It Chapter 2 มันอยู่ในใจหาใช่นรก

ความกลัวเป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ประเด็นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ทั้งสองภาคของ It พยายามสื่อสารให้เป็นรูปธรรมที่สุด และหนังก็ได้สอนวิธีรับมือกับความกลัวที่ว่านี้ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนหาใช่การวิ่งหนี แต่เป็นการเผชิญหน้าตรงๆ และก้าวผ่านมันไปด้วยกัน

 

 

It เป็นภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดังของสตีเฟน คิง นักเขียนเจ้าของสตอรี่สยองขวัญต่างๆ แต่ในความลุ้นระทึกชวนขนหัวลุกนั้น เขาก็ได้สอดแทรกข้อคิดทิ้งไว้ให้ผู้อ่านเสมอ เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน แม้จะถูกนำเสนอความกลัวในมิติของเด็กวัยรุ่น ก่อนที่พวกเขาจะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนล้วนประสบปัญหาและมีความกลัวเก็บงำไว้ในใจด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าความกลัวในวัยเด็กจะถูกสะสางไปก็ไม่ได้แปลว่า 'มัน' จะไม่มีทางกลับมาอีก

 

It chapter 2 พยายามสานต่อสิ่งที่ปูทางมาไว้ตั้งแต่ภาคแรก หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นเนื้อหาครึ่งเล่มหลังของสตีเฟน คิง หนังภาคต่อนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ทุกคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เผชิญโลกมามากแค่ไหน การรับมือกับปัญหา (ความกลัว) ก็ไม่ได้ง่ายขึ้นแม้แต่น้อย ตัวหนังยังพาผู้ชมไปต่อถึงปมของตัวละครแต่ละตัวที่ฝังกลบอยู่ในส่วนลึกของจิตใจรอให้เพนนีไวซ์กลับมาขุดมันตื่นขึ้นอีกครั้ง โดยการทำให้แก๊งลูซเซอร์ทุกคนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ (หรือบางคนเลือกที่จะไม่ยอมรับมัน) และไม่ได้สะสางให้จบเรื่องจบราว เราจึงได้เห็นตัวละครวัยเด็กกลับมาบนจออีกครั้ง พร้อมสานต่อเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในภาคแรกให้กระจ่างขึ้นกว่าเดิม

 

นั่นเป็นบทสรุปหลังจากที่หนังพยายามกวาดเรื่องราวหลายๆ เรื่องมาเล่าให้ประติดประต่อ บ้างก็ออกไปทางสะเปะสะปะ บ้างพาเราออกทะเลไปจนทำให้หนังเรื่องนี้ยาวเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม แต่ก็กลับมาขมวดได้ทันในช่วงปลายว่า ท้ายที่สุดแล้วความกลัวนั้นสามารถจัดการได้โดยการเผชิญหน้า ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นและแน่นอนที่สุดคืออดีตเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกลืมไว้ข้างหลัง แต่เป็นการจดจำไว้ใช้เป็นพลังที่จะสู้กับปัญหาในอนาคตต่างหาก เมื่อนั้นแหละที่ทุกคนจะเติบโตอย่างแท้จริง

 


 

text NM




It Chapter 2 มันอยู่ในใจหาใช่นรก

ความกลัวเป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ประเด็นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ทั้งสองภาคของ It พยายามสื่อสารให้เป็นรูปธรรมที่สุด และหนังก็ได้สอนวิธีรับมือกับความกลัวที่ว่านี้ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนหาใช่การวิ่งหนี แต่เป็นการเผชิญหน้าตรงๆ และก้าวผ่านมันไปด้วยกัน

 

 

It เป็นภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดังของสตีเฟน คิง นักเขียนเจ้าของสตอรี่สยองขวัญต่างๆ แต่ในความลุ้นระทึกชวนขนหัวลุกนั้น เขาก็ได้สอดแทรกข้อคิดทิ้งไว้ให้ผู้อ่านเสมอ เช่นเดียวกับในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน แม้จะถูกนำเสนอความกลัวในมิติของเด็กวัยรุ่น ก่อนที่พวกเขาจะก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนล้วนประสบปัญหาและมีความกลัวเก็บงำไว้ในใจด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าความกลัวในวัยเด็กจะถูกสะสางไปก็ไม่ได้แปลว่า 'มัน' จะไม่มีทางกลับมาอีก

 

It chapter 2 พยายามสานต่อสิ่งที่ปูทางมาไว้ตั้งแต่ภาคแรก หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นเนื้อหาครึ่งเล่มหลังของสตีเฟน คิง หนังภาคต่อนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ทุกคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เผชิญโลกมามากแค่ไหน การรับมือกับปัญหา (ความกลัว) ก็ไม่ได้ง่ายขึ้นแม้แต่น้อย ตัวหนังยังพาผู้ชมไปต่อถึงปมของตัวละครแต่ละตัวที่ฝังกลบอยู่ในส่วนลึกของจิตใจรอให้เพนนีไวซ์กลับมาขุดมันตื่นขึ้นอีกครั้ง โดยการทำให้แก๊งลูซเซอร์ทุกคนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ (หรือบางคนเลือกที่จะไม่ยอมรับมัน) และไม่ได้สะสางให้จบเรื่องจบราว เราจึงได้เห็นตัวละครวัยเด็กกลับมาบนจออีกครั้ง พร้อมสานต่อเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในภาคแรกให้กระจ่างขึ้นกว่าเดิม

 

นั่นเป็นบทสรุปหลังจากที่หนังพยายามกวาดเรื่องราวหลายๆ เรื่องมาเล่าให้ประติดประต่อ บ้างก็ออกไปทางสะเปะสะปะ บ้างพาเราออกทะเลไปจนทำให้หนังเรื่องนี้ยาวเกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม แต่ก็กลับมาขมวดได้ทันในช่วงปลายว่า ท้ายที่สุดแล้วความกลัวนั้นสามารถจัดการได้โดยการเผชิญหน้า ยอมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นและแน่นอนที่สุดคืออดีตเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกลืมไว้ข้างหลัง แต่เป็นการจดจำไว้ใช้เป็นพลังที่จะสู้กับปัญหาในอนาคตต่างหาก เมื่อนั้นแหละที่ทุกคนจะเติบโตอย่างแท้จริง

 


 

text NM