Album of the Month

Various Artists

“WAG: Iconic Tunes From The Wag Club 1983-1987”

[Harmless]

 

สำหรับผู้อยากศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีพ็อพอังกฤษในยุค 80 คุณไม่สามารถละเลยความสำคัญของ Wag ได้เลย  นี่คือคลับไนท์บนถนนวอร์ดอร์กลางย่านโซโหในกรุงลอนดอน ภายในอายุ 4-5 ปีกลางทศวรรษนั้น คลับแห่งนี้ไม่เพียงกำหนดลมหายใจของยามราตรีในลอนดอน แต่ยังเป็นตัวแปรและสร้างแรงบันดาลใจในวงการดนตรีของอังกฤษจนในที่สุดสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ไปทั่วโลก วงดนตรีหลายวงอย่าง Sade, Wham!, Imagination, The Style Council, Swing Out Sister, Brand New Heavies, Everything But The Girl, Animal Nightlife, Working Week, Matt Bianco, Spandau Ballet, Visage  หรือ Culture Club ล้วนซึมซับบรรยากาศเพลงต่าง ๆ  และบรรดาผู้คนนักเที่ยวขาประจำของคลับแห่งนี้กันทั้งนั้น Wag  เป็นคลับแรกที่ผสมดนตรีฮิปฮอปโซล ฟังค์ เฮ้าส์ แจ็ส หรือแม้แต่ easy listening ไว้บนฟลอร์เต้นรำ อัลบั้มรวมเพลง 4 ซีดีแผ่นนี้เล่าประวัติคลับอย่างละเอียดจากผู้ก่อตั้ง Chris Sullivan  ซึ่งเขาก็คัดเลือกเพลงเด่น ๆ  ที่เป็นสีสันของคลับ Wag ไว้มากกว่า 50 เพลง

 

Bartosz Kruczynski

“Baltic Beat”

[Growing Bin Records]

 

โซโลอัลบั้มแรกของนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ชาวโปแลนด์นาม Bartosz Kruczynski  อัลบั้มนี้เขาบันทึกในบ้านเกิดที่กรุงวอร์ซอว์ แต่ไปเก็บเสียงของธรรมชาติจริง ๆ อีกหลายเมืองทั้งในโปแลนด์และในอิตาลี นอกจากเสียงธรรมชาติเราได้ฟังเสียงซินธ์สังเคราะห์ คีย์บอร์ด กีตาร์เพอร์คัสชั่นและดรัมแมชีนที่บาร์ทอสบรรเลงเองทั้งหมด เพลงไตเติ้ลแทรคยาว 20 นาทีจนกินไปทั้งด้านแรกของแผ่นเสียง งานเนิบนาบที่เหมือนกระเทาะจากแม่พิมพ์ของค่ายนิวเอจอย่าง Windham Hill หรือ Innovative Communication  ความสวยสดงดงามที่เล่าจุดกำเนิดของท้องฟ้า หมู่มวลดาราและการเปลี่ยนแปลงเมื่อยามเย็นมาแทนที่ ด้านบีอีก 4 เพลงที่จังหวะจะโคนโปรยปรายอย่างสง่างาม ดนตรีเพื่อการเฝ้าดูการไหลรินของผืนน้ำ ดนตรีที่มีให้บรรดานกหลากหลายพันธุ์เต้นรำ เสียงเปียโนที่บรรเจิดคล้ายเสียงแว่วของสายฝนไกล ๆ ทำนองที่อึงอลแบบเศษไม้ฟืนแตกตัวยามต้องกองเพลิงในนอร์เวย์ หากคุณสามารถหยุดยื้อห้วงแห่งความรักได้นาน ๆ คนตรีใน “Baltic Beat” จะอยู่คู่จิตใจคุณไปตลอดกาล

 

Wonk

“Sphere”

[Epistroph]

 

อัลบั้มแรกของ 4 หนุ่มจากญี่ปุ่นนาม Wonk  เป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่ของคนหนุ่มสาวที่ฝักใฝ่ดนตรีแจ็สตามขนบประเพณีเดิม แล้วนำมาขับขานใหม่ในรูปแบบของวันนี้ เฉกเช่นเดียวกับวง BadBadNotGood  ที่หน้ากระดาษนี้เคยเชิดชูมาก่อน  Wonk สนุกสนานกับการจับแพะชนแกะของดนตรีแจ็ส ความเมามันที่เผ็ดร้อนอาจตรงกันข้ามกับ 4 หนุ่มจากโตรอนโต้ Wonk อยู่ตรงกลางระหว่างสีสันของฮิปฮอปอาร์แอนด์บีสมัยใหม่แบบ Chance The Rapper หรือสายล้ำอย่าง Frank Ocean  กับความสามารถในการเรียบเรียงดนตรีโครงสร้างที่ซับซ้อนและการเจาะรหัสพื้นเพของดนตรีแจ็สคลาสสิคแบบวงรุ่นพี่อย่าง United Future Organization อัลบั้ม “Sphere” พาคุณไปต้นยุค 90 แบบที่ไม่ตั้งใจ อารมณ์แทรคอย่าง “Savior” กับ “Real Love” อาจบ่งชี้ แต่แทรคใกล้ ๆ กัน “Rdnet” หรือ สองไฮไลท์แบบ    “Over” กับ “1914” ยืนยันว่า  Wonk อาศัยอยู่บนโลกของดนตรี ณ วันนี้และจะนำพาดนตรีแจ็สให้ไปไกลอีกหลายขุมในวันหน้า

 

David Holmes

“Late Night Tales”

[Night Time Stories]

 

มีสิทธิ์จะเป็นอัลบั้มมิกซ์ที่ดีที่สุดของปี ซีรีส์ “Late Night Tales” สาวเท้ากลับไปสู่อุดมคติเดิมของการเป็นเรื่องขับขานยามดึกที่ทุกอย่างสงบนิ่ง ความเงียบสงัดเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้พึงสังวรถึงหลักธรรมของการใช้ชีวิต การปล่อยวางแล้วเลือกว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดต่อชีวิต การเรียงลำดับความทรงจำ การถนุุถนอมความรัก เฝ้ามองการเป็นอยู่ ดูแลครอบครัวผองเพื่อนและพร้อมรับมือกับความตายที่มาเยือนได้ทุกขณะ David Holmes ดีเจ โปรดิวเซอร์ นักดนตรีและคีตกวีทำเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นตัวเลือกที่ดีงามในการทำซาวด์แทรคห้วงคำนึงนั้นและหนุ่มจากเบลฟาสท์คนนี้ ก็ส่งผลงานมิกซ์ที่เกินล้ำจากความคาดหมายไปอีกหลายช่วงตัว 19 เพลงที่คุณอาจจะไม่รู้จักศิลปินใด ๆ เลย กับตัวดนตรีแผ่วเบา อึมครึมก้องอยู่ข้าง ๆ ใบหู ละเลียดอยู่แค่บนผิวหนัง เสียงทำนองขับเสนาะสุดไพเราะที่ไม่ห่างไกลจากเพลงกล่อมเด็กในอดีต หรืออาจเป็นเพียงบทสวดยามวิกาลที่มีแต่บุคคลพิเศษเท่านั้นจะได้สดับรับรู้ อัลบั้มสำคัญสำหรับทดสอบประสิทธิภาพเฮดโฟนราคาแพงของคุณ

 

Kate Tempest

“Let Them Eat Chaos”

[Fiction]

 

Kate Tempest เชี่ยวชาญในการใช้ถ้อยคำภาษา เธอรู้จักการเรียงร้อยตัวอักษร การประกอบคำต่าง ๆ และที่สำคัญเธอรู้จักวิธีเล่าเรื่องที่มีพลังทำลายล้างสูง เคทเป็นทั้งกวีนิพนธ์ แรปเปอร์ นักแต่งเพลง นักพูด และนักเขียน จุดเด่นของเธอน่าจะอยู่ที่การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในฐานะบุคคลที่สามโดยเฉพาะการมองผ่านตัวละคอนหลากหลาย ใน “Let Them Eat Chaos” อัลบั้มใหม่ของเธอ เคทจับเอาเหตุการณ์ในลอนดอนตอนใต้ฝั่งตะวันออก และหยุดเวลาไว้ที่ตีสี่สิบแปดนาที ก่อนจะนำเรื่องราวหลายชีวิตมาตีแผ่ ใครหนอใครที่ยังไม่ได้นอน (หรือนอนแต่ไม่หลับ) ในเวลา 04.18 น. ใครคนนั้นอาจจะอยู่ในห้องครัว ออฟฟิศ ท้องถนน หรือนอกบ้านตัวเอง คนเหล่านั้นกับการเผชิญปัญหาของนครใหญ่ ปัญหาด้านชนชั้น เศรษฐกิจปากท้อง การขาดความปลอดภัย หรือการตกเป็นทาสของวัตถุนิยม “Let Them Eat Chaos” น่าจะทำให้หลาย ๆ คนคิดใหม่ก่อนจะสมัครไปศึกษาต่อที่ลอนดอน

 

Billie Marten

“Writing Of Blues And Yellows”

[Chess Club/ RCA/ Sony Music]

 

ผมนั่งฟังอัลบั้มแรกของดรุณีวัย 17 นาม Billie Marten ห่างจากวันที่เศร้าที่สุดของคนไทยทั้งประเทศไป 25 วัน ดนตรีในอัลบั้มนี้ช่างอาดูร และสลด กดใจพอ ๆ กับความรู้สึกของเราในกลางเดือนตุลาคม เสียงของบิลลี่เปราะบางลอยละล่อง เต็มไปด้วยความอัดอั้นใจที่เธอระบายผ่านตัวโน้ตและเสียงกีตาร์ กระนั้น ท่วงทำนองยังคงมีประดับประดาอยู่อย่างน่าชื่นชม ความแผ่วเบาของดนตรีคงไม่ต่างจากอากาศบริสุทธิ์ของชนบทที่บิลลี่เติ็บโตมา การเปรียบเทียบกับบรมครูดนตรีโฟลค์แจ็สอย่าง John Martyn, Nick Drake  หรือ Linda Lewis  คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับงานในรุ่นถัดมาของ Weekend, Birdy หรือ Laura Marling  เพลงของบิลลี่มีความผุดผ่องและเชื้อเชิญให้เราขยับตัวเข้าไปฟังเธอขับขานให้ใกล้มากขึ้น บรรดาซิงเกิ้ลมากันครบ “Bird”, “Heavy Weather” หรือ “Milk And Honey”   พ่วงด้วยแทรคใหม่อย่าง “Live”, “Unaware” และ “Hello Sunshine” กับงานเก่าของ Jane และ Royal Blood

 


 

 




Album of the Month

Various Artists

“WAG: Iconic Tunes From The Wag Club 1983-1987”

[Harmless]

 

สำหรับผู้อยากศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีพ็อพอังกฤษในยุค 80 คุณไม่สามารถละเลยความสำคัญของ Wag ได้เลย  นี่คือคลับไนท์บนถนนวอร์ดอร์กลางย่านโซโหในกรุงลอนดอน ภายในอายุ 4-5 ปีกลางทศวรรษนั้น คลับแห่งนี้ไม่เพียงกำหนดลมหายใจของยามราตรีในลอนดอน แต่ยังเป็นตัวแปรและสร้างแรงบันดาลใจในวงการดนตรีของอังกฤษจนในที่สุดสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ไปทั่วโลก วงดนตรีหลายวงอย่าง Sade, Wham!, Imagination, The Style Council, Swing Out Sister, Brand New Heavies, Everything But The Girl, Animal Nightlife, Working Week, Matt Bianco, Spandau Ballet, Visage  หรือ Culture Club ล้วนซึมซับบรรยากาศเพลงต่าง ๆ  และบรรดาผู้คนนักเที่ยวขาประจำของคลับแห่งนี้กันทั้งนั้น Wag  เป็นคลับแรกที่ผสมดนตรีฮิปฮอปโซล ฟังค์ เฮ้าส์ แจ็ส หรือแม้แต่ easy listening ไว้บนฟลอร์เต้นรำ อัลบั้มรวมเพลง 4 ซีดีแผ่นนี้เล่าประวัติคลับอย่างละเอียดจากผู้ก่อตั้ง Chris Sullivan  ซึ่งเขาก็คัดเลือกเพลงเด่น ๆ  ที่เป็นสีสันของคลับ Wag ไว้มากกว่า 50 เพลง

 

Bartosz Kruczynski

“Baltic Beat”

[Growing Bin Records]

 

โซโลอัลบั้มแรกของนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ชาวโปแลนด์นาม Bartosz Kruczynski  อัลบั้มนี้เขาบันทึกในบ้านเกิดที่กรุงวอร์ซอว์ แต่ไปเก็บเสียงของธรรมชาติจริง ๆ อีกหลายเมืองทั้งในโปแลนด์และในอิตาลี นอกจากเสียงธรรมชาติเราได้ฟังเสียงซินธ์สังเคราะห์ คีย์บอร์ด กีตาร์เพอร์คัสชั่นและดรัมแมชีนที่บาร์ทอสบรรเลงเองทั้งหมด เพลงไตเติ้ลแทรคยาว 20 นาทีจนกินไปทั้งด้านแรกของแผ่นเสียง งานเนิบนาบที่เหมือนกระเทาะจากแม่พิมพ์ของค่ายนิวเอจอย่าง Windham Hill หรือ Innovative Communication  ความสวยสดงดงามที่เล่าจุดกำเนิดของท้องฟ้า หมู่มวลดาราและการเปลี่ยนแปลงเมื่อยามเย็นมาแทนที่ ด้านบีอีก 4 เพลงที่จังหวะจะโคนโปรยปรายอย่างสง่างาม ดนตรีเพื่อการเฝ้าดูการไหลรินของผืนน้ำ ดนตรีที่มีให้บรรดานกหลากหลายพันธุ์เต้นรำ เสียงเปียโนที่บรรเจิดคล้ายเสียงแว่วของสายฝนไกล ๆ ทำนองที่อึงอลแบบเศษไม้ฟืนแตกตัวยามต้องกองเพลิงในนอร์เวย์ หากคุณสามารถหยุดยื้อห้วงแห่งความรักได้นาน ๆ คนตรีใน “Baltic Beat” จะอยู่คู่จิตใจคุณไปตลอดกาล

 

Wonk

“Sphere”

[Epistroph]

 

อัลบั้มแรกของ 4 หนุ่มจากญี่ปุ่นนาม Wonk  เป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่ของคนหนุ่มสาวที่ฝักใฝ่ดนตรีแจ็สตามขนบประเพณีเดิม แล้วนำมาขับขานใหม่ในรูปแบบของวันนี้ เฉกเช่นเดียวกับวง BadBadNotGood  ที่หน้ากระดาษนี้เคยเชิดชูมาก่อน  Wonk สนุกสนานกับการจับแพะชนแกะของดนตรีแจ็ส ความเมามันที่เผ็ดร้อนอาจตรงกันข้ามกับ 4 หนุ่มจากโตรอนโต้ Wonk อยู่ตรงกลางระหว่างสีสันของฮิปฮอปอาร์แอนด์บีสมัยใหม่แบบ Chance The Rapper หรือสายล้ำอย่าง Frank Ocean  กับความสามารถในการเรียบเรียงดนตรีโครงสร้างที่ซับซ้อนและการเจาะรหัสพื้นเพของดนตรีแจ็สคลาสสิคแบบวงรุ่นพี่อย่าง United Future Organization อัลบั้ม “Sphere” พาคุณไปต้นยุค 90 แบบที่ไม่ตั้งใจ อารมณ์แทรคอย่าง “Savior” กับ “Real Love” อาจบ่งชี้ แต่แทรคใกล้ ๆ กัน “Rdnet” หรือ สองไฮไลท์แบบ    “Over” กับ “1914” ยืนยันว่า  Wonk อาศัยอยู่บนโลกของดนตรี ณ วันนี้และจะนำพาดนตรีแจ็สให้ไปไกลอีกหลายขุมในวันหน้า

 

David Holmes

“Late Night Tales”

[Night Time Stories]

 

มีสิทธิ์จะเป็นอัลบั้มมิกซ์ที่ดีที่สุดของปี ซีรีส์ “Late Night Tales” สาวเท้ากลับไปสู่อุดมคติเดิมของการเป็นเรื่องขับขานยามดึกที่ทุกอย่างสงบนิ่ง ความเงียบสงัดเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้พึงสังวรถึงหลักธรรมของการใช้ชีวิต การปล่อยวางแล้วเลือกว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดต่อชีวิต การเรียงลำดับความทรงจำ การถนุุถนอมความรัก เฝ้ามองการเป็นอยู่ ดูแลครอบครัวผองเพื่อนและพร้อมรับมือกับความตายที่มาเยือนได้ทุกขณะ David Holmes ดีเจ โปรดิวเซอร์ นักดนตรีและคีตกวีทำเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นตัวเลือกที่ดีงามในการทำซาวด์แทรคห้วงคำนึงนั้นและหนุ่มจากเบลฟาสท์คนนี้ ก็ส่งผลงานมิกซ์ที่เกินล้ำจากความคาดหมายไปอีกหลายช่วงตัว 19 เพลงที่คุณอาจจะไม่รู้จักศิลปินใด ๆ เลย กับตัวดนตรีแผ่วเบา อึมครึมก้องอยู่ข้าง ๆ ใบหู ละเลียดอยู่แค่บนผิวหนัง เสียงทำนองขับเสนาะสุดไพเราะที่ไม่ห่างไกลจากเพลงกล่อมเด็กในอดีต หรืออาจเป็นเพียงบทสวดยามวิกาลที่มีแต่บุคคลพิเศษเท่านั้นจะได้สดับรับรู้ อัลบั้มสำคัญสำหรับทดสอบประสิทธิภาพเฮดโฟนราคาแพงของคุณ

 

Kate Tempest

“Let Them Eat Chaos”

[Fiction]

 

Kate Tempest เชี่ยวชาญในการใช้ถ้อยคำภาษา เธอรู้จักการเรียงร้อยตัวอักษร การประกอบคำต่าง ๆ และที่สำคัญเธอรู้จักวิธีเล่าเรื่องที่มีพลังทำลายล้างสูง เคทเป็นทั้งกวีนิพนธ์ แรปเปอร์ นักแต่งเพลง นักพูด และนักเขียน จุดเด่นของเธอน่าจะอยู่ที่การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในฐานะบุคคลที่สามโดยเฉพาะการมองผ่านตัวละคอนหลากหลาย ใน “Let Them Eat Chaos” อัลบั้มใหม่ของเธอ เคทจับเอาเหตุการณ์ในลอนดอนตอนใต้ฝั่งตะวันออก และหยุดเวลาไว้ที่ตีสี่สิบแปดนาที ก่อนจะนำเรื่องราวหลายชีวิตมาตีแผ่ ใครหนอใครที่ยังไม่ได้นอน (หรือนอนแต่ไม่หลับ) ในเวลา 04.18 น. ใครคนนั้นอาจจะอยู่ในห้องครัว ออฟฟิศ ท้องถนน หรือนอกบ้านตัวเอง คนเหล่านั้นกับการเผชิญปัญหาของนครใหญ่ ปัญหาด้านชนชั้น เศรษฐกิจปากท้อง การขาดความปลอดภัย หรือการตกเป็นทาสของวัตถุนิยม “Let Them Eat Chaos” น่าจะทำให้หลาย ๆ คนคิดใหม่ก่อนจะสมัครไปศึกษาต่อที่ลอนดอน

 

Billie Marten

“Writing Of Blues And Yellows”

[Chess Club/ RCA/ Sony Music]

 

ผมนั่งฟังอัลบั้มแรกของดรุณีวัย 17 นาม Billie Marten ห่างจากวันที่เศร้าที่สุดของคนไทยทั้งประเทศไป 25 วัน ดนตรีในอัลบั้มนี้ช่างอาดูร และสลด กดใจพอ ๆ กับความรู้สึกของเราในกลางเดือนตุลาคม เสียงของบิลลี่เปราะบางลอยละล่อง เต็มไปด้วยความอัดอั้นใจที่เธอระบายผ่านตัวโน้ตและเสียงกีตาร์ กระนั้น ท่วงทำนองยังคงมีประดับประดาอยู่อย่างน่าชื่นชม ความแผ่วเบาของดนตรีคงไม่ต่างจากอากาศบริสุทธิ์ของชนบทที่บิลลี่เติ็บโตมา การเปรียบเทียบกับบรมครูดนตรีโฟลค์แจ็สอย่าง John Martyn, Nick Drake  หรือ Linda Lewis  คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับงานในรุ่นถัดมาของ Weekend, Birdy หรือ Laura Marling  เพลงของบิลลี่มีความผุดผ่องและเชื้อเชิญให้เราขยับตัวเข้าไปฟังเธอขับขานให้ใกล้มากขึ้น บรรดาซิงเกิ้ลมากันครบ “Bird”, “Heavy Weather” หรือ “Milk And Honey”   พ่วงด้วยแทรคใหม่อย่าง “Live”, “Unaware” และ “Hello Sunshine” กับงานเก่าของ Jane และ Royal Blood