัย  และแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที แม้กระทั่งในตัวของผู้เรียกร้องและโหยหาเสรีภาพเอง

 

...น่าเศร้า แต่ก็คือความจริงที่ต้องยอมรับ และต่อสู้กันต่อไป

 


text Vorakorn Weerakul / photo Courtesy of Movie

 


YOU MIGHT LIKE !



เสรีภาพที่ไปด้วยกันไม่ได้ในหนังเรื่องใหม่ของชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ผลงานส่วนใหญ่ของ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังไทย ที่คอหนังไทยน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี) มักจะเป็นหนังที่สร้างการรับรู้และตีความในหลายระดับให้กับคนดู กล่าวคือ เราอาจจะดูหนังเรื่องนั้นตามประเภท (Genre) ที่หนังเรื่องนั้นป่าวประกาศออกมา คือสามารถมองมันเป็นแค่หนังรัก, หนังผีหรือหนังแอ็คชั่นที่สนุกๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ หรือถ้าเราจะมองลึกไปกว่านั้น เราก็สามารถเห็นมุมมอง, แง่คิด, การซ่อนบริบทบบางอย่างทางสังคม ไปจนถึงการใช้เนื้อหาที่ดูผิวเผินเหล่านั้นมาบอกเล่าประเด็นทางสังคม (หรือการเมือง) บางอย่างที่กำลังดำเนินไปใน ณ ขณะนั้น

 

 

ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานเรื่องล่าสุดของเขา ซึ่งเป็นงานร่วมสร้างระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ (ดัดแปลงมาจาก Bungee Jumping of Their Own (คิมแดซัง / 2001)) ก็เป็นเช่นนั้น มองเผินๆ แล้วนี่เป็นงานโรแมนติกดราม่าเรียกน้ำตา ที่ว่ากันด้วยเรื่องราวความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของวัยรุ่นชายคู่หนึ่งอย่าง ดิว (ภวัต จิตต์สว่างดี) และ ภพ (ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์) ซึ่งหากเรามองเพียงแค่นั้นรับรู้และพอใจเพียงแค่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และหนังก็สามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนั้นของเราได้เป็นอย่างดี ชั้นเชิงในทางดราม่าของมะเดี่ยวเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว เขาเอาคนดูได้อยู่หมัด สามารถพาเราขึ้นเหนือล่องใต้ไปกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้แบบไม่มีสะดุดหรือตกขบวนแต่อย่างใด (แม้ว่าครั้งนี้อาจจะเห็นถึงการจงใจเรียกน้ำตาอยู่บ้างก็ตาม)

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเรามองลึกไปกว่านั้น เราก็จะเห็นประเด็นอันหลากหลายที่มะเดี่ยวซ่อนไว้ตรงนั้นตรงนี้อย่างแนบเนียน แม้ว่าครึ่งหนึ่งของหนังเรื่องนี้จะมีฉากหลังเป็นยุค 90 (ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเป็นยุคปัจจุบัน) แต่หนังทั้งเรื่องกลับมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในบ้านเรา ที่เต็มไปด้วยปัญหาบางอย่างที่ไม่ว่ายุคใดก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้เสียที

 

แน่นอนว่า ดิว ไปด้วยกันนะ เป็นหนังรัก ขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังรักที่พูดถึง ‘ความไร้เสรีภาพ’ ของคนในสังคมไว้ได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืนไปกับเนื้อเรื่อง ในครึ่งแรกของหนังนั้นเราว่ากันถึงประเด็นชายรักชายในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่ความหลากหลายทางเพศยังไม่ได้รับการยอมรับและพูดถึงกันอย่างกว้างขวางดังเช่นในปัจจุบันนี้ บริบททางสังคมจึงกลายเป็นกรอบจำกัดเสรีภาพที่มีความชัดเจนในตัวมัน แต่มะเดี่ยวก็ยังเน้นประเด็นนั้นให้เด่นชัดขึ้นมาอีกด้วยการใส่กิจกรรม “ปรับทัศนคติผู้มีความเบี่ยงเบนทางเพศ” (ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายโรงเรียนในยุคนั้น) ซึ่งผู้ที่เป็นแกนนำในกิจกรรมดังกล่าวก็คือทหาร ซึ่งดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของความไร้เสรีภาพไปเสียแล้ว

 

 

ในทางกลับกัน หนังในครึ่งหลังซึ่งมีฉากหลังเป็นยุคปัจจุบัน ซึ่งภพในวัยหนุ่ม (ศุกลวัฒน์ คณารศ) กลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดอีกครั้งในฐานะครูในโรงเรียนที่ตนเป็นศิษย์เก่า อย่างที่รู้กันดีว่านี่เป็นยุคที่เสรีภาพทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น ไม่มีใครที่ต้องถูกรังเกียจหรือถูกส่งไปปรับทัศนคติเพียงเพราะมีความเบี่ยงเบนทางเพศ และตัวของเขาเองก็ก้าวพ้นปัญหานั้นมาแล้ว ทว่าเขากลับต้องพบปัญหาที่อาจจะหนักหนายิ่งกว่าตอนเป็นเด็ก เพราะการกระทำอันเกิดจากเจตจำนงค์เสรีของเขาดันไปขัดกับกรอบทางสังคมบางประการ (ที่ไม่ใช่เรื่องเพศอีกต่อไป)

 

กรอบ ธรรมเนียม จารีต ประเพณี หรือปัจจัยภายนอกนานาชนิดดูจะกลายเป็นตัวร้ายและเป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพไปเสียแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะความไม่เสถียรของกรอบเหล่านั้น (ยุคหนึ่งยอมรับ แต่อีกยุคหนึ่งไม่ยอมรับ แปลว่ามันไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้ด้วยตัวมันเอง) ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามและกังขาในอำนาจของมันอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการจำกัดเสรีภาพเช่นกัน สะท้อนได้จากตัวของภพนั่นเอง เพราะขณะที่อำนาจนิยมคือต้นตอของบาดแผลในวัยเด็กของเขา แต่เมื่อโตขึ้นและต้องมารับบทผู้กุมอำนาจ (ในฐานะครู) เขาก็สมาทานอำนาจเหล่านั้นได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะกลัวว่าจะไม่ผ่านการประเมิน และไม่ได้รับการบรรจุ

 

สุดท้ายแล้ว เสรีภาพจึงกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันไปโดยปริยาย มันอาจจะเป็นสิ่งที่หาได้ที่ปลายขอบรุ้งที่ไหนสักแห่ง แต่คงไม่ใช่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดซึ่งเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปได้ทุกยุคทุกสมัย  และแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที แม้กระทั่งในตัวของผู้เรียกร้องและโหยหาเสรีภาพเอง

 

...น่าเศร้า แต่ก็คือความจริงที่ต้องยอมรับ และต่อสู้กันต่อไป

 


text Vorakorn Weerakul / photo Courtesy of Movie