บทสนทนาของสองเซิร์ฟเฟอร์ไทยกับชีวิตในฝันเหนือกระดานโต้คลื่น

ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมสีแดงหรือมีพลังวิเศษมากมาย แต่ในบางสถานการณ์ฮีโร่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ‘ความกล้า’ และ ‘สัญชาตญาณ’ เข้าช่วย อาจไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นฮีโร่ในสายตาคนอื่น ผมรู้จักสองฮีโร่ที่ใช้กีฬาโต้คลื่นเป็นเครื่องมือในการช่วยคน คนหนึ่งเปลี่ยนบ้านจากภาพลักษณ์ไม่น่าจดจำให้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในการโต้คลื่นที่ประเทศไทย ส่วนอีกคนนอกจากใช้ความรู้พัฒนา ‘การเล่น’ ให้เป็น ‘กีฬา’ ใหม่ของจังหวัด ยังข้ามไปสร้างชื่อถึงถิ่นเซิร์ฟของบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย 

 

เราขอแนะนำให้รู้จักต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี่ยวพานิช เซิร์ฟเฟอร์ บล็อกเกอร์บีชไลฟ์สไตล์และโต้คลื่นชื่อ Surfer’s Holiday และติ๋ว-วรินทร คงทอง เซิร์ฟเฟอร์อินสตักเตอร์ของ Laem Yah Rayong Surf Club จังหวัดระยอง สองท่านที่ทำให้เรารู้ว่ากีฬาชนิดนี้สามารถเล่นในบ้านเราได้ แถมยังมีการแข่งขันและอีเวนต์เกี่ยวกับเซิร์ฟมากมายตลอดปีที่ผ่านมา เราเองได้รู้จักการโต้คลื่นมากขึ้นตั้งแต่ฉบับ Surfer Issue ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่บทสัมภาษณ์นี้จะเป็นอีกด้านของการเซิร์ฟที่ไม่ได้อยู่บนกระดานโต้คลื่นเท่านั้น

 


 

เซิร์ฟติดตา

 

เราขับรถออกจากกรุงเทพฯประมาณสองชั่วโมง มุ่งหน้าตรงไปยังชายหาดแม่รำพึง สถานที่ตั้งของ Laem Yah Rayong Surf Club ที่พำนักของหนึ่งในสองผู้สัมภาษณ์ของเราในวันนี้ ซึ่งเป็นหนที่สองที่เรากลับมาเหยียบหาดนี้ในรอบปีด้วยเรื่องเดียวกัน ตอกย้ำให้เห็นว่าปีนี้เซิร์ฟมาจริง และยิ่งสนุกเพราะช่วงปลายปีที่ผ่านมาเพิ่งจะมีการแข่งขันซีเกมส์ที่ประเทศไทยมีนักกีฬาเซิร์ฟชุดแรกในประวัติศาสตร์เข้าร่วมและได้เหรียญติดตัวกลับบ้านด้วย และอาจได้ตีตั๋วไปถึงการแข่งโอลิมปิก 2020 หากทุกอย่างเป็นใจ แต่ในวันนี้เป้าหมายของคือเรื่องราวดีๆ จากสองเซิร์ฟเฟอร์ต่างแดน คนหนึ่งประจำอยู่ตะวันออก ส่วนอีกคนดั้นด้นมาจากทางใต้ เพื่อประกอบเรื่องราวของกีฬาและชีวิตในฝันเหนือกระดานโต้คลื่นให้เราฟัง

 

“ผมเห็นภาพเซิร์ฟครั้งแรก จำไม่ได้ว่าหนังหรือโฆษณาตอนเด็ก แต่มีคำถามในหัวมาตลอดว่า ‘คนไปยืนอยู่บนคลื่นได้อย่างไร’ พอโตมาแล้วเห็นคนโต้คลื่นได้เหมือนภาพที่เราเห็น ประกอบกับมารู้ว่าพังงาก็โต้คลื่นได้เหมือนกันเลยรู้สึกว่ามันเจ๋งดีนะ

 

“จริงๆ แล้วภูเก็ตมีทั้งคนไทยและฝรั่งเซิร์ฟกันมาหลายสิบปีแล้ว จุดเริ่มต้นเขาเล่าว่ามีคนออสเตรเลียหิ้วกระดานโต้คลื่นมาลองเซิร์ฟที่ภูเก็ตดู แล้วเขาก็ทิ้งกระดานโต้คลื่นไว้ให้กับเด็กในท้องถิ่น พวกเด็กๆ ก็ไปหัดเล่นกัน แต่ชีวิตของผมส่วนใหญ่อยู่ที่ Memories Beach Bar (หนึ่งในสถานที่โต้คลื่นของเขาหลัก จังหวัดพังงา)

 

ก่อนหน้านี้ผมไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ไปอยู่เมืองเซิร์ฟแต่ไม่มีโอกาสได้เล่นเพราะต้องเรียนและทำงาน จนพี่สาวผมโทรมาเล่าให้ฟังว่ามีคนมาเซิร์ฟที่เขาหลัก มันเหมือนกับภาพที่เรารอคอยมาหลายปีได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นที่ลับ ไม่มีแผนที่หรือป้ายบอกทาง เข้าไปในป่านี่หลอกฆ่ากันได้ง่ายๆ ตั้งแต่ผมหลงเข้าไปแทบจะไม่มีลูกค้าคนไทยเลยด้วยซ้ำ

 

พอเข้าไปที่ Memories Beach Bar ก็เจอกับเจ้าของร้านคือพี่ฉิ่ว ตอนนั้นมันยังไม่ได้เป็นโรงเรียนสอนเซิร์ฟเหมือนตอนนี้ มันเป็นแค่คอมมูนนิตี้เล็กๆ ที่เจ้าของร้านรอดชีวิตจากสึนามิแล้วมีฝรั่งมาสอนเซิร์ฟให้ ผมก็ไปยกมือไหว้ให้ช่วยสอนผมหน่อย ผมตามหาสิ่งนี้มาทั้งชีวิต ตอนจับคลื่นและยืนได้ครั้งแรก ทั้งๆ ที่ก็มีคนช่วยจับกระดานข้างหลังนะแต่ความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มาก”

 

ทวีโรจน์ เอี่ยวพานิช

 

“ส่วนผมเริ่มจากเห็นชาวต่างชาติมาเล่นที่หน้าบ้านตัวเอง แต่ก่อนคนเล่นน้อยมากๆ และต่อให้มีเงินก็หาซื้อกระดานโต้คลื่นไม่ได้เพราะไม่มีใครขาย นักท่องเที่ยวหรือเซิร์ฟเฟอร์ (ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น) จะพกกระดานมาโต้คลื่นด้วย ผมเลยอยากรู้ว่ามันคืออะไรและน่าจะหาความสุขได้ง่ายเพียงแค่ก้าวออกมาหน้าบ้านตัวเอง

 

จับคลื่นครั้งแรกความรู้สึกของทุกคนน่าจะไม่เหมือนกัน มันบอกไม่ถูก เหมือนความรู้สึกอิสระในรูปแบบใหม่ พาผมหลุดออกจากกรอบอะไรสักอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน หลังๆ จึงเข้าใจความรู้สึกเลยว่าเวลาไปเที่ยวที่ไหนจะค้นว่าที่นี่มันเซิร์ฟได้หรือเปล่า”

 


 

เซิร์ฟที่ดีคือเซิร์ฟที่มีการเตรียมตัว

 

ประเทศไทยมีจุดโต้คลื่นมากกว่า 10 จุด ยังไม่รวมของประเทศเพื่อนบ้านที่พอจะหย่อนกระดานจับคลื่นในทะเลได้ แน่นอนว่าลักษณะคลื่นแต่ละที่ไม่เหมือนกัน การเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรละเลย ติ๋วเล่าความประสบการณ์เซิร์ฟต่างแดนให้ฟังว่า

 

“ผมรู้สึกดีที่ได้เล่นในบ้านตัวเอง มันรู้สึกสบายใจและปลอดภัยมากกว่าที่อื่น แต่ถ้าออกไปข้างนอก ผมชอบบาตูกาลัส (Batukarus) อินโดนีเซีย เวลาไปต่างที่ต่อให้เจอคลื่นไม่ดี แต่ผู้คนรอบข้างนิสัยดีมันก็ทำให้สนุกขึ้นเยอะ

 

ภาพคอลัมน์ฉบับ Surf Issue เดือนเมษายน 2019

 

“ผมไปทริปโต้คลื่นกับติ๋วด้วยกันบ่อยมาก ทั้งบาหลี ศรีลังกา (อ่านเพิ่มเติมได้ในฉบับ Surf Issue เดือนเมษายน 2019) บาตูกาลัส ซึ่งแต่ละที่ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวผมแอบชอบศรีลังกานิดนึงเพราะเป็นอะไรที่เราไม่รู้เรื่องมาก่อน คือหิ้วกระดานโต้คลื่นขึ้นรถไฟคนแน่นๆ แบกกระดานใส่รถตุ๊กๆ ขับไปเซิร์ฟตามหาดต่างๆ มันตื่นเต้นตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

 

“เป็นทริปที่เหมือนจะมีแผน แต่ก็ไม่มีแผน” ติ๋วเสริมพร้อมกับเสียงหัวเราะ

 

“ก่อนจะไปโต้คลื่นที่ไหนต้องหาข้อมูลว่าหาดแต่ละที่มีคลื่นแบบไหน ข้างใต้เป็นปะการังหรือเป็นทราย เลเวลความแรงของคลื่นอยู่ระดับไหน เหมาะกับเราหรือเปล่า เซิร์ฟไม่ได้อันตรายถ้าเรารู้ว่าต้องทำอะไร มีบางคนบอกว่าเรียนเซิร์ฟที่บาหลีมาแล้วพอมาเล่นที่ไทยไม่ต้องเรียนแล้วก็ได้ เล่นเป็นแล้ว แต่ความเป็นจริงคลื่นไทยกับคลื่นบาหลีมันไม่ได้เหมือนกัน”

 

“นอกจากสถานที่แล้ว ผมว่าเรื่องมารยาทสากลก็สำคัญมากๆ รวมถึงทักษะและกำลัง เวลาไปเล่นต่างที่คุณต้องมั่นใจว่าเอาตัวรอดได้ ทักษะการพายของตัวเองดีระดับหนึ่งแล้ว (คือพายนานๆ แล้วไม่รู้สึกเหนื่อย) หรือเวลาป็อปอัพ 10 ครั้งอย่างน้อยสามารถยืนได้แล้ว 7-8 ครั้ง แนะนำว่าเล่นต่างถิ่นครั้งแรกๆ ควรให้เซิร์ฟไกด์ช่วยจะทำให้คุณมั่นใจและเล่นได้สนุกขึ้นด้วย อย่างที่รู้กันว่าเซิร์ฟเป็นกีฬาที่เหนื่อย แต่ถ้าคุณไปเล่นต่างที่มันจะเหนื่อยคูณสองคูณสามไปอีก” อินสตรัคเตอร์ของ Laem Yah Rayong Surf Club เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย

 

“ขอเสริมเรื่องกฎกติกาเวลาไปเล่นต่างถิ่นด้วย คือถ้าเราไปแล้วไม่รู้ว่าเขาเล่นยังไง ไปเล่นแบบผิดๆ ถูกๆ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มันก็ทำให้ทริปนั้นไม่สนุกได้ ที่สำคัญถ้าเขารู้ว่าเราเป็นคนไทยแล้วเราดันไปทำมารยาทไม่ดีที่นั่น มันจะเป็นการเหมารวมเลยว่าคนไทยไม่รู้เรื่อง"

 

“ทุกประเทศจะมีภาพจำของตัวเองว่าประเทศนี้มีนิสัยการเล่นเป็นอย่างไร”

 


 

เซิร์ฟเปลี่ยนชีวิต

 

เราได้ยินคำนี้และสงสัยมานานแล้วว่า ‘เซิร์ฟเปลี่ยนชีวิต’ คนได้อย่างไร ผมมีเพื่อนหลายคนที่ได้ลองเล่นเซิร์ฟและติดใจ จนถึงจุดไฟอะไรบางอย่างในตัวขึ้นมา บางคนหาทางออกของปัญหาได้ด้วยการเล่นเซิร์ฟ และอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่ได้ลองเล่นเซิร์ฟแล้วชีวิตเปลี่ยน วันนี้สองท่านที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็มีชะตาชีวิตเปลี่ยนไป ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้างตั้งแต่ได้มารู้จักกับกีฬาที่อาศัย ‘กระดาน’ และ ‘หัวใจ’ ไถลเกลียวคลื่นแห่งชีวิต

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“แต่ก่อนเวลาพูดถึงเขาหลักทุกคนจะพูดกันแต่เรื่องสึนามิ ผมกลับมาอยู่บ้านก็รู้สึกหดหู่เลยอยากนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ให้กับเขาหลักว่า มันคือเมืองท่องเที่ยว มีธรรมชาติ เล่นเซิร์ฟได้ เกาะก็สวย ทำทุกวิถีทางเพื่อลบภาพเก่าออกไปให้คนมองภาพใหม่ว่าเขาหลักเป็นเมืองน่าเที่ยว

 

“ตอนนั้นผมเองกำลังอินกับเรื่องเซิร์ฟจึงเริ่มทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการโต้คลื่นที่เขาหลักจริงจังเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนผมทำเพจใหม่ๆ ก็มีคนด่าเข้ามาเยอะเหมือนกันว่า “พวกมึงจะพาคนไปตายอีกแล้วเหรอ” “ชวนกันไปตายหรือยังไง” ประมาณว่าคนไม่เข้าใจว่าเซิร์ฟคืออะไร (บางคนยังเข้าใจผิดๆ ว่าเซิร์ฟมีมอเตอร์ติดข้างหลังไหม) แต่พอมาดูสถิติจริงๆ แล้วคนที่ตายเพราะเซิร์ฟแทบไม่มี พอคนเริ่มเข้าใจและสนใจมากขึ้น กลายเป็นว่าเซิร์ฟเลยบูมขึ้นมา”

 

วรินทร คงทอง

 

“เวลาใครถามผมว่าเป็นคนที่ไหนแล้วเราบอกว่ามาจากหาดแม่รำพึง ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาดนี้คนตายเยอะ แต่หาดแม่รำพึงยาวเป็น 10 กิโลเมตร คนจมน้ำที่ไหนก็เหมารวมว่าเป็นหาดแม่รำพึงหมด จนเรารู้สึกเริ่มอายที่จะบอกว่าเป็นคนที่ไหน แล้วทำไมเราต้องอายทั้งๆ ที่เป็นบ้านของเรา ผมเลยอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้มันดีกว่านี้ จึงเริ่มนำเสนอเรื่องเซิร์ฟขึ้นมา พอศึกษามากขึ้นจึงรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่าแค่การโต้คลื่น เซิร์ฟทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงจมน้ำที่นี่บ่อยและจะป้องกันตัวเองอย่างไร ล่าสุดก็มีคนในทีมของเราไปช่วยคนติดในกระแสน้ำมาแล้ว เราไม่ได้คาดหวังว่าจะไปถึงจุดนั้น แต่ก็รู้สึกดีมากๆ”

  

“ผมคิดว่าคนไทยยังใหม่สำหรับเรื่องนี้ เพราะเซิร์ฟมันเพิ่งมาแค่สองสามปี ตอนนี้คนสนใจเยอะแต่ข้อมูลที่ออกมากลับสวนทาง เราพยายามผลิตข้อมูลให้คนต้องการเล่นเซิร์ฟรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เล่นยังไง ซึ่งตอนนี้กีฬาเซิร์ฟเพิ่งถูกบรรจุเข้าไปในการกีฬาแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าอนาคตทิศทางของเซิร์ฟน่าจะชัดเจนมากขึ้น ปีที่ผ่านมามีนักกีฬาต่างประเทศตั้งใจมาแข่งที่ไทยเพื่อเก็บถ้วยรางวัล แสดงให้เห็นว่างานโต้คลื่นในไทยมีศักยภาพพอให้ชาวต่างชาติเข้ามาล่ารางวัลแล้ว แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ น่าจะเป็นการสนับสนุนและคนเชียร์ให้กีฬานี้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นมากกว่า” 

 


 

ฮีโร่ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

 

เราอาจเคยได้ยินรายการแข่งขันโต้คลื่นผ่านหูผ่านตาที่จังหวัดภูเก็ตและพังงา รวมถึงล่าสุดระยองเองก็มีงาน Rayong Log Jam 2019 เป็นของตัวเองแล้ว แต่สำหรับนักโต้คลื่นชาวไทยที่ได้มีโอกาสออกไปแข่งขันในต่างประเทศนับว่าน้อยมาก ซึ่งหากพูดถึงการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจและอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเราที่สุดคงต้องยกให้ DEUS 9FT AND SINGLE

 

ภาพโปสเตอร์งาน Deus Nine Foot and Single 2019

 

DEUS 9FT AND SINGLE เป็นรายการแข่งขันที่บาหลี โต้คลื่นด้วยกระดานโต้คลื่นแบบยาว (long board) ขนาด 9 ฟุตขึ้นไป แต่สิ่งที่ทำให้รายการนี้เป็นที่รู้จักและมีคนสนใจเป็นจำนวนมาก นอกจากความท้าทายที่ต้องเผชิญหน้ากับคลื่นสูงหลายฟุตแล้ว ผู้เข้าแข่งขันจะไม่ได้สวมสายลีช (สายรัดข้อเท้าเพื่อช่วยเหลือตัวเองเวลาตกจากกระดาน) ลงทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่นักโต้คลื่นทุกคนรับรู้เป็นอย่างดีว่าอันตรายแค่ไหน อีกทั้งงานนี้ยังไม่เคยมีคนไทยลงแข่งขันมาก่อน (ชมภาพสวยๆ จากคุณต๊ะได้ที่ https://www.surferholiday.com/review/deus-9ft-canggu)

 

“ผมรู้จักกับแบรนด์ DEUS ครั้งแรกที่บาหลี สงสัยมากว่ามันคือแบรนด์อะไร ทำไมคนต้องใส่กันทั้งเมือง เลยเริ่มอินกับแบรนด์นี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนติ๋วรู้จักแบรนด์นี้อยู่แล้วเลยมีจุดเชื่อมโยงระหว่างเราคือบาหลี DEUS มีการแข่งขันโต้คลื่นทุกปี ปีที่แล้วเราก็ไปแต่งานดันยกเลิกเสียก่อน โชคดีที่ยังได้เจอกับแฮร์ริสัน รอสส์ เขาเป็นเซิร์ฟเฟอร์ที่ดังมากและเป็นแรงบันดาลใจให้ติ๋วอยากเล่นเซิร์ฟด้วย สุดท้ายก็ขอเขาถ่ายรูปไว้แค่นั้น”

 

“ก่อนจะถึงงานปีนี้เราได้ไปทริปบาตูคาลัส ซึ่งเป็นเมืองที่ DEUS เข้าไปซัพพอร์ตเรื่องเซิร์ฟ เป็นที่ที่เหมาะกับการเล่นเซิร์ฟมากที่สุดในเอเชียก็ว่าได้ เด็กตัวเล็กๆ ยังเล่นเซิร์ฟเก่งมาก เราได้รู้จักกับคนท้องถิ่นในเมืองนี้และมาเจอกันอีกทีในงาน DEUS 9FT AND SINGLE ปีล่าสุด

 

“งานของ DEUS ถือเป็นงานแข่งคลาสสิก หากจับนักกีฬาทุกคนไปใส่ในแรงกิ้งระดับโลก ผมว่าทุกคนน่าจะติดท็อป 100 กันหมด เราจึงอยากมีส่วนร่วมในงานนี้หรืออย่างน้อยได้ลงแข่งด้วยก็ยังดี จึงพยายามทำโปรไฟล์ส่งไปให้เขาพิจารณาก็ไม่ผ่าน ทาง Deus Thailand พยายามติดต่อให้ทางโน้นก็ยังยืนยันว่าเราจะไม่ได้แข่ง แต่ผมพอเข้าใจว่าเขาไม่มีทางนึกออกว่าคนไทยเล่นเซิร์ฟกันยังไง และยิ่งเป็นการแข่งที่แบบ log (ลองบอร์ด ฟินเดียว ไม่ใช้สายลีช) ยิ่งแล้วใหญ่”

 

“ในงานปาร์ตี้วันแรกทางผู้จัดยังถามเราอยู่เลยว่า “เล่นลองบอร์ดเป็นหรือเปล่า” “ยูรู้จัก Log ไหม” “ไม่ใส่สายลีชนะคุณโอเคหรือเปล่า” แต่เขายังทิ้งความหวังให้เราว่าพรุ่งนี้ 7 โมงเช้าให้เรามาแสตนบายไว้ก่อน เผื่อมีใครสละสิทธิอาจจะได้ลงแข่ง เราเองก็ไม่ได้ทำใจว่าจะได้แข่งเลยปาร์ตี้กันจนถึงตีสาม แต่ก็มาแสตนบายตั้งแต่ 6 โมงเช้า”

 

 

ติ๋วเล่าบรรยากาศช่วงเช้าของวันแข่งว่า “ไม่ได้หวังแต่ก็แอบหวัง (หัวเราะ) เราไปนั่งรอเป็นคนแรกๆ ตั้งแต่เขาเขียนชื่อเลย จนถึงเวลานัดเขาก็ยังไม่เรียกสักที วันนั้นคลื่นมันบ้ามาก น่าจะเป็นคลื่นใหญ่สุดที่เคยเจอมาแล้ว ผมกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือกลัวเลย (อาจเพราะกำลังแฮงค์อยู่) แต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมอาจจะไม่กล้าลงแข่งก็ได้นะ จริงๆ แล้วคนอาจจะจินตนาการไม่ออกว่ามันเฉียดความตายแค่ไหน”

 

“คลื่นสูงประมาณ 9 ฟุต เทียบได้กับ 3-4 ตัวคน ปัญหาที่น่ากลัวคือไม่มีสายเซฟตี้ ไม่มีสปีดโบ๊ตแสตนบายคอยช่วยเหลือ คือถ้าลงไปผมตาย 100% จนสุดท้ายเขาก็ยังไม่ได้เขียนชื่อติ๋วลงไป”

 

ติ๋วเลยตัดสินใจเดินไปบอกเขาว่า “ผมจะแข่ง เขาเลยให้ผมไปเซ็นใบ (ตายแล้วไม่รับผิดชอบ) ผมก็เซ็นๆ ไป แล้วปกติทุกคนจะได้แข่งฟรีหมด แต่ผมต้องจ่ายตังค์เพื่อจะได้ลงแข่ง (หัวเราะ) ทุกอย่างเกิดจากความหน้าด้านล้วนๆ ซึ่งเป้าหมายเวลานั้นคือ ‘กูต้องไม่ตาย’ แต่ต่อให้ตายก็ไม่ได้โง่ซะทีเดียวละวะ เพราะถ้าผมเล่นหาดธรรมดาแบบไม่ใส่สายลีชแล้วตายขึ้นมา ทุกคนคงบอกว่าไอ้นี่โง่มาก (หัวเราะ)”

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“ปีที่แล้วผมยังคุยกับติ๋วเลยว่าถ้าได้ใส่เสื้อ DEUS ลงแข่งแม่งโคตรเท่เลยนะ มันเป็นงานแข่งลองบอร์ดคลาสสิกระดับนี้ต่อให้มีเงินก็ลงแข่งไม่ได้นะ ต้องเป็น invitation only จริงๆ สุดท้ายเราได้ไปอยู่ตรงนั้น แต่ภาพที่เราเห็นคือต่อให้เป็นมือโปรแค่ไหนก็บอร์ดหลุดกันกระจาย จนผมต้องหันไปถามความมั่นใจติ๋วบ่อยๆ ว่า “มึงชัวร์ใช่ไหม”

 

การแข่งของ DEUS 9FT AND SINGLE จะแบ่งเป็นรอบๆ ฮีตละ 3 คน โดยติ๋วอยู่ในฮีตสุดท้ายร่วมกับ Deni Blackboy แชมป์เก่าปีที่แล้ว คนนี้เป็นนักกีฬาของ DEUS มีหนังสั้นของตัวเอง ค่อนข้างมีชื่อในแวดวงนักกีฬาเซิร์ฟ อีกคนคือ Tom Moratt นักโต้คลื่นสุดเท่จากแบรนด์ Banks Journal ทั้งสองเป็นคนที่มีประสบการณ์และชั่วโมงบินสูงกว่าติ๋วแน่นอน แต่สิ่งที่ไม่แน่นอนคือคลื่นสูงกว่า 9 ฟุตที่เตรียมโหมกระหน่ำบุรุษทั้งสามให้ยอมจำนนต่อพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

 

ในสนามทุกคนล้วนโฟกัสไปที่การแข่งขัน ส่วนนักกีฬาของเราก็กำลังวอร์มร่างกายให้เข้าที่เข้าทางก่อนลงสู่สนามจริง “เรื่องที่ผมไม่เคยบอกใครว่า ก่อนแข่งผมกำลังยืดตัวอยู่แล้วปรากฏเส้นบริเวณหลังมันตึงขึ้นมาจนแขนร่วงลงกับพื้น ผมนึกในใจ - เชี่ย หรือกูจะตายเพราะอาการบาดเจ็บนี้วะ- แต่ผมไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวเขาจะเป็นห่วง”

 

“ผมก็เพิ่งรู้นี่แหละ” ต๊ะ อุทานออกมา

 

“พอลงไปในทะเลแล้วมันก็ไม่ได้รู้สึกว่าคลื่นใหญ่ขนาดนั้น ผมพยายามเซฟแรงไว้ เพราะคลื่นใหญ่ทำให้เหนื่อย ง่าย ช่วงพายออกไปคนที่บอร์ดหลุดคนแรกคือแบล็คบอยแชมป์เก่า แอบดีใจ ไม่ใช่กูคนแรกที่ขายหน้าแล้วล่ะ (หัวเราะ) พูดไม่ทันขาดคำผมก็หลุดจากบอร์ดตามไปด้วย

 

“พอไปถึงจุดไลน์อัพ (คลื่นเริ่มแตกตัว) คนที่ถึงไลน์อัพคนแรกคือแบล็คบอย ผมกับทอมอยู่ถัดมา พอคลื่นแตกตัวใกล้กับแบล็คบอยมันก็กดลงมาทับตัวเขา ซึ่งไม่มีทางที่เขาจะจับคลื่นได้ทัน บอร์ดของแบล็คบอยจึงหลุดออกไปไกล เราเลยตัดสินใจจะเข้าฝั่งก่อน ทอมอยู่ใกล้แบล็คบอยมากกว่าเลยพายเข้าไปช่วยแต่ปรากฏว่ามีคลื่นลูกใหญ่อีกลูกมาแล้วซัดกระเด็นออกไป กลายเป็นแบล็คบอยมาอยู่ใกล้ผมแทน ผมเลยพาเขาขึ้นบอร์ดตัวเองกลับมา ใครอยู่จุดนั้นก็ต้องทำเพราะถ้าไม่ช่วยเขาตายแน่นอน”

 

ในขณะที่สนามแข่งกำลังชุลมุน บนฝั่งที่โต๊ะประจำการณ์อยู่ก็ลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กัน “ผู้ประกาศเขาพูดขึ้นมาว่า “ทุกคนคิดว่าแชมป์เก่าโอเคไหม” เพราสภาพที่เราเห็นมันดูแย่มากๆ แล้วในจังหวะที่ทุกคนเห็นเหมือนกันคือ ติ๋วพายเข้าไปช่วยแบล็คบอย มีล้มบ้าง หลุดบอร์ดบ้าง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ยืนบนกระดานเดียวกัน แล้วโต้คลื่นมาด้วยกัน

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“ผู้ประกาศเขาคุยกันว่า “Who's in yellow?" ผู้ประกาศอีกคนเขาตอบว่า "He's Warrington (เขาเรียกชื่อวรินทรเป็นแวริงตัน) From Thailand” ซึ่งเป็นการประกาศชื่อประเทศไทยครั้งแรกในการแข่งขัน ขณะเดียวกันสายตาทุกคนจับจ้องไปที่เหตุการณ์ตรงหน้า แล้วเขาก็ประกาศออกมาว่า “Warrington who save Deni Blackboy”

 

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เรื่องของติ๋วถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในงานของ DEUS มีหลายคนเข้ามาทักทายทำความรู้จัก หลายคนเป็นเซิร์ฟเฟอร์ที่ติ๋วเองติดตามอยู่แล้วแต่ไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะเข้ามาทำความรู้จักกับตัวเอง ทุกอย่างจึงเหมือนอยู่ในความฝันที่เกิดขึ้นและผ่านไปเร็วมาก คนที่ไม่คิดว่าจะเข้ามาทักทายที่สุดคือแฮริสัน รอสส์คนเดิมจากปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญกับการที่ไอคอลของคนๆ หนึ่งกลับจำเหตุการณ์เมื่อวานและการพบกันเมื่อปีก่อนได้

 

“แฮริสันเป็นเซิร์ฟเฟอร์คนแรกที่ผมดูในยูทูป เขาเป็นแรงบันดาลใจให้สไตล์การเล่นของผมด้วย ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะจำเราได้ จากเด็กกระโปกที่ไปขอเขาถ่ายรูปเมื่อปีที่แล้ว แต่มาวันนี้เหมือนกับดูหนังคนละม้วนเลย” ติ๋วตอบ

 

“ผมคิดว่าทุกอย่างมันคือรางวัลของความตั้งใจ มันเกินฝันไปแล้วว่าได้เซิร์ฟที่โน่นที่นี่ ได้เจอเซิร์ฟเฟอร์ที่ตัวเองชอบ ผมผ่านมาทุกอย่างแล้ว สิ่งที่มีความสุขที่สุดตอนนี้คือการได้โต้คลื่นกับเพื่อนๆ แค่นั้นเอง”

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“ผมเองเริ่มต้นจากความอยากให้บ้านตัวเองมีคนเล่นเซิร์ฟอย่างเข้าใจและได้รับความสุขกลับไป มันก็เกิดขึ้นแล้วและมันคงจะค่อยๆ โตขึ้นไป ผมเพิ่งจะรู้สึกหายเหนื่อยเมื่อตอนต้นปีที่พายุปลาบึกเข้าแล้วทุกคนมาเล่นเซิร์ฟด้วยกัน ทุกคนแฮปปี้ ผมถือกระดานมาเห็นภาพนี้แล้วน้ำตาจะไหล คิดในใจ “มันมาถึงวันนี้แล้ววะ” ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่าผมหยุดไม่ได้ถ้าหยุดเมื่อไหร่มันก็หยุดแค่นั้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะหยุดมัน ผมจึงต้องไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 


เรื่อง: NM

ภาพ: SUWAT PANTONG




บทสนทนาของสองเซิร์ฟเฟอร์ไทยกับชีวิตในฝันเหนือกระดานโต้คลื่น

ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมสีแดงหรือมีพลังวิเศษมากมาย แต่ในบางสถานการณ์ฮีโร่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย ‘ความกล้า’ และ ‘สัญชาตญาณ’ เข้าช่วย อาจไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นไม่ต่างอะไรกับการเป็นฮีโร่ในสายตาคนอื่น ผมรู้จักสองฮีโร่ที่ใช้กีฬาโต้คลื่นเป็นเครื่องมือในการช่วยคน คนหนึ่งเปลี่ยนบ้านจากภาพลักษณ์ไม่น่าจดจำให้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในการโต้คลื่นที่ประเทศไทย ส่วนอีกคนนอกจากใช้ความรู้พัฒนา ‘การเล่น’ ให้เป็น ‘กีฬา’ ใหม่ของจังหวัด ยังข้ามไปสร้างชื่อถึงถิ่นเซิร์ฟของบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย 

 

เราขอแนะนำให้รู้จักต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี่ยวพานิช เซิร์ฟเฟอร์ บล็อกเกอร์บีชไลฟ์สไตล์และโต้คลื่นชื่อ Surfer’s Holiday และติ๋ว-วรินทร คงทอง เซิร์ฟเฟอร์อินสตักเตอร์ของ Laem Yah Rayong Surf Club จังหวัดระยอง สองท่านที่ทำให้เรารู้ว่ากีฬาชนิดนี้สามารถเล่นในบ้านเราได้ แถมยังมีการแข่งขันและอีเวนต์เกี่ยวกับเซิร์ฟมากมายตลอดปีที่ผ่านมา เราเองได้รู้จักการโต้คลื่นมากขึ้นตั้งแต่ฉบับ Surfer Issue ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่บทสัมภาษณ์นี้จะเป็นอีกด้านของการเซิร์ฟที่ไม่ได้อยู่บนกระดานโต้คลื่นเท่านั้น

 


 

เซิร์ฟติดตา

 

เราขับรถออกจากกรุงเทพฯประมาณสองชั่วโมง มุ่งหน้าตรงไปยังชายหาดแม่รำพึง สถานที่ตั้งของ Laem Yah Rayong Surf Club ที่พำนักของหนึ่งในสองผู้สัมภาษณ์ของเราในวันนี้ ซึ่งเป็นหนที่สองที่เรากลับมาเหยียบหาดนี้ในรอบปีด้วยเรื่องเดียวกัน ตอกย้ำให้เห็นว่าปีนี้เซิร์ฟมาจริง และยิ่งสนุกเพราะช่วงปลายปีที่ผ่านมาเพิ่งจะมีการแข่งขันซีเกมส์ที่ประเทศไทยมีนักกีฬาเซิร์ฟชุดแรกในประวัติศาสตร์เข้าร่วมและได้เหรียญติดตัวกลับบ้านด้วย และอาจได้ตีตั๋วไปถึงการแข่งโอลิมปิก 2020 หากทุกอย่างเป็นใจ แต่ในวันนี้เป้าหมายของคือเรื่องราวดีๆ จากสองเซิร์ฟเฟอร์ต่างแดน คนหนึ่งประจำอยู่ตะวันออก ส่วนอีกคนดั้นด้นมาจากทางใต้ เพื่อประกอบเรื่องราวของกีฬาและชีวิตในฝันเหนือกระดานโต้คลื่นให้เราฟัง

 

“ผมเห็นภาพเซิร์ฟครั้งแรก จำไม่ได้ว่าหนังหรือโฆษณาตอนเด็ก แต่มีคำถามในหัวมาตลอดว่า ‘คนไปยืนอยู่บนคลื่นได้อย่างไร’ พอโตมาแล้วเห็นคนโต้คลื่นได้เหมือนภาพที่เราเห็น ประกอบกับมารู้ว่าพังงาก็โต้คลื่นได้เหมือนกันเลยรู้สึกว่ามันเจ๋งดีนะ

 

“จริงๆ แล้วภูเก็ตมีทั้งคนไทยและฝรั่งเซิร์ฟกันมาหลายสิบปีแล้ว จุดเริ่มต้นเขาเล่าว่ามีคนออสเตรเลียหิ้วกระดานโต้คลื่นมาลองเซิร์ฟที่ภูเก็ตดู แล้วเขาก็ทิ้งกระดานโต้คลื่นไว้ให้กับเด็กในท้องถิ่น พวกเด็กๆ ก็ไปหัดเล่นกัน แต่ชีวิตของผมส่วนใหญ่อยู่ที่ Memories Beach Bar (หนึ่งในสถานที่โต้คลื่นของเขาหลัก จังหวัดพังงา)

 

ก่อนหน้านี้ผมไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ไปอยู่เมืองเซิร์ฟแต่ไม่มีโอกาสได้เล่นเพราะต้องเรียนและทำงาน จนพี่สาวผมโทรมาเล่าให้ฟังว่ามีคนมาเซิร์ฟที่เขาหลัก มันเหมือนกับภาพที่เรารอคอยมาหลายปีได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นที่ลับ ไม่มีแผนที่หรือป้ายบอกทาง เข้าไปในป่านี่หลอกฆ่ากันได้ง่ายๆ ตั้งแต่ผมหลงเข้าไปแทบจะไม่มีลูกค้าคนไทยเลยด้วยซ้ำ

 

พอเข้าไปที่ Memories Beach Bar ก็เจอกับเจ้าของร้านคือพี่ฉิ่ว ตอนนั้นมันยังไม่ได้เป็นโรงเรียนสอนเซิร์ฟเหมือนตอนนี้ มันเป็นแค่คอมมูนนิตี้เล็กๆ ที่เจ้าของร้านรอดชีวิตจากสึนามิแล้วมีฝรั่งมาสอนเซิร์ฟให้ ผมก็ไปยกมือไหว้ให้ช่วยสอนผมหน่อย ผมตามหาสิ่งนี้มาทั้งชีวิต ตอนจับคลื่นและยืนได้ครั้งแรก ทั้งๆ ที่ก็มีคนช่วยจับกระดานข้างหลังนะแต่ความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มาก”

 

ทวีโรจน์ เอี่ยวพานิช

 

“ส่วนผมเริ่มจากเห็นชาวต่างชาติมาเล่นที่หน้าบ้านตัวเอง แต่ก่อนคนเล่นน้อยมากๆ และต่อให้มีเงินก็หาซื้อกระดานโต้คลื่นไม่ได้เพราะไม่มีใครขาย นักท่องเที่ยวหรือเซิร์ฟเฟอร์ (ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่น) จะพกกระดานมาโต้คลื่นด้วย ผมเลยอยากรู้ว่ามันคืออะไรและน่าจะหาความสุขได้ง่ายเพียงแค่ก้าวออกมาหน้าบ้านตัวเอง

 

จับคลื่นครั้งแรกความรู้สึกของทุกคนน่าจะไม่เหมือนกัน มันบอกไม่ถูก เหมือนความรู้สึกอิสระในรูปแบบใหม่ พาผมหลุดออกจากกรอบอะไรสักอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน หลังๆ จึงเข้าใจความรู้สึกเลยว่าเวลาไปเที่ยวที่ไหนจะค้นว่าที่นี่มันเซิร์ฟได้หรือเปล่า”

 


 

เซิร์ฟที่ดีคือเซิร์ฟที่มีการเตรียมตัว

 

ประเทศไทยมีจุดโต้คลื่นมากกว่า 10 จุด ยังไม่รวมของประเทศเพื่อนบ้านที่พอจะหย่อนกระดานจับคลื่นในทะเลได้ แน่นอนว่าลักษณะคลื่นแต่ละที่ไม่เหมือนกัน การเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรละเลย ติ๋วเล่าความประสบการณ์เซิร์ฟต่างแดนให้ฟังว่า

 

“ผมรู้สึกดีที่ได้เล่นในบ้านตัวเอง มันรู้สึกสบายใจและปลอดภัยมากกว่าที่อื่น แต่ถ้าออกไปข้างนอก ผมชอบบาตูกาลัส (Batukarus) อินโดนีเซีย เวลาไปต่างที่ต่อให้เจอคลื่นไม่ดี แต่ผู้คนรอบข้างนิสัยดีมันก็ทำให้สนุกขึ้นเยอะ

 

ภาพคอลัมน์ฉบับ Surf Issue เดือนเมษายน 2019

 

“ผมไปทริปโต้คลื่นกับติ๋วด้วยกันบ่อยมาก ทั้งบาหลี ศรีลังกา (อ่านเพิ่มเติมได้ในฉบับ Surf Issue เดือนเมษายน 2019) บาตูกาลัส ซึ่งแต่ละที่ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวผมแอบชอบศรีลังกานิดนึงเพราะเป็นอะไรที่เราไม่รู้เรื่องมาก่อน คือหิ้วกระดานโต้คลื่นขึ้นรถไฟคนแน่นๆ แบกกระดานใส่รถตุ๊กๆ ขับไปเซิร์ฟตามหาดต่างๆ มันตื่นเต้นตลอดเวลาจนไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

 

“เป็นทริปที่เหมือนจะมีแผน แต่ก็ไม่มีแผน” ติ๋วเสริมพร้อมกับเสียงหัวเราะ

 

“ก่อนจะไปโต้คลื่นที่ไหนต้องหาข้อมูลว่าหาดแต่ละที่มีคลื่นแบบไหน ข้างใต้เป็นปะการังหรือเป็นทราย เลเวลความแรงของคลื่นอยู่ระดับไหน เหมาะกับเราหรือเปล่า เซิร์ฟไม่ได้อันตรายถ้าเรารู้ว่าต้องทำอะไร มีบางคนบอกว่าเรียนเซิร์ฟที่บาหลีมาแล้วพอมาเล่นที่ไทยไม่ต้องเรียนแล้วก็ได้ เล่นเป็นแล้ว แต่ความเป็นจริงคลื่นไทยกับคลื่นบาหลีมันไม่ได้เหมือนกัน”

 

“นอกจากสถานที่แล้ว ผมว่าเรื่องมารยาทสากลก็สำคัญมากๆ รวมถึงทักษะและกำลัง เวลาไปเล่นต่างที่คุณต้องมั่นใจว่าเอาตัวรอดได้ ทักษะการพายของตัวเองดีระดับหนึ่งแล้ว (คือพายนานๆ แล้วไม่รู้สึกเหนื่อย) หรือเวลาป็อปอัพ 10 ครั้งอย่างน้อยสามารถยืนได้แล้ว 7-8 ครั้ง แนะนำว่าเล่นต่างถิ่นครั้งแรกๆ ควรให้เซิร์ฟไกด์ช่วยจะทำให้คุณมั่นใจและเล่นได้สนุกขึ้นด้วย อย่างที่รู้กันว่าเซิร์ฟเป็นกีฬาที่เหนื่อย แต่ถ้าคุณไปเล่นต่างที่มันจะเหนื่อยคูณสองคูณสามไปอีก” อินสตรัคเตอร์ของ Laem Yah Rayong Surf Club เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย

 

“ขอเสริมเรื่องกฎกติกาเวลาไปเล่นต่างถิ่นด้วย คือถ้าเราไปแล้วไม่รู้ว่าเขาเล่นยังไง ไปเล่นแบบผิดๆ ถูกๆ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มันก็ทำให้ทริปนั้นไม่สนุกได้ ที่สำคัญถ้าเขารู้ว่าเราเป็นคนไทยแล้วเราดันไปทำมารยาทไม่ดีที่นั่น มันจะเป็นการเหมารวมเลยว่าคนไทยไม่รู้เรื่อง"

 

“ทุกประเทศจะมีภาพจำของตัวเองว่าประเทศนี้มีนิสัยการเล่นเป็นอย่างไร”

 


 

เซิร์ฟเปลี่ยนชีวิต

 

เราได้ยินคำนี้และสงสัยมานานแล้วว่า ‘เซิร์ฟเปลี่ยนชีวิต’ คนได้อย่างไร ผมมีเพื่อนหลายคนที่ได้ลองเล่นเซิร์ฟและติดใจ จนถึงจุดไฟอะไรบางอย่างในตัวขึ้นมา บางคนหาทางออกของปัญหาได้ด้วยการเล่นเซิร์ฟ และอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่ได้ลองเล่นเซิร์ฟแล้วชีวิตเปลี่ยน วันนี้สองท่านที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็มีชะตาชีวิตเปลี่ยนไป ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้างตั้งแต่ได้มารู้จักกับกีฬาที่อาศัย ‘กระดาน’ และ ‘หัวใจ’ ไถลเกลียวคลื่นแห่งชีวิต

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“แต่ก่อนเวลาพูดถึงเขาหลักทุกคนจะพูดกันแต่เรื่องสึนามิ ผมกลับมาอยู่บ้านก็รู้สึกหดหู่เลยอยากนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ให้กับเขาหลักว่า มันคือเมืองท่องเที่ยว มีธรรมชาติ เล่นเซิร์ฟได้ เกาะก็สวย ทำทุกวิถีทางเพื่อลบภาพเก่าออกไปให้คนมองภาพใหม่ว่าเขาหลักเป็นเมืองน่าเที่ยว

 

“ตอนนั้นผมเองกำลังอินกับเรื่องเซิร์ฟจึงเริ่มทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการโต้คลื่นที่เขาหลักจริงจังเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนผมทำเพจใหม่ๆ ก็มีคนด่าเข้ามาเยอะเหมือนกันว่า “พวกมึงจะพาคนไปตายอีกแล้วเหรอ” “ชวนกันไปตายหรือยังไง” ประมาณว่าคนไม่เข้าใจว่าเซิร์ฟคืออะไร (บางคนยังเข้าใจผิดๆ ว่าเซิร์ฟมีมอเตอร์ติดข้างหลังไหม) แต่พอมาดูสถิติจริงๆ แล้วคนที่ตายเพราะเซิร์ฟแทบไม่มี พอคนเริ่มเข้าใจและสนใจมากขึ้น กลายเป็นว่าเซิร์ฟเลยบูมขึ้นมา”

 

วรินทร คงทอง

 

“เวลาใครถามผมว่าเป็นคนที่ไหนแล้วเราบอกว่ามาจากหาดแม่รำพึง ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาดนี้คนตายเยอะ แต่หาดแม่รำพึงยาวเป็น 10 กิโลเมตร คนจมน้ำที่ไหนก็เหมารวมว่าเป็นหาดแม่รำพึงหมด จนเรารู้สึกเริ่มอายที่จะบอกว่าเป็นคนที่ไหน แล้วทำไมเราต้องอายทั้งๆ ที่เป็นบ้านของเรา ผมเลยอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้มันดีกว่านี้ จึงเริ่มนำเสนอเรื่องเซิร์ฟขึ้นมา พอศึกษามากขึ้นจึงรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่าแค่การโต้คลื่น เซิร์ฟทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงจมน้ำที่นี่บ่อยและจะป้องกันตัวเองอย่างไร ล่าสุดก็มีคนในทีมของเราไปช่วยคนติดในกระแสน้ำมาแล้ว เราไม่ได้คาดหวังว่าจะไปถึงจุดนั้น แต่ก็รู้สึกดีมากๆ”

  

“ผมคิดว่าคนไทยยังใหม่สำหรับเรื่องนี้ เพราะเซิร์ฟมันเพิ่งมาแค่สองสามปี ตอนนี้คนสนใจเยอะแต่ข้อมูลที่ออกมากลับสวนทาง เราพยายามผลิตข้อมูลให้คนต้องการเล่นเซิร์ฟรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เล่นยังไง ซึ่งตอนนี้กีฬาเซิร์ฟเพิ่งถูกบรรจุเข้าไปในการกีฬาแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าอนาคตทิศทางของเซิร์ฟน่าจะชัดเจนมากขึ้น ปีที่ผ่านมามีนักกีฬาต่างประเทศตั้งใจมาแข่งที่ไทยเพื่อเก็บถ้วยรางวัล แสดงให้เห็นว่างานโต้คลื่นในไทยมีศักยภาพพอให้ชาวต่างชาติเข้ามาล่ารางวัลแล้ว แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ น่าจะเป็นการสนับสนุนและคนเชียร์ให้กีฬานี้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นมากกว่า” 

 


 

ฮีโร่ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

 

เราอาจเคยได้ยินรายการแข่งขันโต้คลื่นผ่านหูผ่านตาที่จังหวัดภูเก็ตและพังงา รวมถึงล่าสุดระยองเองก็มีงาน Rayong Log Jam 2019 เป็นของตัวเองแล้ว แต่สำหรับนักโต้คลื่นชาวไทยที่ได้มีโอกาสออกไปแข่งขันในต่างประเทศนับว่าน้อยมาก ซึ่งหากพูดถึงการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจและอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเราที่สุดคงต้องยกให้ DEUS 9FT AND SINGLE

 

ภาพโปสเตอร์งาน Deus Nine Foot and Single 2019

 

DEUS 9FT AND SINGLE เป็นรายการแข่งขันที่บาหลี โต้คลื่นด้วยกระดานโต้คลื่นแบบยาว (long board) ขนาด 9 ฟุตขึ้นไป แต่สิ่งที่ทำให้รายการนี้เป็นที่รู้จักและมีคนสนใจเป็นจำนวนมาก นอกจากความท้าทายที่ต้องเผชิญหน้ากับคลื่นสูงหลายฟุตแล้ว ผู้เข้าแข่งขันจะไม่ได้สวมสายลีช (สายรัดข้อเท้าเพื่อช่วยเหลือตัวเองเวลาตกจากกระดาน) ลงทะเล ซึ่งเป็นสิ่งที่นักโต้คลื่นทุกคนรับรู้เป็นอย่างดีว่าอันตรายแค่ไหน อีกทั้งงานนี้ยังไม่เคยมีคนไทยลงแข่งขันมาก่อน (ชมภาพสวยๆ จากคุณต๊ะได้ที่ https://www.surferholiday.com/review/deus-9ft-canggu)

 

“ผมรู้จักกับแบรนด์ DEUS ครั้งแรกที่บาหลี สงสัยมากว่ามันคือแบรนด์อะไร ทำไมคนต้องใส่กันทั้งเมือง เลยเริ่มอินกับแบรนด์นี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนติ๋วรู้จักแบรนด์นี้อยู่แล้วเลยมีจุดเชื่อมโยงระหว่างเราคือบาหลี DEUS มีการแข่งขันโต้คลื่นทุกปี ปีที่แล้วเราก็ไปแต่งานดันยกเลิกเสียก่อน โชคดีที่ยังได้เจอกับแฮร์ริสัน รอสส์ เขาเป็นเซิร์ฟเฟอร์ที่ดังมากและเป็นแรงบันดาลใจให้ติ๋วอยากเล่นเซิร์ฟด้วย สุดท้ายก็ขอเขาถ่ายรูปไว้แค่นั้น”

 

“ก่อนจะถึงงานปีนี้เราได้ไปทริปบาตูคาลัส ซึ่งเป็นเมืองที่ DEUS เข้าไปซัพพอร์ตเรื่องเซิร์ฟ เป็นที่ที่เหมาะกับการเล่นเซิร์ฟมากที่สุดในเอเชียก็ว่าได้ เด็กตัวเล็กๆ ยังเล่นเซิร์ฟเก่งมาก เราได้รู้จักกับคนท้องถิ่นในเมืองนี้และมาเจอกันอีกทีในงาน DEUS 9FT AND SINGLE ปีล่าสุด

 

“งานของ DEUS ถือเป็นงานแข่งคลาสสิก หากจับนักกีฬาทุกคนไปใส่ในแรงกิ้งระดับโลก ผมว่าทุกคนน่าจะติดท็อป 100 กันหมด เราจึงอยากมีส่วนร่วมในงานนี้หรืออย่างน้อยได้ลงแข่งด้วยก็ยังดี จึงพยายามทำโปรไฟล์ส่งไปให้เขาพิจารณาก็ไม่ผ่าน ทาง Deus Thailand พยายามติดต่อให้ทางโน้นก็ยังยืนยันว่าเราจะไม่ได้แข่ง แต่ผมพอเข้าใจว่าเขาไม่มีทางนึกออกว่าคนไทยเล่นเซิร์ฟกันยังไง และยิ่งเป็นการแข่งที่แบบ log (ลองบอร์ด ฟินเดียว ไม่ใช้สายลีช) ยิ่งแล้วใหญ่”

 

“ในงานปาร์ตี้วันแรกทางผู้จัดยังถามเราอยู่เลยว่า “เล่นลองบอร์ดเป็นหรือเปล่า” “ยูรู้จัก Log ไหม” “ไม่ใส่สายลีชนะคุณโอเคหรือเปล่า” แต่เขายังทิ้งความหวังให้เราว่าพรุ่งนี้ 7 โมงเช้าให้เรามาแสตนบายไว้ก่อน เผื่อมีใครสละสิทธิอาจจะได้ลงแข่ง เราเองก็ไม่ได้ทำใจว่าจะได้แข่งเลยปาร์ตี้กันจนถึงตีสาม แต่ก็มาแสตนบายตั้งแต่ 6 โมงเช้า”

 

 

ติ๋วเล่าบรรยากาศช่วงเช้าของวันแข่งว่า “ไม่ได้หวังแต่ก็แอบหวัง (หัวเราะ) เราไปนั่งรอเป็นคนแรกๆ ตั้งแต่เขาเขียนชื่อเลย จนถึงเวลานัดเขาก็ยังไม่เรียกสักที วันนั้นคลื่นมันบ้ามาก น่าจะเป็นคลื่นใหญ่สุดที่เคยเจอมาแล้ว ผมกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือกลัวเลย (อาจเพราะกำลังแฮงค์อยู่) แต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมอาจจะไม่กล้าลงแข่งก็ได้นะ จริงๆ แล้วคนอาจจะจินตนาการไม่ออกว่ามันเฉียดความตายแค่ไหน”

 

“คลื่นสูงประมาณ 9 ฟุต เทียบได้กับ 3-4 ตัวคน ปัญหาที่น่ากลัวคือไม่มีสายเซฟตี้ ไม่มีสปีดโบ๊ตแสตนบายคอยช่วยเหลือ คือถ้าลงไปผมตาย 100% จนสุดท้ายเขาก็ยังไม่ได้เขียนชื่อติ๋วลงไป”

 

ติ๋วเลยตัดสินใจเดินไปบอกเขาว่า “ผมจะแข่ง เขาเลยให้ผมไปเซ็นใบ (ตายแล้วไม่รับผิดชอบ) ผมก็เซ็นๆ ไป แล้วปกติทุกคนจะได้แข่งฟรีหมด แต่ผมต้องจ่ายตังค์เพื่อจะได้ลงแข่ง (หัวเราะ) ทุกอย่างเกิดจากความหน้าด้านล้วนๆ ซึ่งเป้าหมายเวลานั้นคือ ‘กูต้องไม่ตาย’ แต่ต่อให้ตายก็ไม่ได้โง่ซะทีเดียวละวะ เพราะถ้าผมเล่นหาดธรรมดาแบบไม่ใส่สายลีชแล้วตายขึ้นมา ทุกคนคงบอกว่าไอ้นี่โง่มาก (หัวเราะ)”

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“ปีที่แล้วผมยังคุยกับติ๋วเลยว่าถ้าได้ใส่เสื้อ DEUS ลงแข่งแม่งโคตรเท่เลยนะ มันเป็นงานแข่งลองบอร์ดคลาสสิกระดับนี้ต่อให้มีเงินก็ลงแข่งไม่ได้นะ ต้องเป็น invitation only จริงๆ สุดท้ายเราได้ไปอยู่ตรงนั้น แต่ภาพที่เราเห็นคือต่อให้เป็นมือโปรแค่ไหนก็บอร์ดหลุดกันกระจาย จนผมต้องหันไปถามความมั่นใจติ๋วบ่อยๆ ว่า “มึงชัวร์ใช่ไหม”

 

การแข่งของ DEUS 9FT AND SINGLE จะแบ่งเป็นรอบๆ ฮีตละ 3 คน โดยติ๋วอยู่ในฮีตสุดท้ายร่วมกับ Deni Blackboy แชมป์เก่าปีที่แล้ว คนนี้เป็นนักกีฬาของ DEUS มีหนังสั้นของตัวเอง ค่อนข้างมีชื่อในแวดวงนักกีฬาเซิร์ฟ อีกคนคือ Tom Moratt นักโต้คลื่นสุดเท่จากแบรนด์ Banks Journal ทั้งสองเป็นคนที่มีประสบการณ์และชั่วโมงบินสูงกว่าติ๋วแน่นอน แต่สิ่งที่ไม่แน่นอนคือคลื่นสูงกว่า 9 ฟุตที่เตรียมโหมกระหน่ำบุรุษทั้งสามให้ยอมจำนนต่อพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

 

ในสนามทุกคนล้วนโฟกัสไปที่การแข่งขัน ส่วนนักกีฬาของเราก็กำลังวอร์มร่างกายให้เข้าที่เข้าทางก่อนลงสู่สนามจริง “เรื่องที่ผมไม่เคยบอกใครว่า ก่อนแข่งผมกำลังยืดตัวอยู่แล้วปรากฏเส้นบริเวณหลังมันตึงขึ้นมาจนแขนร่วงลงกับพื้น ผมนึกในใจ - เชี่ย หรือกูจะตายเพราะอาการบาดเจ็บนี้วะ- แต่ผมไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวเขาจะเป็นห่วง”

 

“ผมก็เพิ่งรู้นี่แหละ” ต๊ะ อุทานออกมา

 

“พอลงไปในทะเลแล้วมันก็ไม่ได้รู้สึกว่าคลื่นใหญ่ขนาดนั้น ผมพยายามเซฟแรงไว้ เพราะคลื่นใหญ่ทำให้เหนื่อย ง่าย ช่วงพายออกไปคนที่บอร์ดหลุดคนแรกคือแบล็คบอยแชมป์เก่า แอบดีใจ ไม่ใช่กูคนแรกที่ขายหน้าแล้วล่ะ (หัวเราะ) พูดไม่ทันขาดคำผมก็หลุดจากบอร์ดตามไปด้วย

 

“พอไปถึงจุดไลน์อัพ (คลื่นเริ่มแตกตัว) คนที่ถึงไลน์อัพคนแรกคือแบล็คบอย ผมกับทอมอยู่ถัดมา พอคลื่นแตกตัวใกล้กับแบล็คบอยมันก็กดลงมาทับตัวเขา ซึ่งไม่มีทางที่เขาจะจับคลื่นได้ทัน บอร์ดของแบล็คบอยจึงหลุดออกไปไกล เราเลยตัดสินใจจะเข้าฝั่งก่อน ทอมอยู่ใกล้แบล็คบอยมากกว่าเลยพายเข้าไปช่วยแต่ปรากฏว่ามีคลื่นลูกใหญ่อีกลูกมาแล้วซัดกระเด็นออกไป กลายเป็นแบล็คบอยมาอยู่ใกล้ผมแทน ผมเลยพาเขาขึ้นบอร์ดตัวเองกลับมา ใครอยู่จุดนั้นก็ต้องทำเพราะถ้าไม่ช่วยเขาตายแน่นอน”

 

ในขณะที่สนามแข่งกำลังชุลมุน บนฝั่งที่โต๊ะประจำการณ์อยู่ก็ลุ้นระทึกไปพร้อมๆ กัน “ผู้ประกาศเขาพูดขึ้นมาว่า “ทุกคนคิดว่าแชมป์เก่าโอเคไหม” เพราสภาพที่เราเห็นมันดูแย่มากๆ แล้วในจังหวะที่ทุกคนเห็นเหมือนกันคือ ติ๋วพายเข้าไปช่วยแบล็คบอย มีล้มบ้าง หลุดบอร์ดบ้าง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ยืนบนกระดานเดียวกัน แล้วโต้คลื่นมาด้วยกัน

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“ผู้ประกาศเขาคุยกันว่า “Who's in yellow?" ผู้ประกาศอีกคนเขาตอบว่า "He's Warrington (เขาเรียกชื่อวรินทรเป็นแวริงตัน) From Thailand” ซึ่งเป็นการประกาศชื่อประเทศไทยครั้งแรกในการแข่งขัน ขณะเดียวกันสายตาทุกคนจับจ้องไปที่เหตุการณ์ตรงหน้า แล้วเขาก็ประกาศออกมาว่า “Warrington who save Deni Blackboy”

 

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น เรื่องของติ๋วถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในงานของ DEUS มีหลายคนเข้ามาทักทายทำความรู้จัก หลายคนเป็นเซิร์ฟเฟอร์ที่ติ๋วเองติดตามอยู่แล้วแต่ไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะเข้ามาทำความรู้จักกับตัวเอง ทุกอย่างจึงเหมือนอยู่ในความฝันที่เกิดขึ้นและผ่านไปเร็วมาก คนที่ไม่คิดว่าจะเข้ามาทักทายที่สุดคือแฮริสัน รอสส์คนเดิมจากปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญกับการที่ไอคอลของคนๆ หนึ่งกลับจำเหตุการณ์เมื่อวานและการพบกันเมื่อปีก่อนได้

 

“แฮริสันเป็นเซิร์ฟเฟอร์คนแรกที่ผมดูในยูทูป เขาเป็นแรงบันดาลใจให้สไตล์การเล่นของผมด้วย ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะจำเราได้ จากเด็กกระโปกที่ไปขอเขาถ่ายรูปเมื่อปีที่แล้ว แต่มาวันนี้เหมือนกับดูหนังคนละม้วนเลย” ติ๋วตอบ

 

“ผมคิดว่าทุกอย่างมันคือรางวัลของความตั้งใจ มันเกินฝันไปแล้วว่าได้เซิร์ฟที่โน่นที่นี่ ได้เจอเซิร์ฟเฟอร์ที่ตัวเองชอบ ผมผ่านมาทุกอย่างแล้ว สิ่งที่มีความสุขที่สุดตอนนี้คือการได้โต้คลื่นกับเพื่อนๆ แค่นั้นเอง”

 

ภาพโดย SURFER'S HOLIDAY

 

“ผมเองเริ่มต้นจากความอยากให้บ้านตัวเองมีคนเล่นเซิร์ฟอย่างเข้าใจและได้รับความสุขกลับไป มันก็เกิดขึ้นแล้วและมันคงจะค่อยๆ โตขึ้นไป ผมเพิ่งจะรู้สึกหายเหนื่อยเมื่อตอนต้นปีที่พายุปลาบึกเข้าแล้วทุกคนมาเล่นเซิร์ฟด้วยกัน ทุกคนแฮปปี้ ผมถือกระดานมาเห็นภาพนี้แล้วน้ำตาจะไหล คิดในใจ “มันมาถึงวันนี้แล้ววะ” ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่าผมหยุดไม่ได้ถ้าหยุดเมื่อไหร่มันก็หยุดแค่นั้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะหยุดมัน ผมจึงต้องไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 


เรื่อง: NM

ภาพ: SUWAT PANTONG