ไร้น้ำ ไร้ชีวิต ปัญหาขาดแคลนน้ำที่ทุกคนไม่ใส่ใจ

จะกี่ยุคกี่สมัย โลกเราก็มีปริมาณน้ำเท่าเดิมตลอด ไม่ลด ไม่เพิ่ม จะน้ำที่ชาวโรมันโบราณใช้หล่อเลี้ยงพืชผลหรือที่ราชินีเนเฟอร์ติติใช้ดื่มกิน มันก็ไอ้น้ำเดียวกับที่เราใช้อาบนั่นล่ะ เพียงแต่ด้วยประชากรที่อัดกันอยู่กว่าเจ็ดพันล้านคนบนโลก นักวิจัยเลยชักเป็นห่วงว่าเราอาจถึงคราวต้องขาดแคลนน้ำใช้ บ่งวัดได้จาก... หน้าแล้งที่กินเวลายาวนานขึ้น ปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วง ปริมาณพืชผลทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้น้อยลง เมืองใหญ่อย่างเคปทาวน์ใกล้แห้งผาก ความขัดแย้งเริ่มทวีวงกว้าง ความกลัวที่จะเกิดสงครามแย่งชิงน้ำ อันนำมาซึ่งคำถามสำคัญ เราจะออมน้ำกันอย่างไรให้เหลือพอสำหรับทุกคน?

 

 

Peak water เป็นคำที่แผลงใช้มาจากคำว่า peak oil ศัพท์ด้านพลังงานซึ่งถูกคิดขึ้นในปี 1956 โดยนักธรณีฟิสิกส์ชื่อเอ็ม. คิงก์ ฮับเบิร์ตเพื่อแทนความหมายว่าโลกเรามีน้ำมันอยู่มากมายมหาศาลก็จริง แต่วันหนึ่งมันจะค่อยๆ เริ่มขาดแคลนจนถึงขั้นปริมาณที่เหลืออยู่จะมีมูลค่าสูงเสียจนไม่คุ้มที่จะสูบขึ้นมาใช้ ฮับเบิร์ตทำนายว่าน้ำมันในอเมริกาจะทะยานแตะถึงปริมาณการผลิตสูงสุดในช่วงระหว่างปี 1965-1975 ซึ่งถึงปี 1970 คำทำนายนั้นก็กลายเป็นจริง เพียงแต่ที่สถานการณ์มาคลายตัวในช่วงหลังเป็นเพราะผลพวงจากนวัตกรรมใหม่ๆ ในการขุดเจาะน้ำมันอย่างวิธีการ fracking (การอัดแรงดันน้ำ เคมี ทรายให้หินแตกเพื่อสกัดแยกน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติจากชั้นหิน) บางคนยังเชื่อเรื่อง peak oil และบ้างก็เชื่อว่าโลกเรายังมีน้ำมันอยู่อีกมหาศาลที่รอการขุดพบ

 

น้ำไม่สามารถสร้างหรือทำลายได้ มีแต่จะเน่าเสีย เมื่อพูดว่าเราจะไม่มีวันขาดน้ำหมายถึงเมื่อหลายล้านปีก่อนสมัยที่น้ำในโลกยังอยู่ภายใต้กฎของการอนุรักษ์สสาร ระเหยจากทะเลสาบ แม่น้ำ มหาสมุทร และตกกลับมาเป็นหิมะและสายฝน น้ำที่เรานำมาอุปโภคบริโภคล้วนเคยผ่านการใช้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไดโนเสาร์ดื่มมัน ซีซ่าร์ก็เช่นกัน มันมีอยู่อย่างดาษดื่น เกี่ยวพันกับทุกสรรพสิ่ง จนคนอาจหลงลืมและละเลยถึงความสำคัญของมันไป 

 

ในทางทฤษฎีมันมีน้ำจืดเพียงพอสำหรับทุกคน แต่เหมือนน้ำมันหรือเพชรหรือทรัพยากรมีค่าอื่นๆ มันไม่ได้มีกระจายอยู่อย่างเท่าเทียมกันหมด บราซิล แคนาดา โคลัมเบีย เปรู อินโดนีเซีย และรัสเซียมีทรัพยากรน้ำอยู่เยอะมาก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของน้ำที่มีอยู่ทั้งโลก อเมริกามีพอสมควร ส่วนอินเดียกับจีนมีประชากรคิดรวมกันราวหนึ่งในสามของโลกแต่กลับมีน้ำจืดให้ใช้ไม่ถึงหนึ่งในสิบ ประเมินกันว่าภายในอีกสิบสองปีข้างหน้าปริมาณความต้องการน้ำจืดในอินเดียจะสูงขึ้นเป็นสองเท่าจากที่ต้องการอยู่ในปัจจุบัน 

 

ปักกิ่งต้องสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เนื่องจากปริมาณฝนไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการ แหล่งน้ำที่อยู่ลึกลงไปในชั้นหินใต้ดินหลายร้อยฟุตต้องใช้เวลาสะสมเป็นสิบๆ ปีและการสูบขึ้นมาใช้ก็ส่งผลให้พื้นที่หลายจุดในตัวเมืองเกิดการทรุดตัวปีละสี่นิ้ว ขณะที่น้ำในโลกเกือบทั้งหมดเป็นน้ำเค็ม มีน้ำจืดอยู่ไม่ถึง 3% บางส่วนอยู่ในแม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำใต้ดิน และเขื่อน (เขื่อน Great Lakes คือแหล่งเก็บกักน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลก จุได้ถึงหนึ่งในห้าจากน้ำจืดบนผิวโลกทั้งหมด) แล้วเราก็กักน้ำไว้หลังเขื่อนมากเสียจนไปกระทบต่อวัฏจักรหมุนเวียนของน้ำในโลกโดยไม่รู้ตัว 

 

 

ทว่าสองในสามของน้ำจืดทั้งหมดที่เรามีจะอยู่ในรูปของน้ำแข็งตามธรรมชาติหรือตามชั้นดินเยือกแข็ง เหลือไม่ถึง 1% ให้สิ่งมีชีวิตได้รุมกันใช้ หนองและธารน้ำรวมถึงทะเลสาบและแม่น้ำในอเมริกาจะปนเปื้อนไปด้วยยาฆ่าเชื้อรา, สารดูดความชื้น, สารตัวทำละลาย, ยาฆ่าแมลง, ยาฆ่าหญ้า, สารกันบูด, สารชีวพิษ, สารประกอบที่ใช้ในโรงงาน, ยาเจือจางเลือด, ยารักษาโรคหัวใจ, น้ำหอม, โลชั่น, ยาแก้โรคซึมเศร้า, ยาระงับประสาท, ยาปฏิชีวนะ, ยาในกลุ่มเบต้า บล็อคเกอร์, ยากันชัก, เชื้อจุลินทรีย์, น้ำมัน, เชื้อไวรัส, ฮอร์โมน และโลหะหนักอีกเพียบ อันหมายถึงคนอเมริกันจะไม่มีโอกาสได้ดื่มน้ำสะอาดที่ปราศจากการปนเปื้อน

 

เมื่อเปิดตัวเลขจากองค์กรอนามัยโลก บอกเลยว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ในจำนวนประชากรสองพันล้านที่เข้าไม่ถึงน้ำดื่มที่สะอาด 844 ล้านต้องอาศัยน้ำจากในแม่น้ำหรือน้ำก๊อกที่บ้างอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลจากมนุษย์มาดื่มกิน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคท้องร่วง อหิวาต์ โรคบิด ไทฟอยด์ และโปลิโอ ในแต่ละหนึ่งจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคท่องร่วงเกือบ 850,000 รายตามพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาดเนื่องจากโรคดังกล่าวจะยังผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะการขาดน้ำ โดยบังกลาเทศ อินเดีย รวันดา และกาน่าคือสี่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด

 

 

ทุกข์อะไรก็ไม่เท่าทุกข์ที่เกิดจากความหิวกระหาย ร่างกายคนเราขาดน้ำแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็แย่แล้ว และในแต่ละวันมนุษย์จะต้องดื่มน้ำในปริมาณครึ่งแกลลอนเพื่อความอยู่รอด (ในหนึ่งวันคนอเมริกันหนึ่งคนจะใช้น้ำราว 300-400 ลิตรหมดไปกับการขับถ่ายและชำระล้างต่างๆ) ในพื้นที่ทุรกันดารของโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ไม่มากนักและไม่มีระบบส่งน้ำการจะหาน้ำครึ่งแกลลอนในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องยากและบางครั้งอาจเสี่ยงต่อความตาย 

 

ผลสำรวจปี 2015 จากบรรดาประเทศสมาชิกสภาเศรษฐกิจโลกในการประชุม ณ เมืองดาวอส (สวิตเซอร์แลนด์) มีความเห็นตรงกันเป็นครั้งแรกว่า วิกฤตการณ์น้ำ คือภัยคุกคามอันดับหนึ่งของโลกมาแรงแซงหน้า การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และ อาวุธทำลายล้างสูง ทุกๆ ปีสถาบันแปซิฟิคจะมีการปรับข้อมูล Water Conflict Chronology หรือลำดับเหตุการณ์ความขัดแย้งด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งในปีที่แล้วมีมากกว่าเจ็ดสิบเหตุการณ์ หลายเหตุการณ์บานปลายถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา เทียบกับในปี 1997 ที่มีเพียงสามเหตุการณ์

 

ในระยะหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งเรื่องน้ำที่รุนแรงถึงขั้นมีคนตายหลายกรณีจะเกิดในอินเดีย บางกรณีเกี่ยวข้องกับการประท้วงต่อต้านการสร้างเขื่อนและคลอง บางกรณีก็เป็นความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ ในปี 2014 ช่วงที่เกิดภัยแล้งขึ้นทางตอนเหนือของอินเดีย มีโจรกลุ่มหนึ่งออกมาขู่ว่าจะฆ่าคนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้แหล่งกบดานของพวกมันให้หมดเว้นแต่จะเอาน้ำมาส่งให้พวกมันทุกวัน ซึ่งก็มียี่สิบแปดหมู่บ้านที่ตกลงยอมจ่ายสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่าส่วยน้ำ

 

 

โดยอ้อมแล้วน้ำมีอิทธิพลต่อการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากร ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านการเมืองในรูปของปฏิกริยาตอบกลับต่อการอพยพนั้นๆ ยกตัวอย่างการลุกฮือของกลุ่มชาตินิยมสุดขั้วในยุโรป รวมถึงผลการเลือกตั้งในอิตาลีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่สะท้อนให้เห็นถึงกระแสไม่เอาผู้อพยพ ปีกลายในระหว่างการอภิปรายที่สภาวิทยาศาสตร์ ณ กรุงวาติกัน โป๊ปฟรานซิสได้เปรยขึ้นมาว่า “รึโลกเรากำลังดำเนินไปสู่มหาสงครามครั้งใหญ่ในการแย่งชิงน้ำ คนที่เชื่อว่าสงครามแย่งชิงน้ำไม่น่าจะเกิดจะชี้ประเด็นไปที่ความยากในการขนถ่ายน้ำ แต่ลองถ้าขนถ่ายน้ำมันได้แล้วน้ำจะเหลือรึ

 

อนาคตชักไม่นิ่งและยากจะพยากรณ์ความเป็นไปได้เหมือนก่อน บางทีเราอาจกลัวกันไปเองก็ได้ น้ำท่าอาจไม่เหือดหายไปไหน บางทีวิทยาศาสตร์อาจค้นพบกรรมวิธีในการผลิตน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยกว่าจากน้ำทิ้งและน้ำเน่าเสีย เราชอบคิดว่าเรื่องราวความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดในหลายพื้นที่มาจากความแตกต่าง แต่เอาเข้าจริงเรื่องเชื้อชาติสีผิววัฒนธรรมมันไม่เกี่ยวเลยลองถ้าเราต่างก็ต้องการน้ำครึ่งแกลลอนในแต่ละวันเพื่อการดำรงชีวิต เมื่อภูมิภาคหนึ่งขาดแคลนน้ำคนที่อพยพออกมาไม่ได้หนีความอดอยากหิวกระหาย แต่หนีโรคภัยที่มาจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ร้อยทั้งร้อยหนีไม่พ้น อุปสงค์ความต้องการ ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ การแอบอ้าง รึแม้แต่ถือสิทธิ์ และการสูบกินอย่างไม่บันยะบันยัง

 

 

40 PERCENT

จำนวนประชากรโลก กว่าสามพันล้านคน ที่อาศัยอยู่ในเขตเสี่ยงเกิดวิกฤตน้ำภายในปี 2050

 

450 PERCENT

ระดับอัตราการเพิ่มขึ้นของเหตุความรุนแรงที่เป็นผลมาจากความขัดแย้งเรื่องน้ำในช่วงระหว่าง 1997-2017 (ล่าสุดในปี 2018 เกิดเหตุรุนแรงทั้งในยูเครน ซีเรีย มาลี และอิหร่าน)

 

700 MILLION

ประมาณการสูงสุดของการอพยพย้ายถิ่นหนีภัยแล้งในปี 2030

 

55 PERCENT

อัตราการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้น้ำทั่วโลกภายในปี 2050

 

11

รายชื่อหัวเมืองใหญ่ที่มีแนวโน้มประสบวิกฤติขาดแคลนน้ำจืดขั้นรุงแรงในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เซา เปาโล, บังกาลอร์, ปักกิ่ง, ไคโร, จาการ์ตา, มอสโคว์, อิสตันบุล, เม็กซิโก ซิตี้, ลอนดอน, โตเกียว, ไมอามี

 

80 PERCENT

ปริมาณน้ำเสียจากโรงงานและที่อยู่อาศัยที่ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ระบบน้ำทั่วโลกโดยไม่ผ่านการบำบัด

 

842,000

จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคท้องร่วงอันเป็นผลมาจากการดื่มน้ำปนเปื้อนสารพิษและการขาดสุขอนามัยที่ดี ซึ่ง 361,000 รายในนั้นเป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ

 

 




ไร้น้ำ ไร้ชีวิต ปัญหาขาดแคลนน้ำที่ทุกคนไม่ใส่ใจ

จะกี่ยุคกี่สมัย โลกเราก็มีปริมาณน้ำเท่าเดิมตลอด ไม่ลด ไม่เพิ่ม จะน้ำที่ชาวโรมันโบราณใช้หล่อเลี้ยงพืชผลหรือที่ราชินีเนเฟอร์ติติใช้ดื่มกิน มันก็ไอ้น้ำเดียวกับที่เราใช้อาบนั่นล่ะ เพียงแต่ด้วยประชากรที่อัดกันอยู่กว่าเจ็ดพันล้านคนบนโลก นักวิจัยเลยชักเป็นห่วงว่าเราอาจถึงคราวต้องขาดแคลนน้ำใช้ บ่งวัดได้จาก... หน้าแล้งที่กินเวลายาวนานขึ้น ปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วง ปริมาณพืชผลทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้น้อยลง เมืองใหญ่อย่างเคปทาวน์ใกล้แห้งผาก ความขัดแย้งเริ่มทวีวงกว้าง ความกลัวที่จะเกิดสงครามแย่งชิงน้ำ อันนำมาซึ่งคำถามสำคัญ เราจะออมน้ำกันอย่างไรให้เหลือพอสำหรับทุกคน?

 

 

Peak water เป็นคำที่แผลงใช้มาจากคำว่า peak oil ศัพท์ด้านพลังงานซึ่งถูกคิดขึ้นในปี 1956 โดยนักธรณีฟิสิกส์ชื่อเอ็ม. คิงก์ ฮับเบิร์ตเพื่อแทนความหมายว่าโลกเรามีน้ำมันอยู่มากมายมหาศาลก็จริง แต่วันหนึ่งมันจะค่อยๆ เริ่มขาดแคลนจนถึงขั้นปริมาณที่เหลืออยู่จะมีมูลค่าสูงเสียจนไม่คุ้มที่จะสูบขึ้นมาใช้ ฮับเบิร์ตทำนายว่าน้ำมันในอเมริกาจะทะยานแตะถึงปริมาณการผลิตสูงสุดในช่วงระหว่างปี 1965-1975 ซึ่งถึงปี 1970 คำทำนายนั้นก็กลายเป็นจริง เพียงแต่ที่สถานการณ์มาคลายตัวในช่วงหลังเป็นเพราะผลพวงจากนวัตกรรมใหม่ๆ ในการขุดเจาะน้ำมันอย่างวิธีการ fracking (การอัดแรงดันน้ำ เคมี ทรายให้หินแตกเพื่อสกัดแยกน้ำมันหรือแก๊สธรรมชาติจากชั้นหิน) บางคนยังเชื่อเรื่อง peak oil และบ้างก็เชื่อว่าโลกเรายังมีน้ำมันอยู่อีกมหาศาลที่รอการขุดพบ

 

น้ำไม่สามารถสร้างหรือทำลายได้ มีแต่จะเน่าเสีย เมื่อพูดว่าเราจะไม่มีวันขาดน้ำหมายถึงเมื่อหลายล้านปีก่อนสมัยที่น้ำในโลกยังอยู่ภายใต้กฎของการอนุรักษ์สสาร ระเหยจากทะเลสาบ แม่น้ำ มหาสมุทร และตกกลับมาเป็นหิมะและสายฝน น้ำที่เรานำมาอุปโภคบริโภคล้วนเคยผ่านการใช้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไดโนเสาร์ดื่มมัน ซีซ่าร์ก็เช่นกัน มันมีอยู่อย่างดาษดื่น เกี่ยวพันกับทุกสรรพสิ่ง จนคนอาจหลงลืมและละเลยถึงความสำคัญของมันไป 

 

ในทางทฤษฎีมันมีน้ำจืดเพียงพอสำหรับทุกคน แต่เหมือนน้ำมันหรือเพชรหรือทรัพยากรมีค่าอื่นๆ มันไม่ได้มีกระจายอยู่อย่างเท่าเทียมกันหมด บราซิล แคนาดา โคลัมเบีย เปรู อินโดนีเซีย และรัสเซียมีทรัพยากรน้ำอยู่เยอะมาก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 ของน้ำที่มีอยู่ทั้งโลก อเมริกามีพอสมควร ส่วนอินเดียกับจีนมีประชากรคิดรวมกันราวหนึ่งในสามของโลกแต่กลับมีน้ำจืดให้ใช้ไม่ถึงหนึ่งในสิบ ประเมินกันว่าภายในอีกสิบสองปีข้างหน้าปริมาณความต้องการน้ำจืดในอินเดียจะสูงขึ้นเป็นสองเท่าจากที่ต้องการอยู่ในปัจจุบัน 

 

ปักกิ่งต้องสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เนื่องจากปริมาณฝนไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการ แหล่งน้ำที่อยู่ลึกลงไปในชั้นหินใต้ดินหลายร้อยฟุตต้องใช้เวลาสะสมเป็นสิบๆ ปีและการสูบขึ้นมาใช้ก็ส่งผลให้พื้นที่หลายจุดในตัวเมืองเกิดการทรุดตัวปีละสี่นิ้ว ขณะที่น้ำในโลกเกือบทั้งหมดเป็นน้ำเค็ม มีน้ำจืดอยู่ไม่ถึง 3% บางส่วนอยู่ในแม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำใต้ดิน และเขื่อน (เขื่อน Great Lakes คือแหล่งเก็บกักน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลก จุได้ถึงหนึ่งในห้าจากน้ำจืดบนผิวโลกทั้งหมด) แล้วเราก็กักน้ำไว้หลังเขื่อนมากเสียจนไปกระทบต่อวัฏจักรหมุนเวียนของน้ำในโลกโดยไม่รู้ตัว 

 

 

ทว่าสองในสามของน้ำจืดทั้งหมดที่เรามีจะอยู่ในรูปของน้ำแข็งตามธรรมชาติหรือตามชั้นดินเยือกแข็ง เหลือไม่ถึง 1% ให้สิ่งมีชีวิตได้รุมกันใช้ หนองและธารน้ำรวมถึงทะเลสาบและแม่น้ำในอเมริกาจะปนเปื้อนไปด้วยยาฆ่าเชื้อรา, สารดูดความชื้น, สารตัวทำละลาย, ยาฆ่าแมลง, ยาฆ่าหญ้า, สารกันบูด, สารชีวพิษ, สารประกอบที่ใช้ในโรงงาน, ยาเจือจางเลือด, ยารักษาโรคหัวใจ, น้ำหอม, โลชั่น, ยาแก้โรคซึมเศร้า, ยาระงับประสาท, ยาปฏิชีวนะ, ยาในกลุ่มเบต้า บล็อคเกอร์, ยากันชัก, เชื้อจุลินทรีย์, น้ำมัน, เชื้อไวรัส, ฮอร์โมน และโลหะหนักอีกเพียบ อันหมายถึงคนอเมริกันจะไม่มีโอกาสได้ดื่มน้ำสะอาดที่ปราศจากการปนเปื้อน

 

เมื่อเปิดตัวเลขจากองค์กรอนามัยโลก บอกเลยว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ในจำนวนประชากรสองพันล้านที่เข้าไม่ถึงน้ำดื่มที่สะอาด 844 ล้านต้องอาศัยน้ำจากในแม่น้ำหรือน้ำก๊อกที่บ้างอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลจากมนุษย์มาดื่มกิน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคท้องร่วง อหิวาต์ โรคบิด ไทฟอยด์ และโปลิโอ ในแต่ละหนึ่งจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคท่องร่วงเกือบ 850,000 รายตามพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำสะอาดเนื่องจากโรคดังกล่าวจะยังผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะการขาดน้ำ โดยบังกลาเทศ อินเดีย รวันดา และกาน่าคือสี่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด

 

 

ทุกข์อะไรก็ไม่เท่าทุกข์ที่เกิดจากความหิวกระหาย ร่างกายคนเราขาดน้ำแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็แย่แล้ว และในแต่ละวันมนุษย์จะต้องดื่มน้ำในปริมาณครึ่งแกลลอนเพื่อความอยู่รอด (ในหนึ่งวันคนอเมริกันหนึ่งคนจะใช้น้ำราว 300-400 ลิตรหมดไปกับการขับถ่ายและชำระล้างต่างๆ) ในพื้นที่ทุรกันดารของโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ไม่มากนักและไม่มีระบบส่งน้ำการจะหาน้ำครึ่งแกลลอนในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องยากและบางครั้งอาจเสี่ยงต่อความตาย 

 

ผลสำรวจปี 2015 จากบรรดาประเทศสมาชิกสภาเศรษฐกิจโลกในการประชุม ณ เมืองดาวอส (สวิตเซอร์แลนด์) มีความเห็นตรงกันเป็นครั้งแรกว่า วิกฤตการณ์น้ำ คือภัยคุกคามอันดับหนึ่งของโลกมาแรงแซงหน้า การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และ อาวุธทำลายล้างสูง ทุกๆ ปีสถาบันแปซิฟิคจะมีการปรับข้อมูล Water Conflict Chronology หรือลำดับเหตุการณ์ความขัดแย้งด้านน้ำที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งในปีที่แล้วมีมากกว่าเจ็ดสิบเหตุการณ์ หลายเหตุการณ์บานปลายถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา เทียบกับในปี 1997 ที่มีเพียงสามเหตุการณ์

 

ในระยะหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งเรื่องน้ำที่รุนแรงถึงขั้นมีคนตายหลายกรณีจะเกิดในอินเดีย บางกรณีเกี่ยวข้องกับการประท้วงต่อต้านการสร้างเขื่อนและคลอง บางกรณีก็เป็นความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ ในปี 2014 ช่วงที่เกิดภัยแล้งขึ้นทางตอนเหนือของอินเดีย มีโจรกลุ่มหนึ่งออกมาขู่ว่าจะฆ่าคนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้แหล่งกบดานของพวกมันให้หมดเว้นแต่จะเอาน้ำมาส่งให้พวกมันทุกวัน ซึ่งก็มียี่สิบแปดหมู่บ้านที่ตกลงยอมจ่ายสิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่าส่วยน้ำ

 

 

โดยอ้อมแล้วน้ำมีอิทธิพลต่อการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากร ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านการเมืองในรูปของปฏิกริยาตอบกลับต่อการอพยพนั้นๆ ยกตัวอย่างการลุกฮือของกลุ่มชาตินิยมสุดขั้วในยุโรป รวมถึงผลการเลือกตั้งในอิตาลีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่สะท้อนให้เห็นถึงกระแสไม่เอาผู้อพยพ ปีกลายในระหว่างการอภิปรายที่สภาวิทยาศาสตร์ ณ กรุงวาติกัน โป๊ปฟรานซิสได้เปรยขึ้นมาว่า “รึโลกเรากำลังดำเนินไปสู่มหาสงครามครั้งใหญ่ในการแย่งชิงน้ำ คนที่เชื่อว่าสงครามแย่งชิงน้ำไม่น่าจะเกิดจะชี้ประเด็นไปที่ความยากในการขนถ่ายน้ำ แต่ลองถ้าขนถ่ายน้ำมันได้แล้วน้ำจะเหลือรึ

 

อนาคตชักไม่นิ่งและยากจะพยากรณ์ความเป็นไปได้เหมือนก่อน บางทีเราอาจกลัวกันไปเองก็ได้ น้ำท่าอาจไม่เหือดหายไปไหน บางทีวิทยาศาสตร์อาจค้นพบกรรมวิธีในการผลิตน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยกว่าจากน้ำทิ้งและน้ำเน่าเสีย เราชอบคิดว่าเรื่องราวความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดในหลายพื้นที่มาจากความแตกต่าง แต่เอาเข้าจริงเรื่องเชื้อชาติสีผิววัฒนธรรมมันไม่เกี่ยวเลยลองถ้าเราต่างก็ต้องการน้ำครึ่งแกลลอนในแต่ละวันเพื่อการดำรงชีวิต เมื่อภูมิภาคหนึ่งขาดแคลนน้ำคนที่อพยพออกมาไม่ได้หนีความอดอยากหิวกระหาย แต่หนีโรคภัยที่มาจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ร้อยทั้งร้อยหนีไม่พ้น อุปสงค์ความต้องการ ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ การแอบอ้าง รึแม้แต่ถือสิทธิ์ และการสูบกินอย่างไม่บันยะบันยัง

 

 

40 PERCENT

จำนวนประชากรโลก กว่าสามพันล้านคน ที่อาศัยอยู่ในเขตเสี่ยงเกิดวิกฤตน้ำภายในปี 2050

 

450 PERCENT

ระดับอัตราการเพิ่มขึ้นของเหตุความรุนแรงที่เป็นผลมาจากความขัดแย้งเรื่องน้ำในช่วงระหว่าง 1997-2017 (ล่าสุดในปี 2018 เกิดเหตุรุนแรงทั้งในยูเครน ซีเรีย มาลี และอิหร่าน)

 

700 MILLION

ประมาณการสูงสุดของการอพยพย้ายถิ่นหนีภัยแล้งในปี 2030

 

55 PERCENT

อัตราการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้น้ำทั่วโลกภายในปี 2050

 

11

รายชื่อหัวเมืองใหญ่ที่มีแนวโน้มประสบวิกฤติขาดแคลนน้ำจืดขั้นรุงแรงในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เซา เปาโล, บังกาลอร์, ปักกิ่ง, ไคโร, จาการ์ตา, มอสโคว์, อิสตันบุล, เม็กซิโก ซิตี้, ลอนดอน, โตเกียว, ไมอามี

 

80 PERCENT

ปริมาณน้ำเสียจากโรงงานและที่อยู่อาศัยที่ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ระบบน้ำทั่วโลกโดยไม่ผ่านการบำบัด

 

842,000

จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคท้องร่วงอันเป็นผลมาจากการดื่มน้ำปนเปื้อนสารพิษและการขาดสุขอนามัยที่ดี ซึ่ง 361,000 รายในนั้นเป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบ