Parasite: No More Mercy

บองจุนโฮ เป็นผู้กำกับแถวหน้าของเกาหลีใต้ ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จุดเด่นของเขาคือการผสมผสานและหาจุดสมดุลระหว่างศิลปะ, ความบันเทิงและความต้องการของตลาดได้ดี ผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น Okja (2017), Snowpiercer (2013) หรือ The Host (2016) ล้วนแล้วแต่เป็นหนังทำเงินที่ไม่ต้องปีนบันไดดู ทว่าก็มีความคมคายในประเด็นที่ต้องการนำเสนอ

 

Parasite ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาก็ยังเป็นเช่นนั้น แตกต่างก็เพียงมันหาญกล้าฝ่าด่านไปเป็นผลผลิตจากเกาหลีใต้เรื่องแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีล่าสุดมาได้ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ารางวัลนี้มักจะสงวนสิทธิ์ (อย่างไม่มีลายลักษณ์อักษร) ให้กับผลงานที่มีความลุ่มลึกซับซ้อน เน้นความเป็นศิลปะมากกว่าที่จะเอาใจตลาด และออกจะเป็นยาขมสำหรับชาวบ้านร้านตลาด...ทว่า Parasite กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง

 

 

Parasite ยังคงเป็นหนังตลาดที่ใช้โครงสร้างในการเล่าเรื่องเดียวกับหนังเมนสตรีมทั่วไป ขณะที่ประเด็นที่ต้องการจะสื่อสารนั้นก็ชัดเจนจนแทบจะไม่ต้องตีความให้วุ่นวาย เรารู้ได้ตั้งแต่ฉากแรกๆ เสียด้วยซ้ำว่ามันเป็นหนังที่พูดประเด็นความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลีใต้ (ที่ละม้ายบ้านเราเสียเหลือเกิน) ผ่านเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นล่างที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง และคอยฉกฉวยเอาทรัพยากรในบ้านหลังโตนั้นมาให้ตนเอง ไม่ต่างจากกาฝากหรือปรสิต

 

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไปแล้วว่างานของบองจุนโฮแม้จะดูง่ายทว่าก็มีความลุ่มลึกและคมคายแฝงอยู่ในนั้น ดังนั้น ประเด็นความไม่เท่าเทียมใน Parasite จึงไม่ได้ถูกนำเสนออย่างตื้นเขินเป็นชั้นเดียวเหมือนที่เราคุ้นตาในละครหลังข่าวของบ้านเรา ไม่มีฉากคนรวยแสดงความเดียดฉันคนจนอย่างซึ่งๆ หน้า และก็ไม่มีฉากที่คนจนต้องมาร้องห่มร้องไห้น้อยใจในวาสนาอันต้อยต่ำของตัวเองด้วยเช่นกัน แต่หนังกลับแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของความเหลื่อมล้ำ ที่แฝงตัวอย่างกลมกลืนจนดูเหมือนไม่มีความเหลื่อมล้ำใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งนั่นถือได้ว่าเป็นเรื่องอันตรายกว่าการที่เราเห็นการมีอยู่ของมันอย่างชัดเจนเสียอีก

 

 

เพราะในขณะที่ครอบครัวชนชั้นล่างแทรกซึมเข้ามาอยู่ในบ้านคนรวยได้อย่างแนบเนียน พวกเขาก็แทบไม่รู้ตัวเลยว่าทางฝ่ายผู้มีอันจะกินนั้นก็สามารถหาประโยชน์จากพวกเขาได้อย่างแนบเนียนเช่นกัน ไม่มีคำด่าทอหรือแบ่งแยกชนชั้นแบ่งฉันกั้นเธอออกจากปากสมาชิกผู้มีอันจะกินเลยแม้แต่น้อย พวกเขาแสดงท่าทีโอบรับกลุ่มคนที่อยู่ต่ำกว่าอย่างไม่รังเกียจเดียดฉัน ทำราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้ความเป็นกันเอง หรือกระทั่งป้อนคำหวานป้อยอที่ทำให้คนชั้นล่างลอยล่องอย่างไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในฟองสบู่ ทั้งหมดทั้งมวลคือความเอื้ออาทรเล็กๆ น้อยๆ ที่ชนชั้นสูงมอบให้ พวกเขาอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าชนชั้นล่างแอบฉกฉวยอะไรไปบ้าง แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความมั่งคั่งที่ไม่สะเทือนผิวพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความจงรักภักดีและการได้รับการบริการอย่างดีเลิศที่ชนชั้นล่างมอบให้

 

 

นอกจากนี้ หนังยังแสดงให้เห็นว่า การต่อสู้ทางชนชั้นไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างชนชั้นบนกับชนชั้นล่างอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่างด้วยกันเอง ที่เข้ามาแก่งแย่งทรัพยากรที่คนชั้นบนเจียด (เพียงเศษเสี้ยว) มาให้ ความแนบเนียนในวิธีปฏิบัติที่ชนชั้นบนกระทำต่อชนชั้นล่าง ทำให้เกิดฝักฝ่ายขึ้นในหมู่ชนชั้นล่างด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ไม่หลงละเมอกับเศษซากของความเอื้ออาทรนั้น และตั้งหน้าตั้งตาที่จะกอบโกยเพียงอย่างเดียว ขณะที่อีกฝ่ายคือฝ่ายที่ซาบซึ้งและไม่รู้เท่าทันในความเมตตานั้น ความซาบซึ้งนำไปสู่ความจงรักภักดีก่อนจะตั้งตนเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ในชนชั้นบน (โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องร้องขอ) และหันมาต่อต้านชนชั้นล่างด้วยกันเอง ไม่ให้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากนายเหนือหัวของตน

 

 

นี่คือเหตุผลที่คนรวยในยุคนี้จะไม่ตั้งท่ารังเกียจคนจนอีกแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ต้องตั้งแง่กับคนที่เอื้อผลประโยชน์มหาศาลให้กับพวกเขา ในขณะที่พวกเขายอมสูญเสียเพียงเศษเสี้ยวของทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งในที่สุดจะแปรเปลี่ยนมาเป็นบุญคุณและความจงรักภักดี ขณะที่ชนชั้นล่างเหิมเกริมกับการดูดเลือดชนชั้นสูงได้สัก 1ลิตร พวกเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกอีกฝ่ายดูดเลือดกลับคืนไปได้หลายพันแกลลอน

 

... มันจึงนำไปสู่คำถามที่เหมือนพายเรือในอ่างว่า สุดท้ายแล้ว ใครคือปรสิตกันแน่


 

เรื่อง: วรกร วีระกุล
ภาพ: Courtesy 

 

 

 




Parasite: No More Mercy

บองจุนโฮ เป็นผู้กำกับแถวหน้าของเกาหลีใต้ ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จุดเด่นของเขาคือการผสมผสานและหาจุดสมดุลระหว่างศิลปะ, ความบันเทิงและความต้องการของตลาดได้ดี ผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น Okja (2017), Snowpiercer (2013) หรือ The Host (2016) ล้วนแล้วแต่เป็นหนังทำเงินที่ไม่ต้องปีนบันไดดู ทว่าก็มีความคมคายในประเด็นที่ต้องการนำเสนอ

 

Parasite ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาก็ยังเป็นเช่นนั้น แตกต่างก็เพียงมันหาญกล้าฝ่าด่านไปเป็นผลผลิตจากเกาหลีใต้เรื่องแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีล่าสุดมาได้ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ารางวัลนี้มักจะสงวนสิทธิ์ (อย่างไม่มีลายลักษณ์อักษร) ให้กับผลงานที่มีความลุ่มลึกซับซ้อน เน้นความเป็นศิลปะมากกว่าที่จะเอาใจตลาด และออกจะเป็นยาขมสำหรับชาวบ้านร้านตลาด...ทว่า Parasite กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง

 

 

Parasite ยังคงเป็นหนังตลาดที่ใช้โครงสร้างในการเล่าเรื่องเดียวกับหนังเมนสตรีมทั่วไป ขณะที่ประเด็นที่ต้องการจะสื่อสารนั้นก็ชัดเจนจนแทบจะไม่ต้องตีความให้วุ่นวาย เรารู้ได้ตั้งแต่ฉากแรกๆ เสียด้วยซ้ำว่ามันเป็นหนังที่พูดประเด็นความเหลื่อมล้ำในสังคมเกาหลีใต้ (ที่ละม้ายบ้านเราเสียเหลือเกิน) ผ่านเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นล่างที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง และคอยฉกฉวยเอาทรัพยากรในบ้านหลังโตนั้นมาให้ตนเอง ไม่ต่างจากกาฝากหรือปรสิต

 

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไปแล้วว่างานของบองจุนโฮแม้จะดูง่ายทว่าก็มีความลุ่มลึกและคมคายแฝงอยู่ในนั้น ดังนั้น ประเด็นความไม่เท่าเทียมใน Parasite จึงไม่ได้ถูกนำเสนออย่างตื้นเขินเป็นชั้นเดียวเหมือนที่เราคุ้นตาในละครหลังข่าวของบ้านเรา ไม่มีฉากคนรวยแสดงความเดียดฉันคนจนอย่างซึ่งๆ หน้า และก็ไม่มีฉากที่คนจนต้องมาร้องห่มร้องไห้น้อยใจในวาสนาอันต้อยต่ำของตัวเองด้วยเช่นกัน แต่หนังกลับแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของความเหลื่อมล้ำ ที่แฝงตัวอย่างกลมกลืนจนดูเหมือนไม่มีความเหลื่อมล้ำใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งนั่นถือได้ว่าเป็นเรื่องอันตรายกว่าการที่เราเห็นการมีอยู่ของมันอย่างชัดเจนเสียอีก

 

 

เพราะในขณะที่ครอบครัวชนชั้นล่างแทรกซึมเข้ามาอยู่ในบ้านคนรวยได้อย่างแนบเนียน พวกเขาก็แทบไม่รู้ตัวเลยว่าทางฝ่ายผู้มีอันจะกินนั้นก็สามารถหาประโยชน์จากพวกเขาได้อย่างแนบเนียนเช่นกัน ไม่มีคำด่าทอหรือแบ่งแยกชนชั้นแบ่งฉันกั้นเธอออกจากปากสมาชิกผู้มีอันจะกินเลยแม้แต่น้อย พวกเขาแสดงท่าทีโอบรับกลุ่มคนที่อยู่ต่ำกว่าอย่างไม่รังเกียจเดียดฉัน ทำราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน ให้ความเป็นกันเอง หรือกระทั่งป้อนคำหวานป้อยอที่ทำให้คนชั้นล่างลอยล่องอย่างไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในฟองสบู่ ทั้งหมดทั้งมวลคือความเอื้ออาทรเล็กๆ น้อยๆ ที่ชนชั้นสูงมอบให้ พวกเขาอาจจะรู้ด้วยซ้ำว่าชนชั้นล่างแอบฉกฉวยอะไรไปบ้าง แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความมั่งคั่งที่ไม่สะเทือนผิวพวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความจงรักภักดีและการได้รับการบริการอย่างดีเลิศที่ชนชั้นล่างมอบให้

 

 

นอกจากนี้ หนังยังแสดงให้เห็นว่า การต่อสู้ทางชนชั้นไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างชนชั้นบนกับชนชั้นล่างอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่างด้วยกันเอง ที่เข้ามาแก่งแย่งทรัพยากรที่คนชั้นบนเจียด (เพียงเศษเสี้ยว) มาให้ ความแนบเนียนในวิธีปฏิบัติที่ชนชั้นบนกระทำต่อชนชั้นล่าง ทำให้เกิดฝักฝ่ายขึ้นในหมู่ชนชั้นล่างด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่ไม่หลงละเมอกับเศษซากของความเอื้ออาทรนั้น และตั้งหน้าตั้งตาที่จะกอบโกยเพียงอย่างเดียว ขณะที่อีกฝ่ายคือฝ่ายที่ซาบซึ้งและไม่รู้เท่าทันในความเมตตานั้น ความซาบซึ้งนำไปสู่ความจงรักภักดีก่อนจะตั้งตนเป็นผู้รักษาผลประโยชน์ในชนชั้นบน (โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องร้องขอ) และหันมาต่อต้านชนชั้นล่างด้วยกันเอง ไม่ให้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากนายเหนือหัวของตน

 

 

นี่คือเหตุผลที่คนรวยในยุคนี้จะไม่ตั้งท่ารังเกียจคนจนอีกแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ต้องตั้งแง่กับคนที่เอื้อผลประโยชน์มหาศาลให้กับพวกเขา ในขณะที่พวกเขายอมสูญเสียเพียงเศษเสี้ยวของทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งในที่สุดจะแปรเปลี่ยนมาเป็นบุญคุณและความจงรักภักดี ขณะที่ชนชั้นล่างเหิมเกริมกับการดูดเลือดชนชั้นสูงได้สัก 1ลิตร พวกเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกอีกฝ่ายดูดเลือดกลับคืนไปได้หลายพันแกลลอน

 

... มันจึงนำไปสู่คำถามที่เหมือนพายเรือในอ่างว่า สุดท้ายแล้ว ใครคือปรสิตกันแน่


 

เรื่อง: วรกร วีระกุล
ภาพ: Courtesy